วาโยเย

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ผมคิดกับมันเกินเพื่อนหรือเปล่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ผมคิดกับมันเกินเพื่อนหรือเปล่า

คำค้น : February of love, เนสกับบอส, รักเพื่อนไม่ผิด, ทีมกับดิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 67

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ผมคิดกับมันเกินเพื่อนหรือเปล่า
แบบอักษร

ตอนที่ 8 ผมคิดกับมันเกินเพื่อนหรือเปล่า 

หลังจากอาจารย์วิชาฟิสิกส์เดินออกจากห้องไปแล้วเหลือเวลาสิบห้านาทีให้พวกเราทำการบ้านต่อเพื่อนๆ ก็สลายตัวออกไปเข้าห้องน้ำบ้างเดินไปยืดเส้นยืดสายบ้าง ส่วนผมนั่งคิ้วพันกันอยู่กับการบ้านที่ไอ้ดินมันทำเสร็จไปชาติหนึ่งแล้วได้

“เออดินตกลงไอ้ขลุ่ยมันมีเรื่องอะไรกับเพื่อนกลุ่มมันหรือเปล่าวะ”

ในเมื่อทำการบ้านไม่ได้ผมก็เลยเผือกเรื่องชาวบ้านซะ ผ่อนคลายสมองอะไรประมาณนี้

“อย่ารู้เลยไม่มีสาระหรอก”

ดินตอบทั้งที่มันเอาหัวฟุบลงบนโต๊ะ มันหันหน้ามามองผมแล้วลุกขึ้นนั่งก่อนมองผมอีกครั้งแบบรำคาญเต็มทน

“นี่มึงยังไม่เสร็จอีกเหรอข้อเดียวเนี่ย”

ใช่ไงกูโง่มึงไม่เข้าใจเหรอ

“เออ!” ผมหันมาสนใจการบ้านต่อ มันไม่ได้ยากหรอกครับ แต่มันยากชิบหายยย สำหรับคนอย่างผมไง

“กูจะสอนมึงอีกรอบเดียวนะ ถ้ายังจำไม่ได้อีกกูเก็บตังค์ข้อละแสน”

“มึงปล้นกูเถอะ” แล้วมันก็หัวเราะผม

ถึงปากมันจะพูดอย่างนั้นแต่มันก็ไม่เคยเก็บเงินผมจริงๆ หรอกครับ ดินมันค่อยๆ สอนผม แต่ขอโทษผมก็เข้าใจแค่ตอนนี้แหละครับแต่พอเจอข้อสอบอาจารย์ผมก็หลับตาเอานิ้มจิ้มเสี่ยงทายอยู่ดี แล้วยิ่งถ้าเป็นข้อเขียนนะเขียนสูตรส่งได้ผมก็โคตรจะภูมิใจแล้ว

“มึงนี่น้าวิชาอื่นท็อปเอาๆ มึงเป็นอะไรกับฟิสิกส์มากปะ”

“จะเป็นอะไรได้ล่ะนอกจากกูโง่เนี่ย” ผมไม่ชอบให้ใครมาว่าผมโง่นะ แต่กับวิชานี้ผมยอม

“ก็ดีที่มึงรู้ตัว”

ดินมันยิ้มแล้วก็เอามือหยาบๆ ของมันมายีหัวผม แล้วผมก็นั่งนิ่งให้มันยี ปกติแหละครับผมต้องให้มันสอนการบ้านนี่มันทำอะไรผมก็ต้องยอมไว้ก่อน

“พวกมึงเล่นอะไรกันน่าสนุกดี ให้กูเล่นด้วยคนดิ” ดินชักมือกลับเมื่อไอ้ขลุ่ยมายืนเท้าโต๊ะหน้าสลอน

มันไม่ยอมคุยกับเพื่อนในกลุ่มมากี่วันแล้วผมไม่ได้นับ ผมยากรู้มากกก ก.ไก่สักยี่สิบตัวแต่ก็ไม่กล้าถามมัน ถามดินมันก็ไม่บอก

