email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1.ท้องฟ้าไม่สดใสนัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 1.ท้องฟ้าไม่สดใสนัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 538

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2564 08:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1.ท้องฟ้าไม่สดใสนัก
แบบอักษร

พระราชวัง.

สวนลับ.

ท่ามกลางดอกไม้สีสันสดใสหลากหายสายพันธุ์ บานสะพรั่งไปทั่วทั้งบริเวณ ยามที่แสงแดดอ่อนๆ ส่องลงมากระทบใบหน้าขาวเนียนราวหิมะ

“อ่าาาาา~ แม้หมู่ดอกไม้ที่สวยที่สุดในโชซอล รายล้อมอยู่มากมาย ก็ไม่สามารถบดบังพระสิริโฉมอันงดงามองค์หญิงของหม่อมฉันได้เลย”

น้ำเสียงปลื้มปิติชวนให้เคลิบเคล้ม วอนฮี พึมพำกำมือทั้งสองข้างขึ้นทาบอกสายตาจับจ้องไปที่องค์หญิงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักพร้อมกับเหล่านางในที่ติดตามมาด้วย

“พวกเจ้ารู้หรือไม้ เหตุใดดอกไม้ที่นี่ จึงสวยงามกว่าในแจกัน”

ปากเล็กบางพูดขึ้นบ้าง เหล่านางกำนันต่างก็หันมองหน้ากันเพราะหาคำตอบให้แก่องค์หญิงไม่ได้

“ขออภัยองค์หญิง หน่อมฉันและเหล่านางๆ โง่เขลาเกินกว่าที่จะหาคำตอบเจอเพคะ”

วอนฮีก้มศรีษะลงเล็กน้อย อย่างเสียไม่ได้ องค์หญิงละสายตาจากดอกไม้แล้วหันมองไปยังเหล่านางในที่นั่งห่างออกไป องค์หญิง โซรอง เผยยิ้มสดใสให้วอนฮี คนสนิทอย่างอ่อนโยน

“หากข้าต้องการเพียงเพื่อเชยชมความงาม ดอกไม้ที่เหล่านางกำนันจัดไว้ในแจกัน ก็พอมองเห็นว่างดงาม แต่ไม่นานมันก็จะเหี่ยวเฉาไป”

“......”

“แต่หากเป็นดอกไม้ในสวนนั้นเล่า ไม่ต้องเติมแต่งพวกมันก็จะยังงดงามอยู่แบบนั้น”

“อ่าาา ดอกไม้ในแจกัน อยู่ได้ไม่นาน ถ้าเทียบกับดอกไม้ในสวนเช่นนั้นใช่ไหมเพคะ?”

วอนฮีทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตนเองเมื่อได้ฟังเช่นนั้น องค์หญิงโซรองยิ้มกว้าง ก่อนจะจัดชายกระโปรงให้เข้าที่พร้อมกับลุกขึ้นยืน

“แต่ว่า ถ้าคนสวนไม่ยอมดูแลดอกไม้พวกนั้น พวกมันก็จะเหี่ยวเฉาไปเช่นกัน”

เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าขาวเนียนปนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใส องค์หญิงกำลังเคลื่อนพระองค์ออกจากสวนลับโดยมีขบวนนางในคอยติดตามไม่ห่าง

“อะ องค์หญิงเพคะ!”

“เหตุใด เจ้าจึงได้วิ่งมาแบบนั้น โบจอง?”

โบจอง นางในรับใช้หน้าตาแตกตื่นวิ่งลนลานมาถึงก็รีบก้มหัวให้องค์หญิงในทันที ท่ามกลางความงุนงง วอนฮีจึงเอ่ยปากถาม องค์หญิงเห็นอย่างนั้นจึงยกมือขึ้นปราม

“อะ องค์หญิงเพคะ ฝ่าบาทมีพระกระแสรับสั่งให้องค์หญิงเข้าเฝ้าเพคะ”

“......”

ทั้งองค์หญิงโซรองและนางในคนสนิทอย่างวอนฮีต่างก็มองหน้ากันราวกับรู้ใจ แต่เป็นความรู้ใจที่ตะหงิดอยู่ในหัวใจเล็กๆ มีเรื่องสำคัญเพียงใดถึงเรียกเข้าเฝ้ากระทันหันเช่นนี้.

