แทคฮยองจี
email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ช่วยใจดีกับเราด้วยนะคะ

น่านฟ้าล่ารัก 05 | Rewrite

ชื่อตอน : น่านฟ้าล่ารัก 05 | Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2563 17:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น่านฟ้าล่ารัก 05 | Rewrite
แบบอักษร

  

น่านฟ้าล่ารัก 

05 

ทิ้งให้แขกที่มาในยามวิกาลอาศัยนอนที่โซฟาแคบๆ หน้าทีวี ส่วนตัวเองก็นอนในอยู่บนเตียงใกล้ๆกัน เพราะท้องใหญ่ใกล้คลอดเจ้าเปี๊ยกที่อยู่อพาร์ทเม้นเดียวกันแถมยังรับหน้าที่คนทำความสะอาดห้องให้ผมบอกว่าเป็นห่วงกลัวเจ็บท้องคลอดเลยอาสามานอนเป็นเพื่อน ผมชวนในนอนที่เตียงด้วยกันมันก็ปฏิเสธบอกว่าเดี๋ยวพี่แสงกับน้องอึดอัด ผมนอนดิ้นบ้างสุดท้ายก็หอบหมอนผ้าห่มไปนอนที่โซฟา

“ทำไมยังไม่นอนอีกดึกแล้วนะจ๊ะ”

“คือว่า...” ผมกัดปากลังเลนิดหน่อย “พี่ว่าพี่เจ็บท้องอะ มันปวดๆ”  

“อะไรนะจ๊ะ!!” 

เจ้าเปี๊ยกตาโตเท่าไข่ห่านดีดตัวลุกขึ้นนั่งผมเองที่ตอนแรกรู้สึกหน่วงๆตอนนี้ก็เริ่มปวดมากขึ้นหรือว่าเจ้าอ้วนจะคลอดแล้ว อย่าพึ่งสิลูกอีก 3 วันก็ถึงวันนัดผ่าคลอดแล้วทำไมหนูรับแบบนี้ล่ะลูก 

“โอ๊ย!!! เปี๊ยกพี่เจ็บท้อง” 

“หมอๆๆๆๆ โทรเรียกหมอ” เจ้าเปี๊ยกโวยวายเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกแต่สุดท้ายก็โทรเรียกรถพยาบาลมาให้ผมจนได้

ผมถูกส่งตัวเข้าไปที่ห้องตรวจทันทีหลังจากที่ถึงโรงพยาบาล โชคดีที่โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลที่ผมฝากท้องพอดี หมอมุ่ยและผู้ช่วยเข้ามาด้วยกันเขาพูดอะไรบางอย่างผมเองก็ไม่ได้สนใจเพราะเจ็บที่ท้องมากเหมือนท้องจะแตก มันเจ็บมากจนผมก็ไม่รู้ว่าหมอเขาทำอะไรกับผมไปบ้าง แต่หมอก็ไม่ได้ทำการผ่าคลอดให้ผมเขากลับฉีดยาบางอย่างให้ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอะไรจนอาการปวดเริ่มทุเราลง

"ทำไมเจ็บท้องก่อนถึงวันได้ล่ะครับ"

"ไม่รู้ครับ กำลังจะนอนเลย" ผมพูดเสียงแผ่ว "แล้วคลอดตอนนี้ไม่ได้หรอครับ แล้วหมอฉีดอะไรให้"

"ไม่ต้องกังวลครับ หมอฉีดยายับยั้งการคลอดก่อนกำหนด[1]ให้ครับยานี้ช่วยชะลอการคลอดออกไปประมาณ 48 ชั่วโมง ระหว่างนี้คุณต้องงดข้าวงดอาหารก่อนอย่างน้อยก็หกชั่วโมง" หมอมุ่ยบอก "ยาอาจจะมีผลข้างเคียงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วงหมอจะอยู่ดูแลคุณเอง"

"ครับ"

"ถ้าง่วงก็นอนเลยนะครับ"

"ผมอยากโทรหาญาติ" ผมบอก

"จำเบอร์ได้ไหมครับ" 

ผมส่ายหน้าเพราะเบอร์พี่ยุ้ยคนที่อยู่ใกล้และสะดวกมากที่สุดผมกลับจำไม่ได้ ที่จำได้ก็มีแค่เบอร์ของม๊ากับป๊าที่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนมือถือของผมก็ไม่ได้เอามา

"น้องคนที่พาคุณมาเขานั่งรอที่ข้างนอกเดี๋ยวผมถามให้ว่าได้เอามือถือคุณมาไหม"

"ขอบคุณครับ"

ไม่นานหมอก็กลับเข้ามาและบอกว่าน้องก็ไม่ได้เอามือถือผมมาแต่เขาบอกว่าจะกลับไปเอามาให้หมอจึงให้ผมนอนพักโดยที่มีพยาบาลเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดเวลา 

7 ชั่วโมงผ่านไป

เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมีช่วงที่ผมเกือบช๊อกเพราะความดันต่ำซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยา[2]จนในที่สุดหมอก็ตัดสินใจให้ผมเข้าห้องคลอดก่อนครบเวลา หมอให้ผมผ่าคลอดได้เลย โดยเขาจะให้ผมดมยาสลบ[3]ซึ่งหลังจากวิสัญญีแพทย์[4]ให้ผมดมยาสลบผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย จนผมปรือตาลืมขึ้นพบว่าในห้องที่มีเพดานสีขาวคงเป็นห้องที่โรงพยาบาล ผมมองไปรอบๆเห็นว่ามียุ้ยกับพี่ยุทธนั่งคุยกันอยู่

