drmmasung

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 เด็กชายกับการหนีออกจากบ้าน

ชื่อตอน : บทที่ 6 เด็กชายกับการหนีออกจากบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 7

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 23:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 เด็กชายกับการหนีออกจากบ้าน
แบบอักษร

บทที่ 6  

เด็กชายกับการหนีออกจากบ้าน 

“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าสร้างปัญหา! ” มาคัสตวาดลั่นทำเอานีฟถึงกับสะดุ้งแต่คิลยืนนิ่งเฉยเหมือนไม่สะทกสะท้าน 

หลังจากที่พวกเขากลับมาถึงมาคัสก็เรียกพบพวกเขาทันที...แน่นอนว่าพวกเขารู้ดีเลยล่ะว่าพวกเขาต้องโดนเรียกเข้ามาบ่นแน่ๆ  

“ท่านพ่อใจเย็นๆ นะขอรับพวกข้ายังไม่ได้สร้างปัญหาอะไรเลย”  

“การที่เจ้าปลอมตัวเป็นนักเรียนเนี่ยพวกเจ้าคิดว่ายังไม่สร้างปัญหาอีกเหรอ! ” มาคัสที่อารมณ์ขึ้นตั้งแต่ได้ยินข่าวจากสายที่ให้ตามจับตามอง “ข้าจะไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้าเจ้าไม่ไปประลองกับเด็กพวกนั้น” 

“ข้าแค่อยากทดสอบฝีมือกับเด็กรุ่นเดียวกันเท่านั้นเอง” คิลพยายามเถียงกลับอย่างใจเย็นที่สุด 

“ข้าก็เคยบอกเจ้าแล้วไงว่าเจ้าเก่งกว่ารุ่นเดียวกันอยู่แล้ว! ” 

“แต่นีฟยังเก่งกว่าข้า! ” คิลโพล่งออกไปในอารมณ์ที่เดือดดาล “ท่านกักขังข้าไม่ให้ข้าออกไปไหนข้าจะรู้ได้อย่างไรกันว่าโลกใบนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าเบื่อที่นี่ เบื่อสายตาที่จับจ้องมองตลอดเวลา! ” 

“คิลเจ้าออกไปที่ไหนก็มีแต่ปัญหา! ” มาคัสสวนทันควันแผล่พลังกดดันไปทั่วทำเอาคิลนั่นเกือบทรุดลงแต่นีฟนั้นพยุงไว้ก่อน “คิดว่าคำสั่งของข้ามันเป็นเรื่องตลกมากนักหรือไงกัน ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อตัวของเจ้า! ”  

“การกักขังให้ข้าอยู่แต่ที่นี่น่ะหรอ” 

“ก็ถ้าเจ้ายังเป็นนักฆ่าที่ไร้ความรู้สึกไม่ได้เจ้าก็ไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่! ” 

“ข้าไม่ได้อยากเป็นนักฆ่า” 

“เจ้าเลือกไม่ได้คิล” 

คิลกำหมัดแน่นด้วยความโกรธนีฟเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงยื่นมือไปจับมือของคิลไว้ซึ่งมันก็เรียกสติของเด็กชายผมแดงขึ้นมาบ้าง 

“ไม่...ข้าเลือกได้” เด็กชายกล่าวออกมาเบาๆ  

“เฮ้อ...คิลพ่อจะบอกให้เจ้ารู้ไว้อย่างหนึ่ง” มาคัสถอนหายใจใช้อารมณ์ที่อ่อนลงเพื่อที่จะได้คุยกับลูกชายต่างวัยได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น “ข้าเคยพลาดเพราะใช้ความรู้สึกมาก่อน แม่ของเจ้าก็เสียไปเพราะคิดแบบเจ้าเช่นกัน ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเป็นแบบนั้น” 

“ท่านแม่…” คิลที่เมื่อได้ยินคำว่าแม่ออกจากปากของมาคัสจึงเอ่ยทวนขึ้นมา 

การจะเกิดคนหนึ่งคนต้องเกิดจากชายหญิงเขารู้ดี แต่เขาไม่เคยมีแม่มาตั้งแต่เกิดและมาคัสพ่อของเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงท่านแม่แม้แต่รูปสักใบก็ยังไม่มี ด้วยความที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยตัวคนเดียวโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็กเขาจึงไม่คิดเอะใจถาม 

แต่เมื่อท่านพ่อเอ่ยขึ้นมาแบบนั้นมันก็ทำให้เขาเกิดความสงสัย… 

“ท่านแม่ของข้าเป็นคนยังไง” คิลอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเรื่องของแม่ของเขาซึ่งนีฟที่ยืนข้างๆ ก็เบาใจ 

“แม่ของเจ้าก็เป็นแบบเจ้าเป็นนักฆ่าที่ตัดความรู้สึกของตัวเองได้ และตายเพื่อปกป้องคนอื่น” มาคัสเล่าด้วยใบหน้าที่แสนจะเศร้าสร้อยพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีต 

“การทำเพื่อใครมันไม่ใช่สิ่งผิดพลาด…” คิลกล่าวขึ้นมาพร้อมกับกำมือนีฟแน่น “หากข้าต้องตายเพื่อปกป้องนีฟหรือปกป้องท่านข้าคิดว่ามันถูกต้องที่สุด! ” 

“คิล…” 

“ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นเองท่านพ่อ! ” 

 

 

หลังจากการเข้าพบกับมาคัสพวกเขาก็เดินกลับมายังห้องนอนของพวกเขา บรรยากาศคุกรุ่นทำให้นีฟเองไม่กล้าเอ่ยออกไปเพราะคิลนั่นนิ่งเงียบเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ 

“นีฟใช้พลังจิตสร้างเขตแดนป้องกันการตรวจจับที” คิลสั่งซึ่งนีฟก็พยักหน้าทำตามทันที 

“เรียบร้อย ไม่มีใครสามารถดักฟังเราได้แล้วแม้แต่อาจารย์ริค” เด็กชายกล่าวอย่างมั่นใจ 

“ข้าจะหนีออกจากบ้าน! ” คิลพูดออกมาเสียงดังพร้อมกับใช้พลังจิตเปิดตู้เสื้อผ้า 

“หา! เดี๋ยวก่อน” นีฟเอ่ยขึ้นมาเพราะเขางงไปหมดและท่าทางของคิลก็ดูจริงจังแบบสุดๆ “เจ้าล้อเล่นใช่ไหม? ” 

“ข้าจริงจัง” เขาพูดออกมาอย่างหนักแน่นดวงตาที่มีความมั่นใจบ่งบอกว่าตัวของเขาคิดไม่ผิด “ข้าอยากพิสูจน์ให้ท่านพ่อได้ให้ว่าท่านพ่อคิดผิด! ” 

คิลควบคุมเสื้อผ้าลงกระเป๋าก่อนจะเดินไปหยิบข้าวของสำคัญลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วก่อนจะหันมามองนีฟที่นั่งงงอยู่บนที่นอน 

“เจ้าเองก็รีบๆ เก็บของสินีฟ” 

“เจ้าเอาจริงเหรอแล้วเราจะไปอยู่ไหนใช้ชีวิตอย่างไงล่ะ? ” นีฟเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันที 

เขาเองไม่ได้ติดอะไรถ้าจะหนีออกจากบ้านไปพร้อมๆ กับคิล แต่ประเด็นหลักคือหลังจากที่เขาออกจากบ้านจะเป็นยังไงต่อ สายตาของตระกูลลิคเคิ้ลเองก็มีอยู่ทั่วอาณาจักร จะให้ออกทันทีโดยยังไม่มีแผนการเขาว่าไม่น่าจะไปรอดแน่ๆ  

“เราจะสมัครทุนของโรงเรียนทหารหลวง…” คิลกล่าวเบาๆ “พวกทหารหลวงรักษากฎมาก อีกอย่างเท่าที่ข้ารู้มาไม่มีสายของท่านพ่อเป็นทหารหลวงเลย หากเราไปอยู่ที่นั่นท่านพ่อก็จะตามหาเราไม่ได้อย่างแน่นอน อีกอย่างทุนเรียนฟรีก็ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยด้วยซ้ำ” 

คิลพูดพลางเขย่าถุงเงินที่อยู่ในมองของเขาก่อนจะเก็บลงเข้ากระเป๋าของตัวเองอย่างรวดเร็ว 

“ได้...ข้าไม่มีปัญหาในจุดนั้น แต่…” นีฟครุ่นคิดก่อนจะจ้องมองไปยังทางหน้าต่าง “เราจะออกไปจากที่นี่ยังไง” 

“ออกทางประตูสิ” 

“หา! ออกไปอย่างนั้นเจ้าราฟได้คาบพวกเราไปกินแน่ๆ! ” นีฟสวนกลับมาอย่างทันควัน 

ราฟเป็นหมาอสูรยักษ์สัตว์เลี้ยงสุดรักของท่านอาจารย์ริคที่เลี้ยงไว้เฝ้าประตูทางเข้าของตระกูลลิคเคิ้ล ซึ่งแน่นอนนอกจากอาจารย์ริค แม้แต่มาคัสมันก็ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น แล้วเขาจะพวกเขาออกไปตรงๆ เลยนี่มันค่อนข้างจะอันตรายอยู่พอสมควรเลยล่ะ 

“แต่ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ถ้าเราไปออกทางด้านหลังยังไงเราต้องอ้อมมาทางด้านหน้าอยู่ดีซึ่งมันจะกินเวลาเราคงไปไม่ทันวันสมัครสอบทุนแน่ๆ และอีกอย่างท่านพ่อคงไม่คิดว่าเราจะออกไปทางประตูตรงๆ ท่านจะส่งคนไปตามพวกเราทางด้านหลัง” เขาบอกแผนการทั้งมองด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น “เมื่อถึงเมืองเราจะใช้ชื่อใหม่กัน ข้าจะใช่นามว่า คิวเลน คลาร์ก ส่วนเจ้า...ข้ายังไม่ได้คิด” 

“นีฟารอส…” นีฟเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องคิด “นีฟารอส ไลท์ฟอส” 

“ชื่อเจ๋งชะมัด! ” 

“อือ” นีฟตอบพร้อมกับใช้พลังจิตรวดเดียวก็เก็บของลงกระเป๋าทั้งหมดโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน 

หลังจากที่พวกเขาเตรียมการเสร็จก็มานั่งคุยเรื่องแผนการการลอบออกจากบ้านเพื่อรอเวลาให้ทุกคนในคฤหาสน์ได้เข้านอน คิลชะเง้อคอออกจากหน้าตาดูแสงไฟของห้องมาคัสอยู่หลายที่จนตอนนี้มันก็ดึกเสียจนเขาเริ่มหงุดหงิด 

เมื่อไหร่ท่านพ่อจะนอนกัน!  

