email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3.องค์รัชทายาท อี ซอลมิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 3.องค์รัชทายาท อี ซอลมิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 214

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 00:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3.องค์รัชทายาท อี ซอลมิน
แบบอักษร

ปึง!

เสียงม้วนหนังสือราชการคำร้องถูกมือหนาขององค์ราชาวางลงบนโต๊ะไม้แกะสลักเสียงดังจนเหล่าเสนาบดีและขุนนางทั้งหายในท้องพระโรงสะดุ้งไปตามๆ กัน

“ทำไมยังมีประชาชนก่อเหตุปล้นผลผลิตเยอะมากมายเช่นนี้ ท่านจะว่าอย่างไร เสนาบดีชิน”

“ฝ่าบาท”

“พวกท่านรู้หรือไม่ ว่ามันหมายถึงอะไร?”

ชิน อิลกุก หัวหน้าอัครมหาเสนาบดีฝ่ายบริหารสูงสุด หันมาก้มหัวให้แก่องค์ราชาด้วยความเคารพ แต่ด้วยความสุขุมและค่อนข้างนิ่งเงียบ ทำให้ดูดระด้างกระเดื่องไปเสียหน่อย

“ประชาชนของเรากำลังลำบาก ท่านมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?”

“......”

องค์ราชาพูดไปพรางเปิดบันทึกม้วนอื่นอย่างเหลืออด เหล่าเสนาบดีบางคนถึงกับหันหน้าหาลือกันอย่างอลหม่าน

“ฝ่าบาท กระหม่อมจะจัดเตรียมให้มีทหารราดตระเวนทั้งเมืองใหญ่และเมืองเล็กๆ เพื่อป้องกันการก่อการร้ายให้ประชาชนเดือดร้อ....!!”

“ท่านคิดว่า นั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ อย่างนั้นหรือ อัครมหาเสนาบดีชิน”

“......!!!”

“!!”

เสียงทุ้มของผู้มาใหม่ทำเอาทั้งองค์ราชาและเสนาบดีทั้งท้องประโรงหันขวับไปมองอย่างพร้อมเพรียง เสนาบดีชินเห็นคนตรงหน้าก็ต้องมีอันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากด้วยความแปลกใจ

ทำไมองค์รัชทายาทถึงอยู่ที่นี่ได้ ในเมื่อเขามีหน้าที่สำคัญต้องจัดการที่เมือง โจยาง (ชื่อสมมุติ) หรือว่าเขาทำสำเร็จแล้ว

ร่างสูงโปร่งสีหน้าเรียบนิ่งดูสุขุมเยือกเย็นในชุดผ้าใหมผืนงามสีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรแน่นอนว่าคือฉลองพระองค์ขององค์รัชทายาท ทุกคนเมื่อเห็นอย่างนั้นจึงก้มหัวให้แก่เขา

“เสด็จพ่อ”

ผู้เป็นลูกโค้งให้แก่ผู้เป็นพ่อด้วยความเคารพก่อนจะเดินผ่านเหล่าเสนาทั้งหายไปยังเบื้องหน้าพระแท่น

“เจ้ากลับมาแล้วหรือ องค์รัชทายาท?!”

“......”

“กระหม่อมไม่รู้ว่าองค์ชายทรงเสด็จกลับจากโจยาง ด้วยพระองค์เอง มิเช่นนั้นกระหม่อมและเหล่าเสนาบดีคงเตรียมการต้อนรับองค์ชายกลับสู่พระราชวังอย่างสมเกียรติ”

อัครมหาเสนาบดีชินเห็นทีประจบประแจงขึ้นมาเสียงเรียบ ทำไมข้าถึงได้สะอิดสะเอียนกับอิริยาบถของชายผู้นี้ผู้ที่กระหายอำนาจ กำเริบเสิบสานและเบื้องหลังที่เหม็นเน่าของเสนาบดีชิน จนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ถึงอย่างไรข้าก็ยังต้องทำหน้าที่และรอกระชากหน้ากากสกปรกนั่นออกมาให้ได้