“ตื่นแล้วหรอ เป็นยังไงบ้าง” พี่ยุ้ยที่หันมาเห็นผมลืมตาอยู่ก็รีบเข้ามาถามพี่ยุทธสามีพี่ยุ้ยก็เช่นกัน เขารินน้ำใส่แก้วส่งให้ผม

"ขอบคุณครับ" ผมรับน้ำมาจิบเล็กน้อยเท่านั้น "พี่สองคนมาได้ยังไง โอ๊ย!" ผมเผลอขยับตัวแรงไปหน่อยจึงกระเทือนแผลที่พึ่งผ่าตัด

“อย่าพึ่งลุก แผลยังใหม่ๆอยู่” 

“ยุ้ยเดี๋ยวผมไปตามหมอ” 

“ค่ะ”

“เจ้าอ้วนล่ะครับ” 

“อยู่ที่ห้องเด็กอ่อน เดี๋ยวพยาบาลก็คงพาเข้ามาหา” พี่ยุ้ยบอก “อ่อ ม๊าเราโทรมาบอกพี่แล้วว่าพรุ่งนี้จะบินมา” 

“เจ้าอ้วนของผมแข็งแรงใช่มั้ยครับ ไม่ป่วยใช่มั้ย น้ำหนักเท่าไหร่” 

“ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวคุยกับหมอดีกว่า”

หมอเข้ามาตรวจอาการผลข้างเคียงและบอกเรื่องการปฏิบัติตัวในการรักษาแผลหลังคลอด และพยาบาลก็เข็นกระบะแก้วที่เจ้าอ้วนของผมนอนหลับปุ๋ยอยู่เข้ามาหา ผมยิ้มออกมานิดๆรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลเวลาที่เห็นเจ้าอ้วนของผมนอนหลับตาหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ พยาบาลเข้ามาช่วยอุ้มออกมาเข้าอกของผมเจ้าอ้วนไม่ร้องไห้สักแอะแต่กลับปรือตามองผม แล้วก็หลับต่อช่างน่ารักจริงๆเลยลูกใครนะเนี่ย มือเล็กนั้นกำหลวมๆตลอดเวลา ผมจับแขนเจ้าลูกชายข้างที่มีสายรัดข้อมืออย่างเบามือ

'น้องสกาย เด็กชายเหนือฟ้า' 

"เหนือฟ้า" ผมอ่านชื่อจริงของเจ้าอ้วนที่อยู่บนแขนความจริงผมยังไม่ได้เลือกชื่อจริงลูกด้วยซ้ำ 

"พี่ตั้งเองถ้าไม่ชอบเราแจ้งเปลี่ยนได้นะ" พี่ยุ้ยบอก ที่แท้ก็พี่ยุ้ยที่เป็นคนตั้งผมจึงยิ้มออกมา "เพราะครับ เพราะมากทำไมพี่ยุ้ยถึงตั้งชื่อนี้" ผมอดที่จะถามไม่ได้

"เพราะว่าเป็นชื่อที่ทั้งชื่อของพ่อและแม่ เพื่อให้ทั้งแสงและคุณน่านได้ปกป้องดูแลเจ้าอ้วน" พี่ยุ้ยบอก "แต่อีกนัยพี่อยากให้เจ้าอ้วนของเราเป็นที่หนึ่งอยู่เหนือทุกคนเหนือทุกๆอย่างไม่อยากให้เจ้าอ้วนเป็นแค่เด็กที่เกิดมาไม่มีพ่อ"

"ขอบคุณนะครับ ขอบคุณพี่ยุ้ยมากจริงๆ"

แง!!!

อยู่ๆเจ้าอ้วนก็ร้องโยเยขึ้นมาพยาบาลที่คอยดูแลอยู่ด้วยก็เข้ามาดูว่าร้องไห้ทำไมแต่เธอก็ยิ้มอ่อนออกมาและบอกว่าเจ้าอ้วนหิวนม ผมอยากลองให้นมลูกเองแต่โชคร้ายที่ผมไม่มีน้ำนมให้ลูกได้ดื่ม จึงทำได้เพียงให้พยาบาลสอนการป้อนนมลูกด้วยหลอดหยด[5],และอีกหลายวิธีที่ช่วยให้เจ้าอ้วนของผมได้กินนม มันลำบากมากสำหรับผู้ชายที่ไม่เคยจับเด็กเลยอย่างผม แขนข้างหนึ่งก็ต้องอุ้ม มือข้างหนึ่งก็ต้องจับหลอดหยดป้อนนมลูก และเพราะเป็นมือใหม่ผลเผลอทำลูกสำลักนมจนเกิดกลัวที่จะให้นมต่อแต่พยาบาลก็ค่อยช่วยอธิบายแนะนำและให้กำลังใจตลอดทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ดี ตอนนี้ผมสามารถให้นมลูกด้วยตัวเองได้แล้ว

"จ๊ะเอ๋!!"

