mdred♡

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 24 : การเปลี่ยนแปลง [100%]

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 : การเปลี่ยนแปลง [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 77.8k

ความคิดเห็น : 378

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2559 18:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 : การเปลี่ยนแปลง [100%]
แบบอักษร

 

ตอนที่ 24

 

การเปลี่ยนแปลง

 

ผมอยู่บนเกาะนี้มาได้สองอาทิตย์กว่าๆแล้ว

          การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผมได้เศร้าซึมเหมือนเดิมอีกต่อไป อาจจะมีแอบร้องไห้บ้างแต่โดยรวมแล้วดีกว่าเก่าอยู่มากโข

          อยู่ที่นี่เราต้องปรับตัวหลายด้าน หนึ่งคือเรื่องอาหารการกินผมพึ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันนี้เองว่าจะมีคนเอาวัตถุดิบทำอาหารมาให้ทุกๆตีสาม (บังเอิญตื่นขึ้นมาแล้วเจอ) หลังจากที่แปลกใจอยู่นานว่าทำไมวัตถุดิบทำอาหารมันถึงไม่หมดสักที และสองสำหรับอาหารคือผมน่ะทำอาหารอร่อยกว่าสิงห์ แต่สิงห์ทำอาหารได้หลากหลายกว่า วันไหนที่เราสองคนขี้เกียจมักมีเมนูยอดฮิตคือข้าวไข่เจียว

          ที่นี่ไม่มีอินเตอร์เน็ต เวลาว่างของผมจึงมีมาก นี่ดูหนังมาเกือบทุกแผ่นแล้ว เล่นทะเลก็เล่นจนผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนแล้วด้วย สิงห์บอกผมว่าเขาขอดรอปการเรียนมหาลัยของผม เสียใจนิดๆเพราะเกือบจะจบอยู่แล้วแต่เอาเถอะ ถ้ามาคิดดูแล้วก็พบว่าในเทอมนี้ผมน่ะแทบไม่มีความรู้เข้าสมองเลย ไอ้ที่เข้าสมองน่ะคือเรื่องวุ่นๆทั้งนั้น แต่นั้นหมายความว่าผมต้องซิ่วเข้าไปเรียนกับน้องปีหนึ่งอีกครั้ง กำลังคิดๆอยู่ว่าถือโอกาสนี้เปลี่ยนคณะเลยจะดีไหม

          “ธามเล่นน้ำมาสามชั่วโมงแล้วพอได้แล้วครับ” เสียงดุเล็กน้อยดังขึ้นเหนือหัว ผมที่กำลังก่อกองทรายเล่นเงยหน้าขึ้นเห็นนัยน์ตาสีฟ้าเข้มที่กำลังจ้องลงมา ในมือหนามีผ้าขนหนูผืนหนึ่งถืออยู่ ผมพยักหน้าเพราะไม่อยากขัดใจเขาอีกอย่างคือเริ่มแสบผิว เลยเดินไปล้างมือกับน้ำทะเลก่อนแล้วจึงยื่นมือไปรับผ้าขนหนูผืนนั้นมาเช็ดตัว

          ผมเดินตามร่างสูงพอถึงหน้าบ้าน สิงห์ก็เดินเข้าไปก่อนแล้วกลับออกมาพร้อมชุดคลุมสีขาว ผมยื่นมือรับแล้วเดินไปถอดชุดก่อนจะเข้าทางด้านหลัง (เข้าทางหน้าบ้านมันเปียก) แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อไปอาบน้ำเลย พอออกมาจากห้องน้ำผมจะเห็นชุดใหม่ที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้ทุกครั้ง เลยสะดวกตรงที่ว่าไม่ต้องไปเลือกชุดใส่เอง

          เสียงของทีวีดังมาทำให้ผมรู้ว่าสิงห์กำลังเปิดหนังเรื่องใหม่รออยู่ เพราะหลังจากเล่นน้ำเสร็จผมจะมาดูหนังต่อ จากนั้นจึงไปทำอาหาร กินข้าวแล้วก็เข้านอน เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน

          ผมสวมเสื้อซึ่งเป็นชิ้นสุดท้ายที่ต้องใส่ติดกระดุมแล้วหยิบผ้าขนหนูผืนเดิมสำหรับเช็ดผมไปด้วย สิงห์นั่งรออยู่ที่โซฟาผมจึงเดินลงไปนั่งข้างๆ เพราะเขาคุยโทรศัพท์เป็นภาษาอะไรสักอย่างอยู่จึงหันมายิ้มให้เล็กน้อยแล้วเอื้อมมือมาซับผมให้พลางคุยโทรศัพท์ไปด้วย

        “#$^%&&(*(@#%&^&*

        “#%$^(*)$#$@&*$&(^

        ผมเหล่ตามองเขาเล็กน้อย ช่วงนี้เหมือนจะคุยโทรศัพท์บ่อยขึ้น จนกระทั่งสิงห์วางสายโทรศัพท์แล้วทำสีหน้าเหมือนหนักใจแต่มือที่กำลังขยี้เพื่อซับผมให้ใหม่ก็ไม่ยอมลดละไปไหน

          “มีอะไรหรือเปล่า”

          “เปล่าครับ” เขาส่ายหน้าแล้วก้มลงมาจูบที่หน้าผาก “เบื่อหรือเปล่าธาม”

          “หือ”

          “ผมหมายถึงอยู่ที่นี่น่ะเบื่อหรือเปล่า”

          “ก็นิดหน่อย” ผมตอบไปตามความจริงแต่เบื่อที่ว่าน่ะมันก็ไม่ได้มากมายอะไร สิงห์พยักหน้ารับรู้

          “คุณย่าบอกว่าคุณแม่ของธามคิดถึงลูกชาย อยากให้กลับกรุงเทพฯสักที นายอยากกลับหรือเปล่า”

