ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่1ชีวิตใหม่+ ตอนที่2ทางที่เลือก

ชื่อตอน : บทที่1ชีวิตใหม่+ ตอนที่2ทางที่เลือก

คำค้น : ฮาเร็ม เกิดใหม่ รักต้องห้าม ผิดศีลธรรม กามตัณหา yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 09:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1ชีวิตใหม่+ ตอนที่2ทางที่เลือก
แบบอักษร

บทที่1ชีวิตใหม่ 

ร่างเล็กของเด็กชายอายุราว 2 ขวบหันกายเดินออกไปจากห้องหนังสือ ก้าวเท้าสั้นๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง 

"เพียงแค่ต้นพลัม มีอะไรให้น่ามองกัน ช่างเป็นเด็กแปลกคนจริงๆ" 

ลับร่างเล็กของเด็กชาย ซู่หลัวอดที่จะเอ่ยพึมพำกับตัวเองไม่ได้ 

ที่นี่เป็นสถานที่ที่คุณชายน้อยชอบมา มันค่อนข้างเงียบสงบและมีวิวทิวทัศน์ร่มรื่นสบายตา ภายหลังคุณผู้หญิงของบ้านได้จัดให้เป็นห้องอ่านหนังสือของคุณชายน้อย 

ซู่หลัวเป็นสาวใช้ในวิลล่าขนาดกลางแห่งนี้ เธอมีใบหน้าธรรมดาตามค่าเฉลี่ยหญิงจีนที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน เธอเริ่มทำงานที่นี่ได้เกือบ 3 ปี หรือก็คือตั้งแต่ที่คุณผู้หญิงของบ้านแต่งงานและย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่ นอกจากเธอยังมีพ่อบ้านอีกคน 

ปัดความคิดไร้สาระออกไปจากสมอง ซู่หลัวรีบเดินตามคุณชายน้อยออกไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องให้เรียบร้อย 

อีกด้านหนึ่งหยางเฉิงเดินออกมาจากห้องหนังสือแล้วมุ่งไปยังห้องทานอาหาร เขาเดินผ่านห้องรับแขกก่อนจะถึงห้องทานอาหารของบ้าน 

"คุณชายน้อย" 

พ่อบ้านโจวพูดขึ้นมา เมื่อเห็นร่างเล็กเดินเข้ามา แววตาของเขาทอประกายชื่นชม แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเด็กชายอายุ 2 ขวบ แต่กลับฉายแววฉลาดและรู้ความไม่ต่างจากผู้ใหญ่ 

โจวซือเหล่ย คือชายวัยกลางอายุ 50 ปี เขาเป็นพ่อบ้านที่ติดตามรับใช้นายหนุ่มมาจากบ้านเดิม ทั้งยังเป็นคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือนายหญิงของบ้านเลี้ยงดูคุณชายน้อยมาตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตาดูโลก 

"หยางเฉิง มาแล้วเหรอ รอคุณพ่อสักครู่ก่อนนะ อีกเดี๋ยวคุณพ่อคงจะลงมาแล้ว" 

หญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล ดวงตาของเธอทอประกายรักใคร่เอ็นดูที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ 

หยางซุนในชีวิตก่อนหน้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไร้ยากขาดมิตร ชีวิตเผชิญความลำบากยากเข็ญหาเลี้ยงตัวเองมาเพียงลำพัง ก่อนที่ภายหลังเขาจะได้รับคัดเลือกให้เป็นศิษย์สืบทอดเของเจ้าสำนัก 

แต่ในชีวิตนี้ เขา เป่ยหยางเฉิงมีครอบครัวอยู่อย่างพร้อมหน้า ความรักความอบอุ่นจากคนในครอบครัวนั้นคือสิ่งที่เขาโหยหามาตลอตในชีวิตก่อน 

"ครับ" 

เขาตอบรับเพียงสั้นๆ และเหมือนว่าผู้เป็นแม่จะเคยชินเสียแล้วกับการเป็นคนพูดน้อยของลูกชาย 

สตรีในชุดสีฟ้าอ่อนหรือก็คือแม่ของเขาในชีวิตนี้ เธอมีชื่อว่า หลี่ลู่หลาน อายุ 25 ปี เธอมีใบหน้าที่สวยงามอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันสูงส่ง ภาคภูมิใจและมีเกียรติ ดั่งเช่นสตรีที่ได้รับการฝึกอบรมในตระกูลชนชั้นสูง 

"ลูกนี่นะ ยิ่งโตยิ่งมีบุคคลิกเหมือนกับ....." 