“นั่นสิน่าสนุกเนอะ” นี่เป็นเสียงบอสครับ

ผมนี่ก้มหน้างุดถ้ามุดโต๊ะได้ผมมุดไปแล้ว ก็เรื่องเมื่อคืนน่ะยังตัดภาพจูบหวานๆ ออกจากหัวไม่ได้เลย

“กูไปห้องน้ำก่อนนะ เห็นหน้าคนบางคนแล้วปวดขี้”

ดินทำหน้าเบื่อโลกพูดกระทบบอสก่อนที่มันจะลุกพรวดออกไปโดยมีขลุ่ยวิ่งตาม

“ดินกูไปด้วย” ขลุ่ยหันมายิ้มให้ผมแวบหนึ่ง

แล้วใครจะสอนการบ้านผม...

“ทำไม่ได้เหรอ”

อับอายต่อหน้าคนที่ชอบอีกแล้วครับ แต่ก็ต้องยอมรับเพราะผมทำไม่ได้จริงๆ

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวเย็นนี้พาทำ แต่ต้องมีรางวัลตอบแทนนะ”

ขนาดลมหายใจผมยังสะดุดเลยครับ ก็จะไม่ให้ผมตกใจจนต้องกลั้นหายใจได้ไงก็นิ้วเรียวๆ ยาวๆ ของบอสน่ะชี้อยู่ที่ริมฝีปากตัวเอง

มันหมายถึง...จูบ...ใช่หรือเปล่า

ผมควรรีบหาทางทำมันให้เสร็จก่อนที่จะตกไปถึงมือบอสสินะ

ดินเพื่อนรักอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ห้องน้ำห้องที่เท่าไหร่ได้โปรดกลับมาสอนการบ้านกูที

พลีสสสส

Din talk 

ผมมานั่งรวมกับเพื่อนคนอื่นๆ อยู่ที่บ้านของเนสโดยมีไอ้ขลุ่ยมาเกาะแข้งเกาะขาผมไม่ห่าง พวกเรามาทำไมกันที่นี่น่ะเหรอ พอดีพายไก่บังเอิญไปได้ยินว่าไอ้บอสจะมาติวหนังสือให้เนสก็เลยขอตามมาด้วย ขอกันไปขอกันมาเพื่อนก็เลยยกโขยงกันมากว่าครึ่งห้องเพราะอยากให้ไอ้คนที่เก่งเกินมนุษย์มนาอย่างไอ้บอสติวให้ด้วย บ้านเพื่อนรักของผมก็เลยมีเพื่อนห้องคิงเดินกันให้ควัก

ผมน่ะไม่ได้มาติวหรอกแค่อยากจะมาดูหน้าไอ้คนที่บังอาจมาจีบเพื่อนผม แล้วผมก็อยากจะหัวเราะดังๆ เป็นภาษาละติน ก็ดูหน้าไอ้ติวเตอร์สิหงิกจนไม่รู้จะหงิกยังไงที่ไม่ได้อยู่ตามลำพังกับเนส

ผมยอมแพ้แล้วล่ะ ถ้าเนสมันจะคบกับบอสจริงๆ ไอ้ผมมันก็เป็นแค่เพื่อนไงจะไปห้ามอะไรมันได้

เห็นมันยิ้มผมก็ดีใจไปกับมัน

แต่ถ้าเมื่อไรที่ไอ้บอสมันทำเพื่อนผมเสียใจล่ะก็...ผมกระทืบมันจมดินแน่!

“มึงจะไปไหน” ไอ้ขลุ่ยร้องถามผม

“กลับ” อยู่ไปผมก็ไม่ได้ฟังที่ไอ้หน้าหล่อมันกำลังพูดนักหรอก

ผมเก่งอยู่แล้วด้วยตัวผมเอง ไม่จำเป็นต้องให้คนที่ไม่ชอบขี้หน้ามาติวให้

“กูไปด้วย” ขลุ่ยไม่รอช้าเก็บหนังสือใส่กระเป๋าเดินตามผมออกมาโดยไม่สนใจติวต่อ

“มึงจะไปไหน”

“ไปกับมึงไง”

“กับกู...” มันจะตามผมทำไม “มึงไม่มีบ้านเหรอ”

“มีแต่กูอยากไปบ้านมึง”

“กูไม่ให้ไป” มันยังตัดใจเรื่องทรายไม่ได้เดี๋ยวไปเจอหน้าทรายมันก็จะมาดรามากับผมอีกผมเบื่อ

“ใจร้าย” มันทำหน้าหงอยครับ

ไม่มีความน่าสงสารเลยมึง น่าเกลียดมากกว่ามึงจะรู้ตัวไหมเนี่ย

“กูจะบอกอะไรมึงให้นะ มึงควรจะยอมรับความจริงแล้วไปคุยกับไอ้ผัดไทให้มันรู้เรื่องไม่ใช่หนีมาอยู่กับกูแบบนี้”

“กูยังไม่พร้อมไง ขอเวลากูทำใจก่อนสิวะ”

แต่ตอนที่พูดหน้ามันไม่ได้เครียดเลยนะครับ นี่ตกลงมึงเศร้า มึงเสียใจ มึงใจสลายจึงหรือเปล่า

“แล้วมึงจะต้องทำใจอีกกี่วัน” แล้วผมกลายมาเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจให้มันตั้งแต่เมื่อไหร่

“วันนี้อีกแค่วันเดียว ถ้ามึงยอมให้กูไปบ้านมึงกูทำใจได้เลย”

“มึงคิดได้ไง” มึงปัญญาอ่อนปะ หรืออะไร

คือการที่มันไปบ้านผมแล้วมันจะทำใจได้...หนังการ์ตูนแล้ว มึงไปกินอะไรผิดสำแดงมาวะ

“น่านะๆๆ” มันอ้อนอีกแล้วครับ และที่พีคไปกว่านั้นคือจับมือผมด้วยแน่ะ

แล้วผมเองนี่แหละจะมาร้อนวูบๆ วาบๆ เหมือนโดนไฟช็อตทำไม

มันไม่ได้แปลว่าผมกำลังหวั่นไหวอะไรใช่ไหม

ผมก็ผู้ชาย...มันก็ผู้ชาย...

หวั่นไหวอะไรไร้สาระ!

“เออๆ จะไปก็ขับตามมา มึงนี่น่ารำคาญจริงๆ”

ในที่สุดผมก็ปล่อยให้มันมานั่งเสนอหน้าอยู่ในห้องผมจนได้ และมันก็ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งจ้องผมอยู่อย่างเดียว คราวนี้ผมทำอะไรไม่ถูก ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะว่าเขินสายตาของมันก็เลยต้องหาหนังสือมาอ่านแก้เขิน

ฟิสิกส์ขนมหวาน เป็นเล่มที่ผมสุ่มหยิบขึ้นมาได้ ผมน่ะไม่ชอบเรียนในห้องเท่าไหร่ บางทีก็หลับบางทีก็โดดกำแพงหนีก็เลยมาอาศัยอ่านพวกนี้เอาเอง เรื่องเรียนพิเศษสำหรับคนอย่างผมก็ตัดทิ้งไปได้เลย ขนาดในห้องผมยังหนีเรื่องอะไรผมจะเอาเงินพ่อไปเสียโดยเปล่าประโยชน์ ผมก็ไม่ได้จะหลงตัวเองหรอกนะแต่คนที่เกิดมาเก่งอย่างผมแค่อ่านเองก็คะแนนเต็มจนไม่รู้จะเต็มยังไงแล้ว

จะเป็นรองอยู่ก็แค่...ไอ้บอสคนเดียวถึงไม่อยากจะยอมรับก็เหอะ

“เรื่องบนรถบัสที่กูหลับไปซบมึง...” อยู่ๆ มันก็พูดเรื่องบนรถวันที่ไปทัศนะศึกษาขึ้นมา

มึงจะพูดถึงทำไมวะ กูมีบางเรื่องที่อยากลืมๆ มันไปแต่ก็ฝันถึงทุกวันอยู่นะ

“...” ผมเงียบครับลุ้นอยู่ว่ามันจะพูดอะไรต่อ

“ที่กู...” มันทำท่าเหมือนลังเล

จะพูดอะไรก็พูดสิวะกูลุ้นจนเหงื่อจะท่วมตัวแล้วเนี่ย หรือถ้ามึงจะไม่พูดมึงก็หุบปากกูจะได้อ่านหนังสือต่อ

แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็อยากรู้ว่ามันจะพูดอะไร

“ที่กูละเมอ...”

ชิบหาย! มันรู้ด้วยเหรอว่าตัวเองละเมอ ปกติคนละเมอนี่คือรู้ตัวเหรอวะ

มือผมที่จับหนังสืออยู่สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ผมไม่กล้าสบตามันอีกต่อไป

กูขอร้องมึงอย่าพูดอะไรถึงเรื่องที่เห็นกูเป็นทรายแล้วจูบกู...

“แล้วจูบมึงน่ะ”

ปุ! หนังสือหลุดจากมือผมเรียบร้อยแล้ว

“เชี่ย!” ผมเองครับที่ด่ามันทันทีที่มันพูดจบ

นี่ตกลงคือมันรู้ตัวเหรอว่ามันจูบผม

“มึงพูดอะไร! จูบเจิบอะไร ใครไปจูบกับมึง”

ปฏิเสธไว้ก่อนครับ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ผมจะไม่ยอมรับเด็ดขาด

อีกอย่างมันไม่ได้ตั้งใจจูบผมสักหน่อย มันคิดว่าผมเป็นทรายก็เลย...

“มึงไง ก็กูจูบมึงทำไมกูจะจำไม่ได้” มันยืนยันหนักแน่นสีหน้าจริงจัง

“ไม่ได้จูบ มึงอย่ามามั่ว” ผมไม่เข้าใจว่ามันจะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไม

“โอ้ยยย กูสับสนนะเนี่ย!”

อยู่ๆ มันก็ทึ้งหัวตัวเองแล้วก็จ้องผมเขม็ง ใช่มันคนเดียวที่ไหนล่ะที่สับสน ผมเองก็นอนคิดเรื่องนี้ทุกวันเหมือนกัน ไม่ว่าจะพยายามไล่ภาพตอนที่มันจูบออกจากหัวเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้

ผมเคยจูบกับผู้หญิงนะ หลายคนเลยด้วย แต่ไม่เคยรู้สึกแบบเดียวกับที่จูบกับมัน

“กูคิดมาตลอดว่ากูชอบทราย” มันพูดอีก

แล้วทำไมผมต้องรู้สึกหน่วงๆ ในใจด้วยล่ะ

“แต่ไม่รู้ทำไมวันนั้นกูจูบมึง”

“ไม่ได้จูบ!” ไม่ว่าจะยังไงผมไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด อุตส่าห์จะเก็บเป็นความลับไปจนวันตาย

“จูบกูรู้ตัวทุกอย่าง” มันไม่ยอมแพ้ผม “กูรู้ว่ากูเพ้อเรื่องทราย แล้วกูก็รู้ว่าคนที่นั่งอยู่กับกูมันคือมึง แล้วกูก็จูบมึง”

มันรู้ว่าเป็นผมแต่มันก็จูบผมเนี่ยนะ! แล้วใจผมนี่จะเต้นแรงทำไมมีอะไรน่าตื่นเต้น โกรธดิวะควรโกรธดิไม่ใช่มาใจเต้นแรงแบบนี้

นี่ผมเป็นอะไรของผมวะเนี่ย!

ผมเงียบครับไม่รู้จะพูดอะไรออกไป หรือความจริงแล้วผมรอให้มันพูดออกมามากกว่า

“ตอนรู้ว่าทรายกับไอ้ผัดไทชอบกันกูก็เจ็บนะ แต่พอมีมึงมาอยู่ใกล้ๆ กูก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไรแล้ว” มันทำท่าคิด “กูกลับรู้สึกดีที่มีมึงอยู่ข้างๆ กู”

ทำไมมันพูดเหมือนมันจะสารภาพรักผมเลยวะ

อย่านะมึง...กูยังไม่แน่ใจอะไรๆ ในตัวเองสักอย่าง

“กูสับสนว่ะ” ขลุ่ยยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองเหมือนกำลังคิดหนัก “กูว่า...”

ว่า...ว่าอะไรล่ะผมนี่ก็ลุ้นกับมันไปด้วย

อย่านะมึงห้ามพูดอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นชอบหรือรัก

ถ้ามึงพูดกูถีบ!

“กูว่ากูน่าจะชอบมึงว่ะดิน”

นั่นไง! ผมว่าอาคีมีดิสก็คงช่วยอะไรผมไม่ได้แล้วตอนนี้

“ไอ้ขลุ่ย!”

ไปแล้วครับผมวิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อนักเรียนมันขึ้นจนมันต้องยืนขึ้นตามแรงกระชากของผม ผมไม่สนว่ากระดุมเสื้อมันจะขาดหรือเปล่าแต่มันมาบอกว่าชอบผมผมยอมไม่ได้

“มึงจะต่อยกูก็ต่อยเลยแต่ก็พูดความจริง”

ผมง้างมือขึ้นไปจนสุดกำหมัดแน่น ผมจ้องตามันมันจ้องตาผม...

“โธ่โว้ย!” ผมปล่อยคอเสื้อมันไม่ต่อยตามมันท้า “มึงพูดเหี้ยอะไรเป็นเรื่องเป็นราว มึงกับกูไม่ได้จูบอะไรกันทั้งนั้น แล้วมึงก็ไม่ได้ชอบกูด้วย”

ผมว่าหน้าผมน่าจะแดงนะไม่น่ารอดร้อนฉ่าขนาดนี้

“ชอบ” มันสวนผมทันทีเลยครับ นี่มึงจะไม่เสียเวลาคิดสักนิดเลยเหรอ

“ไม่ได้ชอบ” แล้วผมก็บ้าจี้ไปเถียงกับมัน

“กูว่ากูชอบมึงอ่ะ”

“กูก็บอกมึงอยู่นี่ไงว่ามึงไม่ได้ชอบกู”

“ชอบก็คือชอบไงวะ”

“มึงไม่ได้ชอบกู”

“กูชอบมึงกูแน่ใจดิน”

ปัญญาอ่อนไหมล่ะที่ผมมายืนเถียงกับมันแทนที่จะกระทืบมันอย่างที่ควรจะทำ

ผมค่อนข้างแน่ใจแล้วล่ะว่าไม่ได้มีแค่มันหรอกที่ชอบผม

ผมเองก็คง...

“แต่กูกับมึงเป็นผู้ชายทั้งคู่นะเว้ย” นี่เป็นความจริงที่ทำมันชะงักไปเหมือนกัน

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างมันกับผมแล้วมันก็เดินเข้ามาชิดตัวผม

“เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นหรือเปล่าวะ ที่มันสำคัญตอนนี้ก็คือกูชอบมึง...แล้วมึงคิดยังไงต่างหาก”

ผมได้แต่ยืนนิ่งตอบอะไรมันไม่ได้ ทั้งที่ผมควรจะรีบปฏิเสธแล้วไล่มันกลับบ้านแต่ผมกลับยืนเป็นใบ้ไม่พูดอะไรออกไป

“มึงเองก็ชอบกูใช่ไหม”

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้มันมั่นใจว่าผมคิดแบบนั้น

“มึงกลับไปเถอะ กูอยากอ่านหนังสือเงียบๆ คนเดียว” นี่คือสิ่งที่ผมพูดออกไปครับ ผมคงจะให้คำตอบอะไรมันตอนนี้ไม่ได้

“กูไปก็ได้ แต่ถ้ามึงอยากแน่ใจ...”

มันไม่บอกอะไรผมทั้งนั้นแต่มันจับท้ายทอยผมไว้แล้วประกบปากมันเข้ามาแล้วจูบอย่างดูดดื่มใส่ผม

ขอเน้นว่าดูดดื่ม!