          “เอาสิอยากเจอแม่เหมือนกัน”

          “แต่ผมไม่อยากให้นายไปจากที่นี้เลย”

          “

          “ผมล้อเล่นนะครับ ไปเก็บของรอก่อนได้ไหมเดี๋ยวผมตามไป ตอนค่ำๆจะมีเรือมารับ” มือหนาปัดเส้นผมที่กำลังปรกใบหน้าผมอยู่ออก ผมพยักหน้าเข้าใจก่อนจะรีบเดินไปยังห้องของตนเอง

 

          นัยน์ตาคมมองแผ่นหลังเล็กที่หายเข้าไปในห้องนอน จากนั้นสิงห์จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกอีกครั้ง เสียงโทรออกดังประมาณสามครั้งปลายสายก็กดรับ

          (ครับนายท่าน)

          “หาเจอหรือยัง”

          (ยังครับ ไม่มีใครหาตัวคุณเสือเจอเลยครับ)

          สิงห์จิปากอย่างขัดใจ ภายหลังจากที่พ่อโทรมาบอกว่าพี่ชายตัวดีนั้นหนีออกไปได้แล้ว แม้จะดักทั้งสนามบิน ท่าเรือ ทุกๆทางที่จะไม่ให้อีกฝ่ายออกจากแฟรงเฟิร์ตแต่กลับหาไม่เจอ แม้เขาจะไม่รู้ว่าพี่เสืออยู่ที่ไหนแต่ความรู้สึกตอนนี้น่ะมันบอกว่าเจ้าตัวมาอยู่ที่ไทยแล้วแน่ๆ ซ้ำแล้วยังเหมาะเจาะกับช่วงที่คุณย่าโทรมาเรียกตัวให้กลับบ้านจะปฏิเสธก็ยังไงๆอยู่ “รอยด์ว่ายังไง”

          (เหมือนรอยด์ก็ไม่ได้ติดต่อกับคุณเสือเลยครับ เอาตรงๆก็ไม่เห็นว่าจะมีใครที่สามารถติดต่อกับคุณเสือได้เลย)

          “หาตัวให้เจอแล้วกัน ธามจะออกจากเกาะแล้ว” สิงห์ว่าก่อนจะตัดสาย เขามั่นใจเรื่องที่ธามเริ่มรู้ดีกับตัวเองมากขึ้นแต่มันยังไม่มากพอ ระยะเวลามันยังเร็วเกินไป ที่กะเอาไว้คือหนึ่งเดือนแต่นี่มันพึ่งจะได้แค่เกือบสองอาทิตย์เท่านั้นเอง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน มือหนายัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วเดินไปยังห้องที่ธามพึ่งเข้าไปเมื่อสักครู่เพื่อช่วยเก็บของ

 

          เรือยอร์ชสุดหรูแล่นมารับผมตอนค่ำอย่างที่สิงห์บอก ใช้เวลานานพอสมควรในการขับเข้าฝั่ง แถมพอมาถึงฝั่งเราก็ต้องนั่งรถเพื่อไปสนามบินต่ออีกเพื่อที่จะประหยัดเวลาลงให้มากกว่าเดิมเนื่องจากที่ๆเราอยู่ตอนนี้มันห่างไกลจากกรุงเทพฯอยู่พอสมควร

          ผมหันหลังมองท้องทะเลที่ยังคงมีกลิ่นเค็มและลมเย็นที่ทำให้รู้สึกเหนียวตัว ถึงแม้ว่าจะเริ่มรู้สึกชินกับสิ่งเหล่านี้แล้วก็ตาม

          “ไปได้แล้วครับธาม” เสียงทุ้มตะโกนเรียกมาแต่ไกล ผมรีบหันหน้าไปมองปรากฏว่าทุกคนนั้นเดินห่างออกไปถึงคันหรูที่มาจอดรอแล้ว เห็นดังนั้นผมเลยรีบวิ่งไปยังรถที่มีคนยืนรออยู่ มือหนาบีบจมูกผมเล็กน้อยเมื่อผมวิ่งไปถึง “ทำอะไรอยู่น่ะครับ”

          “มองทะเล”

          “หรือครับงั้นขึ้นรถดีกว่า ช้ากว่านี้เราจะสาย” ผมหมุนตัวเพื่อมองท้องทะเลเป็นครั้งสุดท้าย สูดกลิ่นเค็มของน้ำแล้วก้าวขึ้นรถตามที่อีกฝ่ายบอก สิงห์ขึ้นมานั่งข้างผมมือหนาตบศีรษะของผมให้นอนลงที่ตักแล้วลูบเส้นผมไปมา “พึ่งกินยาไปเดี๋ยวนายจะง่วง นอนรอเลยก็ได้นะ”

          “อืม” ผมพึมพำตาใกล้หลับเพราะฤทธิ์ยาที่กินไปเมื่อตอนยังอยู่บนเรืออย่างที่สิงห์ว่า ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไป

 

        กรุงเทพมหานคร

        ผมตื่นมาอีกครั้งตอนตีสี่ พึ่งรู้ว่าถูกอุ้มขึ้นเครื่องบินเพราะโดนปลุกแล้วไม่ตื่น ตอนนี้เราอยู่ที่บ้านจัดสรรไม่ใช่คอนโดเป็นบ้านขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใหญ่แบบโอเวอร์อลังการแต่เป็นใหญ่ในระดับที่สามัญชนคนมีอันจะกินแต่ไม่ถึงขนาดร่ำรวยเป็นพันล้านพอที่จะซื้อได้ มันเป็นบ้านจัดสรรสองชั้น มีสวนหน้าบ้านดูร่มรื่น ผมอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จตั้งแต่ตีห้า อาศัยชุดที่เก็บมาจากบ้านติดชายหาดมาใส่ก่อน แล้วเดินลงมาเล่นที่สวนหน้าบ้าน อ้อ! ผมลืมบอกไปเจ้าเธียร์ก็มาด้วยนะครับ

