มอมิ้น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผมท้องไม่มีพ่อ 22

ชื่อตอน : ผมท้องไม่มีพ่อ 22

คำค้น : ผมท้องไม่มีพ่อ 22

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 92

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ผมท้องไม่มีพ่อ 22
แบบอักษร

ตอนที่22 

#ผมท้องไม่มีพ่อ 

 

 

 

 

ตื่นลืมตาบนเตียงนอนหนานุ่ม บรรยากาศอบอุ่นที่ช่างขัดกับภาพนอกกระจกที่เต็มไปด้วยปุยนุ่นสีขาวบริสุทธิ์จากหิมะ ความเงียบและความรู้สึกแสนเหงากำลังเกลาหัวใจของคนตรงนี้อีกครั้ง กานต์มองเหม่อ น้ำตาคลอเต็มสองหน่วยตาอย่างแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่ากำลังดำดิ่งอยู่กับเรื่องใด เสียงสะอื้นดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับมือเรียวที่ต้องยกขึ้นเช็ดปาดคราบน้ำสีใสออกเมื่อร่างกายรับรู้ได้ถึงแรงยุบของที่นอนด้านหลัง

 

...หมับ... แรงมือที่ดึงให้หันหน้ากลับไปหา ภูเลิกคิ้ว ไม่ได้มีคำถามว่าร้องไห้ทำไมมีเพียงมือหนาที่เช็ดน้ำตาออกให้

 

“ไปอาบน้ำ กินข้าว...แล้วก็กินยาด้วยนะ”

“อยากออกไปเดินเล่น”

 

“ก็วันนี้ผมจะพาพี่ไปบ้านพักตากอากาศบนเขา ที่เคยบอกว่ามีสวนดอกไม้ไง” ได้ยินแบบนี้กานต์เผยรอยยิ้ม

“จริงหรอ พาไปจริงๆนะ”

“พาไปจริง แต่ต้องไปอาบน้ำกินข้าวให้เรียบร้อยก่อน” เมื่อภูยื่นข้อตกลงมาให้กานต์รีบพยักหน้ารับ ลุกลงจากเตียงก่อนวิ่งตรงไปยังห้องน้ำ เพียงไม่นานก็เดินออกมานั่งยังโต๊ะอาหารที่มีอาหารเช้าวางรอไว้ให้อยู่แล้ว ทานข้าวเสร็จกานต์ก็รับยาจำนวนหลายเม็ดมาทาน ดื่มน้ำตามจนหมดแก้วปิดท้ายด้วยการได้รับแรงลูบหัวเหมือนเป็นคำชมจากคนอายุน้อยกว่า

 

“ให้กะปิใส่ชุดนี้” หลังจากแต่งตัวให้ตัวเองเรียบร้อยกานต์กลับมาวุ่นวายกับเจ้าหมาตัวเล็กน่ารัก จะต้องเลือกชุดที่หนาเพราะกะปิไม่ใช่สุนัขเมืองหนาว แต่งออกมาน่ารักมากเสียจนอดจะหอมแก้มไม่ได้ เจ้ากะปิหมาแสนเรียบร้อย เวลานั่งรถไม่เคยกวนเพราะจะนั่งอยู่เบาะหลังและมองวิวด้านนอกเหมือนว่ากำลังเสพชีวิตที่แสนมีความสุขของตัวเอง

 

กานต์ไม่แปลกใจ มันคงจะเหงามากในครั้งก่อนที่จะได้มาเจอเขา

แต่หลังจากนี้ไปกะปิจะต้องมีความสุข แววตาของมันที่เหมือนว่ากานต์คือทั้งชีวิต

 

“อยู่ไกลไหม” กานต์หันไปถามคนขับ

“ห้าชั่วโมง” คำตอบที่ได้ทำกานต์แอบร้องในใจ นี่เหมือนขับข้ามไปอีกหลายจังหวัดเลย ไม่แปลกใจว่าทำไมภูถึงให้เตรียมเสื้อผ้าเพื่อมานอนค้างด้วย แต่เมื่อมองออกไปด้านนอกกานต์ต้องยิ้มอย่างสุขใจ มันสวยจนเหมือนสามารถเยียวยา เงยหน้ามองท้องฟ้ากานต์เผยรอยยิ้มเศร้า คนอยู่บนนั้นจะคิดถึงกันไหม แต่เมื่อถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ เราคงจะได้เจอกันอีกครั้งในสักวัน

 

...ครืดดครืดดด... กระทั่งเสียงสั่นจากโทรศัพท์ของภูดังขึ้นเรียกความสนใจจากกานต์ให้ต้องหันไปมอง

 

“ว่า” และเพียงแค่อีกคนขึ้นประโยคด้วยภาษาสวีเดนกานต์ก็เดาออกว่าคงเป็นเพื่อนที่โทรมาหา

[กูมาห้องมึงอ่ะ ไปไหนวะ ทำไมปิด...ไม่อยู่หรอ?]

“ออกมาข้างนอก อีกสองสามวันถึงกลับ”

 

[อ้าว ไปไหน?]

“ไปบ้านพักตากอากาศ”

 

[อื้ออหือ กะจัดหนักเลยดิมึง]

“จัดหนักเหี้ยอะไรหละ แค่นี้นะกูขับรถอยู่” เป็นภูที่กดตัดสาย กานต์ไม่ได้พูดอะไรแต่ชำเลืองมองเด็กหนุ่มข้างกายที่หากว่าอยู่ในชุดที่นอกเหนือไปจากชุดนักเรียนเมื่อไหร่ภูมักจะเหมือนเป็นภูในเวอชั่นที่ดูโตเกินกว่าอายุ ทั้งความสูงและรูปร่างหน้าตา หากอยู่ด้วยกันข้างนอกคนยังมักชอบคิดว่าอายุมากกว่าเขาเลย ทั้งที่ความจริงเป็นแค่เด็กอายุสิบเจ็ดเท่านั้น

 

“มองขนาดนี้จะคิดค่ามองแล้วนะ”

“ไอ้เด็กหน้าแก่” กานต์พูดสวนไปและทางด้านฝั่งคนถูกด่าหัวเราะลั่น

“ไอ่อ้วน มาว่ากันได้ยังไงเนี่ย”

 

“แบร่” ไม่ได้ตอบแต่กานต์แลบลิ้นไปให้ รอยยิ้มจากคนทั้งสองปรากฏ ภูหันมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ความสัมพันธ์ในตอนนี้ค่อนข้างคุมเครือ มันมากกว่าพี่น้องแต่ก็ไม่ได้เกินเลยไปถึงขนาดนั้น ทั้งตัวเขาและกานต์ดูมีความสุขกับมัน จนไม่กล้าคิดเลยว่า หากมันต้องขยับมากเกินไปกว่านี้สุดท้ายแล้วมันจะดีหรือจะแย่ รู้ก็แค่ว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันดีมากจริงๆ

 

ภูถึงได้บอกว่าเขากลัว

กลัวว่าจะห้ามตัวเองไม่ได้ จนเผลอทำอะไรที่มันไม่ดีออกไป

 

“บนนี้หิมะไม่ตกด้วยหรอภู อากาศดีมากกกก” แสงแดดอุ่นสาดกระทบลงบนใบหน้า กานต์กำลังวิ่งร่าเริงอยู่กับเจ้ากะปิบนทางเดินที่รอบสองข้างทางมีแต่ทุ่งดอกไม้ ภูหยิบกระเป๋า เดินตามหลังของกานต์ที่วิ่งนำหน้าไปยังบ้านพักหลังใหญ่สีขาวที่ตั้งอยู่บนเนินเขา มองลงไปด้านล่างมีเพียงวิวของธรรมชาติ ลานหญ้าขนาดกว้างที่หากมองไปไกลกว่าเดิมสักนิดจะเป็นภาพตึกที่เริ่มเข้าโซนเมือง มันดูเหมือนขัดกัน แต่กลับอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

 

“เฮ้อ อยากนอนหลับเลย” เมื่อมาถึงในห้องกานต์กระโดดขึ้นเตียง

“เขาพามาเที่ยว จะมานอนหลับอะไร”

“ก็มันเหนื่อยอ่ะ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปขับรถเล่นกันเนอะ”

 

“แล้ววันนี้อ่ะ?”

“นอน” กานต์ตอบด้วยรอยยิ้มแห้ง นั่งรถมาทั้งวันจนมาถึงก็เกือบเย็นแล้ว แบบนี้จะไม่ให้เขาเพลียได้ยังไง ขนาดเจ้ากะปิยังหลับไปก่อนใครแล้ว ภูส่ายหน้าแต่ก็ไมได้ขัดใจ หยิบของจากกระเป๋าออกมาจัดให้ ส่วนกานต์นอนอยู่บนเตียงพลางทอดสายตามองออกไปที่นอกระเบียง ที่นอนติดกับกระจกใส

 

...หมับ... มือเรียววางทาบลงบนนั้น ดวงตาคู่หวานแสนเหงาทั้งที่ไม่ได้อยู่ตามลำพัง

ใจแข็งให้ตายแค่ไหน แต่ทุกความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาไม่มีทางโกหกมันได้

มันทอดมองออกไปไกลแสนไกล เหมือนกำลังเฝ้ามองใครบางคนที่อยู่ทางนั้น...

