S.S.D.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 สานสัมพันธ์

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 สานสัมพันธ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 40

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2563 01:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 สานสัมพันธ์
แบบอักษร

  

“มาถึงแล้วสินะ วันนั้น” ผู้อำนวยการเอสโทม่า พูดขึ้นกลางที่ประชุม ในห้องขนาดใหญ่ โต๊ะถูกจัดวางเป็นรูปตัวยู โดยมีผู้อำนวยการนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ และเรียงอาจารย์ประจำคลาสแต่ละคลาสตามลำดับความสำคัญเริ่มจากคลาสสีดำจะนั่งถัดไปจากผู้อำนวยการ คลาสสีน้ำเงินห้องหนึ่ง ห้องสอง ห้องสามตามลำดับ และอาจารย์ไม่มีห้องประจำก็จะถูกกำหนดให้ต้องให้รับผิดชอบคลาสสีแดง 

“ทำไมรอบนี้ ถึงเร็วจังเลย เราเพิ่งสอนรุ่นใหม่ได้ไม่ถึงสองอาทิตย์เลย” อาจารย์คลาสสีน้ำเงินท่านหนึ่งยกมือถาม 

“เรื่องนั้น ข้าไม่รู้ เจตนาของพวกชนสูงต้องการจะเอาไปทำอะไร” ผู้อำนวยการเอสโทม่าตอบอย่างเหนื่อยใจ “ในเอกสารที่ส่งมาให้ระบุว่า ต้องมีผู้ที่มีพลังฟื้นฟูร่างกาย สร้างภาพลวงตา เคลื่อนที่ในพริบตา และพลังหยั่งรู้ เป็นจำนวนอย่างน้อยหกคนในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย” 

“หมายความว่า รอบนี้ พวกนั้นมีงานที่เหมาะกับคนที่มีพลังแบบนั้นสินะ” 

“ก็เป็นไปได้…” อาจารย์แต่ละคนเปิดดูรายชื่อนักเรียนของตน เพื่อพิจารณาผู้ที่เหมาะ มีเพียงคลาสสีดำ และสีแดงเท่านั้นที่ไม่ได้เปิดดู เพราะคลาสีดำ ได้รับอภิสิทธิ์โดยสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่พวกเข้าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่คลาสสีแดงหาได้อภิสิทธิ์เช่นว่านั้น หากแต่เป็นเพราะอาจารย์ที่ถูกตั้งมาประจำห้องชั่วคราวนั้น ไม่ทราบถึงพลังของนักเรียนมากนัก ซ้ำพลังของตัวอาจารย์เอง ก็ไม่ได้มีมากขนาดสร้างเวทย์จำลองข้อมูลขึ้นมาเพื่อคัดเลือกรายชื่อนักเรียน การประชุมผ่านไปถึงสี่ชั่วโมง ก็พากันเลือกสรรนักเรียนของตนออกมาได้ ชัยชนะนั้นมีผลกับการได้เลื่อนคลาสของอาจารย์ประจำห้องมาก ไม่มีใครอยากอยู่คลาสสีแดง 

“ข้าขออะไรสักอย่างสิ…อาจารย์โนเวล” อาจารย์สาวสวยในชุดสีเทา ไว้ผมยาวปะบ่า ใส่แว่นวงกลมอันใหญ่ สะดุ้งจนเกือบตกเก้าอี้ “คะ” เสียงตอบรับอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่จะถูกขอนั้นเป็นอะไร 

“ในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าอยากให้อีธานลงแข่งด้วย….” 

…………………………………………………… 

“เช้าแล้ว อีธาน เช้าแล้ว เช้าแล้วนะ” เสียงเจ้านกน้อยวิ่งวนไปมาบนตัวอีธานที่กำลังนอนอยู่ ทั้งร้องทั้งจิกหน้า 

“แบบนี้ ใครมันจะไม่ตื่นกัน…”อีธานลุกขึ้นอย่าง งัวเงีย และหันไปดูเตียงบอยที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งรูมเมท 

“นานเท่าไหร่แล้วเนี่ย… เพราะอะไรกันนะ” เขาได้รีบไปอาบน้ำแต่งตัว และเดินไปเรียนอย่างใจเย็นเพราะวันนี้ตื่นเช้า ถึงจะไม่ได้ตื่นเองก็เถอะ 