          สิงห์เดินมานั่งที่ม้าหินอ่อนข้างๆผมที่กำลังเล่นกับเจ้าแมวอยู่ เปาหอมอยู่วางบนโต๊ะพร้อมกับแก้วโอวัลติน

          “ยังไงก็จะไปบ้านใหญ่อยู่แล้ว ไปทานข้าวที่นั่นเลยดีกว่า ยังไงตอนนี้ถ้าหิวก็ทานเปาไปก่อนนะครับ”

          “ไปซื้อมาตอนไหน” ผมถามขณะหยิบเปาลูกหนึ่งยัดเข้าปาก

          “ตอนที่นายอาบน้ำ น้ำเต้าหู้ก็มีนะครับ ถ้าอยากทาน”

          “เอาโอวัลตินดีกว่า” ผมตอบแล้วค่อยๆจิบโอวัลตินเข้าปากตาม

          ผมเล่นกับแมวเกือบหนึ่งชั่วโมงจากนั้นจึงไปนั่งเล่นที่ห้องนั่งเล่น เปิดทีวีนอนเล่นโทรศัพท์รอ กระทั่งเกือบหนึ่งโมง ร่างสูงจึงเรียกผมให้ไปเก็บเสื้อผ้าบนห้องอีกครั้ง เพราะต่อจากนี้เราจะเข้าไปอยู่ที่บ้านใหญ่เลย ผมใช้เวลาไม่นานเพราะตอนหยิบเสื้อผ้าออกมาใส่ไม่ได้ค้นมันมาก จากนั้นจึงเดินลงมาจากชั้นสองโดยมีสิงห์ยื่นหมุนกุญแจรถรออยู่ด้านล่างแล้ว มือหนาหยิบกระเป๋าของผมไปถือ ก่อนจะเดินนำไปขึ้นรถ พอถึงรถโทรศัพท์เครื่องหนึ่งก็ถูกยื่นมาให้ผม

          “ผมคืนให้” มันเป็นโทรศัพท์มือถือของผมเอง เกือบจะลืมไปแล้วเชียวเพราะตอนที่อยู่บนเกาะผมก็ไม่ได้ถามหาโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย ผมรับมาเลื่อนหน้าจอแล้วใส่รหัสผ่านก่อนจิ้มนิ้วเข้าไปดูยังคลังรูปภาพ

          รูปภาพเกือบทุกรูปของผมถูกลบออกจนหมด แอพต่างๆด้วยก็เช่นกัน เหมือนโดนล้างเครื่องใหม่ทั้งหมดเพราะเบอร์โทรศัพท์ก็ถูกเปลี่ยนด้วยยกเว้นเบอร์โทรติดต่อของเพื่อนๆที่ยังไม่หายไปไหน ผมกดปิดโทรศัพท์แล้วยัดมันเข้ากระเป๋ากางเกง นั่งเงียบๆฟังเพลงในรถแทน ตัวรถหรูที่เคลื่อนที่ตัวความเร็วสูงไม่นานนักมันก็เลี้ยวเข้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ที่คุ้นเคย ผมรอให้รถจอดสนิทจากนั้นจึงเดินลงจากรถก่อนจะถูกใครบางคนโผล่เข้ากอดทันที

          “ธาม!! ธาม!!” เสียงของแม่ผมกอดแม่เอาไว้แน่น อีกฝ่ายก็กอดผมเอาไว้แน่นเช่นกัน เสียงสะอื้นดังมาที่ข้างหู พอผละออกใบหน้าที่อ่อนวัยกว่าอายุก็เต็มไปด้วยคราบน้ำตา มือบางแตะที่ใบหน้าของผมแล้วหอมที่แก้ม หลังจากนั้นแม่ก็กอดผมเอาไว้อีกครั้ง เนิ่นนานไม่ยอมปล่อยเสียทีจนคุณหญิงเจ้าของคฤหาสน์มาเรียกให้ไปทานข้าวเช้าแม่จึงยอมปล่อย

          ผมเม้มปากนึกเสียใจที่คราวก่อนมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ได้คิดถึงคนเป็นแม่ว่าท่านจะเศร้าแทนแค่ไหน

          “เลิกร้องไห้เหมือนเดิมแล้วใช่ไหมธาม” น้ำเสียงอบอุ่นถามขึ้นในขณะที่เราสองคนกำลังเดินไปยังห้องอาหาร ผมพยักหน้าเล็กน้อย ทันใดนั้นสีหน้าของมารดาก็เริ่มดีขึ้นเป็นเท่าตัว “ดีแล้วลูก”

          “ครับ” ผมยิ้มตอบขณะที่เลี้ยวตัวเข้ามาในห้องขนาดใหญ่ ใจกลางห้องมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งวางอยู่พร้อมด้วยเก้าอี้หรูวางเรียงราย บนโต๊ะล้วนมีแต่อาหารชั้นเลิศที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนให้ท้องผมเริ่มร้องขึ้นมา

          “หนูธามมานั่งข้างย่ามา” เสียงทุ้มของคุณหญิงศิริวรรณเรียกผมพลางขวักมือ ผมมองหน้าคุณแม่เล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆท่านตามที่ท่านบอก ข้าวสวยสีสะอาดถูกตักให้ทันทีที่ผมนั่งลงตามมาด้วยมือเหี่ยวย่นตามอายุของคุณหญิงที่ค่อยๆตักอาหารมาวางใส่จาน ผมพยักหน้าบอกขอบคุณแล้วเริ่มลงมือทานทันที