"ชู่ว!!" ผมรีบส่งสัญญาณเมื่อไอ้เด็กเปี๊ยกที่อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นโผล่หน้าเข้ามา ตั้งแต่ที่คลอดเจ้าอ้วนได้สองสามวันไอ้เด็กเปี๊ยกก็มาแวะมาหาผมที่โรงพยาบาลทุกวันแถมยังซื้อของอร่อยติดมือมาให้ผมเป็นประจำ 

"น้องนอนหรอจ๊ะ"

"อือ พึ่งกินนมอิ่ม" ผมบอก "แล้วซื้ออะไรมาน่ะ พึ่งเลิกเรียนหรือไง"

"ใช่จ้ะ ผมซื้อของอร่อยมากเยอะเลยนะเดี๋ยวแกะใส่จานให้"

ไอ้เปี๊ยกยิ้มจนตาหยีไม่นานก็มีร่างสูงผอมๆเปิดประตูเข้ามา ไอ้เปี๊ยกทำหน้าหงิกทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นไฟอริร่วมสถาบัน ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เจอกันไฟมักจะมาวนเวียนแถวอพาร์ทเม้นบ่อยๆตอนแรกเหมือนจะเป็นเด็กเกเรแต่พอได้รู้จักจริงๆถึงรู้ว่าเนื้อแท้ไฟก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เสียอยู่อย่างเดียวคือชอบทะเลาะกับเปี๊ยกและชอบทำให้เปี๊ยกโกรธจนลำบากผมไกล่เกลี่ยเสมอ

"น้องนอนหรอพี่"

"อือ พึ่งกินนมอิ่ม"

"พี่ออกโรงพยาบาลวันไหน ให้ผมมารับไหม" ไฟนั่งลงที่โซฟามองเลยไปที่เจ้าเปี๊ยกยืนหันหลังแกะถุงของกินอยู่ "แผลผ่าตัดมาใหม่ไปนั่งแท็กซี่อันตราย เจอพวกตีนผีขึ้นมาแย่นะพี่"

"พี่แสงให้มันไปส่งเถอะจ้ะ ประหยัดตังค์"

"เออ กูให้พี่แสงกลับด้วยคนเดียวส่วนมึงนะเดินกลับ"

"พอแล้วๆ เดี๋ยวพี่ให้พยาบาลมาเอาน้องไปนอนแล้ว พวกเราเสียงดัง" 

“ขอโทษครับ” ไฟยิ้มแห้งและลุกไปหาเปี๊ยกที่เบะปากใส่ ช่างเหมาะสมกันจริงๆ

แล้วก็เป็นเหมือนทุกๆวันที่เด็กสองคนนี้จะมานั่งกินข้าวเย็นด้วย และกลับไปในช่วงสองทุ่ม 

“พี่อันนี้ที่พี่ฝากผมไปสร้อยอะ”

ไฟส่งถุงผ้าสีแดงให้ข้างในมีแหวนทองคำขาวสร้อยอยู่กับสร้อยท้องเส้นเล็ก ผมจะให้ของนี้เป็นของขวัญอายุครบ 1 ขวบของสกาย ถึงเขาเกิดมาไม่มีพ่อแต่ผมคิดว่าเขาควรได้รู้ว่าพ่อของเขาเป็นใคร

5 ปีผ่านไป

สกายเป็นเด็กอ้วนเรียนโรงเรียนอนุบาลที่ใกล้ๆกับอพาร์ทเม้นที่ผมเคยเช่าอยู่เมื่อ5ปีก่อน และพอกลับมาทำงานอีกครั้งผมก็ยังมาเช่าที่นี่ ผมกลับไปอยู่บ้านช่วยงานร้านม๊าจนสกายลูกชายคนเดียวของผมอายุได้ 4 ปี ผมเรียนจบตามหลักสูตรของมหาลัยตอนนี้ผมมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ เพราะป๊าม๊าอยากให้ลองมาหาประสบการณ์แต่ผมห่วงเจ้าอ้วนของผมมากเลยขอม๊าเอาลูกมาด้วย โชคดีที่สกายเข้าโรงเรียนแล้วช่วงที่ผมไปทำงานตอนเช้าถึงเย็นก็มีคนช่วยดูแล ส่วนตอนเย็นผมก็จะแวะรับลูกกลับมาด้วยส่วนวันไหนเลิกงานไม่ตรงเวลาไฟกับเปี๊ยกก็จะแวะไปรับให้ก่อน 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ผมยืนเคาะประตูหน้าของเจ้าเด็กเปี๊ยกที่ตอนนี้เรียนมหาลัยอยู่ปี 3แล้ว แถมยังเป็นแฟนกับเจ้าไฟเสียด้วย ตอนที่เปี๊ยกโทรมาเล่าว่าเป็นแฟนกับไฟผมก็งงมาก เจอหน้ากันเป็นทะเลาะเป็นตีกันจะคบกันได้ยังไง เจ้าเปี๊ยกเองก็ยังบอกว่างงเหมือนกันแต่ไฟกลับตอบมาว่า มันเด๋อ มันจะรู้อะไร ผมถึงเข้าใจ แกล้งเขา กวนตีนเขาเพราะชอบเขาน่ะสิ 

ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงๆของไฟที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวพันปกปิดครึ่งล่างเอาไว้ 

“พี่มารับเจ้าอ้วน” 

“เข้ามาก่อนพี่ เปี๊ยกมันอาบน้ำให้น้องอยู่” ไฟบอกและหลบให้ผมเข้าไปด้านใน 

เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับเสียงสู้กัน(?)ของสองน้าหลานดังมาจากห้องน้ำทำให้ผมอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ 

“น้ำพี่ กินข้าวยัง” ตอนนี้ไฟใส่เสื้อเรียบร้อยนั่งลงข้างๆผม 

“ยังเลย” 

“อยู่กินด้วยกัน ไอ้เปี๊ยกมันทำกับข้าวเยอะเลยมีไข่ตุ๋นของชอบเจ้าอ้วนด้วย” 

“หม่าม้า!!!” 