 

..................................

.....................

 

ธาวินได้รับข้อความจากพ่อของตัวเองว่าให้กลับไปที่บ้านเพราะพี่สาวจากสวีเดนบินกลับมาหา หากเป็นคนรู้ว่าพี่ตัวเองมาก็คงจะดีใจยกใหญ่แต่เว้นกับตัวธาวินไว้คนเพราะมันรู้สึกน่าเบื่อเสียมากกว่า มีกันอยู่แค่สองพี่น้องแต่ยอมรับว่าตีกันบ่อยเสียยิ่งกว่าอะไร ตอนทะเลาะกันเฟรย่าเคยตะโกนใส่หน้าทั้งน้ำตาว่ารักธาวินมากที่สุดก็แค่ตอนที่ธาวินเพิ่งลืมตาเกิดมาแค่นั้นแหละ คิดแบบนี้แล้วหลุดหัวเราะ ยัยพี่สาวขี้บ่นที่ชอบขี้แงในเวลาที่โดนเขาตะโกนใส่บ้าง

 

“น้าวินนนนน!!!” แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูลงจากรถเลยด้วยซ้ำเสียงตะโกนดังลั่นมากจากเด็กน้อยวัยสามขวบ

 

...หมับ...! และเมื่อลงจากรถสิ่งที่ได้รับต่อมาคือแรงกอด เจ้าเด็กฟันหลอกำลังส่งยิ้มให้

 

“ไงไอ้ตัวแสบ พ่อกับแม่ไปไหน”

“แม่กับพ่ออยู่ในบ้าน คุยกับคุณปู่คุณย่า...แต่เอริคคิดถึงน้าวินมากกว่าใคร” พูดยังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจับใจความได้ ธาวินหอมแก้มไอ้หลานชายตัวแสบที่อยู่ในอ้อมแขน อุ้มพาเดินเข้ามาในบ้านโดยที่ตลอดทางโดยถามตลอดว่าไปไหนมา ไปเรียนมาหรอ ทำไมวันนี้น้าวินหล่อมาก หรือสารพัดคำถามเท่าที่เจ้าตัวเล็กจะหามาได้

 

“มาแล้วหรอไอ้ตัวยุ่ง น่ารำคาญ!” เดินพ้นประตูเข้ามา คำทักทายแรกจากพี่สาวต่างแม่ดังขึ้น

“แก่แล้วขี้บ่นหรอเจ๊...โอ้ย” แต่ท้ายประโยคธาวินหลุดร้องเมื่อโดนปาขนมใส่ เขาหัวเราะ วางหลานชายในอ้อมแขนลงก่อนที่จะโดนลูกหลงจากแม่ เฟรย่าเดินเข้ามาหา ทำหน้าตากวนประสาทใส่แต่สองแขนกลับอ้ากอดน้องชายตัวสูงของตัวเองไว้ แต่ก่อนจะเดินออกไปก็ไม่ลืมจะอ้าปากกัดลงบนแขนของธาวินอย่างหมั่นไส้

 

“ไปเรียนมา?” หนึ่งคำถามจากผู้เป็นพ่อดังมาและธาวินหันไปพยักหน้าให้

 

..หมับ... แต่ในระหว่างที่ธาวินกำลังทักทายพี่เขยของตัวเองแขนแกร่งกลับถูกดึงโดยพี่สาว

 

“อะไรเจ๊ ไปไหน”

“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” อีกฝ่ายตอบมาเสียงนิ่งและธาวินพยักหน้ารับ ยอมเดินตามแต่โดยดีไปยังสวนหลังบ้าน

 

นั่งเผชิญหน้ากัน สายตาจับผิดของอีกฝ่ายทำธาวินไม่กล้าสบตา

เฟรย่าเผยรอยยิ้มมุมปาก เธอหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

 

“ฉันตามสืบเรื่องแกอยู่ตลอด”

“ขี้เสือก”

“ธาวิน!” ก่อนจะโดนดุและตบลงบนหน้าผาก ธาวินหัวเราะ การกวนประสาทอีกฝ่ายคือเรื่องที่สร้างความสบายใจให้แก่เขา

 

“ตามสืบเรื่องผมนี่หมายถึงเรื่องไหน?” ยอมจะหลุดหัวเราะเพื่อคุยโหมดจริงจัง

“ก็เรื่องคนชื่อกานต์” ก่อนธาวินจะต้องนิ่งจริงเมื่อทางด้านของพี่สาวพูดชื่อบุคคลที่สามออกมา

 

“ทำไม?”

