วาโยเย

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 เวลาไม่เคยเดินถอยหลัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 เวลาไม่เคยเดินถอยหลัง

คำค้น : February of love, เนสกับบอส, รักเพื่อนไม่ผิด, ทีมกับดิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 66

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 เวลาไม่เคยเดินถอยหลัง
แบบอักษร

ตอนที่ 10 เวลาไม่เคยเดินถอยหลัง 

‘กูไม่ได้ชอบผู้ชาย!’

เชี่ยยย

ทุกอย่างมันพังตั้งแต่วันนั้น

ผมเนสนะครับคุณยังอยู่กับผม และก็มีแค่ผมคนเดียว หลังจากวันนั้นเรื่องราวทุกอย่างก็ตีลังกาหัวหกคะเมนจนผมทำอะไรไม่ถูก ชีวิตผมช่วงม.6 ติดลบจนแทบเอาคืนไม่ได้

ผมเสียอะไรไปหลายอย่างโดยเฉพาะความรู้สึก

1 ปีผ่านไปแล้วครับแต่ผมเพิ่งจะเข้าปีหนึ่งได้ อย่างที่บอกไปว่าผมมีปัญหารุมเร้าหลายอย่าง ผมเสียทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ทั้งเพื่อนอย่างไอ้ดิน คนที่ชอบอย่าง...คนๆ นั้น และที่สำคัญคือแม่ของผม...

แต่ตอนนี้หลังจากที่ผมเริ่มได้สติ ผมก็ได้แม่คืนมา แม่ที่เข้าใจผมทุกอย่างและคอยสนับสนุนในสิ่งที่ผมต้องการ

“ว่าแต่มึงเถอะจะซิ่วมาทำไม มึงรักกูมากหรือไง”

ใช่ครับอีกอย่างที่ผมได้กลับคืนมาก็คือไอ้ดินที่อยู่ๆ ก็มานั่งเสนอหน้าอยู่ข้างๆ ผมในวันรับน้องใหม่ของคณะโบราณคดี

“ใช่เพื่อนเนสกูรักมึงมาก รักมาตั้งแต่อนุบาลละแต่มึงไม่เคยมองเห็นความรักของกู”

“ตอแหลเถอะมึง”

ไอ้ดินยิ้มมุมปากหัวเราะแห้งๆ เป็นการยอมรับมาให้ผม ว่าที่มันพูดมาทั้งหมดเป็นคำโกหกคำโตของมัน

“ตกลงมึงจะไม่บอกกูจริงๆ ใช่ไหมว่าทำไมมึงถึงซิ่วมา”

แววตามันสลดลงไปนิดแต่มันก็รีบเก็บอาการหันมาแกล้งยิ้มให้ผมได้ในเสี้ยววินาที

“กูก็อยากเรียนอะไรใหม่ๆ ดูไง วิศวะมันไม่ใช่ทางกูว่ะ”

ใช่ครับ ไอ้ดินมันต่อวิศวกรรมศาสตร์ทันทีที่จบม.6 ไม่เหมือนผมที่หายไปปีหนึ่งเต็มๆ ถึงได้กลับมาใหม่

แต่ถ้าจะให้ผมเล่าย้อนกลับไปผมคงไม่เล่า

เรื่องแย่ๆ แบบนั้นลืมมันไปให้หมดน่ะดีแล้ว

ผมจะเริ่มชีวิตใหม่ที่นี่ที่มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ที่ผมจะได้ทำตามสิ่งที่หวังไว้สักที

เมื่อก่อนผมเคยอยากเป็นนักเขียนมากๆ อยากจะเข้าคณะอักษรศาสตร์ใจจะขาด แต่สำหรับตอนนี้ผมไม่ศรัทธาในความรักหรือเรื่องเพ้อฝันอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เหลือที่ผมยังชอบอยู่ก็คือประวัติศาสตร์ผมถึงเลือกมาเรียนโบราณคดี

ผมหวังไว้ว่าจะไม่เจอใครที่เคยรู้จักที่นี่

“แล้วมึงมาแบบนี้ไอ้ขลุ่ยไม่ว่าอะไรเหรอ”

อย่างที่รู้ๆ ว่าพวกมันสองคนตกลงคบกัน แต่พอเรียนจบผมก็ไม่ได้ติดต่อใครอีกเลย

“มันตายไปแล้ว มึงไม่ต้องพูดถึงคนเหี้ยๆ แบบมันอีก”

คำพูดของมันทำให้ผมตัวชาไปถนัด ผมไม่กล้าถามอะไรต่อเพราะดูแล้วดินมันไม่อยากพูดถึงเอามากๆ และเสียงของมันก็ฟ้องชัดเหลือเกินว่ามันเจ็บ

“แต่กูดีใจนะที่มึงกลับบ้านไปอยู่กับแม่แล้ว” หลังจากที่เงียบไปพักหนึ่งดินก็พูดขึ้น “มึงมีปัญหาอะไรมึงอย่าหายไปแบบนี้อีกนะเว้ยเนส ปีนึงที่มึงหายไปจากทุกคน หายไปจากชีวิตกูที่เป็นเพื่อนมึง กูรู้สึกโคตรแย่ที่มึงมีปัญหาแล้วกูช่วยอะไรมึงไม่ได้เลย กูไม่รู้มึงมีปัญหาอะไร แต่ต่อไปนี้กูอยากให้มึงบอกกูถึงกูจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่กูจะพยายามช่วยมึงอย่างถึงที่สุดเท่าที่กูจะทำได้เพราะมึงเป็นเพื่อนที่กูรักที่สุดมึงเข้าใจไหม”

“ไม่เข้าใจ!!!”

เสียงตะโกนดังก้องนี้ไม่ใช่เสียงของผมแต่เป็นเสียงของพี่ว๊ากตัวอวบ ใบหน้าของพี่แกเหมือนไปกินรังแตนมาสักสิบรังได้ แถมยังมีเหงื่อเม็ดเป้งไหลออกมาจากไรผมหยิกเป็นเส้นมาม่าของพี่แกอีกทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าอารมณ์คงเสียเต็มขั้น

“พวกคุณคุยอะไรกันปีหนึ่ง!”

ไอ้ดินเหล่ตาขึ้นมองเหมือนมันพร้อมจะลุกขึ้นสวนหมัดใส่พี่ว๊ากปีสามตัวโตคนนี้

“มองแบบนี้ไม่พอใจเหรอครับ”

พี่แกยังไม่หยุดและเหมือนไอ้ดินเองก็กำหมัดพร้อมอัดหน้าแบบไม่กลัวเกรง

“ขอโทษครับ” นี่เป็นเสียงของผมครับ ผมไม่อยากมีเรื่อง และเพื่อนๆ ก็นั่งตากแดดกลางสนามหญ้านี้มาเกือบชั่วโมงแล้ว

“ขอโทษพี่เขาดิ” ผมสะกิดบอกเพื่อนเพียงคนเดียวซึ่งมันก็ทำท่าฟึดฟัดแต่ก็ยอมอ้อมแอ้มออกไป

“ขอโทษครับ”

เวลาหนึ่งปีทำให้ไอ้ดินเปลี่ยนไปมากสำหรับผม ผมของมันยาวขึ้นแต่ก็ยิ่งทำให้มันดูดีมากๆๆๆ เช่นกัน ผิวสีแทนของมันไม่เข้มเท่าเมื่อก่อน ดูเจ้าสำอางขึ้น และที่สำคัญคือแววตาของมันเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และไอ้ความเย็นชาของมันนี่แหละครับที่ทำให้มันดูมีเสน่ห์

“ไอ้เดียวพอแล้ว เลิกเล่นเลิกแกล้งน้องมันได้แล้ว” พี่คนตัวสูงๆ ท่าทางใจดีเรียกเพื่อนเขาให้กลับไป

“เอาล่ะครับวันนี้พี่แค่อยากมาทักทายพี่จะคืนน้องๆ ให้พี่ปีสองดูแลเหมือนเดิม ไว้เจอกันใหม่นะครับ”

ปีหนึ่งกว่า 100 ชีวิตค่อยผ่อนคลายขึ้น เพื่อนๆ หลายคนหันมามองไอ้ดินเป็นตาเดียว คาดว่าเขาคงอยากลุกขึ้นมาแพ่นกะบาลมันที่ทำท่าอวดดีกับพี่ปีสาม

ใช่ครับวันนี้เป็นวันรับน้องที่ผมตื่นเต้นเอามากๆ และก็แปลกใจเอามากๆ ด้วยที่มาเจอคนอย่างมันเข้า

ก็มันน่ะมาเรียนที่เดียวกันกับผมทั้งที่มันเรียนอยู่ที่อื่นมาก่อน ผมอุ่นใจนะที่มีเพื่อนอย่างมันคอยอยู่ด้วยตลอด แต่บางครั้งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าผมเป็นตัวถ่วงชีวิตมันหรือเปล่า

“พวกนายเจ๋งดีว่ะ เดี๋ยวเรารับเข้ากลุ่มเอง”

รุ่นน้องหน้าใสผิวขาวจัดยิ้มหวานเจี๊ยบที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมหันมาขยิบตาให้ผมกับไอดินทีหนึ่ง

“กลุ่มอะไรของมึงวะ” ผมถามเองครับ

“ก็เราเรียนสาขาโบราณคดีเหมือนกัน เป็นเพื่อนกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งใจเรียน แล้วก็เรียนจบไปด้วยกันไง เราทีมนะ”

ทีมฉีกยิ้มหวานมาให้ผม ทำเอาผมสะท้อนใจนิดๆ เพราะรอยยิ้มของมันดันไปคล้ายกับคนหนึ่งที่ผมอยากลืมที่สุดเข้า

“แล้วกลุ่มมึงมีกี่คนแล้ว” เป็นดินครับที่ถามออกไป หน้ามันนี่เหวี่ยงสุดๆ

“สาม” ทีมมีสีหน้าภูมิใจ

“ใครมั่ง”

“เราแล้วก็พวกนายสองคนไง”

“ตลกมากมั้ง กูไม่เอากับมึงหรอก” ดินทำหน้าเอือมๆ

“ก็ไม่ได้ให้เอาแค่ให้มาอยู่กลุ่มเดียวกันเฉยๆ” ทีมไม่มีท่าทางสลด

“นี่มึงกวนตีนกูเหรอ” ไอ้ดินพร้อมมีเรื่องอีกครั้ง

“พอแล้วดิน มึงก็อย่าไปนักเลงใส่เด็กมัน” ผมต้องรีบห้ามเพราะไม่อยากดูมวยสดตอนนี้ไม่ใช่ว่าผมห้ามเพราะมันหน้าคล้ายๆ ใครหรอกนะ

“ดูเหมือนว่าพวกคุณจะคุยเก่งจริงๆ อย่างที่พี่ปีสามบอกนะครับ”

เสียงเข้มจัดของรุ่นพี่ดังขึ้นข้างหน้าผมและก็เป็นด้านหลังของเด็กทีม

“ปรมัต ยุทธภูมิ พัทธดนย์ ผมควรทำยังไงกับพวกคุณดีครับ”

เราสามคนสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย พัทธดนย์หรือทีมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แววซุกซนในดวงตาหายไปชั่วขณะ

“เอาไงดีครับพี่บอส เราจะทำยังไงกับน้องๆ กลุ่มนี้ดี”

แวบแรกที่ผมได้ยินชื่อนั้นทำเอาผมตัวชา แต่ก็คงเป็นแค่คนชื่อซ้ำนั่นแหละเพราะบอสที่ผมเคยรู้จักคนนั้นเขาคงไปเรียนครูตามอย่างพ่อแม่เขาแล้ว

เขาจะมาอยู่ที่นี่ทำไมกัน

ผมคิดมากไปเอง...

ใช่ ผมแค่คิดถึงเขามากเกินไป...

“เราก็เชิญพวกเขาออกมาข้างหน้าหน่อยสิครับ ให้ทุกคนได้รู้จักพวกเขาไปเลย”

ผมเหมือนโดนสาปให้ค่อยๆ เอียงตัวไปเพื่อที่จะได้มองใบหน้ารุ่นพี่ที่เพิ่งพูดจบชัดๆ มันเหมือนภาพสโลโมชั่นตอนที่ผู้ชายตัวสูงในเครื่องแบบนักศึกษาเต็มยศคนนั้นๆ ค่อยๆ แสดงต่อสายตาผม ก้อนเนื้อตรงหน้าอกของผมเจ็บแปลบจนมันแทบทำให้ผมหายใจไม่ออก

และเหนือสิ่งอื่นใดขอบตาของผมก็ค่อยๆ ร้อนขึ้นมา

มันคงจะตลกเอามากๆ ที่ผมจะบอกกับพวกคุณว่าตอนนี้เหมือนโลกของผมหยุดหมุนไปแล้ว หรือที่จริงมันอาจกำลังหมุนย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้วตอนที่ทุกอย่างมันพังลง

บอส ภูริทัช ความทรงจำที่ดีที่สุด เจ็บปวดที่สุด อยากลืมที่สุดกำลังมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาว่างเปล่าราวกับเขากำลังมองคนแปลกหน้าโดยที่เขาไม่รู้สึกอะไรเลย

“หูหนวกเหรอครับ พวกผมเชิญคุณสามคนออกมาข้างนอกทำไมยังนั่งอยู่!”

“ได้ยินแล้วครับ” ทีมเป็นคนเดียวที่ตอบกลับไป

เอาจริงๆ ตอนนี้ผมไม่ได้ยินอะไรเลย ในหูมันอื้ออึงไปหมด ผมเหมือนถูกแช่ด้วยน้ำแข็งแล้วมีดาบที่คมที่สุดในโลกแทงทะลุเข้ามาที่หน้าอกข้างซ้าย

มันขยับตัวไม่ได้ หายใจไม่ออก และตามันก็ร้อนผะผ่าวขึ้นมามากกว่าเดิม

‘กูไม่ได้ชอบผู้ชาย!’

‘มึงไม่ต้องชอบผู้ชายก็ได้ มึงแค่ชอบกูไงเนส’

‘มึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ กูไม่ได้ชอบผู้ชาย กูไม่ได้ชอบมึง!’

‘ใครทำอะไรมึง แม่กูใช่ไหม หรือใครมึงบอกกูมาสิอย่าเป็นแบบนี้’

‘เลิกยุ่งกับกูเถอะว่ะ ไม่รู้ตัวเหรอว่ามันน่ารำคาญ’

‘ไม่ มึงรู้กูรักมึง แล้วกูก็รู้ว่ามึงก็รักกู...’

‘มึงอย่าสำคัญตัวได้ไหม ออกไปจากชีวิตกูเหอะ กูทนเห็นหน้ามึงไม่ไหวแล้ว ขยะแขยงว่ะ...’

บทสนทนาในวันนั้นวนกลับเข้ามาในหัวผมอีกรอบ นั่นเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของผมกับผู้ชายที่ผมรักเขามากที่สุด บอส ภูริทัช

ตอนแรกทุกคนคงคิดว่านี่เป็นนิยายหวานชวนฝัน ใช่ครับผมเองก็เคยคิด แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ชีวิตจริงมันไม่ใช่ละคร มันไม่ใช่นิยายวายใสๆ ที่เรื่องจะจบอย่างมีความสุข

เรื่องของผมมันน่าสมเพชมาก และผมก็พยายามลืมมันมาตลอดหนึ่งปี

และในวันนี้มันก็ทำให้ผมได้รู้ว่า ผมไม่เคยลืมมันได้เลย

ผมไม่เคยลืมผู้ชายที่ชื่อบอสได้แม้สักวินาทีเดียว...

รัก...เป็นความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุด

เจ็บ...เป็นความรู้สึกที่อัดแน่นที่สุดในใจตอนนี้

และเหินห่าง...เป็นความรู้สึกที่ผมรับรู้ได้ แต่ผมก็พบว่าผมไม่ได้อยู่ในจุดที่จะทำอะไรได้เลย

มันพังไปนานแล้ว มันก็สมควรพังไปตลอดกาลนั่นแหละ

ให้มันเจ็บเจียนตายแบบนี้คงดีที่สุดแล้ว...

“ลุกขึ้นมาสิครับปีหนึ่ง ผมขอดูหน่อยว่าคุณจะเก่งสักแค่ไหน คุณกล้าออกมายืนข้างผมไหมครับ!”