“อรุ่ณสวัสดิ์ บอย” อีธานโบกมือทักทายบอยที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งของเขา บอยหันมามองแล้วหันกลับไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันทำให้อีธานรู้สึกเสียใจและค่อย ๆ ลดมือลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ของตน 

“นักเรียน วันนี้อาจารย์มีข่าวจะแจ้งให้ทราบนะ” อาจารย์สาวสวย ผมยาวที่ถูกรวบเป็นระเบียบ ใส่แว่นตากลมหนาขนาดใหญ่ พูดขึ้น แน่นอนนักเรียนชายในห้องส่วนใหญ่ตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก แตกต่างจากนักเรียนหญิงที่เอาแต่พูดคุยกัน อาจจะเป็นเพราะเธอดูสาวเกินไป เลยไม่ค่อยมีนักเรียนให้ความเคารพสักเท่าไหร่ ในห้องเรียนนี้ มีคนที่อายุสามสิบถึงสี่สิบปีก็มี ที่นี่ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุ แต่เป็นพลังและความแข็งแกร่งต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด 

“อีกสามวัน เขาจะมีกิจกรรมการแข่งกีฬาสานสัมพันธ์กับคลาสอื่นนะ” เสียงพูดคุยกันดังขึ้นทันที 

“อาจารย์ครับ มีคลาสสีดำด้วยไหมครับ” 

“เห็นว่า ไม่ได้ลงแข่งนะ แต่จะมาชมการแข่งขันในครั้งนี้ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น” เสียงซุบซิบดังยิ่งกว่าเมื่อครู่ 

“ตั้งใจฟังหน่อยนักเรียน….” น้ำเสียงหวานเล็ก ๆ น่ารักของเธอทำให้นักเรียนชายหยุดชะงักราวกับต้องมนต์สะกด หากแต่มนต์สะกดนั้น ไม่มีผลกับผู้หญิงเลย เพราะพวกเธอก็ยังพูดคุยกันโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากมีประกาศเตือนภัยคนพวกนี้อาจจะตายเป็นกลุ่มแรก ๆ ของห้องก็ได้ 

“เฮ้ย พวกเธออ่ะ หัดตั้งใจฟังที่อาจารย์พูดหน่อย” นักเรียนชายรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ผิวคล้ำ หน้าเหลี่ยมเล็กน้อย ตัดผมสั้นจนแทบชิดติดหนังศีรษะ น้ำเสียงของเขาทรงพลังจนทำให้กลุ่มนักเรียนหญิง เงียบลงทันที 

“ขอบใจจ๊ะ เธอคือรีมอนใช่ไหม” นักเรียนชายพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่อาจารย์สาวสวยจะพูดต่อ “ในการแข่งขันในครั้งนี้ ห้องเราจะส่งไปทั้งหมดสี่คน กีฬามีสามประเภท”เธอเปิดสมุดบันทึกดูว่ามีกีฬาอะไรบ้าง “หนึ่งขว้างบอล สองซ่อนหา สามจะยังไม่เปิดเผย จนกว่าจะถึงเวลา และตัวนักกีฬาเมื่อถูกเลือกแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้านักกีฬาเป็นอะไรไป ก็ให้ถือว่า ห้องนั้นไม่ได้ส่งเข้ามาตามจำนวน ก็ให้แข่งขันตามที่เหลืออยู่เลย” เธอก้มหน้าอ่านที่เขียนบันทึกเอาไว้ “รางวัลของผู้ชนะ คือ คะแนนจำนวนหนึ่งร้อยคะแนน” 

“คะแนน?” นักเรียกหลายคนพูดขึ้นมา “เพื่ออะไรครับอาจารย์โนเวล” 

“โดยคะแนนนั้นสามารถนำไปคิดรวมกับวิชาไหนก็ได้ เพื่อใช้ในการตัดเกรดภาคเรียนประจำปี” อาจารย์โนเวลก้มหน้าอ่านบันทึก และชี้บรรทัดที่ตอบเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธออ่านถูกแล้ว 