ปากมันไม่ได้สากอะไรแถมยังร้อนผ่าวร้อนไปกระทั่งลมหายใจของมัน มันขบเม้มปากล่างของผมบดเคล้าด้วยความชำนาญจนสมองผมนี่เบลอไปหมด

แล้วผมก็จูบตอบมัน!

แลกลิ้นกันด้วยครับ บอกได้คำเดียวว่าเด็ด โคตรจะดุเดือดอย่างกับผมกับมันนี่พร้อมจะผสมพันธุ์กัน

มันจูบผมจูบอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งผมเป็นฝ่ายผลักมันออกเบาๆ

“มึงควรรู้ใจตัวเองได้แล้วนะ” ขลุ่ยพูด

“กู...บอกให้มึงกลับบ้านมึงไง ไปได้แล้วกูจะอ่านหนังสือ”

“โอเค”

ไอ้ขลุ่ยมันยอมเดินออกจากห้องผมไป ทันทีที่มันสตาร์ทรถออกไปแล้วผมที่ยืนอยู่ถึงกับทรุดลงไปบนเก้าอี้ต้องเอามือขึ้นมากดหน้าอกข้างซ้ายเอาไว้

ผมว่าใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเล่นไวกิ้งที่สวนสนุกซะอีก

ผมไม่ได้ชอบมันอย่างที่มันบอกใช่ไหม

ผมไม่ได้ชอบมัน...ผมไม่ได้ชอบมัน...ผมไม่ได้ชอบมัน

เออ! ยอมรับก็ได้วะ ผมชอบมันก็ได้ถ้ามันจะทำให้ใจผมเต้นช้าลงสักนิดล่ะก็

ชอบก็ชอบ กูชอบมึงไอ้ขลุ่ยบ้า!

ไอ้หน้าม่อเอ๊ย! เมื่อวานนี้มันบอกว่าชอบผมแต่วันนี้มามาอี๋อ๋ออยู่กับผู้หญิง

ไปตายเหอะ!

“ไอ้ดิน!” ป้าบ...ครั้งนี้เป็นเนสครับที่ตบหัวผมจนหน้าคว่ำ

“เชี่ยไรวะ” ผมหันไปมองหน้าเพื่อนรัก ปกติเนสไม่เคยทำร้ายร่างกายผมหรอกครับมันน่ะบอบบางจะตาย เห็นผมใช้ความรุนแรงกับคนอื่นก็บ่นจนหูผมนี่ชาไปหมด

แล้วอะไรคือวันนี้มันยังไงมาโบกหัวผมได้

หรือไอ้บอสมันสอนให้เนสมาปีกกล้าขาแข็งกับผม เดี๋ยวก็ถล่มยกแก๊งแม่ง!

“กูเรียกมึงตั้งแต่พระมาบิณฑบาตรตอนเช้าจนตอนนี้พระกลับวัดหมดแล้ว”

“มึงก็เวอร์ไปไหม” เดี๋ยวนี้มันชอบหน้าหงิกใส่ผมง่ายๆ เลย

ก็ผมไม่ได้ยินมันนี่ครับมัวแต่ไปมองไอ้ขลุ่ยกับเมี่ยงเพื่อนร่วมห้องกันนี่แหละนั่งหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ ผมจะไม่รู้สึกเหมือนลมกำลังออกหูเลยถ้าเมี่ยงไม่ได้สวย ยิ้มไม่หวาน ตาไม่โต และสุดท้ายนมไม่ตู้ม!