ผมดึงสติกลับมาได้พยายามจะลุกขึ้นแม้ขาจะสั่นไปหมด แต่ก็ต้องมีอันหยุดชะงักเพราะคำพูดต่อมาของพี่ว๊ากปีสองที่ชื่อบอส

“หรือว่าคุณขยะแขยงผมจนมายืนข้างๆ ไม่ได้!”

ฆ่าผมเถอะ มึงฆ่ากูเลยก็ได้บอส มันจะได้จบจริงๆ สักที...

“ขยะแขยงครับ”

และคนที่พูดด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำกับทำหน้ากวนตีนใส่พี่เขาก็คือไอ้ดิน

บรรลัยมันเข้าไป ผมที่กำลังปวดมวนในใจตกใจสุดๆ เพื่อนๆ ปีหนึ่งที่นั่งอยู่ก็เหมือนกัน ตกใจกันถ้วนหน้า

มึงจะรู้ไหมว่าทำคนอื่นเขาเดือนร้อนไปกันหมดแล้วตอนนี้

“ขยะแขยงมากด้วย”

ขยี้ไปอีก ผมว่าผมพอจะรู้แล้วว่าในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเจออะไร ไอ้ฟายดิน!

ไอ้ฟายเอ๊ยยยยย

“คุณว่าไงนะ!”

เพื่อนปีสองของบอสเดินก้าวฉับๆ ลงน้ำหนักเสียงดังเกือบจะเป็นวิ่งมายืนตรงหน้าผมกับดิน ตอนนี้เหงื่อผมแตกซิก

มึงนะมึงไอ้เพื่อนเวร หาเรื่องซวยจนได้

“เอ๊า! ผมถาม ทำไมไม่พูดล่ะ”

“ผมบอกว่าขยะแขยงครับ”

“เชี่ยดิน!”

เหมือนมีเสียงวิ้งดังอยู่ในหูของผมตอนที่ไอ้ดินพูดจบ

“ปีหนึ่งได้ยินเพื่อนคุณพูดไหม!” พี่แกหันไปตะโกนถามเพื่อนๆ ที่นั่งก้มหน้างุดเหงื่อไหลท่วมตัวสั่นอยู่ในแถว “ได้ยินหรือเปล่า!”

“ขอโทษครับ/ค่ะ” ปีหนึ่งขอโทษเป็นเสียงเดียวกันตัวยังสั่นเทิ้มเพราะกลัวจะถูกสั่งทำโทษ

แต่ไอ้ตัวเจ้าปัญหามันไม่ได้สะทกสะท้านเอาเลย

ไอ้ฟายดิน

“ขอโทษทำไม! คนพูดยังไม่เห็นรู้สึกผิดเลยปีหนึ่ง”

ไอ้ดินแม่งยังจะทำหน้าเชิดไปอีก มันรู้ตัวไหมว่าทำคนอื่นเขาเดือดร้อนเป็นร้อย

“มึงขอโทษพี่เขาไปดิ” ผมกระซิบบอกมัน

“ปากดีจังครับ” บอสเป็นคนพูดแทรกขึ้นมา “แต่ก็ดีพี่ชอบ”

ผมเอาแต่ตัวแข็งหายใจสะดุดไม่กล้าหันไปมองบอส

“ปีหนึ่งไปพักได้ ส่วนพวกคุณสามคนปรมัต ยุทธภูมิ พัทธดนย์ ขยะแขยงผมมากก็อยู่ให้ผมทำโทษก่อนแล้วกัน เผื่อจะเปลี่ยนจากความรู้สึกขยะแขยงมารักผมบ้าง”

บึ้ม! ผมนี่เหมือนโดนทำให้สลายจากการดีดนิ้วของธานอทแล้วถูกดีดให้ฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อที่จะเจอค้อนของธอร์ฟาดลงกลางหัว

ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าบอสจงใจพูดกับผมมากกว่าที่จะเป็นไอ้ดิน

หรือนี่จะเป็นช่วงเวลาเอาคืนที่ผมไปทำเหี้ยๆ กับเขาไว้

งั้นก็เอาเลย พร้อมเจ็บ ผมพร้อม พร้อมแล้วจริงๆ

ความคิดเห็น