“ก็ดีเหมือนกัน วิชาอาจารย์ไนซ์ ฉันได้คะแนนแย่มากเลย” เสียงถกเถียงกันภายในห้อง “ฉันว่าอาจารย์ไนซ์แกต้องเกลียดพวกเราแน่ ๆ เลยถึงได้เป็นขนาดนี้” นักเรียนหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย “เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าห้องเราก็ทำได้” เสียงปลุกใจกันภายในห้องเรียน คลุกเคล้าปนความสนุกสนาน 

“อาจารย์ขอประกาศรายชื่อนะ” อาจารย์โนเวล เปิดบันทึกเพื่อหารายชื่อนักเรียน 

“หนึ่งนายซานิส เอล นาบาส สองนายรีมอน กาเนล สามนางสาวเชอร์รี่ ครอฟนาธา และนายอีธาน เอส ไมเนอร์ นักเรียนที่มีชื่อมาพบอาจารย์หลังเลิกเรียนด้วยนะ” 

“อีธานอีกแล้ว ทำไมอ่ะ” นักเรียนหลาย ๆ คนพูดคุยกันด้วยเสียงที่ดัง “ก็แน่ละเธอ เด็กเส้นผู้อำนวยการนิ” อีธานส่ายหน้าและถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าเขาไม่ได้มีเส้นสายอะไรเลย การเหยียดคนอื่น เพื่อให้ตัวเองดูมีคุณค่าขึ้นเป็นสิ่งที่อีธานไม่ชอบมาก ๆ เลย ทำไปทำไมกันนะ ความสนุก ? บนความทุกข์คนอื่นเนี่ยนะ 

“เอาล่ะ วันนี้เข้าบทเรียน เรื่องระบบการปกครองกันนะ” นักเรียนต่างพากันหยิบสมุดจดของตนออกมาเพื่อใช้ในการบันทึก 

“ระบบการปกครองของแต่ละเผ่าพันธุ์มีเอกลักษณะเฉพาะ แต่วันนี้จะพูดถึงการปกครองของมนุษย์ก่อน เพื่อความเข้าใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ถูกแบ่งเป็นผู้มีพลัง กับ ไม่มีพลังหรือคนทั่วไป ซึ่งมีการแบ่งแยกกันอย่างสิ้นเชิงระบบของมนุษย์ทั่วไปก็จะใช้ระบบรัฐสภา โดยผู้แทนจะมาจากการเลือกตั้ง จึงถูกจัดเลือกใหม่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ฝั่งของผู้มีพลัง แม้จะเรียกว่ารัฐสภาเหมือนกันแต่ผู้แทนนั้น ถูกเลือกโดยการแข่งขัน คะแนนเสียงจะมีตามค่าพลังที่ถูกวัดได้ ผู้แทนจึงถูกเปลี่ยนแปลงได้เสมอหากมีคนที่มีค่าพลังสูงกว่ามาแทนที่ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อเป็นการรับประกันความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงมีการกำหนดว่า ถ้าเข้ากรณีใด กรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องมีการใช้สองสภาร่วมกัน เช่น ประกาศสงคราม การถอนตัวใด ๆ อันจะทำให้สิทธิของมนุษย์ลดลง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง เป็นต้น โดยคะแนนเสียงฝั่งคนธรรมดาจะคิดจากจำนวนคนเลือกเข้ามา หนึ่งคนจึงอาจมีได้หลายหมื่นจนถึงหลายแสนคะแนน ในทางกลับกัน สิทธิในการลงคะแนนของฝั่งผู้มีพลังก็คิดจากค่าพลังที่วัดได้เช่นกัน…” 

“แล้วค่าพลังเวทย์สูงสุดของมนุษย์ที่วัดได้อยู่ที่เท่าไหร่ครับ” 

“อาจารย์ไม่แน่ใจ น่าจะอยู่ในช่วงแสนกว่า ๆ ” อาจารย์โนเวล พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แสดงถึงความไม่แน่ใจของเธอ หรือ อาจจะไม่รู้เลยซะมากกว่า หลังจากที่ฟังวิชาเรียนที่สุดแสนจะน่าเบื่อ จนหมดคาบเรียนช่วงเช้า ก็พากันบ่นเป็นเสียงเดียวกันถึงความน่าเบื่อของระบบการปกครอง 