ตุบ!

“เจ็บ” 

“ลุกเลย ล้มเองก็ลุกเอง” 

เจ้าอ้วนดีใจจะวิ่งมาผมแต่ก็ลื้นจนล้มเพราะเช็ดเท้าไม่แห้ง ตอนแรกทำท่าจะเบะปากร้องไห้ให้ผมไปอุ้มแต่เจ้าเปี๊ยกที่เดินตามหลังมากลับพูดดักไว้เสียก่อน ไอ้ผมที่กำลังจะลุกไปดูก็เลยนั่งนิ่งทำเป็นไม่เห็นแต่ก็แอบมองบ้าง เมื่อเห็นว่าไม่มีคนสนใจสกายก็ลุกขึ้นเองและวิ่งมาหาผมต่อ 

“สวัสดีหม่าม้านัง” เป็นไฟที่ถาม สกายจึงผละออกจากตักผมไปยืนสองเท้าชิดกันยกมือขึ้นพนมไว้กลางอก

“สวัสดีครับ หม่าม้า” สกายโค้งตัวลงจนเกือบหัวทิ่ม ซนจริงๆเลยเจ้าเด็กคนนี้

•••

5 ปีผ่านไป

น่านฟ้าเป็นอิสระจากการแต่งงานคลุมถุงชนทางธุรกิจชายหนุ่มเดิมออกมาจากศาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มนี่เป็นครั้งแรกใน 5 ปีที่เขาได้เป็นอิสระคดีการฟ้องหย่าระหว่างเขากับภรรยาก็สิ้นสุดลง น่านฟ้าเป็นฝ่ายชนะและไม่ได้เสียเงินให้ฝ่ายหญิงแม้แต่บาทเดียว 

แม้ว่าการแต่งงานที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต ทีแรกน่านฟ้าคิดว่าจะสามารถเปลี่ยนผู้หญิงอย่างเสาวรสได้ แต่ก็ไม่เลยเธอยังใช้ชีวิตแบบเสเพลเหมือนเดิม และลูกไม่ได้ทำให้ผู้หญิงแบบนั้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะเธอยืนกรานมาตลอดว่ายังไงก็ไม่มีลูก แต่ก็ดีแล้วที่ไม่ได้มีลูกด้วยกันจริงๆแบบที่น่านฟ้าอยากจะมี ไม่อย่างนั้นบาปทุกอย่างคงตกไปที่เด็ก

“สีหน้าแบบนี้ชนะคดีหรอวะ” หมอมุ่ยเพื่อนสนิทเจ้าเก่าถามขึ้น 

“อืม” 

น่านฟ้าไม่เคยอารมณ์ดีแบบนี้มาก่อนวันนี้เขาจึงนัดเพื่อนรักออกมาดื่มกันข้างนอก เสียงเพลงดนตรีฟังสบายไม่หนักหน่วงเล่นให้บรรยากาศภายในร้านไม่น่าเบื่อจนเกินไป แต่น่านฟ้าก็แอบคิดว่ามันเศร้าไปหรือเปล่า 

“เล่นเป็นแต่เพลงอกหักหรือไงวะ” ชายหนุ่มพึมพำยกแก้วขึ้นดื่มด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป 

“ทำไมคิดถึงเมียเก่าหรือไง” 

“เปล่า” น่านฟ้าไม่ได้คิดถึงอดีตภรรยาจริงๆเขาแค่อยากได้เพลงที่สนุกกว่านี้ 

“เปลี่ยนร้านมั้ยวะ” 

“ไม่เอา นั่งนี่แหละ”

ปึก! 

“ขอโทษครับๆ” เด็กเสิร์ฟผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งโค้งบอกขอโทษพวกเขาเมื่อบังเอิญเดินชนโต๊ะลูกค้าโดยไม่ได้ตั้งใจตอนที่หลบลูกค้าอีกคนที่เดินสวนมา 

“ไม่เป็นไรน้อง แล้วเจ็บหรือเปล่า” หมอมุ่ยถาม แต่ก็แอบคุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้อยู่บ้างตอนที่ไฟสาดมากระทบใบหน้า “เดี๋ยวๆ ชื่ออะไรน่ะเรา” 

“เปี๊ยกครับ” 

หมอมุ่ยตาโตยิ้มออกมา นึกว่าใครที่แท้ก็เจ้าเด็กที่มาโรงพยาบาลกับคนไข้เคสพิเศษของเขาบ่อยๆ ส่วนเปี๊ยกที่สายตาสั้นก็เพ่งมองหน้าอีกคนที่ทำท่าเหมือนรู้จักตัวเอง 