          การทานอาหารเช้านี้เงียบกริบเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง เพราะคุณหญิงเป็นผู้ดีด้วยเลยเหมือนจะเคร่งมากกว่าปกติ สิงห์ตามมานั่งที่นั่งตรงข้ามผมทีหลัง เขายิ้มให้เล็กน้อยก่อนหันไปไหว้คุณแม่ของผมแล้วลงมือทานเหมือนกัน

          “หนูธามรู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

          ผมรีบวางช้อนที่กำลังจะตักเข้าปากลงทันทีที่ได้ยินคำถาม “ดีขึ้นแล้วครับ”

          “ดีแล้วล่ะ คุณแม่ของเราจะได้สบายใจลง”

          “ครับ”

          “แล้วเมื่อกี้เราไปไหนมา ทำไมมาทานอาหารช้าล่ะ”คุณหญิงหันไปถามสิงห์บ้าง ซึ่งคนที่ได้รับคำถามก็วางช้อนลงแล้วตอบตามปกติ

          “ไปคุยโทรศัพท์น่ะครับ”

          “บริษัทก็ยังไม่ได้รับช่วงต่อจริงๆก็งานยุ่งเสียแล้วหรือ อย่าเป็นเหมือนพ่อเราล่ะ พอรับช่วงต่อก็เริ่มบ้างานขึ้นเรื่อยๆ”

          “ก็พอเขาเป็นลูกคนเดียวนี่ครับ ธุรกิจของคุณปู่ก็เยอะขนาดนี้ไม่ให้บ้างานได้ยังไง”

          “เพราะแบบนี้พ่อเราเลยประชดด้วยการผลิตลูกออกมาสี่คนในเวลาใกล้เคียงกันจนเลี้ยงไม่ทันไง คนที่ตั้งท้องน่ะสิมันเหนื่อย ว่าแล้วก็รู้สึกสงสารแม่ของเราจริงๆสิงห์”

          “แต่คราวนี้ทิพย์ว่าคุณหญิงคงไม่ต้องเหนื่อยเลี้ยงหลานอีกแล้วมั้งคะ” คุณป้าที่ยืนอยู่ข้างคุณหญิงพูดขึ้นมา พลางยิ้มกรุ่มกริ่มสายตามองมาทางผม “ก็ดูเหมือนว่าสะใภ้คราวนี้จะเป็นผู้ชาย”

          “นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ไม่เหนื่อย” ผมหัวเราะเล็กน้อยเมื่อคุณหญิงพูดประโยคนี้ขึ้นมา แต่ประโยคถัดมาผมกลับขำไม่ออก

          “จริงสิคะ แล้วคุณเสือไปไหนทิพย์ไม่ได้เห็นหลายวันแล้ว เห็นคนอื่นไม่ได้พูดกันเลยยังไม่ได้ถาม--

          “ไม่ถามน่ะดีแล้ว” น้ำเสียงปนตำหนิจากแม่นมของเสือที่ยืนอยู่ไม่ไกลดังขึ้นขัด เจ้าของประโยคก่อนหน้านี้ทำหน้างงเหมือนไม่เข้าใจ แต่พอคุณป้าคนนั้นหันมามองทางผมก็เหมือนนึกอะไรได้เพราะแกเบิกตากว้างแล้วรีบก้มหน้าลงทันที

          “ขอโทษค่ะ”

          “ผมอิ่มแล้วครับ” ผมบอกแล้วลุกขึ้น “ขอตัวออกไปเดินเล่นด้านนอกนะครับ”

          “ผมไปด้วย” ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามลุกขึ้นตาม “ผมก็รู้สึกเบื่อๆแล้วน่ะครับ”

          “ไปพร้อมกันทั้งสองคนเลยหรือ ก็ได้จ้ะระวังตัวดีๆนะ”

          “ครับ” เสียงทุ้มตอบแทน สิงห์เดินอ้อมมาหาก่อนจะจูงมือพาผมเดินออกไปด้านนอก เขาพาเดินออกมาทางด้านหลังคฤหาสน์ สวนดอกไม้ขนาดใหญ่หลากหลายนานาชนิดเป็นสิ่งแรกที่เห็น ผมอึ้งไปสักนิดมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แสนสวย แต่สิงห์ยังไม่หยุดเดินเขาจูงมือผมมาเรื่อยๆจนกระทั่งพ้นเขตดอกไม้กลายเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีแทน ร่างสูงนั่งลงบนหญ้าก่อนจะฉุดให้ผมนั่งลงตามหลังจากนั้นพวกเราทั้งสองคนก็เปลี่ยนจากนั่งมาเป็นนอนแทน

          “ที่นี่ที่ไหน” ผมถามแม้จะเห็นอยู่เต็มตาว่ามันเป็นสวนดอกไม้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบคำถามผิดจากที่ผมคาดการณ์เอาไว้นัก

          “สวนดอกไม้ไงตอนเด็กๆนายชวนผมมาเล่นที่นี่บ่อยๆ จำไม่ได้หรือ”

ผมส่ายหน้า ไม่รู้ทำไมถึงไม่ค่อยจำช่วงเวลาวัยเด็กของตัวเองได้

          “จริงสิลืมถาม นายรู้จักเราได้ยังไง”

“ตอนเด็กที่งานเลี้ยง พ่อกับแม่ของธามชอบพาธามมาด้วย เราเจอกันที่งานเลี้ยงบ่อยๆเลยรู้จักกัน จากนั้นนายก็มาเล่นที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ แต่พอผมอายุประมาณเจ็ดแปดขวบเราก็ไม่ได้เล่นกันอีก”

“หรือ” ผมลากเสียง “งั้นทำไมเราจำอะไรไม่ค่อยได้เลยล่ะ”

“นั้นสินะ แต่ตอนเด็กน่ะนายน่ารักมากเลยนะ”

“เพราะอย่างนั้นถึงชอบหรือ”

“เปล่าหรอก”

