พีเพอร์เพอเซ่
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ++Special++ We broke up

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
++Special++ We broke up
แบบอักษร

สำหรับการแต่งงาน.... ใครหลายคนอาจจะคิดว่ามันสิ้นสุด แต่เปล่าเลยฉันรู้สึกว่ามันเหมือนกับการใช้ชีวิตปกติ แค่มีคนเข้ามาช่วยเลี้ยงลูกเพิ่ม และคนๆนั้นคือคนที่ไว้ใจได้ว่าเขาก็ดูแลลูกได้ดีไม่ต่างจากฉัน

แต่จะว่าไปเราก็ต่างจากแต่ก่อนนิดนึง ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามีลูก เลยต้องคิดให้เยอะขึ้น เรื่องทะเลาะต่างๆก็แทบจะไม่มี

“จะไปไหน?” เสียงของซันที่ดังมาจากในครัวทำให้ฉันถึงกับหันไปมอง ในขณะที่ตัวเองกำลังเลือกกระเป๋าจะออกไปข้างนอก

“ไปเรียนไง” ได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันกลับไปเรียนหนังสือ แต่ไม่ได้เรียนคณะเดิม และเรียนปกติเหมือนคนทั่วไป

ฉันตัดสินใจสมัครเข้าเรียนมหาลัยใหม่อีกครั้ง เลือกที่จะเรียนเสาร์อาทิตย์แทน เพื่อที่จะใช้เวลาในวันธรรมดาดูแลลูก เพราะซันก็พึ่งเริ่มทำงานที่บริษัทญาติเขาเหมือนกัน

“ทำไมไปเร็วกว่าปกติล่ะ” ซันถามฉันอีกครั้งด้วยความสงสัย

“ฉันมีนัด” ฉันตอบกลับสั้นๆ

“นัดอะไร?”

“ไม่ต้องรู้หรอกหน่า” ฉันคิดว่าซันรู้อยู่แล้วว่านัดกับใคร แต่แกล้งทำเป็นมาถาม เพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่บอก ดูซิว่าความเชื่อใจของเราจะยังมีอยู่รึเปล่า

“เอ่อ ไม่รู้ก็ได้ แล้วกระโปรงดึงลงหน่อย ทำตัวเป็นสาวแรกรุ่นไปได้” ไม่พูดเปล่านะ แอบมีการแซะเรื่องการแต่งตัวอีกด้วยเชื่อเลย

“รู้แล้ว ลูกตื่นมาก็ดูด้วย ถ้าฉันกลับมาทุกอย่างต้องเรียบร้อย” ฉันทำทีเป็นดึงกระโปรงลงมา แต่ก็ไม่ลืมกำชับเรื่องดูลูก ก่อนจะเดินออกจากประตู

สำหรับเราไม่ใช่คู่ที่หวานกันมาตั้งแต่แรก ถ้าจะให้มาพูดอะไรเลี่ยนๆ หรือทำอะไรที่ไม่เป็นตัวเอง ฉันว่าฉันทำไม่ได้ ซันก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน

.

.

ก่อนไปมหาลัยฉันแวะที่ที่หนึ่งก่อน เพราะฉันมีนัดกับใครบางคนเอาไว้ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก

“ซายน์ทางนี้” เสียงของใครบางคนทำให้ฉันรู้ว่าเขามาถึงก่อนเวลา ซึ่งแน่นอนว่าไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่สำหรับคนนี้

“มานานรึยัง....ตะวัน” ฉันถามคนตรงหน้าอย่างคุ้นเคย

หลังจากที่ตะวันไปเรียนต่อ เราก็สื่อสารผ่านเทคโนโลยีมาตลอด นี่เป็นการเจอหน้ากันในรอบสองปีเลยก็ว่าได้

“สบายดีนะ เป็นไงบ้างชีวิตครอบครัว” เขารู้ความเป็นไปในชีวิตฉันดีทุกอย่าง แม้กระทั่งกลับไปคบซันจนถึงขั้นแต่งงาน ตอนแรกก็ดูอึ้งๆ แต่ก็นั่นแหละทุกอย่างมันอยู่ที่การตัดสินใจของฉัน

“ก็ดีนะ แปลกใหม่ดีเหมือนกัน มีคนมาช่วยเลี้ยงลูก และก็ได้กลับไปทำอะไรหลายๆที่ยังค้างเอาไว้อีกเยอะแยะ” อย่างตอนนี้ก็คือกลับไปเรียน นะยะเวลาสามปีที่หายไป ฉันต้องรื้อฟื้นความรู้เดิมๆขึ้นมาอีกมากมาย

“แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะ สามี? เรียกแบบนั้นได้ใช่ป่าว” คำพูดของตะวันทำให้ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้ ฟังดูแล้วแปลกยังไงก็ไม่รู้

“จะเรียกแบบนั้นก็ได้นะ เอาตามที่สะดวกเลย เขาก็ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ไม่รู้สิหรือว่าเรายังจับไม่ได้ก็ไม่รู้” ฉันเองก็ไม่กล้าฟันธงซะทีเดียว แต่จากที่แต่งงานกันมาเรื่องพวกนี้ไม่มีให้เห็นเลย อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยื่นคำขาดกับซันด้วยมั้ง

“ดีแล้ว เราเชื่อว่าเวลามันจะทำให้ความเชื่อใจของซายน์ที่มีต่อผู้ชายคนนั้นกลับมาเอง”

“ขอบคุณนะ”

อย่างที่ตะวันพูดนั้นแหละ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา การแต่งงานของเรามันคือการใช้ชีวิตครอบครัว ไม่เหมือนกับตอนเป็นแฟนกันเฉยๆ

ตอนนั้นมันคือบทเรียน อาจะมีผิดบ้างถูกบ้าง ส่วนการแต่งงานมันคือของจริง ตอนนี้ไม่ใช่แค่ตัวใครตัวมัน แต่มันคือการช่วยเหลือและปรับตัวระหว่างเรา

“แล้วสกายล่ะเป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่เจอพ่อก็ลืมลุงตะวันคนนี้ไปเลย” ตะวันพูดปนน้อยใจ

“ซนเลยแหละช่วงนี้ ขอโทษนะที่ไม่ได้พามาด้วย พอดีสกายยังไม่ตื่น” ฉันไม่ได้กีดกันให้สกายมาเจอตะวันนะ อย่างที่บอกสกายยังไม่ตื่นเลย ถ้าลูกตื่นฉันก็ว่าจะพามาด้วย

“ไม่เป็นไร เราก็แค่ถามเฉยๆ ไว้มีเวลาค่อยนัดเจอกันอีกก็ได้” ตะวันเองก็บอกฉันตั้งแต่ตอนแรกว่าเขามีเวลามาเจอแค่ไม่นาน สงสัยจะมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำต่อ

“ตะวันล่ะ อยู่ที่นู่นสบายดีนะ” คราวนี้เป็นฉันบ้างที่ถามตะวัน

“อืม สบายดีกำลังปรับตัวได้ดีเลย อากาศที่นั่นเย็นสบายกว่าที่นี่เยอะ อาหารก็อร่อย ถึงแม้จะคิดถึงอาหารไทยบ้างก็เถอะ”

“แล้วเรื่องหัวใจล่ะ” ฉันสาบานว่าไม่ได้คิดอะไรกับตะวันจริงๆที่ถามเพราะอยากรู้เท่านั้น ว่าตั้งแต่ที่ฉันถอยห่างความสัมพันธ์ออกมา เขาจะเปิดให้ใครเข้ามาบ้างหรือยัง

“ซายน์คือ... เรา...” ตะวันเหมือนไม่กล้าจะพูดออกมา ติดๆขัดๆบอกไม่ถูก หรือบางทีฉันอาจจะถามมากไป

“ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบนะ” ฉันคิดว่าถ้าตะวันพร้อมคงจะบอกออกมาเอง

“คือว่าวันนี้เราจะมาบอกซายน์เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน” อยู่ตะวันก็ตัดสินใจพูดขึ้นมา

“หื้ม?” ฉันไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง แต่ให้เดาลักษณะแบบนี้ต้องมีเรื่องดีๆแน่นอน

“เรากำลังคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง แค่คุยเฉยๆนะไม่รู้ว่าเค้าจะรู้สึกยังไงกับเรา” ตะวันดูมีความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ขอคบฉันซะอีก

“ถามไปตรงๆสิ เราเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นก็คิดแบบเดียวกัน”

ปกติฉันไม่พูดให้ความหวังใครง่ายๆหรอก เพราะเกิดไม่เป็นไปตามนั้นคนอื่นจะรู้สึกแย่กว่าเดิม แต่ครั้งนี้ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นก็มีใจให้กับตะวันเหมือนกัย ไม่รู้สิสัญชาตญาณมันบอกแบบนั้น

“จริงเหรอ?” ตะวันถามกลับอย่างมีความหวัง

“จริง ไม่เชื่อก็ลองถามดูเรากล้าพนัน”

“แต่เค้าอาจจะไม่คิดอะไรกับเราเลยก็ได้นะ” ตะวันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วๆ ฟังก็รู้ว่าเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย

“อย่าพึ่งตัดสินไปเอง ถามให้แน่ใจก่อน บางครั้งอาจจะไม่เป็นเหมือนที่คิดก็ได้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะคุยกับคนที่ตัวเองไม่รู้สึกอะไรด้วยหรอก”

อย่างเช่นฉัน เราสามารถศึกษาใครก็ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ตัวเองฝืนคุยกับคนที่ไม่ใช่ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับเขาไปตลอด

“โอเค งั้นเราจะกลับไปถามให้รู้แล้วรู้รอดเลย” จู่ๆ ตะวันก็ลุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังทำท่าจะเดินไปซะเดี๋ยวนั้น

“ดะ..เดี๋ยว จะกลับแล้วเหรอ?” ฉันรีบคว้ามือตะวันมาถามทันที

“เอ่อ...” ตะวันมองหน้าฉันอย่างหนักใจ

ด้วยความเกรงใจของตะวัน ฉันรู้ว่าเขาต้องการไปทำตามหัวใจตัวเอง แต่ไม่กล้าพอที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาตรงๆ

“กลับเถอะ เราก็จะไปเรียนเหมือนกัน” ฉันก็คว้าเอากระเป๋าลุกขึ้นมาเหมือนกัน

“งั้นไว้เจอกัน ครั้งหน้าอย่าลืมเอาสกายมาด้วยล่ะ ไปก่อนนะ” พึ่งเคยเห็นตะวันเป็นแบบนี้ มันต้องรีบขนาดนี้เลยเหรอเนี้ย

“อืม บ๊ายบาย” ฉันโบกมือลาให้กับตะวันอีกครั้ง

คนดีแบบตะวันหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าฉันก็เคยคิดแบบนั้น แต่การที่คนๆหนึ่งดีขนาดนี้ ฉันไม่กล้าทำร้ายความรู้สึกเขา ด้วยการไปเล่นกับใจเขาหรอก

ถ้าไม่ปิดตาดูและไม่เข้าข้างตัวเองก็จะมองออก ว่าที่ผ่านมาตะวันแค่รู้สึกสงสาร การที่เขารักใครซักคนหนึ่งมันแสดงออกชัดเจนมาก ซึ่งนั่นไม่ใช่ฉันอีกตามเคย ฉันเลยเลือกเป็นฝ่ายถอยออกมา ก่อนเราจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้

.

.

แอดดดดด.....

“ซัน! ใส่ชุดบ้าอะไรเนี้ย” พอเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ภาพที่ฉันเห็นทำให้ถึงกับต้องอุทานออกมา

“เฮ้ย! มาตั้งแต่เมื่อไหร่” พอเห็นฉันเดินเข้ามาในบ้าน ซันก็วิ่งไปแอบข้างโซฟาทันที

“ฉันเห็นนะ ออกมาเดี๋ยวนี้” ฉันเดินเข้าไปใกล้ โซฟาที่ซันแอบอยู่ ก่อนจะพูดขู่เขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

และแล้วก็เป็นผล ซันค่อยๆโผล่หน้าออกมาทีละนิดๆ แล้วตามด้วยตัวเขาที่เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

“ฮ่าๆๆๆ นายทำอะไรเนี้ย” มองแล้วก็หยุดขำไม่ได้

ชุดที่ซันใส่เป็นชุดนางเงือกที่มีเหมือนเปลือกหอยปิดหน้าอก กับหางปลาเป็นเกล็ดสีเขียวสะท้อนแสง แล้วคิดดูนะสรีระผู้ชาย ขนจั๊กกะแร้ก็แพล่มๆออกมา ทุกอย่างมันดูรัดติ้วไปหมด สงสัยต้องได้ล้างตาหลายๆรอบ

“อย่าหัวเราะดิ” ซันหน้าเสียทันที

“แล้วทำอะไร อุ๊บ.. อยากเปลี่ยนแนวก็ไม่บอก” ฉันพูดไปก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะไปด้วย

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ ฉันสั่งชุดมาให้เธอใส่เล่นกับลูก แต่ลูกไม่ยอมจะให้ฉันลองใส่ก่อน ผลก็ออกมาเป็นที่เห็น” ซันอธิบายเสียยกใหญ่

“ให้ฉันใส่เนี้ยนะ จะบ้าเหรอใครจะไปใส่ มีแต่คนบ้าเท่านั่นแหละ ฮ่าๆๆ” ฉันหันไปมองหน้าซันก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่รู้คิดอะไรของเขา

“เอ่อ คนบ้าอย่างฉันเนี้ยแหละ” ถึงซันจะงอน แต่ท่าทางของเขามันตลกจริงๆในชุดนี้

ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบเขาจะทำอะไรแบบนี้ด้วย ผู้ชายนิสัยห่ามๆ ยอมทำแบบนี้เพื่อเล่นกับลูก ถ้าไม่เห็นกับตาไม่มีทางเชื่อแน่นอน

“โอ๋ มาๆไม่โกรธนะ ฉันแค่ล้อนายเล่นเอง” ฉันเดินเข้าไปกอดซันที่กำลังหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่เขากลับยืนนิ่งแถมไม่มองหน้าฉันอีก

“โกรธ คนอุตส่าห์สั่งมาเพราะเห็นว่าลูกชอบ กลับเห็นเป็นเรื่องตลกไปซะได้” ซันบ่นพึมพำน้อยใจเหมือนจงใจให้ฉันได้ยินซะมากกว่า

“ฉันก็แค่ตกใจเอง น้อยใจไปได้” แต่มันขำจริงๆนะ

“หัวเราะขนาดนั้น ไม่พอยังหาว่าฉันบ้าอีก เนี้ยเหรอที่บอกว่าตกใจ”

“เอาหน่า ว่าแต่ลูกไปไหนซะล่ะ ทำไมนายมายืนใส่ชุดนางเงือกอยู่ตรงนี้คนเดียว” ฉันผละจากการกอดซันแล้วมองหาสกายทันที ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่

“เล่นจนหมดแรง พึ่งหลับไปเมื่อกี้” ซันตอบกลับมาทั้งที่มองไปทางอื่น แสดงว่าเขายังไม่หายโกรธ

“อ๋อ เหรอ” ในเมื่อยังงอนอยู่ ฉันก็เลยเลือกที่จะเดินหนีไปอีกทาง เพราะไม่งั้นหลุดขำอีกแน่นอน แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม

พรึ่บ!!!

“เดี๋ยว” อยู่ๆซันก็จับแขนฉันเอาไว้

“อะไร?”

“ลูกหลับ” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“อืม ก็กำลังจะขึ้นไปดูอยู่นี่ไง”

ฉันบอกกับซัน แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนที่จับไว้ซักที

“อย่าพึ่ง มันก็นานแล้วนะที่เรา....” ซันพูดโดยเว้นคำข้างหลังไว้ ซึ่งฉันก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็เข้าใจอยู่ว่าหมายถึงอะไร

“โกรธอยู่ ไม่ใช่เหรอ?” ฉันลองแกล้งถามกลับไป ไหนๆละก็ขอซักหน่อยเถอะ

“ไม่โกรธ นะ เร็วๆ เดี๋ยวลูกตื่น” ซันจับแขนฉันเขย่าเร่งเบาๆ

“ไม่” ฉันตอบกลับไปสั้นๆ

“ซายน์อ่ะ ไม่เห็นใจกันบ้างเลย ขอนิดขอหน่อยก็ไม่ได้ นานๆทีกว่าจะมีโอกาส จะให้ฉันใช้มืออีกแล้วเหรอ” ซันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมทั้งตัดพ้อต่างๆนาๆ

มันก็จริงมีลูกคือปัญหาสำคัญสำหรับการมีอะไรกัน นับครั้งได้เลยว่าเรา...กันกี่ครั้ง

“ไม่...ปฏิเสธ”

พูดจบซันก็จับฉันกดลงกับโซฟาข้างๆอย่างรวดเร็ว แล้วตามมาด้วยจูบอันแสนหวาน โดยที่มือก็ทำหน้าที่ถกกระโปรงขึ้นได้เป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้แต่ฉันที่ดึงอีหางนางเงือกออกไปให้พ้นอาวุธที่ซ่อนอยู่ตรงกลางกาย

เรื่องแบบนี้มันปกติ ใครๆเขาก็ทำกัน เวลาที่ลูกหลับคือนาทีทองสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่อยากปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเหมือนกัน

 

หลายๆเหตุผลทำให้คนเราเลือกที่จะปล่อยผ่านวางอคติในใจลง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างมีความสุข.....

 

 

 

ความคิดเห็น