nickkomkrit

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ๒.๐๗

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 5

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 14:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
๒.๐๗
แบบอักษร

ปีการศึกษาใหม่นี้ผมขึ้น ม. ๑ อายุย่างสิบสามแล้ว สูงแต่ผอมแกร่งเหมือนเดิม ด้วยจุดเด่นที่นัยน์ตาโตคมไม่เปลี่ยน ผอมแต่แกร่งกล้าปราดเปรียวมีมากกว่าจึงได้รับคัดเลือกเป็นนักฟุตบอลประจำทีมโรงเรียน พ่อต้องให้น้าสมัยมารับผมหลังซ้อมบอลทุกเย็น เพื่อทำการบ้านและเตรียมตัวบทเรียนในวันรุ่งขึ้น การซ้อมมวยเล่นดนตรีที่บ้านชาตรีจึงต้องหยุดลง แต่ไปทำกันวันเสาร์อาทิตย์แทน

ผมเล่นกองหน้าตำแหน่งปีกซ้าย อายุน้อยสุดแถมยังผอมมากเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทีม แต่ความแกร่ง ความคล่องตัวในการเลี้ยงลูกและยิงทำประตูกลับโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบกว่าใคร แน่นอนว่าเมื่อถึงการแข่งขันกีฬาสีโรงเรียน ผมได้รับคัดเลือกเป็นนักฟุตบอลให้ทีมสีแดงจนเข้ารอบชิงชนะเลิศกับทีมสีฟ้า

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศผ่านไปครึ่งแรก ทีมสีแดงตามหลังอยู่ ๑ ต่อ ๒ ครั้นเข้านาทีที่ ๘๖ ขณะทีมสีแดงยังคงตามอยู่ ๒ ต่อ ๓ ผมรับลูกที่ส่งโด่งแต่ไกล เลี้ยงเดี่ยวหลบผ่านมาได้สามคนห่างเขตโทษเพียงห้าเมตร ตาผมลุกโชนมองยังประตูหมายตีเสมอในระยะหวังผล ทันใดนั้นเกิดปวดแป๊บที่ข้อเท้าอย่างแรงพร้อมถูกผลักล้มลง

กรรมการเป่านกหวีดให้เป็นลูกโทษ เพราะอีกฝ่ายเจตนาเข้ามาแทงบอลจากข้างหลัง

ผมนั่งบนสนามหญ้ามือกุมข้อเท้าด้วยความเจ็บปวดเป็นนาน สุดท้ายถูกหามออกจากการแข่งขันเพราะข้อเท้าพลิกเอ็นฉีก เมื่อหมดเวลาปรากฏผล ว่าทีมสีแดงของผมแพ้เพราะเตะลูกโทษพลาดไปอย่างน่าเสียดาย ทีมสีฟ้าจึงได้ครองถ้วยชนะเลิศประจำปีนี้ด้วยคะแนน ๓-๒

ขณะที่ผมกำลังได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หนูนาวิ่งหน้าตื่นมาพร้อมเอกพจน์ “เจ็บมากไหมเนตร” หนูนาถามเสียงสั่น

“นิดหน่อย” ผมใจแข็งตอบตรงข้ามความจริง ที่ข้อเท้าขณะนั้นปวดจนเต้นตุบๆ ตุบๆ

“ให้โทรบอกพ่อนายไหม” เอกพจน์ถาม

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะขี้เกียจพูดมาก จากนั้น ถูกนำไปห้องพยาบาลเพื่อพันข้อเท้าพร้อมรับไม้เท้าช่วยเดินและยาระงับปวด นั่งรอพักใหญ่น้าสมัยก็มารับกลับ

น้าดวงเดือนหน้าตื่นกรีดร้อง เมื่อเห็นหนูนาและน้าสมัยประคองผมเดินเข้าบ้าน จากนั้นกุลีกุจอช่วยทำทุกอย่าง ตั้งแต่เตรียมผ้าเช็ดตัว ชุดนอน กระทั่งเอายาแก้ปวดมาให้ก็แทบจะป้อนใส่ปาก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าน้าสมัยจะรายงานบาดเจ็บนี้แก่พ่อ พ่อโทรบอกแม่ก่อนปิดร้านทันทีเพื่อกลับมาดูแลผม ส่วนแม่ในฐานะเจ้าของโรงเรียนไม่สามารถปิดก่อนเวลาได้ จนกว่าระบบจะเข้าที่และมีเจ้าหน้าอื่นช่วยกระทำการแทน

พ่อเปิดประตูเข้ามาขณะผมกำลังนั่งอ่านหนังสือ น้าดวงเดือนจึงเดินออกจากห้องไป พ่อเดินมาจับหัวผมขยี้เล่น ถามว่า “ยังปวดอยู่ไหมเนตร”

ผมละสายตาจากหนังสือหันไปโอบกอดเอวพ่อ “ทานยาแก้ปวดแล้วแต่ข้อเท้ายังเต้นตุบๆ นิดหน่อยฮะ”

“ไปหาหมอไหม”

“ไม่ต้องฮะพ่อ แค่เท้าพลิกกะเอ็นฉีกนิดเดียวเอง”

“งั้นพ่ออยู่เป็นเพื่อน อ่านหนังสือเสร็จจะพาเดินลงไปกินข้าวด้วยกันนะ”

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายทานข้าวเย็นพร้อมพ่อและแม่คือช่วงสงกรานต์ มื้อเย็นนี้ได้ทานกับพ่อลำพังสองคนก็มีความสุขมากเช่นกัน ลืมความเจ็บปวดข้อเท้าสิ้น

กว่าแม่จะถึงบ้านก็กว่าสามทุ่ม แม่รีบวิ่งมาที่ห้องนอนตรงเข้ากอดผมทันที ผมโอบกอดคอแม่กลับสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยของแม่ที่มีสุดขั้วหัวใจ แม่บอกว่าได้สั่งน้าดวงเดือนเตรียมอาหารกล่อง ให้เอาไปทานมื้อเที่ยงที่ห้องเรียนแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินไปซื้อทานที่โรงอาหาร

สองสัปดาห์ต่อมาผมกลับไปเล่นบอลได้ตามปกติ

สโมสรฟุตบอลเยาวชนนครปฐม ยูไนเต็ด เปิดรับสมัครคัดตัวนักฟุตบอล เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่สนาม อบจ. นครปฐม วันนี้เปิดรับสมัครเป็นวันสุดท้ายที่ผมเพิ่งนึกได้ก่อนเที่ยง และตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ต้องไปให้ทันก่อนปิดรับสมัครตอนสี่โมงเย็น แต่เพราะไม่รู้จะไปได้อย่างไรคนเดียว จึงถามแก๊งเพื่อนทั้งสี่ “มีใครจะโดดเรียนไปกะเราที่ อบจ. นครปฐมบ้าง?”

“เราเอง” เอกพจน์บอกเป็นคนแรก

“เรากะประจักษ์จะสมัครด้วย” สมชัยบอก

“งั้นเอาด้วยจะได้ครบแก๊ง” ชาตรียกมือ

ขณะที่เหล่านักเรียนกำลังเบียดเสียดรอซื้ออาหารมื้อเที่ยง พวกเราทั้งห้าแอบปีนรั้วด้านหลังของโรงเรียน มีผมเป็นคนดูต้นทาง และคอยกำกับการปีนรั้วข้ามกำแพงจนเสร็จ จากนั้นวิ่งไม่คิดชีวิตอย่างสนุกปนความตื่นเต้นที่ได้โดดเรียนครั้งแรก

พวกเราต่อรถสองแถวไปถึง อบจ. นครปฐมหลังเที่ยงเล็กน้อย จึงแวะทานก๋วยเตี๋ยวคนละชาม ก่อนเขาจะเปิดรับสมัครอีกครั้งตอนบ่ายโมง

กว่าพวกเราจะกรอกยื่นใบสมัครและออกจาก อบจ. เป็นเวลาบ่ายสองพอดี ยังมีเวลาเหลือเฟือให้กลับถึงโรงเรียนหลังบ่ายสามเพื่อไม่ต้องปีนรั้วกลับเข้าภายใน เพราะบ่ายสามประตูโรงเรียนจะเปิดให้นักเรียนเข้าออกได้อิสระ พวกเราจึงเดินคึกคะนองกระเซ้าเย้าแหย่กันเรื่อยเปื่อย หารู้ไม่ว่ามีเด็กวัยรุ่นสองกลุ่มเดินตามติดมาห่างๆ

ถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง สองกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันได้สิบคน บ้างฉวยทุกอย่างใกล้มือที่คว้าหาได้ เช่นเศษท่อนไม้ ท่อพีวีซีแม้กระทั่งก้อนหินกำไว้ในมือ วิ่งเข้าหาพวกเราโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

จำได้ว่าไอ้จ่อยและไอ้เบิ้มวิ่งมายังผมเป็นเป้าหมายแรก ไอ้จ่อยใช้ก้อนหินในมือซัดเข้าศีรษะผมอย่างจังทำให้มึนถึงกลับล้มนั่งทรุดลง ขณะที่สายตาเพ่งไปยังไอ้เบิ้มที่วิ่งตรงมา ก็ไม่วายโดนมันเตะเข้าใบหน้า ...เลือดกบปาก

เพราะร่างกำยำดูน่าเกรงขามสุดของชาตรี จึงถูกรุมตีด้วยท่อนไม้และท่อพีวีซีจากวัยรุ่นสามคน แต่ชาตรียังคงเห็นเหตุการณ์ที่ผมเผชิญอยู่ รีบวิ่งผละจากการถูกรุมตีมาช่วยผม ...ทั้งที่ยังคงโดนตามรุมตีกระหน่ำ ชาตรีทิ้งน้ำหนักลงเท้าซ้ายเตะไอ้เบิ้มเต็มรักเข้าที่ท้องจนตัวงอ เปิดโอกาสให้ผมมีเวลาลุกขึ้นยืน เห็นพวกเราสามคนสู้แบบไม่น่าห่วง จึงวิ่งเข้าช่วยชาตรีที่กำลังถูกรุมยำ

สามคนพร้อมเศษอาวุธเบารุมชาตรีและผมที่เป็นมวยถือเป็นเรื่องเล็กมาก เราทั้งสองใช้ทั้งเตะทั้งหมัดและสารพัดอาวุธมวยไทยกระหน่ำคู่ต่อสู้ไม่ยั้ง จนคู่ต่อสู้ล้มลุกคลุกคลาน ตาลีตาเหลือกเตลิดวิ่งหนีทิ้งเพื่อนอีกเจ็ดคน

คนชอบใช้อาวุธมักจะขี้ขลาดและใจเสาะเช่นนี้แหละ!

ไอ้เบิ้มตัวโตแต่ใจเล็กกว่าตัวมาก เห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกวิ่งหนีเช่นกัน ขณะที่ไอ้จ่อยยืนงงเป็นไก่ตาแตก ชาตรีจึงใช้แขนข้างหนึ่งล็อคคอไว้ ...เหลืออีกห้าคนที่แทบไม่เป็นมวยดูช่างน่าสมเพช ต้องต่อกรกับสามคนที่สะสมแม่ไม้มวยไทยมาเกือบสองปี ผมทำได้เพียงยืนดูสามคนแรกวิ่งหนีขากะเผลก ปล่อยที่เหลือสองคนนั่งคุกเข่าเพราะลุกไม่ขึ้น ยกมือบอกกลายๆ แทนคำพูดว่ายอมแล้วๆ

ผมเดินไปหาไอ้จ่อยที่ทำได้เพียงก้มหน้าจ๋อยยืนนิ่ง “เลิกรังควานกันได้ยัง?” ผมกระชากเสียงถามเชิงข่มขู่

ไอ้จ่อยพยักหน้ารับ ชาตรีจึงปล่อยตัวเขาไป

เด็กอายุ ๑๓ ปกติชกกันไม่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว แต่ผมหัวเลือดโชกเพราะโดนทุบด้วยก้อนหินและปากแตก ชาตรีก็เจ็บพอกับผมจากท่อนไม้และท่อพีวีซีรุมตีกระหน่ำ ส่วนเพื่อนที่เหลืออีกสามคนแค่เจ็บๆ คันๆ เท่านั้น ...ทันใดต้องตกตลึงทำอะไรไม่ถูก เมื่อชายหนุ่มร่างบึกบึนห้าหกคน วิ่งตรงมาล็อคแขนสวมกุญแจมือพวกเราที่ไม่มีใครวิ่งหนีทิ้งกันอยู่แล้ว

สารวัตรนักเรียนนั่นเอง!

พวกเราถูกนำไปโรงพักข้อหาก่อความวุ่นวายและหนีเรียน ผมถามหาคุณอา พ.ต.ต. องอาจ และใจชื้นทันทีเมื่อเห็นอาเดินยิ้มมา พร้อมสั่งให้ปลดตรวนกุญแจข้อมือพวกเรา ไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีหรือนำส่งสถานพินิจเด็กและเยาวชน แถมมีรถตำรวจนำส่งถึงบ้านพวกเราทุกคน ...ไม่ทราบว่าเป็นเกียรติหรือเป็นการประจานกันแน่!

แต่เรื่องโดดเรียนนี้ก็ไม่รอดพ้นถึงหูครูใหญ่

วันรุ่งขึ้นหลังเคารพธงชาติ พวกเราทั้งห้าถูกลงโทษหน้าเสาธง ผมโดนไม้เรียวฟาดก้นสิบทีฐานเป็นคนยุยงให้โดดเรียน และเสียใจเมื่อเพื่อนอีกสี่คนต้องโดนหวดคนละห้าที แต่พวกเขากลับหัวเราะชอบใจทุกครั้งเมื่อเอ่ยถึง ...มีหรือผมจะไม่รักพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ

พ่อหัวเราะชอบใจเมื่อทราบเรื่องจากอาองอาจ ขณะที่แม่ตกใจเอามือทาบอกพูดอะไรไม่ออก พ่อภูมิใจบอกแม่ “หมดห่วงแล้ว ว่าเด็กช่างเรียนไม่ช่างพูดช่างจาคนนี้จะไม่ใช่นักสู้ ...ลูกเนตรคือนักสู้ตัวจริงครับ” 

********************************   

ความคิดเห็น