“ฝ่าบาท องค์หญิง โซรอง ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

หัวหน้าขันทีคนสนิท และยังเป็นเสมือนคู่คิดขององค์ราชา เอ่ยบอกถึงคนอีกฝากหนึ่งของประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเพราะความชรา

“เข้ามาเถิด”

เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงด้วยอำนาจหนักแน่นดังลอดออกมา องค์หญิงเผลอยิ้มอย่างไม่สู้ดีนักเพราะไม่ได้เข้าเฝ้าเสด็จพ่อมานานพอสมควร

“เชิญพะยะค่ะ”

ประตูถูกเปิดออกสองเท้าเล็กกำลังก้าวข้ามผ่านแต่ต้องหยุดชะงักลง เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ ใบหน้าเล็กหันขวับไปทางหัวหน้าขันทีอย่างช้าๆ

“อาการป่วยของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

“อะ ! ขอบพระทัยองค์หญิง โรคนี้ รักษายากนักพะยะค่ะ”

“เช่นนั้น ฝ่าบาททรงให้หมอหลวงดูอาการของท่านหัวหน้าขันทีหรือยัง?”

“55555 องค์หญิงของเราช่างมีเมตตายิ่งนัก เพียงแต่โรคชรานั้น ไม่มียาใดในโลกรักษาให้หายขาดได้หรอกนะพะยะค่ะ 55555”

“ไม่เสียหน่อย ท่านยังดูหนุ่มกว่าครั้งก่อนที่ข้าเจอเสียอีก”

ทั้งสองหัวเราะใส่กันราวกับคนที่ไม่ได้เจอกันนาน ทำเอาฝ่าบาทที่กำลังนั่งมองดูเราอยู่จากด้านในทำสีหน้าติหนิเล็กน้อย

“อะ ฮึ้ม”

“อะ เอ่อ เชิญองค์หญิงพะยะค่ะ ฝ่าบาททรงรอท่านอยู่”

เสียงกระแอมเล็กๆ ของฝ่าบาท ( พระราชา อี มยองมุน) ทำเอาทั้งเหล่าขันทีและนางในสะดุ้งและพากันก้มต่ำอย่างหวาดๆ ท่านพ่อคงไม่ชอบใจนักที่ข้าไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าไปในห้องทันที เพราะมัวแต่คุยกับหัวหน้าขันที

“หัวหน้าขันที น่าพูดคุยมากเสียจนเจ้าลืมผู้เป็นพ่อไปเสียอย่างนั้นเลยหรือ?”

“หามิได้เพคะ หม่อมฉันเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ต้องหยุดคุยกับหัวหน้าขันทีตลอดทุกครั้งที่เจอ คงเพราะหม่อมฉันไม่ได้พบกับเขาบ่อยนะเพคะ”

ผู้เป็นพ่อ ไม่ได้จะดุหรือติในตัวองค์หญิงแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาองค์หญิงมักกระทำเช่นนี้อยู่บ่อยๆ จนผู้เป็นพ่อเคยชินไปเสียอย่างนั้น

“เสด็จพ่อ คงไม่ได้เรียกหม่อมฉันมาเพื่อดุหม่อมฉันเรื่องหัวหน้าขันทีใช่ไหมเพคะ?”

“อ่า.. เข้าเรื่องเลยก็ดีเหมือนกัน”

“พระมเหสีทรงเสด็จพะยะค่ะ”

สิ้นเสียงขันทีจากด้านนอก ทั้งองค์หญิงและพระราชากลับจดจ้องไปที่ประตูบานใหญ่ที่กำลังจะเปิดออก เผยให้เห็นร่างของพระมเหสี โซ ยอจู พร้อมด้วยนางในคนสนิทก้าวเข้ามาภายในห้อง ท่านแม่ก้มหัวให้ท่านพ่อเป็นพิธีแล้วจึงเดินไปนั่งลงบนเบาะข้างกับท่านพ่อ

“เหตุใดพระองค์จึงรีบร้อนโดยที่ไม่มีหม่อมฉันอยู่ด้วยเช่นนี้เพคะ?”

“เอ่ออ ข้า!”

