แทคฮยองจี
email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ช่วยใจดีกับเราด้วยนะคะ

น่านฟ้าล่ารัก 06 | Rewrite

ชื่อตอน : น่านฟ้าล่ารัก 06 | Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 31 มี.ค. 2563 00:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น่านฟ้าล่ารัก 06 | Rewrite
แบบอักษร

น่านฟ้าล่ารัก

06

น่านฟ้ามองเด็กชายตัวอ้วนที่ยิ้มให้ตัวเองจนตาหยี เพื่อนร่วมงานคนเมื่อกี้บอกว่าเป็นหลานของคุณยุ้ยแล้วคุณยุ้ยไปไหน แต่เด็กคนนี้ก็หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็น

“สกายมานี่ลูก”

“คุกกี้!!!” สกายยิ้มกว้างจนเห็นหันหลอๆ ที่ด้านหน้า วิ่งไปหายุ้ยทันที

น่านฟ้าสนใจเด็กคนนั้นมากจนเดินตามไป แต่เพราะอะไรน่านฟ้าก็ตอบตัวเองไม่ได้เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้มีอะไรหลายๆ อย่างเหมือนเขา เช่น ดวงตา จมูก ปาก จริงๆ ก็แทบจะทั้งหน้า

“หลานหรอพี่ยุ้ย” น่านฟ้าถามขณะที่นั่งมองเจ้าเด็กอ้วนกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย

“ค่ะ” ยุ้ยบอกและมองหน้าน่านฟ้าแวบหนึ่ง ช่างเหมือนกันเสียจริง

ระหว่างที่กำลังนึกอะไรเพลินๆ ยุ้ยก็คิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ 5 ปีแล้วที่เจ้าอ้วนไม่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับพ่อเลย นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ให้เจ้าอ้วนได้อยู่กับพ่อถึงเจ้าอ้วนหลานเขาจะไม่รู้ก็ตาม

“คุณน่านคะ พี่มีงานให้จัดการพี่ฝากหลานหน่อยนะคะ”

“ได้ครับ” น่านฟ้ายิ้มและยอมรับหน้าที่ดูสกายให้ ยุ้ยแยกออกมาแอบดูพ่อลูกคนกันเงียบๆ ก็ได้แต่ยิ้ม ถ้าเรื่องราวก่อนหน้านี้มันเริ่มถูกที่ถูกเวลาเจ้าอ้วนก็คงเป็นเด็กที่มีความสุขมากกว่านี้

“อร่อยไหมครับ” น่านฟ้าถามแล้วเลื่อนแก้วน้ำหวานไปให้เด็กชาย “หนูมาคนเดียวหรอครับ”

“มากับหม่าม้าครับ หม้าม้าทำงาน” สกายยิ้มโชว์ฟันหลอๆ ของตัวเอง

“แล้วป่าป๊าหนูไปไหนครับ”

“ป่าป๊า?” สกายทำหน้างงก่อนที่จะทำหน้านึกขึ้นมาได้ “อ๋อ คุณพ่ออยู่นี่”

สกายหยิบแหวนที่คล้องอยู่กับสร้อยออกมาแล้วยิ้มกว้าง

“คุณพ่ออยู่นี่ หม่าม้าบอกว่าคุณพ่อให้ไว้”

น่านฟ้าตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเป็นสิ่งที่เด็กชายบอกแหวนของเขาที่หายไปอยู่กับเด็กคนนี้ ก่อนที่จะได้ถามอะไรแสงเหนือก็เข้ามาเสียก่อน

“สกายลูก...” แสงเหนือชะงักเมื่อเห็นว่าเจ้าอ้วนโชว์สร้อยที่คอให้น่านฟ้าดู

ร่างสูงหันไปมองเสียงที่เรียกเด็กชายพบกับชายหนุ่มที่น่าจะอายุน้อยกว่าเขา5-6ปีในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกางเกงสเลค นัยน์ตาสีน้ำตามีแววตื่นๆ เหมือนกระต่ายๆ เวลาตกใจ

“หม่าม้า!!”

สกายกระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งไปจับมือแสงเหนือและลากให้มานั่งด้วยกัน

“กินอะไรอยู่ครับ” แสงเหนือถามลูกชายพยายามที่จะไม่สนใจอีกคน

น่านฟ้ารู้สึกคุ้นหน้าคุณชื่อชายหนุ่มมากแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนหรือได้ยินชื่อนี้จากที่ไหน นอกจากนั้นแหวนที่อยู่กับสร้อยมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนสองคนนี้ ถ้าจะมีคนเก็บได้และเอาไปให้แฟนก็เป็นไปได้

“ขอโทษนะครับ แหวนนั่นน่ะ” น่านฟ้าถามขึ้น

“ของพ่อน้องครับ” แสงเหนือตอบไปตรงๆ

“หมายถึง พ่อของน้องเป็นเจ้าของแหวนนี่” น่านฟ้าพยายามใจเย็นถามต่อไป ทั้งที่ในใจร้อนรุ่มไปหมดด้วยความอยากรู้

“ครับ พ่อของเขาให้ไว้ก่อนจะหายไป”

เพล้ง!

อยู่ๆ มือที่ถือแก้วน้ำก็รู้สึกไม่มีแรงขึ้นมา แสงเหนือไม่ได้สนใจว่าน่านฟ้าเป็นอะไรแต่เลือกที่จะเล่นกับลูกแทน

“คุณบอกว่าพ่อของเด็กคนนี้หายไป”

“ครับ เขาไปแต่งงาน” แสงเหนือบอกเขาไม่ได้คิดที่จะปิดบังอะไรเพราะเรื่องมันก็ผ่านมา 5 ปีแล้วเขาทำใจได้แล้ว ถ้าน่านฟ้าอยากรู้เขาก็จะบอกแต่ถ้าจะให้กลับไปร้องไห้ฟูมฟายเหมือนตอนแรกก็ไม่ใช่

“คุณรู้ไหมว่าแหวนวงนั้นเป็นของใคร”

“รู้สิครับ ถ้าไม่รู้ผมจะบอกคุณได้ยังไง”

“ผม...” น่านฟ้าสับสนไปหมดไม่รู้ว่าที่อีกคนหนึ่งบอกมันคือเรื่องอะไร เหมือนกับว่าไม่อยากบอกกันตรงๆ “คุณมาคุณกับผมหน่อย”

“แป๊บนึงนะครับ” แสงเหนือบอกและเดินแยกไปหายุ้ยที่อยู่อีกโซนของออฟฟิศ

••

“พี่ยุ้ยครับ” ผมเรียก

“มีอะไรแสง จะกลับหรอ”

“ไม่ครับ คือคุณน่านเขาเห็นแหวนวงนั้นแล้ว” ผมบอก พี่ยุ้ยมีสีหน้าตกใจมาก

“เขาเห็นได้ยังไง”

“สกายเอาให้ดู” ผมตอบน้ำเสียงปกติ พี่ยุ้ยจับแขนผมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ “ผมควรจะบอกเขามั้ย”

“แสงคิดว่ายังไงล่ะ เรื่องมันนานมากแล้วอีกอย่างคุณน่านก็หย่ากับภรรยาแล้ว” ผมตกใจกับสิ่งที่พี่ยุ้ยพึ่งบอกเมื่อสักครู่

คุณน่านฟ้าหย่ากับภรรยาแล้ว

“ทำไมล่ะครับ” ผมถามด้วยความแปลกใจ

ผมมัวแต่ทำงานหาเงินเลยค่อยได้มีเวลาติดตามข่าวซุบซิบพวกนี้เท่าไหร่ คุณน่านฟ้ากับภรรยาทั้งสองคนมีชื่อเสียงในแวดวงสังคมธุรกิจอยู่ไม่น้อยก็คงจะมีข่าวซุบซิบออกมาให้เห็นไม่มากก็น้อย

“แสงจะเอายังไงตอนนี้พี่ว่าคุณน่านเองก็คงสงสัยขึ้นมาแล้ว แสงจะบอกหรือจะเก็บเงียบต่อไป” พี่ยุ้ยถามด้วยน้ำเสียงจริงๆ ผมเองก็กำลังคิดหนักถึงอยากได้คนปรึกษา “เรื่องนี้เป็นเรื่องครอบครัวของแสงเอง พี่คนนอกทำได้แค่แนะนำแต่ยังไงการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับแสงนะ”

“ทราบครับแต่ผมก็ยังลังเล เรื่องมันนานมาแล้วความจริงผมก็ไม่ได้สนใจอะไรด้วย”

ก็อย่างที่บอกผมไม่ได้สนใจแล้วในตอนนี้เขาจะรู้หรือไม่ก็ไม่มีผลอะไรเพราะยังไงสกายก็เป็นลูกผมกับเขาซึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“แต่ถ้าถามพี่ พี่คิดว่าบอกเขาก็ดีอย่างน้อยๆ แสงก็จะได้มีคนช่วยเลี้ยงลูก” พี่ยุ้ยบอก ผมเองก็แอบเห็นด้วย แต่ผมไม่อยากใช้ลูกเพื่อไปขอเงินจากเขาผมกลัวเขาคิดว่าผมอยากจะจับเขา

“พี่ยุ้ยผมไม่...”

“ออกมาคุยกัน” เสียงทุ้มดังแทรกขึ้น

ผมหันกลับไปเห็นคุณน่านฟ้ากำลังอุ้มสกายเกาะเอวด้วยแขนข้างเดียว ส่วนสกายก็เกาะเอวคุณน่านฟ้าเป็นลูกลิงเป็นภาพที่น่ารักมากจนผมอยากจะถ่ายรูปทั้งสองคนเอาไว้

“หม่าม๊า คุณพ่อ คุณพ่อคุณลุงเป็นคุณพ่อ” เจ้าสกายพูดเสียงใสยิ้มจนตาหยีเกาะคุณน่านไม่ปล่อย

“อะไรลูกไม่เอาอย่ากวนคุณลุงสิ”

“ไม่กวนครับๆ” คุณน่านรัดสกายเข้าเอวแน่นไม่ยอมให้เจ้าอ้วนลงพื้น

“ให้สกายอยู่กับพี่ยุ้ยครับ ส่วนเราไปคุยกัน” ผมสูดหายใจเข้าลึก ยังไงก็คงต้องบอกสินะขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปก็จะมีแต่เรื่อง

คุณน่านกระซิบบางอย่างกับสกาย เจ้าอ้วนของผมก็ทำมือโอเคก่อนจะถูกปล่อยให้ยืนเองที่พื้นและวิ่งไปหาพี่ยุ้ยอย่างว่าง่าย ส่วนผมเดินนำคุณน่านฟ้าไปที่ด้านนอกออฟฟิศ ผมไม่อยากให้คนอื่นๆ รู้เรื่องนี้ก่อนที่เราสองคนจะตกลงกัน เสียงฝีเท้าเดินตามหลังผมมาเงียบๆ ผมเองก็ไม่ได้หันไปมองผมตรงไปที่ร้านกาแฟใกล้ๆ และเลือกมุมเงียบๆ เพื่อให้เราได้คุยธุระกินโดยที่ไม่ต้องระแวงว่าจะมีคนได้ยินหรือสนใจ

"นั่งก่อนครับ คุณดื่มอะไรหรือเปล่า"

"อเมริกาโน่"

"ครับ"

ผมเดินไปสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์และยืนรอเลยเพราะต้องการเวลาที่ใจก่อนที่จะพูดเรื่องนั้นกับเขา และผมคิดว่าเขาเองก็คงต้องการเวลาเหมือนกัน เราต่างคนต่างอยู่กันเงียบๆ คนละมุมของร้าน จนกระทั่งนมสดเฮเซลนัทกับอเมริกาโน่เย็นได้แล้ว ผมจึงเดินกลับไปพร้อมกับเครื่อมดื่มทั้งสองแก้ว

"ได้แล้วครับ"

"ขอบคุณครับ"

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ที่เราสองคนนั่งเงียบกัน เครื่องดื่มเย็นสองแก้วไม่ถูกยกขึ้นดื่มเลย จนมีแต่หยดน้ำเกาะเต็มข้างๆ แก้ว ผมกัดปากตัวเองอย่างประหม่าผมไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดี

ผมกลัว

หมับ

มือใหญ่ถือวิสาสะวางทับลงบนมือผมเบาๆ เหมือนต้องการให้กำลังใจ ผมเงยหน้าที่ก้มอยู่ขึ้นมองถึงได้รู้ว่าคุณน่านฟ้าเอาแต่จ้องผมไม่วางตา

"เล่ามาเถอะ เรื่องที่คุณอยากบอกไม่ว่าอะไรผมจะฟัง"

อยู่ๆ น้ำตาก็เรือนขึ้นมาจนต้องกะพริบตาเร็วๆ ไม่ให้มันไหล่ออกมา ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและผ่อนออกมาเพื่อลดความประหม่า คุณน่านฟ้าส่งยิ้มบางๆ ช่วยให้กำลังผมอีกด้วย