“หมอมุ่ยไง หมอเองจำหมอได้ไหม” 

“อ้าวหมอ สวัสดีครับ” เมื่อรู้ว่าอีกคนเป็นหมอประจำตัวของแสงเหนือเปี๊ยกก็รีบยกมือไหว้อีกรอบ 

“นึกว่าจะทำไม่ได้ เดือนที่แล้วก็พึ่งเจอกัน” 

“หมอเมื่อก่อนเจอกันบ่อยใครจะจำไม่ได้ครับ” 

“ทำงานที่นี่หรอ” 

“ครับ เดี๋ยวอีก 20 นาทีก็เลิกแล้ว” เปี๊ยกดูนาฬิกาและบอกกลับไป

วันนี้เขาเลิกงานเร็วเพราะเข้าร้านตั้งแต่บ่ายจริงๆต้องบอกว่าโดนลากมาร้านตั้งแต่บ่ายมากกว่าเพราะไอ้เจ้าของร้าน ส่วนไอ้เจ้าของร้านที่ว่าก็คือไฟนั่นแหละ เปี๊ยกขอตัวจากคุณหมอแล้วกลับไปทำงานแต่หมอมุ่ยก็ยังชวนว่าถ้าเลิกงานแล้วให้มานั่งคุยด้วยกัน 

"หน้าหงิกมาเป็นอะไร" ไฟถามเปี๊ยกที่เดินหน้าหงิกขึ้นมาบนห้องทำงาน

พรึ่บ!

"มึงแม่ง" เปี๊ยกโวยวายโยนผ้ากันเปื้อนใส่อกร่างสูงของคนรักที่นักอยู่หลังโต๊ะทำงาน 

"เป็นอะไร"

"โดนในครัวด่า" เปี๊ยกยู่ปากนอนลงบนโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ไฟยิ้มขำกับท่าทางของคนรัก "ไม่ต้องขำ เออกูจะลงไปคุยกับหมอมุ่ยนะ"

"กูไปด้วย"

"อือ"

ทั้งสองคนเดินมาหาหมอมุ่ยและน่านฟ้าที่โต๊ะ หมอมุ่ยก็แนะนำน่านฟ้าให้ได้รู้จักกับทั้งสองที่แรกน่านฟ้ารู้สึกแปลกใจที่หมอจะสนิทกับญาติคนไข้มากขนาดนี้แต่พอได้คุยกันไปเรื่อยๆถึงได้รู้ว่าที่สนิทเพราะเป็นคนรู้จักของคนไข้เคสพิเศษ ทั้งตอนนี้ยังมาดูแลลูกเข้าต่อด้วยรู้จักกันมาหลายปีถ้าสนิทกันก็คงไม่แปลก

"แล้วเจ้าอ้วนเป็นยังไงแข็งแรงดีใช่ไหม"

"อ้วนเลยครับหมอ แก้มเนี่ยเป็นก้อนเลย" เปี๊ยกพูดแล้วก็เปิดรูปของสกายที่ถ่ายไว้ในเครื่องให้คุณหมอดู "ยิ่งโตยิ่งหน้าเหมือนพ่อเขานะครับไม่มีเคล้าพี่แสงเลย" เปี๊ยกพูดขึ้นหมอมุ่ยถึงกับขยับแว่นเพื่อดูดีๆ

จะว่าหน้าตาของสกายคุ้นๆกับใครสักคนมันก็คงใช่แต่หมอมุ่ยคิดยังไม่ก็คิดไม่ออก แต่อดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่าพ่อของเด็กคนนี้จะต้องเป็นคนหน้าตาดีมากแน่ๆไม่อย่างนั้นลูกคงไม่ออกมาหน้าตาแบบนี้ หมอมุ่ยดูแล้วก็ส่งให้น่านฟ้าดูด้วย

"สกายลูกของเด็กผู้ชายที่มึงเคยพาเขามาหาฉันน่ะจำได้ไหม ผ่านไปห้าปีแล้วนะ" หมอมุ่ยบอก

เขาดูแลทั้งแสงเหนือมาตลอดทั้งมีช่วงหนึ่งที่แสงเหนือย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแต่ก็จะพาลูกมาหาหมอที่โรงพยาบาลที่เขาทำงานบ่อยๆ และมักจะแวะมาหาเพราะถือว่าหมอมุ่ยเป็นผู้มีพระคุณเพราะถ้าไม่ได้หมอมุ่ยช่วยในหลายๆอย่างเจ้าอ้วนก็คงไม่รอดออกมาแน่ๆ

ระหว่างที่กำลังนั่งดูรูปของเด็กน้อยแก้มยุ้ยน่านฟ้าก็เลื่อนไปเห็นรูปที่เด็กชายเล่นน้ำอยู่ในกะละมังที่คอมีสร้อยเส้นเล็กๆยาวถึงกลางอก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็กประเด็นมันอยู่ที่จี้ของสร้อยที่เป็นแหวนเสียมากกว่า น่านฟ้าใช้นิ้วซูมเข้าเพื่อดูแหวนที่ห้อยอยู่กับสร้อยชัดๆ แต่มันก็ชัดดั่งใจอยากจะได้จนในที่สุดก็ยอมแพ้ที่จะดู แต่น่านฟ้ารู้สึกคุ้นกับแหวนนั่นมากมันเหมือนแหวนที่แม่ของเขาให้ไว้ในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และมันก็หายไปเมื่อ5-6ปีที่แล้วตอนงานปาร์ตี้บริษัท

"แหวนที่คอเด็กคนนั้น..."