เธอหยุดชะงักในคำพูดของตัวเอง แววตาของเธอหม่นลง 

"เหมือนใครเหรอครับ" 

หยางเฉิงขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาของเขา ไม่มีส่วนใดคล้ายคลึงกับทั้งพ่อและแม่เลยสักนิด  

"เหมือนกับพี่ชายคนโตของแม่น่ะ" 

แววตาของเธอทอประกายแสนคิดถึงคำนึงหาฉายชัดออกมาป่านดวงตาวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติ 

หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ซู่หลัวได้เดินมาถึง เธอรีบเข้ามาช่วยพ่อบ้านโจวจัดโต๊ะอาหาร 

บ่อยครั้งที่หลี่ลู่หลานจะเป็นคนทำอาหารให้สามีและลูกชายด้วยตัวเอง หรือบางครั้งว่างๆเธอก็จะทำของว่างให้ลูกชายทาน 

"วันนี้ทำอาหารอะไรงั้นเหรอ กลิ่นหอมโชยมาถึงนี่" 

เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายคนหนึ่ง หลี่ลู่หลานเงยหน้ามองไปตามต้นเสียง ก่อนจะพบร่างสูงของสามีในชุดสีเชิ้ตสีเทาแถบฟ้า กางเกงสแล็คสีดำเข้าชุด 

เป่ยเฉินกวน คือชายหนุ่มเจ้าของเสียงพูด เขาเป็นพ่อของเขาในชีวิตนี้ เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและแววตาเจ้าชู้ ด้วยใบหน้านี้มันง่ายที่จะดึงดูดหญิงสาวหลายคนให้ตกหลุมรัก 

"วันนี้ทำซุปเห็ดหอม ปลานึ่งสมุนไพรกับไก่ตุ๋นยาจีนค่ะ" 

หญิงสาวเอ่ยตอบสามี ก่อนจะตักข้าวใส่จานให้สามีและลูกชายตัวน้อยด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ  

"สวัสดีครับพ่อ" 

หยางเฉิงกล่าวทักทาย ใบหน้าเล็กดูเงียบขรึมและสงบนิ่งดังเดิม 

"อืม" 

เฉินกวนขานรับสั้นๆ ไม่รู้ทำไม เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกชายของตน เขากลับมีความรู้สึกกดดันเล็กน้อย ราวกับเขากำลังอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสที่เปี่ยมอำนาจน่าเกรงขาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไม่ได้สนิทสนม แต่ก็ไม่ได้เหินห่างกันมากนัก 

"รีบนั่งเถอะค่ะ ทานอาหารตอนร้อนๆจะอร่อยกว่า" 

หลี่ลู่หลานเอ่ยขึ้น เฉินกวนพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มทานอาหาร บรรยกาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างเงียบสงบและเรียบง่าย จนกระทั่งทั้งสามทานอาหารเสร็จ 

"งานที่ทำงานเป็นยังไงบ้างค่ะ" 

คำพูดของภรรยาทำให้เฉินกวนชะงักร่างเล็กน้อย สีหน้าของเขาเปลี่ยนสีวูบหนึ่งก่อนจะปรับให้เป็นปกติ 

"ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีปัญหาอะไร" 

เขาตอบด้วยน้ำเสียงร้อนรนกว่าที่ควรจะเป็น 

"ดีแล้วล่ะค่ะ" 

ดวงตาของเธอกระพริบ เฉินกวนรู้ผ่อนคลายไม่ทันถึงนาทีกลับได้ยินเธอพูดขึ้นอีกประโยค 

"ปีหน้าหยางเฉิงต้องสมัครเข้าโรงเรียนอนุบาล ฉันอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด" 

หญิงสาวพูดด้วยถ้อยคำแฝงความนัย ทำให้เฉินกวนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย 

"คุณไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะต้องส่งลูกของเราเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดแน่นอน" 

เขาพูดให้ความเชื่อมั่นกับภรรยา หลี่ลู่หลานรู้ด้วยว่าสามีใช้เงินในแต่ละเดือนสิ้นเปลืองและฟุ่มเฟือยมากเพียงใด 

หลี่ลู่หลานเติบโตมาในครอบครัวที่มีพร้อม ตั้งแต่เด็ก เธอมักจะได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ นั้นทำให้เธอมีความต้องการสูงมากที่จะให้ลูกชายของเธอได้รับแต่สิ่งที่ดีไม่ต่างกัน ใบหน้าของเธอหม่นลง เมื่อนึกถึงครอบครัวที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน 