“กลับไปหาบลูดีกว่า ปานนี้คงเหงาแย่แล้ว” อีธานเดินกลับห้องอย่างเดี่ยวดาย ราวกับว่าเขาไม่ถูกใครคบ ทั้งต่างคลาสก็ถูกเหยียดชนชั้น ในคลาสก็ไม่มีใครคุยด้วย คงมีแต่เจ้านกสีฟ้าตัวเล็กน่ารักนี่ละมั่ง ที่เป็นเพื่อนกับเขา 

“กลับมาแล้วครับ” อีธานพูดขณะกำลังปิดประตู 

“กลับมาแล้วเหรอ มากินข้าวด้วยกันสิ” จริงสิ เหมือนเขาจะลืมไปเลยว่าตอนนี้ เขามีอาเรียที่ยอมมาคบเขาเป็นเพื่อนอีกคนนิ ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะพลังที่เขามี หรือ เพราะเจ้าบลูกันแน่ แต่อย่างน้อยความรู้สึกดีที่มีใครสักคนที่คุยด้วยได้ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย 

“แล้วบลูล่ะ” อีธานถามอาเรีย โดยที่เขากำลังถอดรองเท้าโดยวิธียกขึ้นมาถอด ทำให้เขาต้องกระโดดขาเดียวเพื่อจะดึงให้รองเท้านั้นหลุดออก 

“ไปล้างมือก่อน…”อาเรีย เห็นอีธานกำลังจะหยิบช้อนมานั่งกินข้าง ๆ เธอ 

“ครับ ครับ” อีธานลุกขึ้นไปล้างมือ ก่อนจะหันกลับมามองอาเรีย นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เธอเข้ามาดูแลบลู สักสองอาทิตย์ได้ไหม อาจจะไม่ถึงก็ได้ ถ้าไม่มีบลูก็นึกไม่ออกเลยนะว่าเราจะเจอกันได้ยังไง 

“วันนี้ถูกคัดตัวเป็นนักกีฬาด้วยแหละ” 

“นายเนี่ยนะ” อีธานนั่งลงข้างอาเรีย ที่กำลังนั่งดูบลูที่กำลังหลับอยู่ สนใจกันจริงป่ะเนี่ย หรือตอบตามมารยาทกันแน่ 

“อืม…” อีธานพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ อาเรียจึงหันมามองเขา 

“อะไร อะไรฉันมีอะไรติดหน้าเหรอ” 

“เชื่อมโยงกันอยู่จริง ๆ สินะ” อาเรียพูดขึ้น 

“เชื่อมโยงอะไรฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” อีธานสับสนในคำพูดของอาเรีย 

“เปล่า….ไม่มีอะไรหรอก” น้ำเสียงของอาเรียให้ใครฟังก็รู้ว่ามี เธอรู้สึกได้ว่ายิ่งเธอสนิทกับอีธานมากเท่าไหร่ บลูก็ยิ่งสนิทกับเธอมากเท่านั้น อาจจะเป็นการดีก็ได้ที่จะได้เฝ้ามองดูความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตที่อยู่มาก่อนกำเนิดจักรวาลทั้งมวล 

“กินสิ เย็นหมดแล้ว…” อาเรียชี้ไปที่อาหาร “ก็เล่นจ้องแบบนี้ ใครเขาจะกินลงเล่า” อีธานบ่นพึมพำ 

“นายรู้ความหมายของการแข่งขันไหมอีธาน” 

“ก็เพื่อสานสัมพันธ์ไง ชื่อก็บอกอยู่แล้ว กีฬาสานสัมพันธ์ระหว่างคลาส” 

“นายนี่มันบื้อจริง ๆ เลยนะ” อีธานขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ห๊ะ…” 

“มันคือการคัดเลือกตัวบุคคลที่จะไปทำงาน” 

“ทำงาน ทำงานอะไร” 

“เมื่อถึงจุด จุดหนึ่งจะมีงานที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้ จึงต้องอาศัยผู้มีพลัง โดยแต่ละครั้งจะมีการส่งข้อมูลมาให้เพื่อแจ้งให้ทราบว่าต้องการผู้มีพลังแบบไหน ส่วนมากที่ฉันเห็นคือพวกที่ได้รับคัดเลือกแล้ว จะไม่ได้กลับมาอีกเลย” 