พระนางเริ่มสำแดงฤทธิ์โดยใช้สายตาพิฆาตที่มีเพียงพระราชาเท่านั้นที่จะสามสารถสัมผัสได้ จากท่าทีลุกลี้ลุกลนที่พยายามกลบเกลื่อนแต่ก็มิอาจหนีพ้นสายตาอันแหลมคมขององค์หญิงโซรองจนต้องหลุดอมยิ้มให้กับความน่ารักของทั้งสองพระองค์

“ท่านแม่”

“ลูกรัก แม่เพียงต้องการจะปกป้องลูกน้อยของเรา ถ้าเจ้าไม่ต้องการ เจ้าเพียงปฏิเสธเสด็จพ่อของเจ้าไป”

“พระมเหสี โซรองของเรา โตพอที่จะมีคู่ครองได้แล้ว”

พระราชาทรงทำสายตาตำหนิเล็กๆให้แก่พระมเหสี ถึงความเป็นแม่ที่ห่วงลูกจนเกินไป

“!....”

รอยยิ้มเมื่อครู่พลันจางหาย แม้ในตอนแรกข้าจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเสด็จแม่จึงไม่พอพระทัยเสด็จพ่อขนาดนั้น แต่เมื่อได้รู้ถึงเหตุผล ก็ทำเอาใจของข้าสั่น ราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง

“ตามที่เจ้าได้ยิน พ่ออยากจะเห็นเจ้าและองค์รัชทายาทเข้าภิธีอพิเษกสมรถ”

“......”

เสด็จแม่ทรงเงียบและกำลังจะมีน้ำตาคลอเล็กๆ ข้าเองที่กำลังตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน สีหน้าของเสด็จพ่อไม่มีแม้แต่การล้อเล่น ข้ารู้ตัวดีว่าวันนี้จะมาถึง แต่ไม่นึกเลยว่าจะเร็วนัก

“เรื่องนี้เสด็จพี่ทรงทราบแล้วหรือเพคะ?”

“ฮืมมม....เรื่องนั้นข้าได้ให้คนนำจดหมายไปให้ แต่ไร้การตอบกลับ ถ้าองค์รัชทายาทไม่เห็นด้วย ก็คงโวยเข้าให้แล้ว ไม่ปล่อยให้เวลาลุล่วงมาถึงวันนี้ได้หรอก”

เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่เสด็จพี่เกลียดการคลุมถุงชนเสียยิ่งกว่าข้า กลับไม่คัดค้านเสด็จพ่อเลย เหตุใดกัน ข้าไม่เข้าใจ

“แล้วเจ้าหละ โซรอง”

“ถึงหม่อมฉันอยากจะขอร้องเสด็จพ่อว่า หม่อมฉันไม่ต้องการมีคู่ครองสักเพียงใด หม่อมฉันก็จะได้เพียงความดื้อดึงอย่างไร้ความหมาย”

“โถ่ โซรองลูกแม่”

ขณะนี้พระมเหสีทรงใช้ผ้าเช็ดหน้าที่นางในถวายเช็ดน้ำตาไปเสียเรียบร้อยแล้ว ข้าคงขัดขืนอะไรไม่ได้ ในเมื่อเสด็จพี่ที่เป็นถึงองค์รัชทายาทผู้ไม่เคยอ่อนให้กับความอยุติธรรม กลับไม่คิดจะต่อต้าน อย่างไรข้าก็เป็นน้อง หากจะปฏิเสธก็เอาเปรียบเสด็จพี่ยิ่งนัก

“หม่อมฉันจะขอเพียงหนึ่งอย่างได้ไหมเพคะ?”

“ว่ามาเถิด”

มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นเพราะสถานการณ์เช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งพบเจอ ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวเช่นไร หรือต้องต่อรองอะไร ถึงแม้จะขัดคำของพระราชาไม่ได้ แต่ในฐานะองค์หญิง ข้าอยากจะเรียกร้องบ้าง

กรุ้งกริ้ง กรุ้งกริ้ง!!

“เร่เข้ามาๆ เร่เข้ามา พระราชสารจากพระราชาถึงเหล่าขุนนาง ชายสูงศักดิ์และหญิงสูงศักดิ์ ที่ยังไม่มีคู่ครอง เข้าสอบคัดเลือกเป็นพระชายาในองค์ชาย อี ซอลมิน และราชบุตรเขยในองค์หญิง อี โซรอง”

เสียงป่าวประกาศจากชายผู้หนึ่งกลางตลลาด

“เห! จะมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นแก่บ้านเมื่อหรือนี่!”