รอเพียงไม่นานไฟของห้องมาคัสก็ดับลง พวกเขารอเวลาอีกครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเพื่อให้มาคัสหลับสนิทที่สุดก่อนจะเริ่มต้นแผนการหนีออกจากบ้าน 

นีฟและคิลสะพายกระเป๋าไว้ด้านหลังก่อนเดินไปยังทางหน้าต่างและมองหน้ากัน 

“เจ้าบินลงไปก่อน จากนั้นพอข้ากระโดดเจ้าค่อยๆ ควบคุมข้าให้บินตามลงมา” คิลกล่าวเพราะเขายังไม่ค่อยเชี่ยวชาญกับการใช้พลังจิตทำให้ตัวเองลอยมากนักแต่นีฟสามารถทำได้อย่างเชี่ยวชาญ 

“ได้” เด็กชายผมขาวตอบตกลงก่อนจะปีนหน้าต่างและกระโดดหายไปในความมืดเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว 

คิลกลืนน้ำลายหนึ่งอึกลงขอ ห้องของเขาอาจจะเรียกว่าอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของบ้านเลยก็ว่าได้หากกระโดดลงไปโดยไม่ใช้พลังควบคุมแน่นอน...เจ็บหนักแน่ๆ  

เขาปีนมานั่งที่ขอบหน้าต่างห้อยขาลงมาพลางจ้องมองไปครั้งพยายามใช้พลังจิตครอบคลุมร่างกายของตัวเองไว้ ซึ่งมันยากพอควรเลยล่ะ มันเป็นทักษะที่ต้องใช้ความใจเย็น สมาธิมากๆ ซึ่งมันค่อนข้างขัดกับนิสัยของเขาเอามากๆ  

เขาค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลอยลงมาอย่างช้าๆ ก่อนจะเหลือบตาไปเห็นห้องของมาคัสที่เปิดไฟพรึบทำเอาเขาเสียสมาธิปลดปล่อยพลังจิตทำให้ร่างของเขาร่วงลงตาแรงโน้มถ่วงอย่างรวดเร็ว จนต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงร้องออกมา!  

นีฟที่รออยู่ด้านล่างเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปควบคุมร่างของคิลให้หยุดชะงักกึกอย่างทันควัน แบบที่ไม่กี่นิ้วร่างของคิลต้องปะทะกับพื้นดินแล้ว 

“เฮ้อ…” คิลถอนหายใจโล่งออกทันทีนึกว่าตัวเองจะตายเสียแล้ว 

แต่ตอนนี้กลัวจะโดนจับได้มากกว่า!  

“นีฟรีบไปเร็วเมื่อกี๊ท่านพ่อเปิดไฟ! คิลว่าพลางจับคอของนีฟพร้อมกับวิ่งมุ่งไปยังจุดหมายอย่างรวดเร็วโดยที่นีฟเองก็ไม่ลืมที่จะใช้พลังจิตของตัวเองลบร่องรอยของรอยเท้าเพื่อให้พวกเขาตามไม่ได้ 

จากตัวคฤหาสน์ที่อยู่บนยอดเขาลงไปยังประตูทางเข้าที่ตีนเขาแน่นอนว่ามันค่อนข้างไกลเอามากๆ เลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ลดฝีเท้าลงแม้แต่น้อยเพราะพวกเขาต้องทำเวลา 

คิลค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงเมื่อเข้าใกล้อาณาเขตของเจ้าราฟ...หมาอสูรของอาจารย์ริค จมูกของมันดีเอามากๆ หากได้กลิ่นพวกเขามันต้องอาละวาดแน่ๆ!  

“เดี๋ยวคิล…” นีฟดึงมือของคิลที่กำลังย่องเพื่อจะผ่านเจ้าราฟให้หยุดยืนก่อนเขาจะก้มลงไปขยุ้มเศษใบไม้ที่อยู่บนพื้นหนึ่งกำมือก่อนจะปล่อยให้มันลอยไปตามลม 

หนึ่งในทักษะลอบฆ่า...ต้องอยู่หน้าลมศรัตรู 

“ลมพัดไปทางขวา...เราต้องไปข้างหลังไปอยู่หน้าลมไม่งั้นเจ้าราฟมันจะได้กลิ่นเราแน่” นีฟหันไปพูดก่อนจะตวัดสายตามองไปที่คิล “เจ้าหัดทำจิตให้ว่างด้วยไม่ใช่แค่กลิ่นที่เจ้าราฟสัมผัสได้ แต่เป็นจิตด้วย” 

ซึ่งคิลก็ทำตามทันทีก่อนที่พวกเขาจะเดินอ้อมไปอยู่ทิศทางของหน้าลมและเดินย่องๆ อย่างระมัดระวัง 

พวกเขาเดินผ่านมาได้อย่างง่ายดายแต่ปัญหามันอยู่ตรงหน้าเขาเนี่ยแหละกำแพงสูงชันที่ใช้พลังจิตป้องกันการเข้าออก 

ซึ่งพลังจิตนี้มันพลังของอาจารย์ริค...พลังจิตระดับนักปราชญ์!  