ดวงตาเรียวคมของเด็กชายหลุบลง ดูเหมือนครอบครัวของเขาจะไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เห็นบนพื้นผิว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะยื่นมือเข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ 

"ผมขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน" 

ราวกับเขากลัวว่าภรรยาจะถามอะไรอีก เขาจึงได้หาข้ออ้างหนีขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ลู่หลานขานรับอย่างขอไปที ก่อนจะหันมาพูดกับลูก 

"ช่วงนี้อากาศหนาวเย็น เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะพาลูกไปซื้อเสื้อกันหนาว" 

ลู่หลานพูดอย่างใส่ใจในตัวตัวชาย 

"ครับแม่" 

หยางเฉิงพยักหน้ารับ ช่วงเวลาที่ดีแบบนี้เขาต้องการให้มันคงอยู่ตลอดไป 

ตกเย็น ลู่หลานจึงพาลูกชายเข้านอน แม้ว่าหยางเฉิงจะไม่ต้องการก็ตาม ตั้งแต่อายุขวบครึ่ง หยางเฉิงก็ยืนกรานจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำแต่งตัว หรือแม้แต่การนอนคนเดียวในห้องแยกกับพ่อแม่ 

เมื่อเห็นว่าลูกชายทำได้ตามที่พูด ทั้งยังฉลาดรู้ความเธอจึงวางใจให้เขานอนในห้องนอนแยกคนเดียว 

"ราตรีสวัสดิ์ ขอให้นอนหลับฝันดีนะ" 

ผู้เป็นแม่ดึงผ้าห่มขึ้นมาปกคลุมถึงไหล่ มือเรียวยกขึ้นสัมผัสหัวเล็กของลูกชายอย่างอ่อนโยน 

"ราตรีสวัสดิ์ครับแม่" 

ลู่หลานส่งยิ้มทิ้งท้ายก่อนจะกดปิดไฟแล้วเดินออกจากห้องของลูกชาย 

ห้องนอนตกอยู่ในความเงียบ หยางเฉิงลอบถอนหายใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในตอนนี้เขารู้เพียงแต่ว่าชีวิตใหม่ของเขามันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น 

....................................................................... 

บทที่2ทางที่เลือก 

เช้าวันใหม่ 

ดอกไม้ผลิบานรับแสงแรกแห่งรุ่งอรุน นกตัวน้อยส่งเสียงร้องจิ๊บๆก่อนโผยบินออกหาอาหาร 

เปลือกตาของเด็กชายขยับเล็กน้อย แพรขนตากระพริบปริบๆก่อนเปิดกว้าง เผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิทที่ดั่งมีแรงดึงดูดดุจห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด 

"อืม! เช้าแล้วงั้นเหรอ" 

หยางเฉิงพูดพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงงัวเงียเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดใหม่มาอยู่ในร่างเด็ก เขาง่วงเร็วและนอนหลับนานกว่าปกติ 

เขาได้ยินเสียงรถดังแววมาจากข้างนอก ไม่นานก่อนที่เสียงนั้นจะแผ่วเบาลงจนหายลับไปในที่สุด พ่อของเขาคงจะออกไปทำงานแล้ว หยางเฉิงลุกขึ้นอาบน้ำล้างหน้าแต่งตัวด้วยตัวเอง เพราะวันนี้แม่ของจะพาออกไปซื้อเสื้อผ้า หลังจากแต่งตัวเสร็จเขาจึงเดินมาไปข้างล่าง 

"อรุนสวัสดิ์ครับแม่" 

เขากล่าวทักทายก่อนจะก้าวขึ้นไปบนชั้นเหยียบยกระดับเพื่อนั่งลงบนเก้าอี้ที่ค่อนข้างสูงเกินไปสำหรับเด็กเช่นเขา 

"อรุนสวัสดิ์จ๊ะ" 

หลี่ลู่หลานแย้มยิ้มทักทายลูกชาย 

"มาทานอาหารเช้ากันเถอะนะ เดี๋ยวทานอาหารเช้าเสร็จแม่จะไปซื้อเสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวชุดใหม่ ชุดเดิมเริ่มจะไม่พอดีแล้ว" 

ลูกชายของเธอนั้นเติบโตและสูงกว่าเด็กที่อายุเท่ากันมาก แม้จะอายุ 2 ขวบ แต่เขาก็มีความสูงราวกับเด็กอายุ 3 ขวบ 

"ครับแม่" 

ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายเลยที่เขาจะปรับตัวให้เข้ากับร่างกายของเด็ก แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ภาษาพูดนั้นไม่ได้แตกต่างจากโลกก่อนของเขามากนัก นั้นทำให้เขาไม่มีปัญหาด้านภาษา 