"ถ้าคุณไม่พร้อม ผมเริ่มก่อนก็ได้" อยู่ๆ คุณน่านฟ้าก็พูดขึ้น "ผมไม่รู้ว่าก่อนหน้าคือเรื่องอะไรแต่แหวนที่อยู่กับสร้อยของสกายคือของผม"

"ครับ" ผมพยักหน้าไปตามนั้น "ผมรู้มาตลอดว่ามันคือของคุณ"

"คุณ...แสงเหนือใช่ไหม" คุณน่านถามเพื่อความแน่ใจ ผมพยักหน้าเขาก็ยิ้มออกมาอีก "เอาล่ะฟังผมนะไม่ว่ายังไงถ้าสกายคือลูกชายของผมจริง ผมจะยอมรับ"

ผมพยักหน้าอีกครั้งผมรู้ยังไงเขาก็ต้องยอมรับเจ้าอ้วนเพราะอย่างน้อยที่สุดเจ้าอ้วนก็คือเลือดเนื้อครึ่งหนึ่งของเขาเหมือนกัน และผมเองก็ทำใจไว้บ้างถ้าเขาจะไม่ยอมรับผม

"ส่วนคุณ..." คุณน่านฟ้าเงียบไป

"ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องสนใจผมก็ได้" ผมพูดเร็วรัวด้วยความร้อนใจไม่อยากให้เขาต้องลำบากใจที่จะต้องยอมรับผมด้วย แต่แทนที่เขาจะพอใจกับการที่ผมไม่เรียกร้องอะไรเขากลับทำหน้าตึงๆ ใส่ผมแทน

"ไม่ใช่ผมไม่ยอมรับ แต่ผมอยากจะขอเวลา"

"เวลาอะไรครับ"

"ขอเวลาศึกษาคุณมากกว่านี้ ผมหวังว่าคุณจะให้โอกาสผม" คุณน่านฟ้ายิ้มและบีบมือผมเบาๆ ทำให้ขอบตาร้อนผ่าวจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ทำได้เพียงปล่อยให้มันไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

คุณน่านฟ้าทำเรื่องที่เกินคาดมากสำหรับผม ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าเขาต้องมารับผิดชอบชีวิตอะไรของผม ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีวันที่ได้บอกเขาว่าสกายเป็นลูกเราของเรา

"เอาล่ะ ผมพูดส่วนของผมแล้ว"

"ครับ" ผมพยักหน้า

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่และเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดทั้งเรื่องเมื่อ 5 ปีก่อนตอนที่ผมเข้ามาฝึกงาน เรื่องงานเลี้ยงบริษัท เรื่องที่ผมท้อง และเรื่องระหว่างนั้นที่เรามีโอกาสได้เจอกันที่โรงพยาบาล และหลายๆ อย่าง ผมเล่าไปสะอื้นไปจนเขาต้องเปลี่ยนที่นั่งย้ายมาข้างๆ ผมและดึงผมไปกอดเอาไว้ ความจริงมันไม่ได้เศร้าหรือแย่อะไรขนาดนั้นเพียงผมไม่คิดว่าจะต้องมาเล่าเรื่องนี้อีก ผมยอมรับว่าช่วงแรกของการตั้งท้องมันแย่มาก ผมอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครดูแล ผมดื้อที่จะออกมาอยู่คนเดียว ผมดื้อที่จะไม่บอกเขาทั้งที่พี่ยุ้ยก็แนะนำแล้วแต่ผมก็ยังดื้อที่จะเก็บเรื่องเงียบ ชีวิตช่วงนั้นมันเหนื่อยและท้อแท้มาก แต่ผมก็คิดเสมอว่าผมสกาย สกายเกิดมาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาคือบาปบริสุทธิ์ที่ผมกับคุณน่านฟ้าก่อขึ้นร่วมกัน แล้วผมก็ค่อยๆ ผ่านมันไป และผมก็โชคดีที่เจอคนดีๆ มากมายที่คอยช่วยเหลือ

"คุณคงเหนื่อยมาก"

"ครับ เหนื่อยแต่ผมมีความสุข มีความสุขทุกครั้งที่ได้รู้ว่าเจ้าอ้วนของผมสุขภาพแข็งแรง เป็นเด็กดี"