“ข้าว่าเราไม่น่ารอด” คิลถอนหายใจออกมาเมื่อสัมผัสกับพลังจิตที่ส่งออกมาเป็นระลอก 

นีฟหยิบก้อนหินก็จะปาไปซึ่งมันก็เด้งกลับมา แน่นอนว่ากำแพงนี้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็จะไม่สามารถเข้าหรือออกได้ และกำแพงนี้นี่จะสะท้อนพลังด้วย 

“ข้าผ่านมันไปได้” นีฟกล่าวเสียงเรียบ 

“นี่มันพลังจิตระดับปราชนะเจ้าจะผ่านไปได้ยังไง? ” เด็กชายผมแดงแย้งขึ้นมาทันที “ข้าว่าเราอ้อมทางข้างหลังก็ได้ ถึงจะใช้เวลาสักหน่อยก็เถอะ” 

“เรามากันถึงขึ้นนี้แล้วคิล…” นีฟพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เชื่อใจข้า” 

ไม่รอให้คิลตอบนีฟคว้าข้อมือของคิลก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็วจนคิลถึงกับหน้าเหวอออกมา นีฟลอยค้างเติ่งจ้องมองไปสักพักก่อนจะพาบินไปยังยอดกำแพงที่เฉียงไปทางขวามือเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือออกไปส่งพลังบางอย่างที่มหาศาลออกมาเข้าปะทะกำแพงก่อนที่พลังนั้นก่อนเข้าครอบคลุมร่างของเขาทั้งสองคน 

คิลที่สัมผัสกับพลังถึงกับขนลุก...แรงกดดันมันระดับเดียวกับพลังของท่านอาจารย์ริค 

นีฟพาคิลลอยออกมาได้อย่างง่ายดายโดยที่เด็กชายผมแดงยังคงทำหน้างงกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ 

“พลังเจ้า…” เด็กชายผมแดงที่ตั้งสติเงยหน้ามองนีฟที่ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“ไปกันเถอะ” นีฟพูดพร้อมกับหันเดินไปยังข้างหน้ามุ่งไปยังตัวเมือง 

คิลที่รู้ดีว่าถ้าถามยังไงนีฟก็คงไม่ตอบเขาแน่ๆ เขาจึงหยิบท่อนไม้สองท่อนก่อนจะใช้พลังของตัวจุดไฟเพื่อให้แสงสว่างในการเดินทางไปยังตัวเมือง 

“ข้าไม่อยากให้เรามีความลับต่อกันนะนีฟ” คิลเอ่ยขึ้น “แต่ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีบางสิ่งที่แม้แต่ข้าก็รู้ไม่ได้ใช่ไหม? ” 

เด็กชายผมขาวจึงหันมามองจ้องไปยังนัยน์ตา,นัยนาของคิลที่กำลังสั่นไหวด้วยเงาของเปลวไฟที่สะท้อนในตาของเขา 

“ข้าขอโทษ” 

“แต่ถ้าเจ้าพร้อมเล่าเมื่อไหร่ ข้าก็อยากจะรู้เป็นคนแรกนะ” เขาพูดก่อนจะคว้ามือของนีฟและกระชับจนแน่นก่อนจะเดินนำไปข้างหน้าในเส้นทางป่าที่แสนจะมืดมิด 

“อือ ข้าสัญญาว่าข้าจะบอกเจ้าเป็นคนแรก” 

 

 

เมืองเมอลาโพ 

หลังจากที่พวกเขาพักนอนกันแถวชายป่าพอรุ่งเช้าพวกเขาจุงรีบเดินทางเข้าเมืองอย่างรวดเร็วเพื่อปฏิบัติการตามแผนการของพวกเขาต่อนั่นก็คือการปลอมตัว 

แน่นอนสีผมของพวกเขาโดดเด่นกว่าคนทั่วไป นีฟจึงเสนอให้พวกเขาต้องโกนหัวซึ่งแน่นอนคิลค้านหัวชนฝาพวกเขาจึงคิดจะใช้ ‘ดอกดาร์คโรส’ ดอกไม้สีดำสนิทที่เมื่อกลั่นเป็นกลีบดอกออกเป็นน้ำจะมีสีดำสนิทสามารถย้อมทับเส้นผมของพวกเขาได้ชั่วคราวราวๆ หนึ่งอาทิตย์ก่อนสีจะหลุดออกไปเอง ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในคนชราที่มักใช้เพื่อปกปิดผมหงอก 

นั่นเป็นเหตุผลที่พวกถึงต้องมาเยือนตลาดในเช้านี้ 

คิลและนีฟใช้ผ้าคลุมสีขาวที่พกมาปิดบังเส้นผมของพวกเขา ด้วยความที่ใบหน้าของนีฟนั้นหวานหยาดเยิ้มทั้งตัวที่ยังเล็กทำให้เมื่อปกปิดเส้นผมไปทำให้ตัวของเขาเหมือนเด็กสาวขึ้นมาทันตา ซึ่งคิลก็เอ่ยแซวไปหนึ่งครั้งแต่กับโดนนีฟเขม่นแถมยกมือขึ้นจะตีเขาทำเอาเขาต้องรีบหุบปาก 

เพราะนีฟมือหนักเป็นบ้า!  