ประชาชนต่างก็ให้ความสนใจในข่าวสารจากวังหลวง ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคุณหนูคุณชายที่ยังไม่มีคู่ครองต่างก็แสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้า

“หากท่านมีคุณสมบัติที่กล่าวมา ให้ท่านเดินทางเข้าพระราชวังเพื่อเข้ารับคัดเลือก ที่จะจัดขึ้นในไม่ช้า สิ้นสุดพระราชสารเพียงเท่านี้”

“เฮ้!!!!”

“พระราชาจงเจริญ”

ประชาชนต่างก็แสดงความยินดีและสรรเสริญ จะมีอะไรดีไปหว่าการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี นั่นถือเป็นการทำให้ประชาชนรับรู้ถึงความมั่นคงของราชวงศ์ที่พวกเขาเคารพรัก

“ทำไมช่วงนี้ดูครึกครื้นเสียจริง”

ชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยออร่าแม้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ไม่วายโดดเด่นจนหญิงสาวมากหน้าหลายตา ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน

“โอ๊ะ! นายท่านตรงนั้นคนมุงดูอะไรกันอยู่หนะขอรับ”

“.......”

ชายหนุ่มหันมองตามทางที่ซูมง(ข้ารับใช้)กล่าว และพบกว่าสาเหตุที่ผู้คนต่างก็หลั่งไหลเข้ามุงดูกันวุ่นวาย คือป้ายข่าวสารจากพระราชวัง เขาใช้เวลาไตร่ตรองอยู่เพียงชั่วครู่ก็ตัดสินใจเดินแหวกผู้คนผ่านเข้าไปด้านในวงล้อม แต่ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ลำพังตนร่างสูงแข็งแรงกำยำก็จริง แต่ไม่สามารถสู้แรงผลักและกลิ่นเหงื่อที่เกินจะทานทนไหวได้

“ฮึ้ย...”

ชายหนุ่มถอดหายใจด้วยความลำคานใจ ก่อนจะเดินถอยออกมาใช้มือเรียวปัดไรฝุ่นออกจากผ้าไหมราคาแพง

“นายท่าน ฮีวอน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”

“ไม่ต้อง”

ซูมงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเสนอตัวฝ่าวงล้อมเข้าไปอีกครั้ง แต่ทำได้เพียงฝันค้างเพราะเจ้านายไม่มีความอยากรู้หลงเหลืออยู่เสียแล้ว

“อ่าาา...ดูสิว่าข้าเจอใคร”

“.......”

เสียงคุ้นหูจากชายที่ฮีวอน ไม่ชอบหน้านักดังขึ้นจากทางด้านหลัง จากสีหน้าหงุดหงิดเมื่อครู่ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอย่างน่าหมั่นไส้ ตามแบบฉบับของฮีวอน พร้อมกับหันไปประเชิญหน้ากับผู้ทักทาย ชายร่างสูงหน้าตาหล่อเหลามาดคุณชายยืนเอามือไขว้หลังมองมาด้วยรอยยิ้ม

“ไม่คิดว่าท่านจะสนใจข่าวสารจากพระราชาเช่นนี้”

“ข้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีความอยากรู้อยากเห็นข่าวสารเป็นเรื่องปรกติ”

“อืมมมม ข้าคงมองท่านผิดไป ข้านึกว่าท่านสนใจเพียงเรื่องนางโลมเสียอีก 55555”

“มากเกินไปแล้วนะขอรับ นายท่าน แจอิน”

“......”

ซูมงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาขวางระหว่างนายของตนและขุนนางแจอิน แต่ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดต่อ ฮีวอนก็ยกมือขึ้นปรามข้ารับใช้ของตนเอาไว้ แม้ทั้งฮีวอนและแจอินจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่สนิทกับมาก ทั้งคู่เริ่มมีความบาดหมางกันเมื่อสามปีที่ผ่านมาจนไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีก

“หึ..”

ฮีวอนเผลอหลุดขำออกมาเสียดื้อๆ ราวกับไม่สะทกสะท้านที่ตนกำลังถูดให้ร้ายอย่างไม่น่าให้อภัย ทำให้แจอินและข้ารับใช้ของเขางุนงงไปเล็กน้อย

“ในเมื่อท่านรู้แบบนั้น หากท่านต้องการคำแนะนำเรื่องผู้หญิง หรือนางโลม ท่านสามารถมาพบข้าได้ทุกเมื่อ ข้าไม่ถือ”

“....!”