“เธอไปเอาข้อมูลมาจากไหน” 

“ฉันอยู่คลาสสีดำนะ ฉันมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายทั้งหมด ดังนั้น จะคำพูดหรือคำขอของฉันเปรียบเหมือนกฎหมายที่รัฐต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ไม่ว่ากรณีใด” 

“แบ่งแยกจังเลย…” อาเรียถอนหายใจเบา ๆ เพื่อให้อีธานรับรู้ “ในคลาสของฉัน พลังแต่ละคนเรียกว่า สามารถทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลย ดูอย่างพลังฉันสิ ถ้าฉันหยุดเวลาแล้วไล่ฆ่าบุคคลสำคัญใครจะหยุดฉันได้ เพราะอย่างนี้ไง เพื่อป้องกันการที่พวกเราจะหันคมดาบกลับมาเล่นงานพวกเขา พวกเขาจึงเลือกที่จะให้อภิสิทธิ์เราดีกว่า อย่างน้อยเขาก็สามารถเรียกใช้งานพวกเราได้” นี้สินะคือความแตกต่างระหว่างคลาส การจัดเรียงลำดับของห้องมีความสำคัญหมดสินะ ไม่ได้คิดจะวางโดยไม่มีแบบแผน แต่เรียงตามความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ ใครเป็นคนคิดระบบแบบนี้ขึ้นมาก่ันนะ 

“อีธาน นายคิดยังไงกับ…” แววตาของอาเรียทอดมองลงต่ำ แสดงถึงความอึดอัดใจที่จะต้องพูดออกมา “มันอาจจะเป็นการเสียมารยาทนะ แต่ช่วยบอกฉันได้ไหม ว่านายคิดอะไรอยู่กันแน่ นายมีเป้าหมายอะไรอยู่กันแน่” เธอจ้องที่ตาของอีธาน เพื่อคาดคั้นเอาคำตอบที่แท้จริง จากก้นบึ้งของจิตใจโดยไม่ให้ความคิดใด ๆ ปรุงแต่งเพื่อให้ความปรารถนานั้นต้องบิดเบือนไป 

“ฉันต้องการไปอยู่บนจุดสูงสุดของสภาแห่งโลก ฉันต้องการเป็นอันดับหนึ่งของสภาแห่งโลก! ” 

“เธอเข้าใจความหมายที่เธอพูดไหมอีธาน..” 

“เข้าใจ ฉันเข้าใจมันเป็นอย่างดีเลยแหละ ฉันต้องการทำลายมันไอ้ความถูกต้องที่ถูกตัดสินด้วยความแข็งแกร่งเนี่ย ! ” สีหน้าของอีธานนั้นจริงจังเกินกว่าจะเป็นการพูดล้อเล่น เพื่อความสนุก หรือ เพื่อพูดให้ดูดี แต่มันเป็นการพูดออกมาจากจิตวิญญาณของตัวเขาเอง 

…………………………………. 

กลิ่นสาปอันเหม็นเน่าราวกับกองซากศพจำนวนมากทับถมกันนานนับปี คละคลุ้งกับกลิ่นเลือดที่มีมากมายดุจมหาสมุทร ที่แห่งนี้คือดินแดนที่ว่ากันว่าเป็นความอัปยศและความโสมมที่สุดในดาวแพนเธียม เลวร้ายขนาดที่แม้แต่เชื้อโรคก็ไม่มีทางเข้ามาระบาดในดินแดนแห่งนี้ได้ ท้องฟ้าสีแดงฉาน พื้นสัมผัสที่ไม่ใช่ดินแต่เป็นกองซากศพจำนวนมากที่ได้มาจากการล่ากินเป็นอาหาร และกระทำกับเหยื่อราวกับเป็นของเล่น แม้จะมีพื้นที่เล็กกว่าเขตที่มนุษย์อาศัยอยู่เกือบครึ่งแต่ประชากรของเขตก็เคยเยอะกว่ามนุษย์ถึงสี่เท่า 