“ตรงนั้นคิล” นีฟชี้ไปยังร้านขายดอกไม้ที่อยู่ตรงหัวมุมซึ่งคิลไม่ได้ตอบอะไรหันหน้าไปมองก่อนจะย่างเท้าก้าวไปอย่างไม่ลังเล 

พวกเขามาถึงหน้าร้านหญิงชราผมดกดมมองพวกเขาก่อนจะยิ้มทายพวกเขาอย่างเอ็นดู 

“หนุ่มน้อยกับสาวน้อยเอาอะไรดีจ๊ะ” หญิงชรากล่าวขึ้นทำเอาคิลถึงกับหกลั้นหัวเราะหน้าแดงส่วนนีฟยืนหน้าบึ้งทันที 

ก็สาวน้อยที่ท่านยายตรงหน้าหมายถึงมันคือเขานั่นเอง!  

“อุบ! ฮ่าๆ ผมเอาดอกดาร์คโรสช่อนึงขอรับ” คิลพูดไปหัวเราะไปก่อนจะชี้ไปยังดอกดาร์คโรสที่บรรจุอยู่ในตะกร้าเป็นช่อๆ หนึ่งช่อมีประมาณหกดอก 

“นี่จ๊ะ” เธอหยิบก่อนจะยื่นมาให้คิล 

หลังจากที่พวกเขาได้ดอกดาร์คโรสกันมาพวกเขาก็รีบเข้าไปที่ลำธารในป่าที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเมอลาโพทันที โดยก่อนหน้านั้นพวกเขาได้แวะซื้อเสื้อผ้ากันใหม่ซึ่งคิลเลือกชุดเด็กผู้หญิงให้นีฟใส่ เจ้าคนตัวเล็กมีท่าทีขัดใจเล็กน้อยแต่เมื่อคิลบอกเหตุผลหากว่านีฟแต่งหญิงการตามหาของพวกสายของมาคัสจะยิ่งลำบากมากขึ้น 

แน่นอนสุดท้ายนีฟก็จำยอมเพราะยังไงการปลอมตัวก็เกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเมื่อลงทะเบียนสอบชิงทุนเรียบร้อยและออกจากเมืองเมอลาโพตามแผนการได้สำเร็จพวกเขาก็จะกลับมาใช้รูปลักษณ์เดิม 

คิลและนีฟเริ่มสลับกันย้อมสีผมให้กันหลังจากที่สิ้นเรียบร้อยพวกเขาก็รีบแต่งตัวกันทันที 

“จะ...เจ้าน่ารักสุดๆ” คิลหลุดปากเอ่ยชมออกมาหลังจากที่หันมามองนีฟที่แต่งตัวเสร็จกำลังเดินมาหาเขา 

ร่างเล็กของเด็กชายผมขาวที่ถูกแปลงโฉมใหม่ให้กลายเป็นผมดำมัดรวบไปด้านหลังปล่อยหน้าม้าลงมารับกับใบหน้าเรียวเล็กที่หวานจนเหมือนผู้หญิง ถูกตกแต่งด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนจั๊มยาวที่สวมทับด้วยกางเกงเอวสูงขาสั้นสีน้ำตาลของเด็กผู้หญิงพร้อมสวมสายคาด 

“ไปกันได้แล้ว” นีฟกอดอกด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ได้ว่าเขากำลังอารมณ์เสียสุดๆ  

“รับทราบขอรับคุณหนู” คิลทำท่าล้อเลียนก่อนจะเดินนำนีฟไปยังจุดหมายปลายทาง 

พวกเขาเดินมาถึงสถานีรถไฟเพื่อลงทะเบียนสอบชิงทุน สายตาของคิลสอดส่องหาโต๊ะลงทะเบียนจนเจอกับโต๊ะที่กลุ่มเด็กกำลังรุมกันอยู่พวกเขาจึงพุ่งเข้าไปทันที 

“ตั๋วรถไฟขายหมดแล้ว” เสียงของเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาพูดขึ้นกับเพื่อนของเขา 

“อะไรกันแล้วเราจะไปเมืองโอเร็มกันอย่างไร” เสียงของเด็กสาวตอบกลับหลังจากที่เพื่อนของเขาเดินมาบอก 

รถไฟถือเป็นนวัตกรรมใหม่กำลังเปิดทดลองวิ่งเท่านั้นเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงจำกัดรอบในการขายตั๋วอีกทั้งการเดินทางโดยรถไฟยังเข้ามาแค่สัปดาห์ละขบวนเท่านั้นและนี่ก็เป็นรถไฟขาออกไปยังโอเร็มที่จะออกวันนี้ตอนสี่โมงเย็น! ทำให้เด็กหลายคนที่กำลังต่อแถวลงชื่อเดินคอตกอย่างหมดหวัง 

เพราะการเดินทางไปยังเมืองหลวงโอเร็มโดยทางรถไฟใช้เวลาหนึ่งวันแต่ถ้าเดินทางเท้ามันใช้เวลาถึงสี่วันเชียว อีกทั้งขบวนคาราวานรับส่งเด็กไปสมัครเรียนที่เมืองหลวงก็ออกในอีกสองวันซึ่งไม่ทันการสอบชิงทุนของโรงเรียนทหารหลวงเป็นแน่ 