“แกจะไม่ตามไปง้อหน่อยหรอ”

“ง้ออะไร คบกับไอ้ภูไปแล้ว” ต่อให้จะยังไงแต่เขาก็คงไม่ได้หน้าด้านถึงขั้นจะแย่งของใคร ต่อให้ทะเลาะกันแค่ไหนแต่ภูก็ยังถือเป็นน้องชายที่สนิทคนหนึ่ง เขาและกานต์จบกันนานแล้ว คงมีเพียงคนรอบข้างที่ยังคอยสนับสนุนแต่ให้จะกลับไปหากัน ถึงแม้จะยังรู้สึก แต่ก็อย่างที่ว่า เขาไม่อยากจะต้องไปแย่งของใคร แถมกานต์เองก็มีความสุขดี

 

“ขี้แพ้ คราวนี้มาทำตัวเป็นพระเอก”

“ไอ้ภูมันก็น้อง”

 

“แล้วยังไง?แต่นั่นมันเมียแกปะ อีกอย่างไม่เห็นมีอะไรยืนยันว่าสองคนนั้นคบกันจริง”

“.........”

“ก็ถ้าแกยังรักเขา แล้วแกจะมาฟอร์มเยอะอะไรนักหนาเนี่ย”

 

...ปึก...! ทางฝ่ายพี่สาวหงุดหงิด ทุบโต๊ะพร้อมทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้ก่อนที่เธอจะเดินออกไป ธาวินถอนหายใจ เมื่อพบว่ามันคือตั๋วเครื่องบินที่ถูกจองเอาไว้เพื่อให้เดินทางในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า จากที่คิดว่าจะปล่อยไปแต่ในตอนนี้กลับมานั่งคิดอีกครั้ง เดินวนอยู่ภายในห้องมาหลายชั่วโมง พยายามหาอะไรทำแต่สุดท้ายสายตาก็มองไปที่ใบกระดาษแผ่นบางอีกหน ธาวินแทบบ้า เขายกมือขึ้นยีหัว เวลาตีสามที่ควรจะนอนแต่ตากลับยังคงสว่าง

 

ในที่สุดเดินกลับออกมานั่งยังริมระเบียงห้อง

เบียร์หลายกระป๋อง และซองบุหรี่ที่ว่างกองอยู่บนพื้น

 

“............” ในคืนนี้คงมีเพียงดาวบนท้องฟ้าที่จะนั่งอยู่ด้วยกัน

แย่กว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย...

 

แต่แล้วธาวินหันกลับไปมองในห้องอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปในห้อง

...หมับ... คว้าหยิบเอาสิ่งที่ขย้ำทิ้งลงถังขยะไปเมื่อกลางวันขึ้นมา

 

เขาไล่สายตาอ่านข้อความในกระดาษอีกครั้ง ปลายทางสวีเดนที่ถูกเขียนไว้ด้วยตัวใหญ่

ระยะทางกว่าแปดพันกิโลมันไม่ได้ไกลหรอก ถ้าเราแค่ตัดสินใจที่จะไปเท่านั้น

 

..................................................

.....................

 

ภูกำลังอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน เวลาสามทุ่มถือเป็นเวลาที่กานต์ต้องพักผ่อนเพราะถ้านอนดึกจะมีผลข้างเคียงต่ออาการที่อีกคนกำลังเผชิญหน้า เด็กหนุ่มเจ้าของห้องยืนเช็ดผมที่เปียก แต่สายตาคู่คมกำลังเฝ้ามองเจ้าของแผ่นหลังบางที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงโดยที่สายตาของกานต์มองเหม่อออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก

 

กานต์คงไม่เคยรู้ตัวว่าในทุกครั้งที่เพียงคลาดสายตา

สิ่งที่ภูต้องเจอในทุกครั้งก็คือความรู้สึกที่เหมือนอีกคนอยู่ไกลแสนไกลทั้งที่ก็อยู่ใกล้แค่ตรงหน้า

 

...เขาไม่เคยคิดจะเข้าไปแทนที่ของธาวิน เพราะรู้ว่าคงไม่มีวันนั้น

สายตาของกานต์ที่จ้องมองกัน มันคือคำตอบที่สะท้อนความรู้สึกในใจทุกครั้ง

ว่าหัวใจของกานต์มันไม่มีพื้นที่จะเผื่อให้ใครอีกแล้ว ไม่มีพื้นที่ว่างให้ใครอีกแล้วจริงๆ...

 

# # # # # # ##

น้องภู มาซบลงบนตักแม่ค่ะ มานี่TT

ความคิดเห็น