“เพราะนายเคยช่วยผมเอาไว้ต่างหาก”ผมทำหน้าแปลกใจ

” พอสิงห์เห็นดังนั้นเขาเลยพลิกตัวผมให้เอนข้างแล้วชี้ไปยังแอ่งน้ำขนาดกลางที่อยู่ไม่ไกลนัก

“วันนี้เราเล่นซ่อนหาแล้วผมวิ่งไปซ่อนไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วดันเผลอตกน้ำ แต่นายเป็นคนช่วยผมเอาไว้ ตอนนั้นนายเกือบตายเพราะช่วยผม แถมหยุดหายใจไปรอบหนึ่งบางทีที่จำอะไรไม่ค่อยได้อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นก็ได้”

“แบบนั้นไม่ใช่ทฤษฎีสะพานแขวนหรือไง” ผมว่า “การตกหลุมรักระหว่างประสบอุบัติเหตุน่ะ”

“ไม่ใช่หรอก”

“มั่นใจ”

“ธามถ้าไม่ใช่รักจริงๆผมไม่ยอมทนรอเกือบสิบๆหรอก สำหรับครอบครัวที่เป็นนักธุรกิจที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างโลกมืดและโลกภายนอก ความรักคือเรื่องไร้สาระนะครับ ที่หมั้นกันส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อธุรกิจทั้งนั้น”

“หรือ”

ผมไม่ได้หันไปมองหน้าเขา เลยไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายทำหน้ายังไง แต่สัมผัสได้ว่าสิงห์เอามือยันตัวขึ้นเสียงทุ้มต่ำดังตามมาทันที

“ไม่มั่นใจในตัวผมหรือธาม”

“ไม่ใช่แค่นายแต่เป็นทุกๆคนในอัครมหาภูวสถิต”ผมพยายามย้ำนามสกุลด้านหลังแต่อีกฝ่ายกลับตอบด้วยน้ำเสียงราวกับไม่ระยี่

“ผมใช้นามสกุลของพ่อครับ”

“โกหก”

“เรื่องจริงครับ พึ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง”

“งั้นนามสกุลพ่อนายด้วย”

“โถ” น้ำเสียงหนักใจดังขึ้นทันที “แบบนี้ก็ตั้งใจกันแต่แรกแล้วสิ”

” ผมไม่ตอบขณะหลับตาลงแน่น ก่อนจะรู้สึกถึงมือหนาที่เลื่อนมาจับศีรษะของผมไปวางบนตักแกร่ง ผมลืมตาขึ้นเลยเห็นนัยน์ตาสีฟ้าเข้มที่จ้องลงมาก่อนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มก้มต่ำลงมาเรื่อยๆ

เรื่อยๆ

 

เรื่อยๆ

 

“แม่อยากให้ธามกลับบ้านเราจังเลย แต่กลัวเราจะเหงาเพราะที่บ้านไม่มีใครอยู่ อยู่ที่นี่ก็ดูแลตัวเองดีๆนะลูก”

“ไม่ใช่เด็กแล้ว”

มือบางยกขึ้นบีบจมูกผมทันที “ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่กี่สัปดาห์ก่อนน่ะเรายังร้องไห้เหมือนเด็กอยู่เลย”

“แม่ก็เหมือนกันนั่นแหละ” ผมย้อนบ้างเมื่อมีคนเล่าให้ฟังว่าตอนที่ผมไปอยู่เกาะ แม่ผมเอาแต่นอนซมร้องไห้เหมือนกัน “แม่ก็ไม่ร้องแล้วนะ”

ใบหน้าหวานถอนหายใจ ฝ่ามือที่เลี้ยงผมมาจนโตยกขึ้นลูบใบหน้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่ร้องอีกแล้วนะ”

“ครับ”

“อยู่ได้ใช่ไหม”

“ได้ครับ”

“แม่จะมาเยี่ยมบ่อยๆ ไปแล้วจ้ะดูแลตัวเองดีๆนะ” คุณแม่ย้ำอีกครั้งผมก็ได้แต่ตอบแบบเดิมคือครับๆๆ เมื่อรถเบนซ์คันหรูแล่นออกไปจากคฤหาสน์พอผมหมุนตัวก็เห็นแม่นมที่คุ้นหน้ายืนอยู่

“นมจะพาหนูธามไปดูห้องน่ะค่ะ”

“อ๋อครับ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามแม่นมไป ห้องของผมอยู่ทางด้านทิศตะวันตกถ้าจำไม่ผิดมันคนละฝากกับห้องของผู้ชายคนนั้นเลย ตอนนั้นผมเริ่มมีภูมิคุ้มกันการร้องไห้มากขึ้นแล้ว เรื่องนิดๆหน่อยอาจจะมีสะกิดใจอยู่บ้างแต่ไม่ได้ทำให้ร้องไห้เร็วเหมือนแต่ก่อนแล้ว

“ห้องนี้แหละค่ะ” ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูสีขาวขนาดใหญ่ พอเปิดเข้าไปก็เจอกับห้องนอนขนาดใหญ่ส่วนแรกที่เจอคือที่นั่งโซฟามีโทรทัศน์ขนาดใหญ่ติดบนกำแพงที่เป็นแผงกั้นระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์กับเตียงนอน เป็นห้องทรงโมเดิร์นโทนดำน้ำตาลเรียบๆแต่ดูหรูหรามีระดับ ผมสังเกตเห็นตู้เสื้อผ้าพอเดินเข้าไปเปิดดูก็พบว่าเสื้อผ้าถูกนำมาแขวนและจัดเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว “ห้องน้ำมันจะเป็นสระ ถ้าอยากอาบในสระเรียกพวกสาวใช้ก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่ ใช้ฝักบัวแทนก็ได้ค่ะ”

“ครับ ไม่มีปัญหาครับ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวนะคะ”