“เอาไงดีนีฟ” คิลที่พวกเขาคิดจะไปรถไฟกันเมื่อได้ยินเช่นนั้นสมองของเขาก็อื้อไปหมดเพราะผิดแผนและเขาไม่ได้เตรียมการแผนสำรองเอาไว้ 

“เราจะออกเดินทางหลังจากที่ลงทะเบียนเรียนเสร็จ” นีฟเอ่ยเสียงเรียบ 

“ข้ากับเจ้าเนี่ยนะ…” 

“ใช่ไม่งั้นเราไปไม่ทันแน่ๆ อีกอย่างถ้าเรารอคาราวานในอีกสองวันเราจะไม่ได้สอบชิงทุนและยังเสี่ยงต่อการโดนจับกลับไปอีกด้วย” นีฟอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา “อีกอย่างข้าเคยอ่านตำราเส้นทางลัดทั่วอาณาจักรธิลิย่า ถ้าใช้เส้นทางนั้นเราจะไปถึงเมืองหลวงก่อนวันสอบชิงทุนถึงสองวันเลยล่ะ ถึงจะอันตรายนิดหน่อยก็เถอะ” 

“ข้าว่าไม่นิดหน่อยนะ…” คิลมองไปยังนีฟด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นใจ 

ตำราเส้นทางลัดเขาก็เคยอ่านแต่มันก็มีหมายเหตุตัวใหญ่ด้วยสิว่าเส้นทางนี้มันมีสัตว์อสูรเยอะมากเลยน่ะสิ!  

“มั่นใจในตัวข้า” นีฟพูดออกมาอย่างจริงจัง 

“พวกเจ้าสองคนจะลงทะเบียนไหม!? ” เสียงทุ้มของชายกลางคนเรียกให้พวกเขาหันไปมอง 

“ขอรับๆ ” คิลรีบตอบก่อนจะเดินล่วงไปยังโต๊ะลงทะเบียนนำนีฟ 

เอนโซชี้นำใบสมัครยื่นมาให้พวกเขาสองคนซึ่งในใบก็มีเพียงเลขลำดับที่และช่องว่างที่ให้เขียนชื่อสองช่อง 

โดยลำดับที่คิลได้คือ 322 ส่วนนีฟได้ 323 

พวกเขาหยิบขนนกจิ้มน้ำหมึกก่อนจะลงชื่อของตัวเองลงไปอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นให้กลับไป 

“คิวเลน คลาร์ก กับ นีฟารอส ไลท์ฟรอส” เอนโซรับใบสมัครมาก่อนจะทวนชื่อจากนั้นจึงหรี่ตามองเด็กชายกับเด็กหญิงทั้งสองคน “พวกเจ้านี่ปลอมตัวกันไม่เนียนเลยนะ” 

“หา! ” คิลร้องลั่นออกมา 

“ข้ารอพวกเจ้าสองคนมาสมัครเลยนะเนี่ย” เขาพูดออกมาอย่างดีใจ “ยังไงพวกเจ้าก็สอบชิงทุนได้อยู่แล้วเชื่อข้าเลย” 

“ท่านรู้หรอว่าพวกเราสองคนเป็นใคร? ” คิลเอ่ยถามด้วยหัวใจที่สั่นระรัวเพราะกลัวว่าจะโดนจับได้ว่าหนีออกจากบ้านน่ะสิ!  

“เจ้าแค่เปลี่ยนสีผมทำไมข้าจะจำเจ้าไม่ได้กัน! ” เอนโซ่พูดออกมาเสียงดัง “พวกเจ้าคงเป็นสองคนสุดท้ายแล้วละมั้งที่มาสมัครทุนน่ะ” 

เอนโซ่ว่าพลางหันหลังกลับไปสั่งให้เหล่านักเรียนของเขาเก็บโต๊ะลงทะเบียนเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็ต้องเตรียมการเพื่อขึ้นรถไฟกลับไปยังเมืองหลวงโอเร็มกันแล้ว 

“เดี๋ยวก่อน! ” เสียงใสของเด็กผู้หญิงเอ่ยขึ้นลั่นก่อนจะทุกคนจะหันกลับไปมองที่เจ้าของเสียง 

เด็กหญิงผมทองวิ่งหน้าตั้งเส้นผมลอนสวยปลิวไสวตามแรงลมที่กระทบ ซึ่งวิ่งมาพร้อมกับมือด้านขวาที่จับเด็กชายผมน้ำตาลที่ท่าทางอ่อนแรงมาด้วย 

คิลจำได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือเด็กผู้หญิงที่เขาเจอเมื่อวาน...คนที่เป็นกรรมการในการประลองของพวกเขา 

ซินเซียคือชื่อของเธอถ้าเขาจำไม่ผิด...ส่วนเด็กผู้ชายข้างๆ คือดันเต้ 

“ข้าอยากสมัครด้วย แฮก…” เธอหยุดพูดพร้อมกับหอบอย่างเหนื่อยล้า  

พวกเธอเกือบจะไม่ได้ออกมาแล้วเพราะแม่ของเธอไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะออกไปเรียนที่โรงเรียนทหารหลวง ซึ่งแน่นอนกว่าท่านพ่อขอเธอจะเกลี้ยกล่อมสำเร็จเธอจึงรีบออกมาพร้อมกับดันเต้ที่มารอเธอก่อนอยู่แล้ว 

“ข้ายังสมัครทันหรือไม่? ” ซินเซียเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจเพราะเธอเห็นว่าพวกเขากำลังเก็บโต๊ะลงทะเบียน 

“ได้สิ” เอนโซ่กล่าวออกมาซึ่งก็ทำให้ซินเซียและดันเต้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากนั้นเอนโซ่จึงหันไปหยิบใบสมัครสองใบพร้อมขนนกและน้ำหมึกให้เด็กสอง “เดี๋ยวเจ้าไปนั่งกรอกตรงโน้นนะแล้วเอามาส่งให้ข้า” 

“ค่ะ” 

นีฟและคิลมองตามเด็กสองคนก่อนที่เด็กชายผมขาวที่ปลอมตัวด้วยการแต่งหญิงจะยกมือขึ้นสะกิดเด็กชายผมแดงที่ยืนจ้องเด็กสาวอยู่ 

“พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ” นีฟเอ่ยขึ้น 

“แล้วเจ้าพวกนั้นจะเดินทางยังไง? ” คิลหันไปถามแต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบอะไรจากนีฟตัวของเขาก็เดินเข้าไปหาเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายที่กำลังนั่งกรอกใบสมัครอย่างขมักเขม่น ซึ่งนีฟเองก็เดินตามไปติดๆ “นี่พวกเจ้าน่ะ” 

ซินเซียและดันเต้ที่เขียนใบสมัครเสร็จพอดีกำลังลุกขึ้นเพื่อไปส่งใบสมัครแต่ก็ถูกคิลเรียกทำให้พวกเขาหันไปมองตามเสียงเสียก่อนก่อนที่เด็กสาวจะสบตากับคิลแล้วชี้มือมาที่ตัวเอง 

“เจ้าเรียกพวกข้าหรอ? ” เด็กสาวถามตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่สงสัย เพราะดูจากใบหน้าเธอเองรู้สึกคลับคล้ายคับคาใบหน้าของเด็กชายกับเด็กหญิงตรงหน้าอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะรู้จักมักจี่กัน 

“ใช่...ข้าเรียกพวกเจ้า” 

“มีอะไรหรือขอรับ” เป็นน้องเสียงของดันเต้ที่เอ่ยถาม 

“คือรถไฟเต็มแล้วน่ะพวกเจ้าจะเดินทางไปเมืองหลวงอย่างไร? ” คิลเอ่ยถาม 

“หา! เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า! ” เด็กสาวผมทองที่ใบหน้าสงบนิ่งอยู่เบิกตากว้างทันทีก่อนจะหันไปมองยังป้ายที่เขียนตัวเบ้อเร่อว่างดการจำหน่ายตั๋วรถไฟแล้ว 

ซึ่งนั่นก็ทำให้ดันเต้และซินเซียทอนหายใจออกมาก่อนจะก้มมองลงไปยังใบสมัครที่พวกเขาบรรจงเขียนอย่างตั้งใจ  

“กะ...กลับบ้านกันเถอะ” ดันเต้เองที่รู้สึกสิ้นหวังหลังจากมองกระดาษในมือก็หันไปบอกกับซินเซีย “ค่อยรอสมัครรอบธรรมดาก็ได้นะ” 

“ข้ากับเจ้าเป็นแค่ชาวไร่ธรรมดาจะมีเงินมากมายไปเรียนเมืองหลวงได้อย่างไร” น้ำเสียงของเธอพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างจากดันเต้เสียเท่าไหร่นัก 

ทุนนี่มันเป็นโอกาสสำหรับพวกเขาเลยที่จะสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ แม้ความฝันมันจะดูเกินตัวไปสำหรับเด็กอย่างพวกเขากันเถอะ 

“ข้าจะไปขอร้องให้พวกเราขึ้นเอง” ซินเซียว่าพลางหันไปจะมุ่งเดินไปยังจุดจำหน่ายตั๋วรถไฟแต่ก็มีมือของคิลหยุดเอาไว้เสียก่อน 

“ขอร้องไปก็ไม่ได้ผลหรอกหน่า…” คิลบอกตามความจริง เพราะสำหรับจักรวรรดิธิลิย่าการรักษากฎเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

“แต่…”  

“พวกเจ้าเดินทางไปกับพวกข้าก็ได้นะพวกข้าจะใช้เส้นทางลัดเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงใช้เวลาสองวันเท่านั้น” คิลเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างจริงใจ ส่วนนีฟที่ได้ยินสิ่งที่คิลเอ่ยออกมาก็หันขวับมองหน้าคิลทันที 

“เจ้าบ้าหรือยังไง…” นีฟกระซิบลอดไรฟันข้างหาของคิล “เจ้าพวกนี้ไม่เหมือนกับพวกเรานะพวกเขาดูแลตัวเองไม่ได้” 

“แต่เจ้าทำได้นี่… เจ้าไม่สงสารพวกเขาหรืออย่างไร?” คิลตอบกลับไปซึ่งนีฟก็ถอนหายใจทำได้แต่ส่ายหน้า 

เด็กชายผมแดงที่ย้อมผมตัวเองให้ดำสนิทหันกลับมามองเด็กหญิงผมท้องที่กำลังทำท่าคิดหันไปกระซิบกระซาบกับเด็กชายผมน้ำตาลที่ยืนข้าง ๆ  

