เพลินทิวา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 12/5

คำค้น : เพลินทิวา,ฮา,อ่านเพลิน,อ่านฟรี,ลงจบแล้วค่อยลบ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 45

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 14:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12/5
แบบอักษร

“ปลาทอดร้านนี้อร่อยมาก มีประโยชน์ มีโอเมก้าด้วยนะครับ ยิ่งทานตอนร้อนๆ นี่อร่อยมากเลย” ชานนท์หมายมั่นว่าอิงอุษาจะต้องตักปลาทอดขึ้นมาทานก่อนแกงเลียง

ส่วนศรายุทเองก็ต้องการให้หญิงสาวเลือกตนเองก่อนอีกฝ่ายจึงรีบพูดขัด

“ปลาที่โอเมก้าสามสูงๆ นี่คือปลาอะไรบ้างนะครับผมจำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าอันดับหนึ่งคือปลาแซลมอน” ตั้งใจพูดข่มชานนท์แต่แสร้งลืมเลือนไปในบางรายละเอียด ศรายุทส่งสายตาประกอบคำถามไปยังอิงอุษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแต่คนที่เอ่ยตอบกลับมากลับกลายเป็นคุณยายวันเพ็ญ 

“จะปลาอะไรก็ทานเข้าไปเถอะมีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ของทอดก็ใช้น้ำมันเยอะ” แท้จริงแล้วสุภาพสตรีทั้งสองคนรับรู้ได้ถึงการพยายามชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน แต่อิงอุษาก็เลือกที่จะเงียบเสียงไม่ออกความคิดเห็น ปล่อยให้ผู้อาวุโสเป็นคนจัดการ

“นั่นสิครับ คุณนนท์ควรจะทานปลาให้เยอะๆ นะผมว่า ท่าทางเป็นคนสนใจออกกำลังกายคงไม่อ้วน” 

อิงอุษากลั้นขำก้มหน้าแอบซ่อนแววตา รู้หรอกว่าศรายุทคงไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องอ้วน แต่เขาอาจจะกำลังยั่วเย้าชานนท์ ส่วนดีเจหนุ่มสีหน้ากระตุกขึ้นทันใดไรฟันบนล่างขบกันแน่น มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการชมว่าเขาหุ่นดี จุดนี้นึกอยากตักก้างปลาปราศจากเนื้อไปวางในจานของไอ้หมอนี่นัก!... คิดแล้วก็ทำในทันที ชานนท์เอื้อมมือไปตักส่วนของพุงปลาค่อนไปทางหัวปลาไปวางในจานของศรายุทด้วยความมีน้ำใจ แน่นอนล่ะว่าบริเวณนี้มีก้างมากกว่าปริมาณเนื้อปลา 

“ร้านนี้เขาทอดเก่งนะครับ ทอดจนกรอบทานได้แม้กระทั่งก้าง แคลเซียมเยอะมีประโยชน์ดีนะครับ น่าจะเหมาะสำหรับคุณศรายุท”  

ผู้รับน้ำใจหัวคิ้วกระตุกเข้าหากัน ‘หมอนี่ว่าเขาแก่หรือว่าเขาเป็นก้าง!’ แววตาของศรายุทลุกโชน 

ไอกรุ่นของสงครามแผ่ลามจนผู้ร่วมโต๊ะสัมผัสได้ ผู้สูงวัยเริ่มเอือมกับพฤติกรรม ‘บลัฟ’ กันไปมาจึงระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย หมายจะให้ทั้งสองคนรู้ตัว เจ้าบ้านเอื้อมมือไปตักน่องไก่ในจานแกงจืดฟักวางลงในจานของชายหนุ่มทั้งคู่  

“ทานแกงจืดก่อนจะได้สบายท้อง เริ่มต้นด้วยรสชาติจัดจ้านอาจจะเสาะท้องได้ กินซะจะได้ไม่ต้องพูดมาก” ลงท้ายประโยคอย่างตั้งใจเตือนสติ ทว่ากลับทำให้พ่อคนหัวไวคิดขึ้นมาได้อีก 

“นานๆ คุณศรายุทจะมาทานข้าวบ้านเราทั้งทีนี่ครับคุณย่าก็ต้องมีเรื่องให้พูดคุยกันมากหน่อยเป็นธรรมดา” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปยังถ้วยแกงจืด “ทานให้เยอะๆ นะครับคุณศรายุท ชิ้นนี้แทนคำขอบคุณจากใจของผมเลย อุตส่าห์คอยช่วยดูแลครอบครัวผมมาตั้งนาน” ชานนท์วางฟักชิ้นโตลงบนจานของศรายุทแล้วตวัดสายตามองผู้รับ จังหวะที่ศรายุทมองสบมาเขาก็ยักคิ้วแถมท้ายให้อีกสองครั้ง สีหน้าที่ปรากฏดูแล้วยั่วเย้ากวนโทสะผู้ชายด้วยกันยิ่งนัก พอกวนอารมณ์เสร็จสรรพแล้วหันหน้ากลับไปมองตรงๆ คลี่ยิ้มกว้างขวางเจิดจ้า ราวกับพอเห็นหน้าอิงอุษาแล้วจึงสบายใจ 