“ครับ” ผมตอบแล้วเดินไปส่งแม่นมที่หน้าห้อง จากนั้นจึงเดินกลับเข้ามาใหม่ล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่ม แอร์เย็นๆกับความเงียบมันชวนให้หลับ ดูเหมือนจะเปิดกันแบบไม่แคร์สภาวะโลกร้อนกันจริงๆครับ ตอนเช้าขนาดนี้ยังเปิด

ผมนอนนิ่งมองเพดานแต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรทำจริงๆจึงหยิบโทรศัพท์ที่พึ่งได้คืนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ขึ้นมาดู เพราะแอพโดนลบหมด ผมเลยโหลดแอพใหม่เป็นไลน์กับแอพดูหนังเอามาเปิดดูหนังไทยย้อนหลังดูเล่น ตั้งใจว่าจะเลือกหนังฮาๆแต่หาไม่เจอเลยเข้า Safari แล้วค้นหาพี่โน้ต อุดมดูแทนแล้วก็ได้สมหวังฮาแตกจริงๆด้วย

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“ไม่ได้ล็อคครับ”

“ทำอะไรอยู่น่ะครับ”

ผมไม่ได้ตอบคำถามแต่ถามกลับ “ทำไมกลับมาเร็วจังไหนบอกว่าไปทำงานที่มหาลัย”

“ก็ทำงานเสร็จแล้ว” ร่างสูงเดินเข้ามานั่งข้างพลางชะโงกหน้าดูคลิปในโทรศัพท์ผม “ดูอะไรอยู่น่ะครับ”

“พี่โน้ต อุดมเคยดูป่ะ”

“ไม่เคย”

“เด็กนอกก็อย่างนี้” ผมว่าแล้วกลิ้งสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มเพราะเริ่มหนาวก่อนจะตั้งใจดูอีกครั้ง แต่พอเห็นนัยน์ตาคมที่กำลังมองมาอย่างสงสัยเลยหยุดเอาไว้แล้วกวักมือเรียก “ดูปะ ?”

แทบไม่ต้องคิดเพราะทันทีที่ผมพูดจบสิงห์ก็แทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มด้วยทันที เพราะหน้าจอโทรศัพท์มันเล็ก พวกเราเลยย้ายถิ่นฐานจากบนเตียงไปเป็นโซฟาแล้วเชื่อมโทรศัพท์กับโทรทัศน์เอา เสียงหัวเราะดังเจื้อยแจ้วลั่นคฤหาสน์หลังจากนั้นก็มีผู้ร่วมสมทบเป็นเหล่าสาวใช้เริ่มต้นที่สองสามคนก่อนจะมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆจนเกือบจะเต็มห้อง

 

4 วันต่อมา

“นิ่งๆสิเธียร์ นิ่งๆก่อน เหลือแค่ล้างน้ำก็จะเสร็จแล้ว” ผมว่าพลางจับแมวเอาไว้ให้แน่นๆแล้วฉีดน้ำเข้าใส่ พอเห็นว่าฟองสบู่หายไปหมดแล้วจึงรีบห่อมันด้วยผ้าขนหนูก่อนอุ้มขึ้นเอาเข้าบ้าน

“อาบน้ำให้แมวหรือคะคุณธาม”

“ครับ ผมขอผ้าขนหนูอีกผืนหน่อยสิ” ผมบอกกับพี่สาวใช้ที่เริ่มจะคุ้นหน้ากันบ้างแล้วแม้จะยังจำชื่อไม่ได้ก็ตาม (คนใช้บ้านนี้เกินสามสิบจะให้ไปจำหมดได้ยังไง) ทันทีที่ผมว่าจบผ้าขนหนูผืนใหม่สำหรับเช็ดแมวก็ถูกส่งให้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ผมใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในวัยเกษียณคือวันๆนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือบางทีวัยเกษียณอย่างคุณย่า (คุณหญิงบังคับให้เรียกว่าคุณย่า) อาจมีงานให้ทำมากกว่าผมก็ได้ เห็นท่านออกงานเกือบทุกวันงานประมูลบ้าง งานสัมปทานบ้าง งานอะไรอีกก็ไม่รู้เยอะแยะ ส่วนเด็กซิ่วอย่างผมที่ไม่มีอารมณ์มานั่งอ่านหนังสือเลยได้แต่เล่นกับแมวไปวันๆเท่านั้น

“ข้าวเที่ยงเอาเป็นอะไรดีคะ” แม้ผมจะเริ่มสนิทกับพวกพี่ๆสาวใช้แล้ว แต่พวกพี่แกก็ยังคงเหลือนิสัยแบบเดิมเอาไว้อยู่นั่นคือ สุภาพ

“เอาที่เหลือจากตอนเช้าก็ได้”

“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งเอาไว้ว่าไม่ให้คุณธามทานอาหารเหลือจากตอนเช้า”

“แต่ผมไม่เป็นไรนะ บางทีทำมาแล้วทานไม่หมดมันเปลือง”

“ไม่ได้ค่ะ”

“โอเคยอมแพ้” ผมพยักหน้าแล้วบอก “งั้นเอาอะไรก็ได้ครับ แต่ขอจืดๆหน่อยแบบพวกแกงจืดน่ะครับ”

“ทราบแล้วค่ะ” เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ต่อจากนี้มันจะเป็นช่วงเวลาอันแสนน่าเบื่อของผม ผมเดินเข้าห้องโรงหนังที่เรียกแบบนี้เพราะจอโทรทัศน์ห้องนี้ใหญ่มว๊ากกก (วิบัติเพื่อให้เห็นภาพ) มีเครื่องเสียงแถมยังดูสามดีได้ด้วยคือครบชุด ขาดแค่ป๊อปคอร์นกับโค้กเท่านั้น เพราะถ้าจะเข้าห้องตัวเองก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนอน ผมเปิดโทรทัศน์นอนฟังโฆษณาเล่นไปส่วนสายตามองโทรศัพท์ แต่สักพักเสียงชวนเชิญบางอย่างก็ทำให้ผมรู้สึกสนใจจนต้องหันไปมอง