"อ๋อ พี่แสงแม่ของเจ้าอ้วนบอกว่าเป็นของชิ้นเดียวที่พ่อเจ้าอ้วนทิ้งไว้ให้ เลยเอามาร้อยเป็นสร้อยเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบหนึ่งปีครับ หลังจากนั้นเจ้าอ้วนก้ไม่ยอมถอดสร้อยเลย บอกว่าอยากให้พ่ออยู่ใกล้ๆ"

"อือ น่าสงสารเขานะ เลี้ยงลูกคนเดียว"

"ครับพี่แสงเลี้ยงลูกคนเดียว ทั้งเรียนอีกพ่อเด็กแย่มากจริงๆ" เปี๊ยกกัดปากตัวเองเมื่อเผลอพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองออกไปจนได้

"แล้วนี่มาดื่มกันสองคนหรือครับ" เป็นไฟที่หาเรื่องเปลี่ยนประเด็นการสนทนา

"อ่อ ใช่เพื่อนหมอมาฉลองความโสดน่ะ"

 

•••

ผมตื่นมาแต่เข้าทำมื้อเช้าเป็นอาหารง่ายๆ สองชุดคือของสกายหนึ่งที่และของผมอีกหนึ่งที่ผมทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งไกลจากที่พักและโณงเรียนของสกายไม่มากทำให้สามารถไปส่งลูกที่โณงเรียนในตอนเช้าและเลยไปทำงานได้ ชีวิตประจำวันของผมก็จะวนเวียนอยู่แค่นี้ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่

ข้าวผัดไข่ใส่เกลือสีเหลืองนวลหอมกลิ่นกระเทียมอ่อนๆถูกตัดใส่จานและตามด้วยไข่ดาวอีกหนึ่งฟองโปะลงบนข้าวเป็นอาหารเช้าที่ให้พลังงานได้ดีและสกายชอบ เขามันจะอ้อนขอให้ผมทำให้กินก่อนไปโรงเรียนทุกๆเข้า วันนี้เองก็เช่นกัน สกายเป็นเด็กที่น่ารักพูดรู้เรื่องและหัวไว แม้ว่าจะอายุพึ่งห้าขวบแต่สกายก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในหลายๆเรื่องๆเพราะผมต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยอะไรที่พอจะสอนในลูกช่วยเหลือตัวเองได้ผมก็สอน อย่างเช่นการใส่เสื้อผ้า หรือการติดกระดุมเอง เพราะผมจะต้องอาบน้ำให้เจ้าอ้วนในตอนเช้าและปล่อยให้ลูกแต่งรอส่วนตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำต่อ

"หม่าม้า!! หิวววว" เจ้าอ้วนวิ่งดุ๊กๆจากเตียงมากหาผมที่กำลังยกจนข้าวมาวางที่โต๊ะญี่ปุ่นหน้าทีวี

"ฮ่าๆ เจ้าอ้วนของมหม่าม้า มานี่มา" มาหัวเราะเมื่อสกายทาแป้งจนหน้าขาววอกและเรียกลูกมาหาเพื่อเช็ดแป้งออกให้ "คราวหลังทานิดเดียวพอนะครับ" สกายพยักหน้าแล้วกอดเอวแหงนหน้ามองผมให้ผมเช็ดแป้งออกให้

"หม่าม้า วันนี้หม่าม้าจะมารับหนูไหม"

"ไม่แน่ใจเลยครับใกล้สิ้นเดือนแล้วหม่าม้างานเยอะ แต่ถ้าไปไม่ทันจะให้พี่ไฟไปรับโอเคไหมครับ"

สกายทำหน้างอนแล้วเลิกกอดผมไปนั่งกินข้าว เจ้าเด็กคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ ผมถอนหายใจเดินตามไปทำสีหน้างอยๆ "หม่าม้าแย่จังเลยเนาะ ทำสกายงอน"

"หม่าม้า"

สกายรีบวางช้อนลงเบะปากเดินมากอดผมไว้หลวมๆเอาหน้าถูหน้าท้องผมอ้อนๆ ผมทำเป็นไม่สนใจเจ้าอ้วนของผมก็ยิ่งอ้อนหนักขึ้น สกายไม่ชอบที่ผมเศร้าหรือเสียใจเวลาที่ผมเศร้าหรือเหนื่อยสกายจะคอยมากอดมาหอมให้กำลังใจผมอยู่ตลอดคงเพราะอาม่ากับอากงสอนเสมอว่ามีกันสองคนแม่ลูกในรักและดูแลกัน ผมกอดลูกตอบกลับไปแล้วจูงมือมานั่งเพื่อกินข้าว

"กินข้าวครับเดี๋ยวสาย"

"หม่าม้าไม่เสียใจนะ หนูพูดเล่นหนูรักหม่าม้า"

"ครับหม่าม้าก็รักหนู"