พอไม่มีใครพูดต่อสตรีทั้งสองคนจึงลงมือทานอาหาร พลางนึกไปว่าสงครามบนโต๊ะอาหารได้จบลงแล้ว สีหน้าของชานนท์ก็ดูไม่เครียดขึงเหมือนเมื่อครู่ก่อน ทว่าผิดกับศรายุทนัก ชายหนุ่มนิ่งเงียบใช้ช้อนเขี่ยชิ้นฟักทิ้งไว้ขอบจาน เจ็บใจนักที่เขาเพิ่งคิดตามฝ่ายตรงข้ามได้ทัน… ‘ฟัก!…’ 

 

               มื้อค่ำที่ผ่านมาทั้งชานนท์และศรายุทราวกับประกาศสงครามซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทานอาหารได้อย่างสะดวกใจ รู้สึกราวกับมีก้างขวางคอชิ้นใหญ่อยู่ในสายตาตลอดเวลา ก่อนที่ศรายุทจะลากลับยังได้เอ่ยปากขออนุญาตคุณยายวันเพ็ญทวงสัญญาที่อิงอุษาเคยรับปากไว้ 

           ครั้งหน้าผมขออนุญาตพาทุกคนไปทานข้าวนอกบ้านบ้างนะครับ น้องษาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยตระเตรียมอาหาร” ผู้อาวุโสรู้ทันว่าคำว่า ‘ทุกคน’ ที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมานั่นหมายถึงอิงอุษาเพียงคนเดียว ตนเคยบอกกับศรายุทหลายครั้งว่าเป็นคนไม่ชอบทานอาหารนอกบ้านเพราะต้องควบคุมน้ำตาลและกรรมวิธีการปรุงอาหาร เป็นคนต้องระวังด้านการกินประมาณหนึ่งก็ว่าได้ ชายหนุ่มไม่น่าลืมเลือนในเรื่องนี้ หากแต่เขาแสร้งพูดเพื่อรักษามารยาทเท่านั้นเอง 

               ส่วนอิงอุษาอึกอักในคำตอบจนต้องเหลียวมองคุณยายวันเพ็ญที่นั่งเคียงไหล่กัน เธอไม่รู้ว่าคุณยายจะคิดเห็นเช่นไร ตอนที่รับปากกับศรายุทไว้ก็เพราะรักษามารยาท แต่ไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าเมื่อเขามาเอ่ยปากทวงสัญญาต่อหน้าทุกคน ชานนท์กลับเป็นคนที่พูดขัดขึ้นก่อนเจ้าของบ้านจะเอ่ยขึ้นเสียอีก 

               “น้องษายังเจ็บข้อเท้าอยู่ เดินมากจะทำให้ระบมขึ้นมาได้นะครับ” 

               “ไม่ต้องห่วงครับ ผมยังไม่รีบร้อนเพียงแต่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และผมรับปากว่าจะคอยดูแลน้องษาเป็นอย่างดี” ชานนท์หน้าตึงขึ้นมาในทันที ดวงตาคู่คมตวัดมองไปยังอิงอุษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หวังว่าเธอจะออกปากปฏิเสธด้วยตนเอง หญิงสาวก็ยังคงนิ่งเงียบ แต่ใบหน้าพริ้งเพราฉายแววกระอักกระอ่วนใจ 

               “ยายขอสละสิทธิ์เลยแล้วกัน แต่ถ้าหนุ่มสาวจะออกไปทานด้วยกันก็มาบอกล่วงหน้านะ ยายจะได้เตรียมตัว” 

               “ห้ามเบี้ยวนะคะน้องษา ให้สัญญากับพี่เอาไว้แล้ว” ศรายุทเอ่ยย้ำ ทำเอาคนตั้งใจขัดพูดไม่ออก ไม่สามารถสอดแทรกความคิดเห็นขึ้นมาโดยไม่เสียมารยาทได้ ส่วนคนที่กำลังถูกสายตาหวานฉ่ำกดดันอยู่ก็เช่นกัน เขาปิดทางในการปฏิเสธของเธอเสียแล้ว 

               “ก็ได้ค่ะ” อิงอุษาตอบอ้อมแอ้ม ที่จริงแล้วดีใจจนอยากร้องตะโกน แต่พอหันไปเห็นสายตาเขียวของชานนท์ความรู้สึกดี๊ด๊าภายในใจก็ลดลง 

               ศรายุทลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ คลี่ยิ้มขึ้นอย่างสบายใจ ในที่สุดเขาก็ปิดท้ายเกมนี้ด้วยชัยชนะ เขาชอบการแข่งขัน มีความมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งและค่อนไปทางเข้มข้น ถ้าหากนั่นคือ ‘เกมการเอาชนะใจ’ ซึ่งเขามักไม่ค่อยแพ้ใคร ร่างสูงยกมือขึ้นประนมไหว้ผู้สูงวัยแล้วเอ่ยลา “วันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้” 

               ชานนท์ลุกขึ้นยืนส่งแขกด้วยสีหน้าเรียบตึง รู้สึกเลือดในกายกำลังกรุ่นใกล้เดือดเข้าไปทุกที เขาถูกหยามศักดิ์ศรีถึงในบ้านของตัวเอง จะออกตัวมากก็ไม่ได้เพราะคนในครอบครัวเป็นใจให้ศัตรู จุดนี้จำต้องข่มอารมณ์ขุ่นเคืองเอาไว้ข้างใน “ผมขอส่งแค่ที่หน้าประตูนะครับ”  

ศรายุทพยักหน้ารับ บางทีการเดินออกไปโดยลำพังอาจทำให้สบายใจกว่า และเมื่อเพื่อนบ้านกลับไปแล้วคุณยายวันเพ็ญก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปยังห้องนั่งเล่น หย่อนกายลงที่เก้าอี้โยกกดรีโมทเปิดโทรทัศน์ดูรายการข่าว อิงอุษากับชานนท์ช่วยกันเก็บโต๊ะอาหาร ลำเลียงสำรับกับข้าวเข้าไปจัดการต่อในครัว 

               สงครามบนโต๊ะอาหารจบลงแล้วทิ้งไว้แต่ร่องรอยอารมณ์บนใบหน้าของชานนท์ แต่ทว่าสงครามในครัวกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า อิงอุษาสัมผัสได้ถึงไอคุกรุ่นของความไม่พอใจ ชายหนุ่มที่กำลังยกจานอาหารมาวางลงในซิ้งค์ล้างจานมองเธอด้วยสายตาเครียดขึง แล้วในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็ง 

               “ษาไปตกลงรับคำหมอนั่นทำไมอ่ะ”  

               “ก็...ตอบไปตามมารยาทอ่ะค่ะ คุณยายท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร” 

               “มันเหมาะแล้วเหรอครับ ที่จะออกไปด้วยกันแบบนั้น” 

               “แล้วอะไรคือไม่เหมาะเหรอคะ พี่ยุทเค้าก็ออกปากชวนทุกคน ถ้าคุณนนท์ไม่พอใจเค้าก็อย่ามาพาลลงกับษาสิคะ” 

               “พูดแบบนี้คงไม่ใช่ตอบเพราะมารยาทแล้วล่ะมั้งครับ ษาก็น่าจะ 

รู้นะว่าหมอนั่นคิดอะไร” 

               “แล้วษาไม่มีสิทธิ์คิดตัดสินใจอะไรเลยหรือไงคะ แล้วคุณนนท์ล่ะคะ คิดอะไรอยู่” 

               บทสนทนาที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัดแย้งชวนให้ชานนท์ยิ่งหัวเสีย เขาไม่สามารถหาเหตุผลอันสมควรในการต่อว่าอิงอุษาได้อีก ตอนนี้เขารู้สึกตัวว่าทำตัวเหมือน ‘คนแพ้แล้วพาล’  

ความอึมครึมส่งให้ร่างสูงเงียบเสียงลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ต่อปากต่อคำกับอิงอุษาต่อไปก็ไม่น่าเป็นผลดี เห็นทีว่าเขาคงต้องไปหาสถานที่ทำใจ ‘เออใช่ เขามันคนแพ้แล้วพาล เธอชอบใจไอ้หมอนั่น ส่วนเขาคล้ายคนมาทีหลังทั้งๆ ที่จริงแล้ว…’ เขาก็ยังเป็นแค่คนที่ไม่มีสิทธิ์จะไปหวงห้ามเธอ ความเป็นจริงในข้อนี้ส่งให้ชายหนุ่มหันขวับแล้วเดินออกไปจากห้องครัวโดยไม่กล่าวสิ่งใด  

อิงอุษารู้สึกดีขึ้นที่บริเวณนี้ปราศจากชานนท์เสียได้ เธอเองก็ไม่อยากโต้เถียงกับใคร

ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ BMW คู่ใจของดีเจหนุ่มก็ดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสียงของคุณวันเพ็ญ 

              “อ้าวแล้วนั่นจะไปไหนล่ะ วันนี้วันหยุดไม่ใช่เรอะ ไอ้หลานคนนี้นี่นะ จะไปจะมาไม่บอกกล่าว เอาแน่นอนอะไรไม่เคยได้เลยจริงๆ” 

ความคิดเห็น