มันเป็นโฆษณาสวนสนุกซึ่งน่าจะสนุกดีถ้าเทียบกับคนที่ไม่มีอะไรทำแบบผม ผมมองนาฬิกานี่ใกล้จะเที่ยงแล้วนั่นแสดงว่า

“กลับมาแล้วครับ”

ตรงเวลาจริงๆด้วย

เสียงทุ้มดังขึ้นข้างๆหูก่อนคนตัวสูงจะเดินมานั่งลงข้างๆ สิงห์ในชุดบริหารติดกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงกับกลิ่นบุหรี่เล็กน้อย (ที่บอกว่าติดกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงเพราะจากที่ผมสังเกตดูแล้วพบว่าเขาไม่ใช้น้ำหอม) เขาจะไปมหาลัยตอนเช้าและตอนเที่ยงก็จะกลับมาที่คฤหาสน์หลังนี้ แถมยังตรงเวลาเสมอด้วยก่อนที่โฆษณามันจะจบลงเสียก่อนแล้วก็เลยรีบชี้ให้สิงห์ดูทันที

“อยากไป”

“ไปไหน”

“สวนสนุก” มันเป็นสวนสนุกเปิดใหม่น่าจะตั้งอยู่แถวๆชานเมือง สิงห์ไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมออกไปไหน แค่บอกว่าถ้าจะออกไปคนเดียวโดยที่ไม่มีเขาไปด้วยต้องมีคนตาม คนตามที่ว่าคือพี่บอร์ดี้การ์ดล่ำบึก ผมเลยคิดว่าถ้าจะโดนตามแบบนี้ขอไม่ออกไปเลยซะดีกว่า สี่วันที่ผ่านมาเลยหมกอยู่แต่ในคฤหาสน์หลังนี้อย่างเดียว

สิงห์ยังไม่ตอบ เขามองที่หน้าจอโทรทัศน์เหมือนกำลังคิด สักพักก็หันมามองผมแล้วพยักหน้าเบาๆ

“ไปก็ไปครับ”

“เย้!” ผมกระโดดร้องทันที “งั้นไปเตรียมของก่อนนะ”

“โอเค” พอได้ยินแบบนั้นผมก็เลยวิ่งด้วยความเร็วขึ้นไปบนห้องตัวเอง เปลี่ยนเสื้อผ้าหยิบเป้สะพายอันเล็กที่มีคนซื้อมาให้ โทรศัพท์ พวกกระเป๋าสะตางค์ ตรวจทานอีกครั้งพอเห็นว่าครบเรียบร้อยแล้วจึงเดินลงไปด้านล่าง ผมคิดว่าผมเร็วพอสมควร แต่กลับมีคนเร็วกว่าเพราะสิงห์ยื่นสูบบุหรี่รอในชุดไปรเวทธรรมดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมเดินไปยืนขนาบข้างแล้วจ้องบุหรี่ที่อยู่ระหว่างนิ้วสองนิ้ว

“สูบบุหรี่ด้วย ?”

น่าแปลกก็ปกติเห็นเขาไม่ค่อยสูบแต่วันนี้พอกลับมาก็ได้กลิ่นแล้วแสดงว่าสูบจัดมาก่อน แล้วตอนนี้ก็ยังมาสูบอีก

มือหนาบดขยี้บุหรี่ม้วนนั้นทิ้งไปทันทีที่โดนผมท้วง เขาโอบเอวผมเดินไปยังรถคันหรูที่จอดรอ ผมก้าวขึ้นไปนั่งคาดเข็มขัด พอมองไปทางด้านหลังก็พบว่ารถอีกคันจอดอยู่ด้วยเลยอดถามไม่ได้

“ต้องมีคนตามด้วย ?”

“มันจำเป็นน่ะ ขอโทษนะจริงๆแล้วช่วงนี้ผมไม่อยากให้นายออกจากบ้านด้วยซ้ำ”

“มันอันตรายหรือ”

“ก็เปล่าหรอก ไม่ถึงขนาดนั้น”

“ถ้าทำให้วุ่นวายไม่ไปก็ได้นะ”

“ไปนั่นแหละครับ ธามคงเบื่อถ้าจะอยู่ที่บ้านตลอด” ว่าจบตัวรถก็เคลื่อนที่ออกทันทีผมเอนตัวพิงประตู หลับตาลงพักสายตาเพราะกว่าจะถึงคงจะใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีได้ “เอนเบาะลงไหมครับถ้าจะนอน”

“พักสายตาเฉยๆ”

“ผมว่าอีกหน่อยคงหลับ”

“ไม่หลับหรอก”

 

30 นาทีต่อมา

“ธามครับตื่นได้แล้วถึงแล้ว” เสียงปลุกทำให้ผมลืมตาขึ้นในสภาพงัวเงียอยากจะเอนตัวนอนต่อเต็มทีถ้าไม่ติดที่ว่ามีมือของใครบางคนมาฉุดให้ลุกออกจากรถ “ถึงแล้วครับ ผมไปซื้อตั๋วเข้ามาแล้วเนี่ย”

ผมถอนหายใจอยากนอนต่อเต็มทนแต่อีกคนไม่ยอม ทว่าพอได้ลงมาจากรถแล้วเห็นสวนสนุกตรงหน้าผมก็ลืมตาตื่นขึ้นมาจริงๆ เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ เปิดมาไม่กี่วันแต่คนเยอะขนาดนี้แสดงว่าต้องดังแน่ๆ ผมหันไปมองตั๋วในมือสิงห์อีกครั้งฉกมาหนึ่งใบแล้วเดินนำเขาเข้าไปในตัวสวนสนุก