"เอาล่ะ เลิกร้องได้แล้วผมพอจะเข้าใจแล้ว" คุณน่านผละผมออกจากอกและค่อยๆ ซับน้ำตาให้ "แต่ถึงยังไงผมก็ต้องตรวจดีเอ็นเอกับสกายก่อนว่าเขาเป็นลูกผมจริงๆ "

"ครับ ผมเข้าใจ"

ผมไม่ได้ว่าอะไรถ้าคุณน่านจะอยากตรวจดีเอ็นเอเพื่อความแน่ใจ เป็นใครก็ต้องทำเพราะอยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้อ้างว่าท้องกับตัวเองแถมลูกยังโตเรียนอนุบาลขนาดนี้

"ส่วนคุณ ผมไม่สงสัยอะไรหรอกเพราะพอฟังที่คุณเล่ามาผมก็พอจะจำได้"

"ครับ? "

"ผมจำคุณได้" เขาบอกและยิ้มให้ผมอย่างเอ็นดี "เครื่องดื่มจืดหมดแล้วเดี๋ยวผมไปสั่งให้ใหม่"

คุณน่านฟ้าลุกเดินไปสั่งเครื่องดื่มให้ผมนั่งทบทวนเรื่องต่างๆ เพียงลำพัง ผมเองก็เข้าใจว่าเขารู้สึกยังไง ผมเองก็ไม่ต่างกันถ้าเราจะต้องการเวลาทบทวนเรื่องทั้งหมด และเป็นคุณน่านฟ้าเองที่เลือกลุกออกไป

"สกาย ชื่อจริงว่าอะไร" อยู่ๆ คุณน่านก็ถามเมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะ

"ครับ? "

"ชื่อจริงของสกาย"

"เหนือฟ้า เด็กชายเหนือฟ้าครับ"

เหนือฟ้า

เหนือที่มาจาก แสงเหนือ

ฟ้าที่มาจาก น่านฟ้า

เหนือฟ้า ชื่อที่มีทั้งพ่อและแม่อยู่ในนั้น ชื่อที่เป็นที่หนึ่งเหนือทุกสิ่ง

"คุณตั้งเองหรอ" คุณน่านฟ้าถาม

"พี่ยุ้ยตั้งครับ ตอนนั้นผ่าคลอดผมยังไม่ฟื้นจากยาสลบ" ผมบอกเขาก็พยักหน้า

ผมกับเขานั่งคุยกันอยู่นานจนกระทั่งเห็นว่าใกล้ค่ำและจึงกลับไปเห็นว่าสกายกำลังเล่นโมเดลเครื่องบินที่เป็นของที่ระลึกของสายการบิน ผมยิ้มให้พี่ยุ้ยน้อยๆ และไปหาลูกชายที่นอนเล่นอยู่ พี่ยุ้ยเองก็ไม่ได้ถามอะไร ส่วนคุณน่านฟ้าก็เดินแยกไปอีกทางคาดว่าจะเป็นห้องทำงานแต่ไม่นานก็ออกมาพร้อมกระเป๋าเอกสาร

"สกายมาหาคุณพ่อ"

"..."

ผมตกใจมากไม่คิดว่าเขาจะแทนตัวเองแบบนั้น เขาพูดเสียงดังโดยที่ไม่กลัวว่าคนอื่นๆ ในออฟฟิศจะได้ยินหรือเอาไปพูดเสียหาย เขาพูดออกมาโดยที่ไม่มั่นใจว่าสกายเป็นลูก

"พี่ยุ้ยครับผมกลับก่อนนะครับ" คุณน่านฟ้าหันไปยกมือไหว้พี่ยุ้ยที่มีอายุมากกว่า "ป่ะ เย็นแล้วคุณพ่อพาไปกินข้าวนะครับ"

••

น่านฟ้ายื่นมือไปให้เด็กชายจับ สกายรีบวางของเล่นและคว้ามือใหญ่ทันทีพร้อมกับมืออีกข้างที่จับมือของแสงเหนือไว้ด้วย แสงเหนือมองลูกชายที่ยิ้มมีความสุขขอบตาก็ร้อนผ่าวจนต้องกะพริบตาถี่ๆ ทั้งสามคนเดินจับมือกันออกไปและเหลือแค่ยุ้ยที่ยืนปลาบปลื้มใจ เรื่องแย่ๆ ผ่านไปแล้วต่อไปก็ขอให้อย่าได้มีเรื่องอะไรอีกเลย

"คุณพาสกายมายังไง"

"แท็กซี่ครับ เราไม่มีรถยนต์" แสงเหนือตอบขณะที่เดินออกไป

"งั้นไปกินข้าวกันก่อนแล้วผมจะไปส่งที่บ้าน" น่านฟ้าเสนอ

แสงเหนือมีท่าทีลังเลอยู่ไม่น้อยแต่เจ้าลูกชายตัวอ้วนก็อ้อนอยากไปเพราะวันนี้สกายได้มีคุณพ่อเหมือนคนอื่นๆแล้ว แสงเหนือไม่อยากทำลายความสุขของลูกจึงตกลงที่จะไปกินข้าวด้วยกัน

ร้านอาหารหรูในโรงแรมทำให้สกายตื่นเต้นมากตั้งแต่เกิดมาแสงเหนือไม่เคยพาลูกไปกินอาหารแพงๆ แบบนี้เลยสักครั้งแพงที่สุดก็คงจะเป็นไก่ทอดยี่ห้อดังที่มีขายอยู่ในห้างแค่นั้น

"คุณน่าน ผมว่ามัน..." แสงเหนือพูดขึ้นหลังจากที่เห็นราคาในเมนูอาหาร พรางคิดว่าจานแค่นี้ตั้งห้าร้อยถ้าเอาอิ่มมื้อนี้คงได้หมดหลายพันแน่ๆ

พรึ่บ

"ถ้าดูแล้วคิดมากก็ไม่ต้องดู" น่านฟ้าแย่งเมนูอาหารในมือของแสงเหนือไปและเริ่มสั่งอาหารเมนูที่ตัวเองอยากจะกินและมีหันไปถามสกายด้วยความอยากกินอะไร ส่วนแสงเหนือได้แต่นั่งเงียบให้พ่อลูกเขาสั่งอาหารกันไป

"คุณอยากกินอะไร"

"พอแล้วล่ะครับแค่นี้ก็กินกันไม่หมดแล้ว" แสงเหนือรู้สึกเกรงใจมากจริงๆ 

ทำไมน่านฟ้าจะต้องทำขนาดนี้ทั้งที่ยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าสกายคือลูกของตัวเองหรือเปล่า แต่ในทางตรงกันข้ามน่านฟ้ากลับได้คำตอบให้ตัวเองแล้วว่าเด็กชายเหนือฟ้าคนนี้ใช่ลูกของตัวเองหรือไม่

อะไรหลายๆอย่างทำให้น่านฟ้าแน่ใจและปักใจเชื่อไปแล้วว่าสกายคือลูกไม่ว่าจะหน้าตา หรือแม้แต่ของกินที่ชอบและไม่ชอบ ช่างเหมือนกันอะไรขนาดนี้แต่ที่อยากตรวจดีเอ็นเอก็เพียงเพราะอยากได้หลักฐานมายืนยันความมั่นใจของตัวเอง ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาดีใจแค่ไหนที่อยู่ๆก็มีลูก แต่ก็ยังสับสนอยู่บ้าง แต่มันดีใจมากกว่าสำหรับคนที่คิดอยากจะมีครอบครัวอย่างเขา

Talk; ตอนนี้สั้นมาก อ๋อมันไม่มีเชิงอรรถ 5555555 คือเขาเจอกันแล้วเว้ยแกน้ำตาฉันจะไหลมันดีกว่าพล๊อตเดิมมากๆฉันชอบแบบนี้ฉันมีความสุข บางคนอาจจะคิดว่ามันง่ายไปไหมแต่เราไม่ชอบอะไรยากๆอะ จริงๆอยากจะบรรยายความรู้สึกตัวละครให้มากกว่านี้อะแต่เราไม่สามารถเค้นเอาความรู้สึกนั้นออกมาได้จริงๆ มันทั้งจุกทั้งง สับสนไปหมด เอาเป็นว่าข้ามๆไปตอนที่เหลือก็ให้พ่อแม่เขาจีบกันแล้วกัน 555555555555555 แต่งมาถึงตอนนี้ก็พอจะเดาเส้นเรื่องออกแล้วว่าจะไปทางไหนและประมาณกี่ตอนจบ คือนี่ก็แพลนๆไว้ว่าประมาณ 20-25 ตอนจบก็กำลังดีไม่เยอะไม่มากเกินไป ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ แล้วก็ขอคอมเม้นเป็นกลจ.ให้กันด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น