“นั่นสิ ลูกข้า เหตุใจกลับมาโดยไม่บอกกล่าว ข้าจะได้จัดเตรียมการต้อนรับ”

“ท่านอย่ากังวลเรื่องนั้นไปเลยเสด็จพ่อ ที่ข้ากลับมาเพราะข้าได้ทำหน้าที่ของข้าสำเร็จรุร่วงเป็นอย่างดี”

“ฮ่าๆๆๆๆ สมแล้วที่เป็นเชื้อสายของข้า พวกเจ้าเห็นด้วยไหม”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

ฝ่าบาททรงพอพระทัยยิ่งนักเมื่อได้ยินเช่นนั้นจากองค์ชาย ทั่วทั้งท้องพระโรงต่างก็รับคำขององค์ราชาด้วยความพร้อมเพรียง นั่นยิ่งทำให้เสนาบดีชินหน้าถอดสีไปเล็กน้อย เพราะถ้าองค์ชายเสร็จสิ้นภารกิจ นั่นก็หมายความว่า องค์ชายจะต้องกลับเข้ามาอยู่ในวังหลวงโดยปรกติหนะสิ ทั้งที่ตนเองสุตส่าหาช่องทางยุยงให้ฝ่าบาทมีรับสั่งมอบงานทางไกลให้องค์ชายเพื่อที่เขาจะได้ออกไปจากพระราชวัง ไร้ซึ่งขวากหนาม แต่บัดนี้ขวากนามนั้น ได้พาตัวเองมาพร้อมกับความสรรเสริญที่เสนาบดีเองยากจะยอมรับ หนทางที่จะนำพาไปสู้ความสำเร็จชักจะยุ่งยากเสียแล้วสิ.

พระตำหนักใหญ่.

“องค์ชาย แม่นับวันรอเจ้ากลับมาเสียนานเลย ใยไม่มีพระทัยส่งจดหมายมาหาแม่บ้าง?”

“เสด็จแม่ ข้าไปเพียงไม่นาน ข้ากลับมาหาท่านแล้ว”

พระมเหสีเมื่อพบหน้าองค์ชายก็เข้าไปกอดลูกชายด้วยความคิดถึง สองมือของหญิงสูงวัยแลดูเหี่ยวย่นเล็กน้อยยกขึ้นประคองกอบแก้มขององค์ชายอย่างเบามือ

“ดูสิ ผิวพรรณขององค์ชาย ข้าชักอยากจะรู้แล้วว่าเจ้าเมืองโจยางดูแลองค์รัชทายาทอย่างไร”

“ข้าอยู่อย่างสุขสบาย เจ้าเมืองโจยางเป็นเจ้าเมืองที่ดี ท่านอย่ากังวลไป”

“ถึงอย่างนั้น ใยจึงปล่อยให้องค์ชายทรงเสด็จกลับมาด้วยองค์เองเช่นนี้ เจ้าเป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อกษัติร์”

“เสด็จแม่....ข้าไม่ได้ต้องการพิธีรีตองหรือการปฏิบัติอย่างเชื้อพระวงค์”

“.....”

“ข้าไปด้วยเรื่องการบ้านการเมือง ย่อมทำตัวไม่เป็นที่สนใจ ข้าทำตามใจตนเองเกินไป จึงทำให้ท่านไม่สบายใจ ข้าขออภัย”

พูดจบร่างสูงก็นั่งลงคุกเข่าที่พื้นเพื่อกราบขออภัย พระมเหสีในทันที พระนางเห็นอย่างนั้นจึงรีบเข้าไปประคองตัวองค์ชายไว้ก่อนที่เข่าขององค์รัชทายาทจะจรดพื้น

“ลุกขึ้นเถิดองค์ชาย เจ้าไม่ผิดแม้แต่นิด แม่เองที่ไม่เข้าใจความคิดของเจ้า”

“....”

อย่างไรเสีย การรับมือกับผู้เป็นแม่ยังคงง่ายดายเสมอได้ยินดังนั้นองค์ชายถึงกับหันหน้าไปอีกด้านเพราะกำลังอมยิ้ม ด้วยความที่พระมเหสีรักและหวงแหนลูกๆ มักชอบตามใจทั้งองค์ชายและองค์หญิงจนอาจทำให้ลูกๆได้ใจบ้างในบางครั้ง

“แล้วเสด็จพ่อทรงตรัสเช่นไรเมื่อเจ้ากลับมา?”

“ทรงพอพระทัย จนเหล่าเสนาบดีในท้องพระโรงตัวสั่นพอๆกับลูกนก”

องค์ชายพูดพร้อมกับกระตุกยิ้มอย่างพอใจ

“องค์ชายเจ้าจะต้องคอยดูแลเสด็จพ่อของเจ้าในยามต้องขึ้นว่าราชการ นกแร้งทั้งน่าเกลียดและสกปรก ยามที่มันรวมตัวเป็นฝูงนั่นคือความน่ากลัว”

“แม้แต่พระมเหสียังทรงมองเห็นสิ่งสกปรกถึงท่านจะไม่ได้เข้าไปคลุกคลี เหตุใดเสด็จพ่อผู้ที่รู้ดีกว่าใคร จึงมองไม่เห็นว่าเสนาบดีชินทำอะไร”

“ยามนี้ราชวงค์ต้องหาความมั่นคงจากพันธมิตร เป็นเรื่องดีที่จะมีการจัดงานอภิเษกสมรส”

ว่าแล้วพระมเหสีก็ทรงแย้มพระโอษฐ์กว้างด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ พรางยกมือทั้งสองข้างวางทาบไว้ที่อกอย่างสบายใจ

“หืม?! ทรงตรัสว่า อภิเษก อย่างนั้นหรือ??!”

“!!!!! อุ๊ย !!ตายจริง”

เมื่อนึกขึ้นได้พระนางถึงกับยกมือขึ้นป้องพระโอษฐ์และเริ่มมองหาตัวช่วยอย่างหัวหน้านางใน

รอยยิ้มของพระมเหสีเหือดแห้งลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางขององค์ชายที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ส่งสารถึงองค์ชายไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่พระองค์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า จดหมายฉบับนั้น พระมเหสีเองที่อาสาเขียน ทรงอาสาเรื่องนี้ด้วยตนเอง เจ้าจดหมายยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะทรงอักษรในห้องบรรทม เพราะดันลืมนำส่งให้กับสารถี

“งานอภิเษกอะไรกัน เสด็จแม่?”

“เอ่ออออ..!”

น้ำเสียงขององค์รัชทายาทเริ่มราบเรียบเย็นเฉียบลงเรื่อยๆเมื่อเห็นท่าทีของพระนางลุกลี้ลุกลนอย่างไม่ต้องสังเกต เหล่านางในรับใช้เมื่อเริ่มเห็นว่างรางร้ายกำลังจะมาเยือนก็ต่างพากันก้มหน้ามุดๆ ลงพื้นไปตามๆกัน

ปึง!!

“.....!”

“ว้ายยย!!!!”

มือหนาพร้อมกับกระดาษจดหมายถูกตบลงบนโต๊ะเสียงดังจนพระนางสะดุ้งตัวหลับตาปี๋เล็กน้อยอย่างรู้พระองค์ เหล่านางในต่างเผลอกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว

พระมเหสีทรงรู้อยู่ในใจว่าองค์รัชทายาทจะต้องอาละวาดใหญ่โตเป็นแน่ จึงให้หัวหน้านางในนำจดหมายที่พระนางเตรียมไว้ให้องค์ชายได้อ่านเสียตรงนี้

“ท่าน ทำอะไรลงไป รู้หรือไม่ ถ้าข้าไม่เข้าร่วมพิธีและเรื่องนี้เสด็จพ่อทรงรู้เข้า จะเกิดสิ่งใดขึ้น...”

“มะ แม่ผิดไปแล้ว!! อภัยให้แม่ด้วย!!”

“......”

ยังไม่ทันที่องค์ชายจะพูดจบประโยค พระมเหสีก็น้ำตาตกเสียแล้วหัวหน้านางในจึงรีบคลานเข้ามาหาพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้แก่พระนาง เมื่อได้รู้ถึงเรื่องยุ่งยากที่ไม่ใช่แค่ตนจะต้องถูกคลุมถุงชนโดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมใจ แต่คนที่โดนหางเลขไปด้วยนั้นคือองค์หญิงโซรองน้องสาวตัวน้อยของเขาอีกคน (จริงๆแล้วเป็นพวกหวงน้องสาว ( -3-) )

พรึบ!

“อะ องค์รัชทายาท!!”

“หากท่านรู้สึกผิด จงใช้เวลานี้คิดทบทวนถึงผลเสียจากความประมาทของท่านเสีย”

“......”

ใบหน้าบึ้งตึงหันขวับเดินออกจากพระตำหนักโดยที่ไม่สนแม้แต่เสียงสะอื้นเล็กๆ ของผู้เป็นแม่

“องค์ชาย ทรงเสด็จกลับแล้วเพคะ”

เมื่อได้ยินหัวหน้านางในพูด พระนางก็เปลี่ยนสีหน้าท่าทางไปในพริบตา ราวกับถูกสั่งคัทหลังจากแสดงละครจบลง

“พระมเหสีเพคะ หากองค์ชายนำเรื่องนี้กราบทูลฝ่าบาท..!”

“อ่าาาาา!! เจ้าไม่มั่นใจในตัวข้างั้นหรือ?!”

ว่าแล้วก็หันไปดุหัวหน้านางในด้วยท่าทีสนิทสนม

“หะ หามิได้เพคะ!!!”

“แต่ข้ามั่นใจในตัวองค์รัชทายาท”

“...!!!!”

หัวหน้านางในและนางในรับใช้ต่างก็ทำสีหน้างุนงงไปตามๆกัน ผู้เป็นแม่ย่อมรู้ถึงนิสัยใจคอของลูกตนเองดี ความน่ากลัวของพระนางคือการมองคนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่เช่นนั้นพระนางจะสามารถมัดใจขององค์ราชาไว้ได้เพียงผู่เดียวนานถึงเพียงนี้หรือ

“เฮ้ออออ องค์ชายของเรา เติบโตถึงเพียงนี้แล้วหรือ”

“เพคะ พระมเหสี”

“ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ที่แม่แห่งแผ่นดินอย่างข้า ต้องกลายเป็นคนที่คอยเฝ้ามองแผ่นหลังขององค์รัชทายาท ทั้งที่เมื่อองค์ชายยังเยาว์วัย เขาจะคอยเฝ้าเดินตามหลังของข้าและฝ่าบาท”

“คงจะเป็นเพราะ องค์ชายที่พระมเหสีและหม่อนฉันรู้จัก ทรงพระเจริญเติบโตขึ้นอย่างมีพระปรีชา มีพระเนตรที่หลักแหลมมากกว่าใครในแผ่นดินโซซอนนะเพคะ”

“นั่นหละ ที่องค์รัชทายาทเป็น”

“พระมเหสี”

เมื่อเห็นพระนางทรงตรัสด้วยสีหน้าอิ่มเอมและแววตาที่เหม่อมองออกไปยังนอกพระตำหนัก เหล่านางในก็พากันปราบปลื้มจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่

ความผิดในครั้งนี้ถือเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก ไม่สามารถที่จะปล่อยผ่าน เห็นทีพระนางจะต้องหาเวลาเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อกราบทูลเรื่องนี้เสียแล้ว แม้จะเป็นถึงแม่ของแผ่นดิน เมื่อทำผิดต่อองค์ราชาหรือแม้แต่กระทั่งองค์รัชทายาท ย่อมมีความผิด.

ความคิดเห็น