“เพราะไม่เคยมี ผู้หญิง หรือนางโลมคนไหนที่ข้าต้องตา แล้วหลุดมือไปแม้แต่คนเดียว”

พรึบๆ

ฮีวอนยกฝ่ามือของตนตบเบาๆบนบ่าของอดีตเพื่อนสนิทอย่างจริงใจ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของผู้ชนะ คำพูดที่ดูไม่มีอะไรกลับทิ้มแทงใจของคนฟังอย่างแจอินเข้าอย่างจัง จนเขาเองก็ทำตัวไม่ถูกไปเสียกลางอากาศ

พรึบ!

แจอินยกมือขึ้นปัดมือหนาของฮีวอนออกจากตนอย่างไร้ปราณี นั่นยิ่งทำให้ฮีวอนกลายเป็นผู้ชนะในการต่อปากต่อคำในครั้งนี้ไปแบบขาดรอย

“ดูท่าทาง ท่านจะมั่นใจในตัวเองเสียเหลือเกิน”

“ท่านก็พูดเกินไป5555 ข้าแค่พูดไปตามที่ท่านชม”

“อย่างนั้นก็ดี งั้นเรามาประลองกันดูอีกสักตั้ง”

แจอินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังจนฮีวอนเองก็แปลกใจ เขาชี้นิ้วไปทางป้ายบอกข่าวสารที่อยู่ด้านในวงล้อมของผู้คน

“เข้าร่วมพิธีคัดเลือกเป็นพระราชบุตรเขยขององค์หญิง เรามาตัดสินกัน ใครถูกตัดออกก่อน ถือว่าเป็นไอพวกขี้แพ้”

“.....”

“เป็นไง กลัวงั้นหรอ?”

“นายท่านแจอิน.....”

“ซูมง เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น”

ฮีวอนหันไปตำหนิซูมง เพราะตนไม่ต้องการให้มีใครต้องต่อความยาวสาวความยืด เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ในใจฮีวอนไม่ได้ต้องการจะแข่งขันอะไรกับแจอิน เพราะการเป็นราชบุตรเขยอะไรนั่น มันไม่ได้อยู่ในหัวสมองของเขาเลย ที่แท้สิ่งที่ทำให้ผู้คนดูมีชีวิตชีวาคือข่าวนี้สินะ

“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องแข่งขันกับท่านในเรื่องนั้น”

“โหวว ไม่สนอย่างนั้นหรือ ข้าได้ข่าวว่าองค์หญิงมีพระสิริโฉมงดงามจนแทบไม่มีใครบนแผ่นดินเทียบได้ ได้ยินแบบนี้ คนช่ำชองในหญิงงามอย่างท่าน จะไม่เสียดายหรอกหรือ”

“.....”

แจอินใช้มือเรียวลูบคางตัวเองไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด ทั้งยังวางท่ายุยงคนตรงหน้าเสียเต็มที่

“หากได้แข่งเรื่องนี้อีกสักครั้ง ข้าคงหมดความแคลงใจ”

“ถึงท่านจะพูดจนพระอาทิตย์ลับฟ้าไป ข้าก็คงไม่ทำ ข้าไม่คิดจะยึดติดอยู่ในตำแหน่งนั้นไปจนตาย เพราะแค่ท่านยังปล่อยมือจากอดีตไม่ได้หรอกนะ”

“......”

“ขอให้ท่านสอบคัดเลือกผ่านตามที่ท่านหวังไว้”

ฮีวอนขยับเข้าไปใกล้แจอินในระดับที่ใช้เพียงการกระซิบ แต่เป็นการกระซิบที่เลือดเย็นอยู่พอสมควรเพราะคำพูดเมื่อครู่ไม่มีรอยยิ้มแจ่มไสอย่างทุกครั้ง กลับเป็นสีหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นเชียบแสดงถึงความไม่พอใจในข้อเสนอของแจอิน ความคิดของฮีวอน เขามองอดีตเพื่อน เป็นเพียงบุคคลที่ไม่รู้จักโต และเขาก็ไม่ค่อยชอบใจนักถ้าจะให้เจอหน้ากันเมื่อไร ต้องมีเรื่องไม่สบอารมณ์ให้มีปากเสียงกันเรื่อยไป

ความคิดเห็น