ตั้งแต่เกิดใหม่ หากไม่นับตอนคลอดที่โรงพยาบาล เขาก็ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกเลย หลังจากที่แพทย์อนุญาตให้แม่กลับบ้านได้ นับตั้งแต่นั้นเขาก็ถูกเลี้ยงดูที่บ้านหลังนี้มาโดยตลอด คนที่เขารู้จักจึงมีเพียงพ่อ แม่ พ่อบ้านและสาวใช้เท่านั้น 

หลายอย่างในโลกใบนี้คือสิ่งแปลกใหม่ที่เกินกว่าความเข้าใจของเขา ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนขนาดใหญ่และมีโครงสร้างเป็นเหล็ก ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง หรือแม้แต่รถยนตร์ที่ใช้ขับขี่ นอกจากนี้เขายังอ่านหนังสือหลายเล่ม ทำให้เขามีความเข้าใจในโลกใบนี้มากขึ้น ยิ่งเขาได้เรียนรู้เขายิ่งรู้สึกสนใจ 

"พ่อบ้านโจวจะเป็นคนขับรถให้กับเราในวันนี้ รบกวนพ่อบ้านโจวด้วยนะคะ" 

ลู่หลานเอ่ยด้วยความเกรงใจ พ่อบ้านโจวนอกจากทำหน้าที่ในฐานะพ่อบ้านยังพวงด้วยตำแหน่งคนขับรถในบางครั้ง 

"ด้วยความยินดีครับคุณผู้หญิง" 

ในบ้านมีรถสองคัน คันหนึ่งคือรถมาเซราติสีดำที่พ่อของเขาขับไปทำงาน อีกคันคือรถเฟอร์รารี่สีขาวของแม่ 

วันนี้เขาสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเทา สวมทับด้วยเสื้อโค้ทกันหนาวสีดำและกางเกงสีเดียวกับเสื้อโค้ท 

"ไปกันเถอะ" 

เธอจูงมือเล็กของลูกชายไปขึ้นรถ หยางเฉิงเหลียวมองมือเล็กที่ถูกจับกุม ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกตีตื้นเข้ามาในหัวใจ การมีครอบครัวที่รักและห่วงใยนั้นเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ เขาคิดกับตัวเองในใจ 

ตอนเช้ารถค่อนข้างติด แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้มองสำรวจสภาพแวดล้อมและสิ่งปลูกสร้างตามรายทาง ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าจะขับรถมาถึงห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง 

ลู่หลานเปิดประตูลงจากรถ เขาจึงก้าวตามลงไปด้วย สองแม่ลูกเดินเข้าไปในห้างพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมา โดยเฉพาะเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าหล่อเหลาที่ดึงดูดสายตาของผู้คนให้เหลียวมอง 

"ดูเหมือนลูกชายแม่จะเป็นที่นิยมจริงๆ" 

ผู้เป็นแม่เอ่ยแซวพลางหัวเราะขบขัน ขณะเดินนำลูกชายไปยังร้านขายเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ดัง ทว่าหญิงสาวกลับชะงักร่างตัวแข็งทื่อ สายตามองตรงไปยังทิศทางหนึ่ง มือของเธอสั่นระริกกำมือแน่น ใบหน้าของเธอซีดเซียวจืดจางลง 

หยางเฉิงขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อรับรู้ถึงการกระทำที่ผิดปกติของผู้เป็นแม่ ทั้งยังกุมมือของแน่นจนเขารู้สึกเจ็บ 

"แม่ครับ" 

เขาเอ่ยเรียก หลี่ลู่หลางสะดุ้งเฮือก สติถูกดึงกลับมา เธอหันมามองลูกชาย 

"อ๊ะ มีอะไรจ๊ะ" 

"ผมเจ็บ" 

พูดพลางมองไปที่มือของเธอที่ยังกำแน่น ลู่หลานรู้สึกตกใจและรีบคลายมือออก 

"ขอโทษนะ เผอิญแม่เผลอคิดอะไรนิดหน่อยน่ะ" 

"ไม่เป็นไรครับ" 

"งั้นเราเข้าไปด้านในกันเถอะ" 

เธอฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก ทว่าสายตาไม่วายหันกลับไปมองยังทิศทางนั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเศร้าและผิดหวังตีตื้นขึ้นมาในใจ 

ในชีวิตของเธอ หลี่ลู่หลาน แม้เธอไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็นับได้ว่ามั่นคงและสุขสบาย เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว พ่อของเธอเป็นข้าราชการที่เป็นที่นับหน้าถือตาในเมือง B 

เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เป็นไข่มุกแสนงดงามล้ำค่า มีพี่ชายทั้งสองที่คอยดูแลและเอาใจใส่ ตั้งแต่ยังเด็ก เธอได้เข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียง พอเรียนประถมก็สอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆของชั้น ทั้งยังสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมที่ดี แม้แต่เรียนมหาลัยเธอก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม 

บางทีสวรรค์อาจจะอิจฉาในความเพียบพร้อมของเธอ เมื่อเธอตัดสินใจเลือกด้วยตนเองเพียงครั้งเดียว ทุกอย่างก็เหมือนจะผิดแผงไม่เป็นอย่างที่คิด เธอในตอนนั้นดื้อรั้นหยิ่งทะนงเกินกว่าจะยอมรับในความผิดพลาดของตน 

เธอไม่สนทั้งเหตุและผล ยืนกรานดันทุรังจะเดินไปตามทางที่เธอได้เลือกแล้ว นั้นคือแต่งงานกับเป่ยเฉินกวน ทั้งที่ครอบครัวต่างก็คัดค้านไม่ยอมรับ 

นั้นสินะ! ในเมื่อเป็นทางที่เธอเลือกเอง เธอก็ต้องยินยอมน้อมรับผลทุกอย่างด้วยความเต็มใจ 

หลี่ลู่หลานนั่งลงบนเก้าอี้ในร้านที่เอาไว้รองรับลูกค้าโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนถูกดูดพลังชีวิตออกไปในฉับพลัน 

"แม่ร้องไห้ทำไมครับ" 

มือเล็กและบอบบางยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของผู้เป็นแม่ ทำให้พนักงานที่เผอิญมองเห็นรู้สึกประทับใจอย่างมาก 

"ไม่มีอะไร" 

แม้จะบอกตัวเองให้ยอมรับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเสียใจ มองหน้าของลูกชายที่เผยสีหน้าเป็นกังวลทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยๆเธอก็มีลูกชายที่เปรียบดังของขวัญอันล้ำค่า ที่พอจะช่วยปลอบประโลมจิตใจของเธอได้บ้าง 

"เราไปเลือกซื้อชุดกันดีกว่า" 

"สวัสดีค่ะคุณนายเป่ย ไม่เห็นนานเลยนะคะ" 

พนักงานขายเอ่ยต้อนรับอย่างเป็นกันเอง เพราะรู้จักคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง 

"ค่ะ วันนี้พาหนุ่มน้อยออกมาซื้อชุดใหม่นะคะ" 

"พอดีเลยค่ะ ทางร้านเพิ่งได้รับเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นสำหรับฤดูหนาวมาใหม่หลายแบบเลยค่ะ" 

พนักงานขายผายมือให้ดูเสื้อผ้าใหม่ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน บ้างครั้งลู่หลานก็จะหันมาถามความคิดเห็นของลูกชายบ้างเป็นบางครั้ง 

แต่ละชุดนั้นมีราคาหลักพันหยวนขึ้นไป ลู่หลานซื้อเสื้อผ้าให้ลูกชายหลายชุดและเสื้อกันหนาว 4 ตัว 

หยางเฉิงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ขณะที่เขามองออกไปนอกร้านซื้อเป็นกระจกใสสามารถมองออกไปด้านนอกได้ 

ลู่หลานเดินไปรูดบัตรจ่ายเงินและจ้างพนักงานขนของไปเก็บไว้ที่รถ เมื่อเธอเห็นว่าลูกชายมองออกไปนอกร้านด้วยความสนใจจึงได้มองตามทิศทางของสายตานั้นไป 

"ลูกอยากไปร้านขายหนังสือเหรอ" 

"ครับ" 

เขาเองตอบตามตรง เขาเห็นหนังสือมากมายอยู่บนชั้นวาง ทำให้พอจะรู้ว่ามันเป็นร้านหนังสือ 

"งั้นไปดูกันเถอะ" 

ทั้งสองเดินตรงไปที่ร้านหนังสือด้วยกัน หยางเฉิงสนใจหนังสือหลายเล่ม สุดท้ายผู้เป็นแม่จึงจ่ายเงินซื้อหนังสือนับสิบเล่มให้กับเขา เทียบกันแล้วเงินแค่นี้ไม่ได้มากมายอะไรนัก แม้ว่าลูกชายของเธอต้องการซื้ออีกร้อยเล่มเธอก็สามารถจ่ายเงินซื้อให้เขาได้ ตราบเท่าที่เขาต้องการ 

....................................................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว