moniny

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อู๋จีกับการเปิดหน้าท่านอ๋อง

ชื่อตอน : อู๋จีกับการเปิดหน้าท่านอ๋อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 429

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 16:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อู๋จีกับการเปิดหน้าท่านอ๋อง
แบบอักษร

เวลามักผ่านไปเร็วเสมอ อย่างที่เขาว่ากัน อยากทำอะไรก็รีบทำในตอนนี้ มิงั้นอาจจะมีมิโอกาสได้ทำอีกแล้วก็ได้ หลังจากวันที่รักษาแขนซ้ายและใบหน้าของท่านอ๋องในวันนั้น ผลงานของอู๋จีก็เป็นรูปเป็นร่างในวันนี้ ท่านอ๋องใช้วิธีกายภาพบำบัดแขนที่ใช้งานมิได้มากว่าสี่ปีได้ภายในสามเดือน สามเดือนนี้อ๋องห้าทุ่มเทเป็นอย่างมาก ทำให้พอขยับแขนซ้ายได้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่คล่องแคล่วเท่าเดิม แต่ก็ถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดี ส่วนใบหน้านั้นใช้เวลาสามเดือนเต็มกว่าแผลจะหายขาด สมุนไพรที่ทำมาจากหญ้าวิเศษและนํ้าตกมรกตนั้นได้ผลดีมากเสียด้วย อู๋จีเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่านํ้าตกมรกตนั้นมีราคาสูงมาก เพียงใช้หนึ่งหยดสามารถเปลื่อนผมหงอกให้เป็นผมดำได้ นี่คือสิ่งที่มีบอกในตำรา แต่การเปลื่อนผมหงอกเป็นผมดำได้จริงหรือไม่ต้องมีการพิสูจน์ ส่วนเรื่องของอ๋องห้าตัวปลอมนั้น อู๋จีใช้วิชาปลอมแปลงใบหน้าให้มีเค้าโครงเหมือนใบหน้าท่านอ๋องในซีกขวา เพราะมิมีผู้ใดเห็นใบหน้าท่านอ๋องเต็มๆมาสี่ปีแล้ว การปลอมตัวจึงมิใช่เรื่องลำบากอันใด ถือโอกาสให้ท่านอ๋องตัวปลอมไปว่าราชการแทนเสียเลย

ส่วนตึกเพชรตระกูลอู๋นั้นสร้างเสร็จได้มินาน รีโนเวทยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องมีการวางแผลการตลาดอีกมากมาย อู๋จีวางแผนว่าจะทำกระบี่บิน เพราะในยุคสมัยนี้มิได้มีการพกกระบี่ก็จริง แต่กระบี่ที่จอมยุทธพกพากันมิสามารถบินได้ มีแต่เพียงวิชาตัวเบาเท่านั้น อย่างที่สองที่อู๋จีจะทำคือการเปิดร้านแหวนมิติ จะแบ่งเป็นระดับต่างๆ ราคายังมิได้คิด แต่คาดคิดว่าคงมีราคาสูงนัก เพราะการมีแหวนมิติมาครอบครองนั้นมิง่าย แหวนมิติแตกต่างจากถุงมิติเนื่องจากถุงมิติมิสามารถมีสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ด แต่แหวนมิติที่อู๋จีจะทำสามารถนำสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้

ตึกเพชรของอู๋จีมีสี่ชั้น ชั้นแรกมีการวางขายอุปกรณ์การเขียน สิ่งของที่เรียกว่าปากกาและกระดาษจำหน่าย เพราะในยุคสมัยนี้นั้นนิยมใช่ถ่านในการเขียนหนังสือ ปากกาในสมัยนี้คือถ่านที่ใช้เขียน กระดาษของที่นี้คือกระดาน สำหรับการใช้กระดาษหากมิใช่เชื้อราชวงศ์ก็มิสามารถมีไว้ครอบครองได้เนื่องจากราคาแพง ชั้นสองนั้นมีไว้วางขายแหวนมิติระดับสูงและตํ่า บางโซนมีไว้ขายยาลูกกลอน ชั้นสามมีไว้เปิดการประมูล มีพื้นที่สำหรับราชวงศ์และชาวบ้านธรรมดา ชั้นสี่นั้นเป็นห้องรับรองและห้องทำงานของอู๋จี

อู๋จีเดินคิดเพลินๆไปจนถึงเรือนหลังใหม่ เฟยหลงบัดนี้คงอยู่ที่ห้องนํ้ากระมัง เจ้าตัวชอบการอาบนํ้าของเรือนนี้มิน้อย ดูได้จากการแช่นํ้าแล้วเอาฟองมาเล่นไว้บนศีรษะ จะว่าไปก็น่าเอ็นดูมิน้อย การที่เด็กอายุสิบแปดคนหนึ่งแบกรับอะไรตั้งแต่เด็กนั้นเป็นเรื่องยากมาก หากเป็นเด็กหนุ่มในยุคปัจจุบันกับเด็กหนุ่มในยุคราชวงศ์ชิงนั้นแตกต่างกันมากนัก หญิงสาวอายุสิบห้าหนาวต้องออกเรือน เด็กหนุ่มสิบห้าหนาวต้องออกรบ หากเป็นยุคสมัยปัจจุบันเด็กอายุสิบห้าปีนั้นก็แค่มอต้น แค่ไปเรียนและกลับบ้านเท่านั้น

เฟยหลงเดินออกมาจากห้องนํ้าพอดี แม้จะอยู่กับอู๋จีมานานตลอดสามเดือน แต่ก็ยังมิชินกับสิ่งของหน้าตาประหลาดอยู่บ้าง แม้จะเรียกถูกว่าสิ่งของนั้นคืออันใดก็ตามที เฟยหลงหยิบสิ่งที่เรียกว่า 'ชุดคลุมอาบนํ้า' อู๋จีให้เรียกมันว่าอย่างงี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ แต่เนื้อผ้าดูมิได้เปาะบาง แถวยังหนาและนุ่มนิ่ม มีเชือกให้รัดตนกลางลำตัว เฟยหลงแม้จะรู้ว่าต้องใส่และต้องรัดให้แน่นๆแต่อย่างไรคนที่ทำมิเป็นก็ทำให้เสื้อหลุดอยู่ดี เฟยหลงแม้จะหงุดหงิดที่ใส่อาภรณ์นี้ยากไปเสียหน่อยก็เลยปล่อยเลยตามเลย อย่างไรก็มิโป๊เสียหน่อย อีกอย่างอู๋จีก็คงมิบุ่มบ่ามเข้าห้องของเขากระมัง

อู๋จีเดินเข้ามาตามทางเดินโถงใหญ่ บ้านหลังเดิมกลิ่นอายเหมือนเดิมมิมีผิด การอยู่กับท่านอ๋องทำให้เขาได้รู้อะไรได้มากขึ้น เดิมทีอู๋จีก็แอบหลงเชื่อข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องหน้ากลัวนักหนา แต่ความเป็นจริงหาใช่แบบนั้นไม่ การตัดสินใจคนที่ภายนอกนั้นใช้มิได้เลยจริงๆ

วันนี้อู๋จีจะมาเปิดหน้าให้ท่านอ๋องและช่วยท่านอ๋องบำบัดเล็กน้อย เสร็จแล้วก็ต้องฝึกวรยุทธ ต้องให้ตำราแก่ท่านอ๋องไปฝึกฝนเสียหน่อย พูดถึงวรยุทธ บัดนี้ต้าชิงและต้าเฉิงวรยุทธก้าวหน้ามิน้อย เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ หากพูดตามประสาคงเปรียบเสมือนนักรบเดนตายกระมัง คิดมิผิดที่ตามเด็กน้อยคนนั้นมา ยามนี้ตัวสูงขึ้นมากและมีเนื้อหนังขึ้นเยอะ บ่งบอกว่าเขาเลี้ยงเด็กๆมาดีแค่ไหน ส่วนพ่อบ้านจิ้นนั้นมีหน้าที่สอนอักษะให้บ่าวที่เหลือทุกคน ทุกคนมารับผลึกลมปราณในทุกๆเดือน ตอนนี้มีฝีมือปราณขั้นสูงกันทุกคน อย่างว่าอะนะ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย หากอยากเก่งและเลื่อนขั้นลมปราณไวๆก็ต้องมีเงิน มิเช่นนั้นจะทำได้อย่างไร

เงินเป็นปัจจัยที่ต้องใช้ในทุกยุคทุกสมัยจริงๆ!!

อู๋จีเดินมาถึงหน้าห้องของท่านอ๋อง คราแรกเขาจะรอจนกว่าท่านอ๋องจะออกมา แต่ถึงอย่างไรนี่ก็บ้านของเขา ทำไมเขาจะบุกเข้าไปไม่ได้ จริงไหม

อู๋จีคิดได้ดังนั้นจึงบุ่มบ่ามเข้าไปในห้องของท่านอ๋องมิได้บอกได้กล่าว และมิได้เคราะประตูเสียด้วย สภาพของท่านอ๋องแม้จะใส่เสื้อคลุมอาบนํ้าแต่ก็สาบเสื้อก็ยังแบะออกทั้งสองข้างอยู่ดี ภาพซิกแพคกระแทกเต็มๆตาของอู๋จี แม้จะเห็นมาหลายครั้งแต่ก็มิชินเสียที อู๋จีจ้องมองซิกแพคหกลอนนั้นตาไม่กระพริบ เฟยหลงโดนมองสำรวจร่างกายก็อดร้อนๆหนาวๆมิได้

สายตาร้อนแรงนั้นมันอันใดกัน!!??

"อะแฮ่ม ท่านอ๋องรีบแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ" อู๋จีรู้สึกเสียงติดขัดในลำคอ รีบบอกให้ท่านอ๋องแต่งตัวและตนก็เดินลิ่วออกไปจากห้อง แอบโทษตัวเองเบาๆเล็กน้อย ทำไมถึงต้องทะเล่อทะล่าเข้าไปแบบนั้นนะ แต่ก็คุ้มมิใช่หรือ?

เพ้ย! นี่เขาคิดอะไรอยู่!

ว่าแล้วก็สบัดหัวไปมา ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด อู๋จีมิมีทางเลือกจึงเดินมาเปิดโทรทัศน์ดูแก้เครียดเสียหน่อย

เฟยหลงมองคนที่ใบหน้าขึ้นแดงระเรื่อแต่ก็มองรูปร่างเขาด้วยสายตาเร่าร้อนยิ่งนัก เขาข่มอารมณ์ก่อนจะเดินไปใส่อาภรณืเสียใหม่ คราแรกก็มิคิดว่าอู๋จีจะบุ่มบ่ามเข้ามาในห้องแบบนี้จึงมิได้แต่งตัวให้เรียบร้อย แต่ได้เห็นใบหน้าคนเขินอายแต่เช้าก็ถือว่าคุ้มค่ามิน้อย

หลังจากสงบสติอารมณ์เสร็จแล้ว อู๋จีเดินออกมารอเฟยหลงที่ห้องตรวจ มิต้องกลัวว่าเฟยหลงจะหลงทางเพราะเดินเข้าออกทุกวัน เพราะอู๋จีต้องจดบันทึกผลการรักษาและดูแลบาดแผล และดูแลด้านการบำบัดให้ท่านอ๋องทุกวัน ความสัมพันธ์ของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆอาจไม่ถึงขั้นที่รักกัน แต่ก็เข้าใจกันมากขึ้น อู๋จีคิดว่าทุกๆเรื่องต้องอาศัยความเข้าใจเป็นหลักในการจะเข้าถึงคนคนนั้น

เฟยหลงหลังจากที่แต่งตัวเสร็จก็ออกมาจากห้องนอน อยากตามมาแกล้งคนงามให้เขินอายเล่นเสียหน่อย แต่รู้ดีว่าตอนนี้มิใช่เวลา อู๋จีให้เฟยหลงนั่งบนเตียงผู้ป่วย ก่อนที่จะเริ่มอธิบายในส่วนต่างๆเกื่ยวกับแขนซ้ายและใบหน้า เฟยหลงดีใจมากที่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ การจะกลับมามีวรยุทธเหมือนเดิมนั้นมิใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลานาน และใบหน้าของเขาอีกที่แสนอัปลักษณ์ การมีเวลาของเขาคือการแก้แค้นเท่านั้น เฟยหลงรู้ว่าฮองเฮาหูตากว้างไกลหากฮองเฮาเห็นว่ามีเรือนใหม่ตั้งอยู่ตรงนี้จะหาว่าอู๋จีซ่อนสุมกำลังพลหรือไม่ เพราะอย่างไรอู๋จีก็มีฐานะเป็นว่าที่พระชายา องค์รักษ์เงามารายงานเขาว่าเสียนเฟยล้มป่วยมิสามาถลุกเดินได้มาหลายวันแล้ว หลังจากรักษาตัวเสร็จเฟยหลงต้องกลับตำหนักเสียนเฟยทันที

"เอาล่ะ กระหม่อมจะเปิดผ้านะพ่ะย่ะค่ะ" อู๋จีตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นผลงานตนเอง ไม่ได้รับประกันว่าใบหน้าจะกลับมาเหมือนเดิมไหม แต่เขาก็หวังว่าสมุนไพรและนํ้าตกมรกตจะสามารถช่วยให้ใบหน้าดีขึ้นกว่าเดิม

เฟยหลงตื่นเต้นมากกว่าอู๋จีเสียอีก เพราะตั้งแต่ปิดใบหน้ามานั้นเขามิเคยส่องคันฉ่องตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว การส่องคันฉ่องของเฟยหลงเปรียบเสมือนการฝันร้ายทุกเวลา การที่เห็นใบหน้าที่ไม่สมบูรณ์นั้นทำให้เฟยหลงเสียกำลังใจไปมิน้อย ไหนจะเรื่องวรยุทธและแขนซ้ายของเขาอีก แต่นับว่าการเป็นเช่นนี้ถือว่ามีข้อดีมิน้อย ได้คัดกรองคนออกจากชีวิต และคัดกรองคนดีๆเข้ามา

"กระหม่อมจะแกะผ้าแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ" อู๋จีบอกเตือนเฟยหลงให้รู้ตัวก่อนที่ตนจะเริ่มแกะผ้าพันแผลออก

เฟยหลงถือสิ่งที่เรียกว่ากระจกในมือแน่น การลุ้นการรักษาถือว่าค่อนข้างเกร็งมิน้อย อู๋จีเริ่มแกะผ้าออกทีละชั้น ใบหน้าหล่อคมคายเผยออกให้เห็น ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าสิบแปดหนาวปรากฏสู่สายอู๋จี ตาคมชี้สูง นัยต์ตาโตเล็กน้อย คิ้วกระบี่รับกับโหนกคิ้ว ใบหน้าเรียวจมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้านั้นดูหล่อเหลาขึ้นไปอีก นี่ใช่ผลของนํ้าตกมรกตใช่หรือไม่นะ อู๋จีเหม่อมองใบหน้าของเฟยหลงเล็กน้อย เฟยหลงเห็นอู๋จีจ้องใบหน้าตนเองก็สงสัยมิน้อย หรือใบหน้าข้าจะมิดี?

เฟยหลงหยิบกระจกขึ้นมาส่องใบหน้าของตนเอง คราแรกนั้นที่ส่องนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะมิได้ดีอย่างที่ตนคิด แต่หลังจากที่หยิบกระจกขึ้นมาส่องก็ตกใจมิน้อย เฟยหลงเผยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง ตั้งแต่สี่ปีที่ผ่านมาเฟยหลงมิเคยยิ้มเลย ครานี้คงเป็นรอยยิ้มแรกของท่านอ๋องเสียแล้ว

อนิจจา...อู๋จีโดนท่านอ๋องตกไปอีกครั้งแล้ว!

เหล่าองค์รักษ์เงาที่คอยสังเกตการณ์และรายงานทุกสิ่งให้เฟยหลงรู้ก็ตกใจตะลึงตาค้างไปตามๆกัน พวกมันทำงานกับเฟยหลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ และได้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย แน่นอนว่าพวกมันต้องเห็นใบหน้าของท่านอ๋องยามมิได้ปกปิด ว่าที่พระชายาช่างปราดเชี่ยงยิ่ง เก่งวิชาการแพทย์ สามารถรักษาแขนและใบหน้าท่านอ๋องได้ทั้งๆที่มิมีหมอหลวงคนใดในยุทธภพทำได้แม้แต่คนเดียว เหล่าองค์รักษ์ต่างนับถือคุณชายรองอู๋จากใจจริง องค์รักษ์กว่าครึ่งได้รับการยอมรับจากเหล่าองค์รักษ์ในใจ เพราะข่าวลือคุณชายรองช่างหนาหูยิ่งนัก การเรื่องของคุณชายรองที่ว่าอ่อนด้อยเรื่องวรยุทธนั้นเห็นทีจะมิเป็นความจริง มิว่าจะเรื่องการแพทย์ที่มิสามารถทำได้ก็มิมีมูลความจริงเสียหน่อย คราวนี้จะสืบอันใดต้องทำดีๆเสียแล้ว

"ขอบใจเจ้ามาก จีเอ๋อร์ ขอบคุณจริงๆ" เฟยหลงแม้จะพยายามกลั้นนํ้าตาเพียงใดก็มิอาจกลั้นได้อีกต่อไป การที่ได้รับความอัปยศตลอดสี่ปีนั้นทำให้เขารับมิได้จากสายตาคนรอบข้าง สายตาของท่านพ่อที่เย็นชา สายตาของเหล่าขุนนางที่ขยะแขยงในตัวเขา สายตาของน้องหกที่มองด้วยความสมเพชเวทนา สายตาของคุณหนูหวังเหอคู่หมั้นเก่าที่รังเกียจเดียดฉันท์ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขามีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นเท่านั้น เขามิเคยโกรธท่านพ่อหากจะโดนมองเช่นนั้น แต่เขาเกลียดและโกรธคนที่ทำให้เขามีสภาพเช่นนี้ต่างหาก เดิมทีเขามิเคยคิดอยากครอบครองบัลลังก์ แต่หลังจากองค์ชายใหญ่สิ้นในสนามรบเขาก็เป็นตัวเลือกที่สองที่ทำให้ท่านพ่อต้องกลับมาเพ็งเล็งที่เขาอีก แต่ในครานี้บัลลังก์จะต้องมิใช่ของน้องหกอีกต่อไป จะเป็นของใครก็ได้แต่ต้องมิใช่ของน้องหก

อู๋จีตกใจมากที่ท่านอ๋องร้องไห้งอแงงเป็นเด็กเช่นนี้ แต่อู๋จีมิอาจทำอันใดได้ อู๋จีเข้าใจว่าการที่ท่านอ๋องต้องแบกรับอะไรมากมายเกินที่เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้นเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัดมิน้อย แต่การที่ใบหน้าจากอยู่ดีๆก็อัปลักษณ์ และจากแขนขาปกติต้องพิกลพิการ จิตใจต้องเข้มแข็งขนาดไหนที่กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ การที่ท่านอ๋องมิยิ้มมิได้แปลว่าจะร้องไห้มิเป็น อู๋จีถือว่าการที่ท่านอ๋องปล่อยโฮออกมาเช่นนี้ปหมายถึงว่าเขาไว้ใจอู๋จีมิน้อยที่ให้เห็นด้านที่เขาอ่อนแอได้

อู๋จีลูบหัวของคนตัวโตที่ขี้งอแงงเบาๆ ริมฝีปากสีอมชมพูจุมพิตลงบนหน้าผากมนของอีกคนเป็นการปลอบประโลม อู๋จีแม้จะเขินอายบ้างที่ทำเช่นนี้แต่ความอยากปลอบนั้นมีมากกว่า เฟยหลงรับรู้ถึงสิ่งที่อู๋จีทำก็เอื้อมมือไปดึงเอวบางของอีกคนเข้ามาในอ้อมกอด ใบหน้าของเฟยหลงฟุบอยู่ตรงหน้าท้องของอู๋จี เฟยหลงเป็นเช่นนี้มิต่างจากเด็กคนหนึ่งที่มีสิ่งกระทบกระเทือนจิตใจมามาก การที่เขาต้องการที่พึ่งนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่มิเป็นไร กระหม่อมมิไปไหนหรอก

คนที่เข็มแข็งมิใช่ว่าเขาต้องแข็งแกร่งเสมอไป

"กระหม่อมอยู่ข้างๆพระองค์ มิหายไปไหนหรอก"

คำที่ดูธรรมดา แต่มีอิทธิพลต่อจิตใจยิ่งนัก

มิต้องมีคำเอื้อนเอ่ยอันใด เพียงอยู่ข้างๆกันเงียบๆก็เพียงพอแล้ว

 

 

ท่านอ๋องกับการใส่ชุดคลุมอาบนํ้า

 

TBC.

ความคิดเห็น