          ที่นี่ต้องแลกบัตรก่อนเข้าเล่น สิงห์บอกให้ผมไปนั่งรอไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมบัตรสองใบ จำนวนเงินในบัตรร่างสูงบอกว่ามันมากพอที่จะให้ผมเล่นเครื่องเล่นทุกชิ้นในสวนสนุกนี่ได้ ผมมองไปทางด้านหลังเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินตามคาดว่าจะเป็นพวกบอร์ดี้การ์ดแต่ก็ยังดีที่พวกเขาคอยตามอยู่ห่างๆ

          หลังจากที่ได้บัตรมาผมก็จัดการเล่นมันไปซะทุกเครื่องเล่นที่คิดว่าสนุกแม้จะไม่รู้ว่าคนที่เล่นด้วยมาตลอดเขาจะสนุกเหมือนผมหรือไม่ก็ตาม

 

          “ไปเล่นบ้านผีสิงห์กัน”

        “โอเคครับ”

        “ไปเล่นไวกิ้งกัน”

        “โอเคครับ”

        “ไปเล่นม้าหมุนกัน”

        “โอเคครับ”

บลาๆๆ

         

          หนึ่งชั่วโมงต่อมา

          “อยากเล่นอะไรอีกหรือเปล่าครับ”             

          ผมนั่งลงตรงม้าหินอ่อน ฟุบหน้าลงกับโต๊ะพลางหอบหายใจแล้วยกมือปฏิเสธเพราะยังไม่หายมึนจากการตีลังกากลับหัวของรถไฟเหาะความเร็วสูงไปเมื่อสักครู่ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งร่างสูงที่คิดว่าจะยืนอยู่ใกล้ๆกลับไม่เจอเสียแล้ว ผมนั่งรอเขาประมานสองนาทีได้ สิงห์เดินกลับมาพร้อมกับผ้าเย็นและขวดน้ำในมือ ขวดน้ำขวดหนึ่งถูกยืนมาให้ผมพร้อมๆกับผ้าเย็น ผมบอกขอบคุณรับเอาไว้ทั้งสองอย่าง ปากดื่มน้ำขณะเอาผ้าเย็นโปะหน้าผากตัวเองไปด้วย พอลดอาการเวียนหัวได้บ้าง แม้จะรู้สึกจี๊ดๆที่สมองก็ตาม

          “ไหวไหมธาม”

          “ใกล้จะไม่

          “งั้นกลับบ้านกันไหมครับ”

          “ยังไม่ได้เล่นชิงช้าสวรรค์เลยนะ” ผมยืนขึ้นท้วงเพราะมาทั้งทีต้องเล่นให้ครบแต่พอยืนเท่านั้นแหละโลกมันก็เอียงจนตัวเอนเกือบล้มหัวฟาดพื้นถ้าไม่ติดที่มีคนยื่นมือมารับผมเอาไว้เสียก่อน “โอเคกลับบ้านเลยก็ได้”

          สิงห์หัวเราะในลำคอขณะเอาตัวผมขึ้น

          “เดินไหวหรือเปล่าครับ”

          “น่าจะ” ผมบอกเพราะยังไม่มั่นใจตัวเองเหมือนกันไม่อยากทำเป็นว่าโอเคทั้งๆที่สภาพสังขารไม่โอเคตัวเองพอยืนขึ้นตัวเอียงนิดหน่อยแต่ก็ยังถือว่าไหว ผมพยักหน้าให้กับสิงห์ว่าตัวเองโอเคแต่เหมือนเขาจะเดาทางผมออกเพราะถึงผมจะพยักหน้าบอกไปแบบนั้นมือหนาก็ยังมาคอยพยุงไม่ให้ผมล้มไป

          เราเดินมาถึงรถ คราวนี้ร่างสูงเรียกบอร์ดี้การ์ดที่ตามมามาเป็นคนขับรถให้ ส่วนสิงห์นั่งเบาะหลังกับผมแล้วจับศีรษะผมนอนลงบนตักของเขา เสียงแผ่วเบาเอ่ย

          “นอนหลับไปเลยจะดีกว่าครับ”

          “อืม”

          ผมครางรับ พอหลับตาลงก็สัมผัสได้ถึงฝ่ามือหนาที่กำลังลูบที่หัว

         

“สิงห์”

          “ครับ ?”

          “ขอบคุณนะ”

          “หือ”

          “ที่พามาวันนี้”

          “ครับ”

          “

          “ผมดีใจนะที่นายชอบ”

         

          “ดีใจมากๆเลยล่ะ”

          “

          “อ้าว”

          “

          “หลับไปแล้วหรือครับ”

          “

          “ฝันดีนะครับJ

 

 

 

 

 

100%

 

สัญญาแล้วแต่ก็ไม่อัพเลทมาสองวัน เฮ้อ

เราขอโทษด้วยค่ะ เรานี่เป็นนักเขียนที่โคตรจะไม่มีวินัยในการอัพนิยายเลย

เพราะรู้เราเลยทดแทนเป็นการอัพเยอะไปก่อน (จะสังเกตเห็นว่าช่วงนี่เต็มร้อยบ่อยๆ)

 ไม่อยากพูดมากเราเป็นคนขี้เกียจแก้ตัวด้วยค่ะ ผิดคือผิดแล้วกันเนาะ

ช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนบ่อย บ่อยและบ่อยมากเพื่อนเราเองเป็นไข้ไม่หายสักที

ดูแลสุขภาพตัวเองกันด้วยนะคะ 

 

ตอนต่อไปจะมาในอีกสี่วันเนาะ (ที่จริงสามแต่เอาสี่ไว้เผื่อตัวเองเลทอีก 55555)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น