“แล้วพวกเจ้าเดินทางกันอย่างไร?” ซินเซียเอ่ยถามขึ้นมา 

“เดินเท้าน่ะ” คิลตอบเสียงเรียบ 

“ไปกับขบวนคาราวานหรอ? ” เด็กสาวถามต่อเพราะถ้าเดินทางวันนี้โอกาสจะไปถึงทันวันสอบมันก็มีอยู่ 

“ไม่...มีแค่ข้ากับเจ้านี่ถ้าพวกเจ้าจะไปด้วยก็สี่คนพอดียังไงล่ะ” 

“แต่พวกเรายังเป็นเด็กเดินทางกันสี่คนไม่อันตรายเกินไปหน่อยหรือไง!” เธอพูดออกมาอย่างหัวเสียที่เด็กชายตรงหน้ากำลังล้อเล่นกับเธออยู่ 

เกินเดินทางกับขบวนคาราวานยังไม่มีความปลอดภัยเต็มร้อยส่วนเลย การเดินทางแค่สี่คนแถมยังเป็นเด็กที่ดูยังไงพลังก็ไม่ถึงระดับเชี่ยวชาญมันก็เหมือนการเอาชีวิตไปทิ้งเท่านั้นแหละ!  

“ก็แล้วแต่พวกเจ้าแล้วกันพวกเราจะออกเดินทางแล้ว” คิลทำท่ายักไหล่ไม่ใส่ใจก่อนจะหันหลังเดินออก “ไปกันเถอะคุณหนู” 

สรรพนามในการเรียกนีฟที่คิลใช้ทำให้ฝ่ามือของนีฟตบไปที่กบาลของเด็กชายหนึ่งทีแต่หากเขาไหวตัวทันจึงหลบได้แถมยังหัวเราะคิกคักเสียอีก 

เด็กสาวที่คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี… โอกาสที่แสนจะริบหรี่ทำให้เธอไม่มีทางเลือกอะไรเลย 

“เดี๋ยวก่อนพวกเจ้า! ” ซินเซียโพล่งขึ้นมาดังลั่นทำให้คิลและนีฟที่เดินมาได้สักระยะหยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันกลับไปมองเด็กหญิงที่กระชากมือของดันเต้นไปส่งใบสมัครหลังจากนั้นจึงวิ่งมาหาพวกเขา 

“พวกข้าขอเดินทางไปกับพวกเจ้าด้วย” 

“เอ๋…” ดันเต้ได้แต่งุนงงกับการตัดสินใจของซินเซีย 

ทำไมเธอไม่ปรึกษาเขาเลยนะ!  

“ได้สิ”คิลตอบกลับไป “แต่ก่อนจะเดินทางด้วยกันข้าขอแนะนำตัวของข้าก่อนแล้วกันนะ ข้าคิวเลน คลาร์ก” 

“ข้านีฟารอส ไลท์ฟรอส” นีฟเอ่ยเสียงเรียบอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร 

“ข้าซินเซีย จูนิออน ส่วนเจ้านี่ ดันเต้ ยูจิโอ ยินดีที่ได้รู้จักพวกเจ้า” 

“อือ...ออกเดินทางเลยละกันจะได้ไม่เสียเวลา” นีฟในชุดเด็กสาวเอ่ยนิ่ง ๆ ก่อนจะเดินนำไป 

เด็กทั้งสี่คนเดินเกาะกลุ่มกันไปยังประตูทางเข้ามืองซึ่งเป็นทางออกไปยังทิศของเมืองหลวงโอเร็ม แต่แทนที่จะเดินทางไปยังเส้นทางหลักที่เป็นถนนลูกรังทอดยาวเด็กหญิงผมดำกับเดินไปเยื้องไปอีกทางซึ่งเดินมาได้สักระยะซินเซียก็ทนกับความสงสัยภายในใจของตัวเองไม่ไหว 

“เจ้าจะไปไหนกันทางนี้มันไม่ใช่เส้นทางไปโอเร็มนี่”  

“ไปทางลัดน่ะ” คิลกล่าว 

“ทางลัด? มีด้วยหรอ” ดันเต้เอ่ยทวนสิ่งที่สงสัยในใจ 

นีฟหยุดฝีเท้าซึ่งทำให้ทุกคนหยุดตามจากนั้นเขาจึงยกนิ้วชี้เข้าไปยังเบื้องหน้าที่เป็นป่ารกดูยังไงก็ไม่มีทางเดินได้ แถมบรรยากาศกับพลังงานที่เปล่งออกมาจากภายในป่ามันก็ทำให้รู้ว่ามีอสูรอยู่ไม่น้อยแน่ๆ!  

“นี่ไงทางลัดน่ะ” นีฟก็ยังคงกล่าวเสียงเรียบราวกับมันเป็นสิ่งปกติซึ่งคิลเองก็ไม่ได้มีทีท่าตกใจอะไร 

“พวกเจ้าพาข้าไปตายหรือยังไง! ” ซินเซียแว้ดลั่นออกมา 

เดินทางในที่แบบนี้ผู้มีพลังจิตระดับเชี่ยวชาญยังเลี่ยงเลย… เจ้าเด็กสองคนตรงหน้าเธอตอนนี้ทำกับเราไม่ได้คิดอะไรซะอย่างนั้น!  

มันออกจะเกินสามัญสำนึกของคงปกติไปเสียแล้ว!  

ความคิดเห็น