หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคพลังฟื้นคืน เหล่าผู้มีพลังกำเนิดขึ้นทั่วหล้า หลี่ว์ซู่หารู้ไม่ว่า เขาคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญแห่งยุค!

ตอนที่ 50 อาวุธ

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 อาวุธ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 372

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 12:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 อาวุธ
แบบอักษร

ตอนที่ 50 อาวุธ 

เมื่อช่วงกลางคืนมาถึง สังคมในตอนนี้ยังดูไม่ได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของผู้มีพลังสักเท่าไหร่นัก เพราะรถจำนวนนับไม่ถ้วนยังคงแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสายบนถนนที่ทอดยาวในช่วงเวลาเลิกงาน ตามถนนหนทางมีรถติดมากขึ้นทุกที 

เรื่องผู้มีพลังยังถือเป็นเรื่องใหม่ที่รอเวลาเปลี่ยนแปลงอยู่ มีคนไม่น้อยที่ได้ยินข่าวเรื่องผู้มีพลังรวมกลุ่มกันในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหัวข้อพูดคุยหลังมื้อเย็น 

แต่ในเมืองจีนยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีคนรู้สักเท่าไหร่ เป็นเพราะองค์กรชายชุดดำปิดข่าวและข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างดีเพื่อรักษาความสมดุลของสังคม 

หลี่ว์ซู่ทำอาหารเย็นให้เสี่ยวอวี๋เสร็จก็กลับไปโรงเรียน ตอนเย็นเขาทำไข่ผัดมะเขือเทศเป็นมื้อเย็นเพราะวันนี้น่าจะฉลองกันสักนิดหน่อย สำหรับเขามันเป็นเรื่องดีที่พลังที่ตื่นขึ้นมาไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากนัก 

พลังไม่ได้ทำให้เขามีกินมากขึ้น แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้เขาได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ 

แต่ตอนนี้มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม แม้จะจับรางวัลได้เต้าหู้เหม็นมาซึ่งนั่นอาจหมายถึงเขาโชคไม่ดี แต่หลี่ว์ซู่กลับชอบเพราะอย่างน้อยเขาก็ยังหาเงินจากมันได้ 

หลี่ว์ซู่เป็นพวกมักน้อย แค่ไม่ต้องไปลักขโมยหรือทำให้ใครเป็นอันตราย เขาก็พอใจแล้วกับการหาเงินได้ทีละเล็กทีละน้อยแบบนี้ 

ตอนที่เขาแสดงบัตรเข้าโรงเรียน รปภ.กำลังตรวจนักเรียนแต่ละคนอย่างเข้มงวด ตอนนี้ระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนดีขึ้นมาก แค่ไม่กี่วันก็มีกล้องวงจรปิดติดตามมุมต่างๆ 

บริเวณทางเข้าก็ติดตั้งประตูสแกนแบบที่ใช้ในสนามบิน หลังจากเดินผ่านประตูก็ต้องไปยืนให้ตรวจเช็กร่างกายอีกที... 

พอบรรยากาศเป็นแบบนี้ ทุกคนก็รู้สึกจริงจังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 

เหมือนกับพอเข้าดินแดนทิเบตแล้วได้เจอผู้แสวงบุญตามทาง จิตใจเราก็เกิดศรัทธาขึ้นมาเอง 

แต่นั่นก็แค่ตัวอย่างเท่านั้น ประเด็นมันอยู่ที่ ‘กฎระเบียบ’ สองคำนี้ต่างหาก 

โดยทั่วไปแล้วกฎระเบียบไม่ได้เป็นคำมีแง่มุมอะไร ยกตัวอย่างก็เช่น เข้าร่วมพิธีศพต้องใส่ชุดสีเข้ม ติดดอกไม้ขาวไว้อาลัย เหล่านี้ล้วนเป็นกฎระเบียบ 

พอปฏิบัติตาม ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป 

ตอนนี้ยามเย็นกับยามเช้าของโรงเรียนแห่งนี้เหมือนเป็นคนละโลกกัน แม้แต่หลี่ว์ซู่พอเดินเข้าโรงเรียนมาแล้วก็รู้สึกเงียบขรึมขึ้นมาบ้าง เหมือนกับได้เข้าร่วมองค์กรลับอะไรซะอย่าง 

การรักษาความลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าเนื้อหาที่จะสอนในห้องเต้าหยวนก็กำลังจะเข้มข้นขึ้นเหมือนกัน 

พอถึงเวลาเรียน อาจารย์ซีเฟ่ยก็ถือกล่องหนังสือเข้ามาหนึ่งกล่องแล้วแจกหนังสือให้ทุกคนคนละเล่ม 

หลี่ว์ซู่หยิบมาแล้วอ่านชื่อหนังสือ ‘สามตำราโจวอี้’ 

“นี่คือวิชาที่จะฝึกเหรอ” มีคนถามด้วยความสงสัย 

“…ไม่รู้สิ แต่เหมือนจะใช่นะ!” 

ซีเฟ่ยยืนอยู่ตรงโพเดียมหน้าห้อง มองนักเรียนที่กำลังตื่นเต้นแล้วยิ้มออกมา “พวกเธอคิดว่าสิ่งนี้คือวิชาที่จะฝึกเหรอ ไม่ใช่หรอก มันเป็นความรู้พื้นฐานเท่านั้น” 

หลี่ว์ซู่เข้าใจก็ตอนนี้ เพราะได้เข้าห้องเต้าหยวน เขาเลยเริ่มสนใจหนังสือเต๋ามากขึ้น หนังสือ ‘สามตำราโจวอี้’ เป็นหนังสือบำเพ็ญตนของลัทธิเต๋า เป็นตำราการเขียนสไตล์นักพรตหวงเหล่า 

ถ้าสิ่งนี้หมายถึงการฝึกวิชาล่ะก็ พวกชายชุดดำก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เปิดอินเทอร์เน็ตหาดูก็เจอ ไม่ใช่หนังสือลึกลับอะไร 

ดูท่าพวกชายชุดดำจะยังไม่วางใจเรื่องการรักษาความลับของนักเรียนสักเท่าไหร่ จึงเริ่มสอนจากพื้นฐานก่อน จะได้มีเวลาให้จัดระเบียบได้นานขึ้น 

ซีเฟ่ยหยิบหนังสือสามตำราโจวอี้แล้วพูดว่า “มีใครรู้บ้างว่า...ช่างเถอะ บอกเลยดีกว่า” 

[ได้แต้มจากซีเฟ่ย +51…] 

หลี่ว์ซู่แอบตกใจ นี่มันเรื่องอะไรถึงมาเพิ่มแต้มให้เขาเฉยเลย ดูท่าอาจารย์ซีเฟ่ยคงนึกถึงคำตอบที่เขาเคยตอบก็เลยตัดสินใจไม่ถามดีกว่า 

เพราะถ้าไม่เกี่ยวอะไรกับเขา แต้มจะมาได้ไง… 

ซีเฟ่ยเหลือบมองหลี่ว์ซู่แล้วพูดต่อ “นี่เป็นตำราบันทึกหลักอายุวัฒนะตามวิถีเต๋าที่เป็นระบบเล่มแรกของโลก ด้านในที่บันทึกเรื่องเตาหลอม ยาอายุวัฒนะ อาจารย์จะยังไม่พูดถึง ขอพูดเรื่องวิชาเต๋าก่อน 

“นักปราชญ์ผู้รู้ในอดีต มีจิตใจฝักใฝ่ความจริง เฝ้าหลอมยาอายุวัฒนะ เร้นกายอยู่ในธรรมชาติ จากนั้นก็บำเพ็ญตน ปฏิบัติคล้อยตามตะวันจันทราและดวงดาว ยามหิวจักกลืนกินน้ำหล่อเลี้ยงกายา ร่างกายจักแข็งแรง ไล่สิ่งชั่วร้ายจากกาย ให้ปราณได้เก็บรักษา นานวันเข้าก็บรรลุธรรมกลายเป็นเซียน ตรงนี้หมายถึงการปรับลมปราณภายในร่างกายให้ร่างกายได้รับพลังเต็มที่ ทำให้ระบบไหลเวียนทำงานดี กระดูกเส้นเอ็นแข็งแรงร่างกายจึงแข็งแรงตามมา หลีกเลี่ยงการใช้วิชาคุณไสย รักษาลมปราณให้บริสุทธิ์นานวันเข้าก็บรรลุกลายเป็นเซียน” 

ซีเฟ่ยหยุดสักพักแล้วพูดต่อ “จะกลายเป็นเซียนหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่อาจารย์บอกพวกเธอได้ว่าโลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” 

หลี่ว์ซู่ดูออกว่าอาจารย์ซีเฟ่ยไม่ได้เรียนอาจารย์มาจึงพูดตามแบบที่ตนเองรู้ จากนั้นก็อธิบายตามตำราเพื่อบอกว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

สิบเจ็ดเดือนก่อน โลกเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้คนเริ่มมีพลัง และเหล่าผู้บำเพ็ญตนก็พบว่าวิธีการที่ทำกันมานานเริ่มเห็นผลจริงๆ เข้าแล้ว 

ในระหว่างการศึกษาตลอดสิบเจ็ดเดือนที่ผ่านมา พลังที่ตื่นเข้มข้นขึ้น จำนวนของผู้มีพลังก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ในตอนแรกยังไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้ผู้มีพลังเพิ่มจำนวนขึ้นและปรากฏตัวอยู่ทุกที่ 

และในที่สุดก็มีคนสรุปวิธีการฝึกที่รวบรัดที่มีประสิทธิภาพ 

คนที่สรุปวิชานั่นคือใครซีเฟ่ยไม่ได้บอกไว้ แต่หลี่ว์ซู่รู้สึกว่าคนคนนี้ต้องมีความรู้ความสามารถมาก อย่างน้อยก็ระดับ C แน่นอน 

จากที่ซีเฟ่ยบอก ปรากฏการณ์ที่พลังตื่นขึ้นในตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าสิ้นสุด แถมยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย โลกในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นเช่นไรก็ยังไม่มีใครรู้ 

หลังจากที่คัดนักเรียนออกไปชุดหนึ่งแล้ว การสอนในห้องเต้าหยวนก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาที่แท้จริง นั่นคือมุมมองของโลกในตอนนี้! 

ก่อนหน้านี้พวกนักเรียนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง ทว่าตอนนี้ทุกคนได้รู้แล้ว 

ถึงแม้จะยังไม่ได้เข้าเรื่องวิชาแต่หลี่ว์ซู่ก็ได้ความรู้ไม่น้อย 

และในขณะนั้นเอง ซีเฟ่ยก็หยิบขวดออกมา ด้านในเป็นของเหลวสีเงินที่ส่องประกายใต้แสงไฟ “สิ่งนี้คือโซเดียมโพแทสเซียมอัลลอย หลังจากที่พลังพิเศษปรากฏขึ้นบนโลก โลหะที่ไม่ใช่เฉพาะแค่เจ้านี่ก็มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาใหม่ นอกจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แล้ว พวกมันยังเป็นสื่อของพลังปราณ หรือแม้กระทั่งเป็นอาวุธของผู้มีพลังอีกด้วย” 

ระหว่างที่พูดก็ไม่เห็นซีเฟ่ยมีท่าทีอะไร ทว่าของเหลวในมือเขากลับเปล่งแสงออกมา! 

หลี่ว์ซู่ตกใจอึ้ง เจ้านี่เป็นวัตถุดิบของอาวุธวิเศษเหรอ 

เขาไม่รู้ว่าของที่ผู้มีพลังดึงไปใช้เป็นยังไง แต่พอเอามาให้ดูในบรรยากาศที่ค่อนข้างจะวิทยาศาสตร์อยู่หน่อยๆ แบบนี้มันก็ออกจะประหลาดๆ หน่อย... 

ซีเฟ่ยยิ้มแล้วพูดว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่อาวุธวิเศษที่เคยได้ยินในเทพนิยายอย่างแน่นอน ถึงฉันจะไม่เคยเห็นของพวกนั้นแต่ฉันยืนยันได้ว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงและน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าเจ้านี่เสียอีก” 

ความคิดเห็น