ฟอด

ผมกดจมูกลงข้างแก้มย้วยๆของสกายฟอดใหญ่ วันนี้คงมีกำลังใจทำงานไปทั้งวันแน่ๆ เมื่อทานข้าวเสร็จสกายก็วิ่งไปเอากระเป๋าเป้โรงเรียนมาสะพายขึ้นหลัง ผมให้ลูกใส่รองเท้าเองเมื่อเสร็จแล้วก็ยื่นมือให้สกายจับ ภาพที่ผมเดินจูงมือกับเจ้าอ้วนออกมาจากอพาร์ทเม้นตอนเช้าเป็นภาพชินตาของคนแถวนั้นไปเสียแล้ว ผมเรียกวินมอไซต์ที่อยู่ใกล้ๆให้เขาไปส่งที่โรงเรียนเจ้าอ้วนและเลยไปยังที่ทำงานวันนี้ก็คงต้องฝากคุณครูดูเจ้าอ้วนอีกวัน

ตอนเย็น

ผมเลิกงานช้าเพราะมีงานด่วนเข้ามาจึงต้องอยู่ทำให้เสร็จกว่าจะได้กลับมาก็ปาไปหกโมงไฟก็ส่งข้อความมาบอกว่าเจ้าอ้วนงอแงบอกถึงคิดหม่าม้า ทำให้ผมร้อนใจรีบทำงานให้เสร็จเร็วๆจะได้กลับไปกอดลูก โชคดีที่พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์และโชคดีกว่าที่ออฟฟิศผมหยุดเสาร์-อาทิตย์จะได้มีเวลาอยู่กับเจ้าอ้วนด้วย

“สกาย หม่าม้ามาแล้วครับ”

“หม่าม้า!”

สกายแทบจะทิ้งของเล่นที่เล่นอยู่วิ่งมากอดผมทันทีที่เป็นผมอยู่ในห้อง เปี๊ยกเป็นว่าผมมาก็ชวนอยู่ทานข้าวด้วยกัน หลังจากที่กินข้าวเรียบร้อยก็กลับมาที่ของตัวเองส่วนเจ้าอ้วนหลับไปแล้ว แต่ยังไงผมก็ต้องปลุกขึ้นมาอาบน้ำแปรงก่อนเข้านอนอยู่ดี

"สกายลูกตื่นมาอาบน้ำก่อนครับ"

"อือ"

"กายครับ"

"งืมๆ"

"นอนแบบนี้ไม่ได้นะลูก ตื่นมาอาบน้ำก่อน" ผมปลุกแต่เจ้าอ้วนก็ไม่ยอมตื่นให้สักที "ถ้าหนูไม่ยอมอาบน้ำพรุ่งนี้หม่าม้าไปไม่พาไปหาโกวยุ้ยนะ"

"หนูตื่นแล้วๆ หม่าม้าอาบน้ำกัน"

เจ้าอ้วนเอ้ย ลูกไม้เยอะจริงๆเอาชื่อพี่ยุ้ยมาอ้างว่าจะพาไปพรุ่งนี้ก็รีบตื่นขึ้นมางอแงขออาบน้ำทันทีเพราะอยากไปเล่นที่สนามบินกับพี่ยุ้ยที่ออฟฟิศ สกายชอบเครื่องบินมากชอบมากความฝันของเจ้าอ้วนคือได้เป็นกัปตันขับเครื่องบิน สกายยิ่งโตก็ยิ่งเป็นเค้าของพ่อมากขึ้น ถ้าสกายรู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นกัปตันขับเครื่องบินคงจะดีใจมากๆหม่าม้าขอโทษนะลูก

"เจ้าอ้วนของป้า!" พี่ยุ้ยยืนกางแขนรอให้หลานชายตัวอ้วนวิ่งเข้าไปกอด ผมอมยิ้มเล็กให้กับภาพที่เหมือนฉากในซีรี่ย์ที่พระเอกนางเอกเจอกันที่สนามบินและวิ่งเข้ากอดกัน 

"พี่ยุ้ยสวัสดีครับ"

"จ้า" พี่ยุ้ยยิ้มให้ผมแล้วก็อุ้มสกายขึ้น "หนักขึ้นหรือเปล่าเนี่ยเดือนที่แล้วยังไม่หนักขนาดนี้"

"ใช่พี่ น้ำหนักขึ้นตั้งโลนึง"

"เจ้าอ้วน อ้วนจริงๆ"

สกายยู่ปากแล้วซบกับไหล่ของพี่ยุ้ยอ้อนๆ ร้ายนักเจ้าลูกคนนี้คงอยากกินขนมไม่ก็อยากไปหาพวกแอร์สวยๆในออฟฟิศแน่ๆ พี่ยุ้ยก็ตามใจหลานพาเจ้าอ้วนเข้าไปเล่นในออฟฟิศ

"พี่ยุ้ยผมมีงานต้องทำนิดหน่อยผมไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟนะ"

"ได้สิ เดี๋ยวพี่ดูเจ้าสกายเอง"

•••

ยุ้ยอุ้มสกายเข้ามาในออฟฟิศสาวๆในที่ทำงานก็มารุมล้อมกันใหญ่ทั้งหอมแก้มทั้งจับแก้มด้วยความมันเขี้ยว หลายคนรู้ว่าสกายเป็นหลานของยุ้ยแต่ก็แอบสงสัยว่าทำไมหน้าแอบคล้ายกับน่านฟ้า พอถามยุ้ยว่าสกายหน้าเหมือนใครยุ้ยก็ตอบแค่ว่าหน้าเหมือนพ่อ แต่พวกเธอก็ไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อของสกายสักครั้ง เคยเห็นก็แค่แสงเหนือคนเดียว