“ดูนั่นสิ ใครมา….” น้ำเสียงอันเย้ยหยัน ถูกพูดผ่านกองศพจำนวนนับไม่ถ้วน จากสัตว์ที่มีรูปร่างหลังค้อมโค้ง กรงเล็บยาวแหลมแต่ดูแข็งแกร่ง จมูกที่ยาวเพื่อแยกกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเหยื่อ ผิวหนังมีขนติดเล็กน้อยคล้ายหมูป่า ผิวหนังที่หนาเพื่อรับแรงกระแทก และทนทานต่อความร้อนมหาศาล ดวงตาสีดำสนิทไม่มีตาขาวเพื่อใช้ในการมองกลางคืน และพวกมันสวมเพียงกางเกง 

“ช่างไร้มารยาทตามเคยนะ เจ้าพวกสัตว์ชั้นต่ำ” แม้พวกมันจะเป็นแบบนั้น แต่น้ำเสียงอันเยือกเย็นจากผู้ควบคุมประตูแห่งความตายนั้น ก็ช่างหนาวหวาดหวั่นและกัดกินไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดแห่งจิตวิญญาณของพวกมัน พวกมันต่างพากันก้มศีรษะติดดินโดยไม่รู้ตัว 

“ทะ ทะ ท่านมาเชล มีธุระอะไรกับพวกข้ารึ” 

“ข้าต้องการคุยกับหัวหน้าเผ่าพวกเจ้า” พวกมันเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ แล้วคลานถอยหลังด้วยความหวาดกลัว เพื่อไปตามผู้เป็นนายของตน “ขะ ข้าทราบแล้ว จะรับไปเดี๋ยวนี้” ดินแดนแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับขุมนรก เพียงแต่ไม่มีไฟนรกเท่านั้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนอาศัยอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่พวกเผ่าพันธุ์โรเซีย 

“ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะดังมาแต่ไกล ก่อนจะมีจุดสีดำ ๆ บนท้องฟ้าแล้ว พุ่งเข้าหาตัวลอร์ดมาเชล 

“อะ อ๊ากกกกกก” เสียงร้องอันโหยหวนและดิ้นไปมา เมื่อพบว่ามือของผู้ควบคุมประตูแห่งความตายแทงทะลุหน้าอกของตน ทั้งที่หวังพุ่งเข้ามาจะหมายเอาชีวิต ลอร์ดมาเชล 

“อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลา…” เขาสะบัดมือออก ทำให้ร่างอันใหญ่โตเกือบห้าเมตร ต้องกลิ้งกับพื้น และพยายามลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวดขณะที่เอามือกุมรูขนาดใหญ่บนหน้าอกที่ถูกแทง ก่อนแผลนั้นจะสมานกันอย่างรวดเร็ว 

“ข้าชอบ ข้าชอบท่านตรงนี้แหละ ลอร์ดมาเชล ท่านฆ่าข้าให้ข้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวด แล้วชุบชีวิตพวกข้าขึ้นมา มันช่างเป็นเมตตายิ่งนัก ฮ่า ๆ ๆ” มันหัวเราะอย่างชอบใจในความเจ็บปวด โดยปกติแล้ว พวกโรเซีย มีผิวหนังที่หนาจึงแทบไม่มีสิ่งใดทำอันตรายมันได้ หรือ ทำให้มันได้ลิ้มรสความเจ็บปวดได้เลย 

“ข้าได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ท่านประสงค์สิ่งใดนายข้า” มันโค้งคำนับด้วยความอ้อนน้อม 

“ข้าอยากให้เจ้าจัดการสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำให้ข้าหน่อย” พวกโรเซียมองหน้ากัน อย่างสงสัยว่าทำไมต้องใช้พวกตน ทั้งที่การฆ่าสำหรับผู้ควบคุมประตูแห่งความตายนั้นง่ายยิ่งกว่าดีดนิ้วเสียอีก 

“หมายถึงฆ่า หรืออยากให้ข้าเล่นสนุกกับมันล่ะ” 

“ฆ่า…อย่างทรมานที่สุด” ลอร์ดมาเชลเดินเข้ามาใกล้หัวหน้าของพวกโรเซีย 

“พะ พวกไหนรึ นายข้า” พวกมันถอยหลังเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว ราวกับราชาปีศาจกำลังย่างกรายเข้ามา 

“มนุษย์” เมื่อพวกหัวหน้าของพวกโรเซียได้ยินเช่นนั้น จึงเงยหน้ามองลอร์ดมาเชลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของตน 

“มนุษย์เป็นสมาชิกในสภาแห่งโลก ข้ายังไม่อยากถูกกำจัด” มันพูดขึ้นด้วยเสียงอันสั่นเครือ “แถม ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิในการไถ่ถอนด้วย ขะ ข้าทำไม่ได้หรอก” 

“เจ้าจะอธิบายยังไง กับซากศพมนุษย์กองเป็นภูเขานี้ จะบอกว่านี้มันไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างนั้นรึ” หัวหน้าของพวกโรเซียเงียบด้วยความกลัวว่าจะถูกนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อสภาแห่งโลก 

“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดในสภาแห่งโลกแน่นอน แค่เจ้าทำงานให้ข้า” 

“ต้องประสงค์สิ่งใด นายข้า” มันโค้งคำนับศีรษะจรดดิน แสดงถึงความอ้อนน้อมอย่างถึงที่สุด 

“ฆ่ามนุษย์ที่ชื่อว่า อีธาน เอส ไมเนอร์ ในงานแข่งกีฬาของพวกมันซะ” 

“ข้าทราบแล้วนายข้า ข้าจะนำกองพลของข้าบุกข้าไปจัดการให้จบในทีเดียวเลย” 

“ข้าขอเตือนเจ้านะ ในการแข่งขันในครั้งนี้ ข้าได้ยินว่า ดีวาลำดับที่สามสิบแปดจะมาชมด้วย” 

“ห๊ะ! เจ้าดีวา”พวกโรเซียต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ในชื่อนั้น เพราะในศึกไถ่ถอนสิทธิระหว่างมนุษย์กับโรเซีย นั้นพวกโรเซียที่เคยมีมากกว่ามนุษย์ถึงสี่เท่า เมื่อการต่อสู้ไม่เป็นธรรมเพราะมนุษย์ได้พ่ายแพ้แล้ว แต่พวกโรเซียกลับไม่ยอมหยุดการเข็ญฆ่า ด้วยกฎแห่งการใช้สิทธิไถ่ถอน คือ การใช้สิทธิของลำดับที่ต่ำกว่าขอท้าประลองกับลำดับที่สูงกว่าได้ไม่เกินห้าลำดับ หากชนะก็มีสิทธิได้เลื่อนลำดับขึ้นไป และในการใช้สิทธิไถ่ถอนนั้น ต้องมีลำดับที่สูงกว่าเป็นกรรมการตัดสิน เมื่อลำดับที่สามสิบแปดเห็นว่าการใช้สิทธิไถ่ถอนจบลงแล้ว การต่อสู้ควรยุติ เมื่อไม่ยุติจึงได้โจมตีด้วยการเหวี่ยงดาบเพียงเบา ๆ แต่ก็เป็นการโจมตีที่รุนแรงพอที่จะกวาดล้างเผ่าพันธุ์โรเซียจากที่มีมากว่ามนุษย์ถึงสี่เท่าให้เหลือไม่ถึงหยิบมือได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว 

“ข้าไม่ไหวหรอกนายข้า แบบนี้มีสิทธิสิ้นเผ่าพันธุ์กันพอดี” แม้ว่าพวกโรเซียจะหวาดกลัวต่อผู้ควบคุมประตูแห่งความตายเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่าความกลัวที่มีต่อดีวาได้เลย 

“ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าเข้าไปฆ่ามันตรง ๆ หรอก ข้าหวังให้เจ้า หาโอกาสจัดการมันซะ ลอบกัดมันอย่างที่สัตว์ชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าเคยเป็น” น้ำเสียงอันเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความกดดัน มันช่างบีบคั้นหัวใจของพวกโรเซียอย่างมาก 

“ถ้าพวกเจ้าไม่ทำ เรื่องสังหารเผ่าพันธุ์ของสมาชิกสภาแห่งโลก ข้าก็ไม่รับรองนะ….” 

“ข้าทราบแล้วนายข้า ข้าจะทำตามความประสงค์ท่าน….” 

  

ความคิดเห็น