"หม่าม้าไม่มาหรอครับ"

"หม่าม้าทำงานครับ" สกายเป็นเด็กเข้ากับคนง่ายพูดเก่งจึงไม่กลัวที่จะไปเล่นกับสาวๆในออฟฟิศ "สวย" มือป้อมๆจับต่างหูที่เป็นพู่ของหญิงสาว

"ชอบหรอ"

"ครับ สวย"

"อันนี้เล่นไม่ได้นะ มีแหลมๆเดี๋ยวทิ่มมือนะครับ" หญิงสาวบอกเพราะต่างหูของเธอเป็นแบบเข็มที่ใช้คล้องกับหู ขืนให้เล่นแล้วหลานของหัวหน้าบาดเจ็บเธออาจจะซวยได้

"ลูกใคร" เสียงทุ้มถามขึ้นหลังจากที่ออกมาจากห้องทำงาน

"หลานพี่ยุ้ยค่ะ" เธอบอกและยิ้มแห้งเดินไปทำงานของตัวเองต่อ

 

Talk; ทุกคนตอนนี้เชิงอรรถยาวมากเหมือนทำวิจัย 5555555 หลานคลอดแล้วฮือออออ น้ำตาคนเป็นป้าอย่างฉัน 555555555 ส่วนอิพ่อนะคะยังโง่อยู่ แต่เขาจะรู้แล้วนะ เป็นพล็อตใหม่เลยที่ไม่รู้ว่าเขาจะรักกันยังไงต่อไป ฮือออออออออ ฉันว่ามันซอฟมากกว่าพล๊อตเดิมอะ แต่ดีแล้วค่ะชอบฟีลกู๊ดมากกว่าดราม่า คืออันนี้ตัดเรื่องเสาวรสไปเลยคือฟ้องหย่าชนะคดีไปตั้งแต่ตอนนี้ให้พระนายของได้รักกันดีๆ ไม่ต้องมีใครมารบกวนดีกว่า 55555 ขอบคุณคนที่ยังอ่านอยู่นะคะ นึกว่าจะไม่มีคนอ่านซะแล้วเพราะหายไปนานมากๆเลยเนาะ อ่านให้สนุกและอยากลืมเม้นเป็นกลจ.กันด้วยนะคะ เราเองก็อยากให้เรื่องนี้แต่งจนถึงตอนสุดท้ายเหมือนกัน สำหรับเราเรื่องนี้มันดีจริงๆนะคะ เราชอบเรื่องนี้มาก 555555 

เชิงอรรถ

^ การให้ยาเพื่อยับยั้งไม่ให้มดลูกหดรัดตัวเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบว่ามียาตัวใดตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด The American College of Obstetricians and Gynecologists (2007) ได้สรุปไว้ว่ายาที่ใช้ยับยั้งภาวะมดลูกหดรัดตัวไม่สามารถยืดอายุครรภ์ออกไปได้มากนัก แต่อาจช่วยยืดระยะเวลาการคลอดออกไปได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีประโยชน์ในการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลรักษาทารกคลอดก่อนกำหนด 

^ อาการข้างเคียงในแม่ : มือสั่น (tremors), ใจสั่น (palpitations), ปวดศีรษะ, น้ำท่วมปอด (pulmonary edema), ชีพจรเต้นเร็ว (tachycardia), หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia), ความดันโลหิตต่ำ (hypotension)  

^ เป็นการระงับความรู้สึกที่จะทำให้คุณแม่หมดสติหรือไม่รู้สึกตัวเลย วิธีการจะทำโดยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยการให้คุณแม่ดมยาสลบผ่านหน้ากาก หรือได้รับยาสลบผ่านหลอดเลือดดำ และใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นคุณแม่จะหมดสติ ไม่รู้สึกเจ็บ และไม่รู้สึกตัวตลอดการผ่าตัด จนฤทธิ์ยาสลบหมด  

^ วิสัญญี แพทย์หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘หมอดมยา’ ทำหน้าที่วางยาสลบ ยาชา บล็อกไขสันหลัง ฯลฯ เพื่อดูแลผู้ป่วยให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดและปลอดภัยมากที่สุด ทั้งในขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ต้องเลือกยาและวิธีการให้เหมาะสมกับเคสและกายภาพของผู้ป่วย มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

^ การป้อนนมลูก ในกรณีที่แม่มีน้ำนมน้อยหรือ แม่อยู่ในภาวะจำเป็นต้องให้นมเสริมเช่น น้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำหนักลดลงเกิน 10% ก็ต้องไม่นำขวดนมมาป้อนให้ลูก แต่ใช้วิธีป้อนนมเสริมจากแก้ว,ใช้ช้อนตักป้อนนมให้ลูก, ใช้หลอดหยอดที่เต้าให้ลูกดูด หรือต่อสายพลาสติกมาจ่อที่หัวนมให้ลูกดูดแทนการให้ดูดจากจุกยางและใช้น้ำนมแม่ที่ปั๊มเก็บไว้ให้ลูกกินแทนนมผง  

ความคิดเห็น