ระเบิดใส่หน้าแม่งงงง ให้มันตายคานมสดผมนี่จะไม่เสียใจเลย

ไม่เสียใจจริงๆ นะ

“มึงเป็นอะไรเหม่ออยู่ได้” เนสยังไม่เลิกบ่นผมครับ “มองอะไรวะตั้งนานละ”

“เฮ้ย! ไม่มี ไม่ได้มองอะไรหรอก” ผมรีบยกหนังสือการ์ตูนโคนันที่เนสกำลังอ่านอยู่ขึ้นมาปิดหน้ามันไว้ ไม่อยากให้รู้หรอกว่าผมมองอะไรอยู่

“กูว่าจะชวนมึงไปห้องสมุด”

คาบนี้พวกเราว่างน่ะครับ ก็อย่างที่รู้พวกผมม.6 กันแล้วอาจารย์ส่วนใหญ่สอนจบหมดแล้วเหลือเวลาไว้ให้พวกผมอ่านหนังสือแล้วก็ติวข้อสอบกัน แล้วเนสเพื่อนผมน่ะโปรดปรานห้องสมุดยิ่งกว่าโรงอาหารแบบผมไง ผมกับห้องสมุดไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่แต่ถ้าให้ไปนอนก็พอได้

“ไม่กูจะไปเตะบอล” มีเพื่อนบางกลุ่มในห้องที่พากันลงไปเตะฟุตบอลอยู่กลางสนามทั้งที่เป็นคาบเช้า “แล้วมึงจะหน้าแดงทำไม”

ผมถามก่อนจะต้องร้องอ๋อในใจก็หวานใจมันน่ะกำลังวิ่งเด่นหราอยู่ในสนามฟุตบอลโน่น ผมเดาเนื่องจากไม่เห็นกลุ่มไอ้บอสในห้องนอกจากไอ้ขลุ่ยที่กำลังม่อสาวอยู่ มึงไปถึงขั้นไหนกันแล้ววะทำไมจะต้องมาเขินแรงอะไรขนาดนี้

“ตกลงมึงจะไปไหมเนส”

“มึงไปเล่นบอลกูไปห้องสมุดแยกกัน”

“เออ” ผมยอมปล่อยเนสไปถึงจะเป็นเพื่อนรักกันยังไงแต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องตามติดมันทุกที่

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครอยากแกล้งเนสเท่าไหร่อาจจะเพราะความเอ๋อลดลงและเพราะไปไหนมาไหนกับทั้งผมแล้วก็กลุ่มไอ้พวกคนหล่อบ่อยๆ เลยไม่มีใครกล้า แต่ถ้าเป็นเรื่องสาวๆ ล่ะก็ น้องม.4 ม.5 เข้ามาหามันเยอะมาก พี่เนสอย่างนั้นพี่เนสอย่างนี้ ผมล่ะอดปวดหัวแทนไอ้บอสไม่ได้

“จริงเหรอ เฮ้ยขลุ่ยเก่งมากเลยอ่ะ เท่มากด้วย” นี่เป็นเสียงเล็กๆ หวานๆ ของเมี่ยงครับ แล้วไอ้คนโดนชมนะยิ้มจนหน้าจะบานเท่าดอกทานตะวันแล้วครับ

หมั่นไส้คนโว้ยยยย อยากแตะคนด้วย

“มึงเป็นอะไรมากเปล่า กำมือทำไม” และเนสผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ถามผมซะเสียงดังเชียว

ไอ้ตัวต้นเหตุมันหันมามองผมแล้วครับ สีหน้าสีตามันนี่เหมือนโคตรจะห่วงใยผมอ่ะ เสแสร้งเถอะมึง ผมไม่เชื่อมันแล้ว

“กูเปล่า ไปเตะบอลละ”

ผมลุกพรวดออกไปเลยเดี๋ยวจะอยากเตะคนมากกว่าเตะฟุตบอลเพราะงั้นต้องรีบวิ่งไปให้ถึงสนาม

พอมาถึงเท่านั้นแหละครับผมนี่เตะเอาๆ หน้าไอ้ขลุ่ยนี่เด่นอยู่บนลูกฟุตบอลเลยในความคิดผม ผมอยู่คนละทีมกับพวกไอ้บอสสู้กันอย่างดุเดือด เล่นจนเหงื่องี้ท่วมตัวไปหมดเสื้อนักเรียนผมเปียกไปทั้งหลังอ่ะครับ พวกผมเล่นจนไม่ลืมหูลืมตาชนิดที่ว่าถึงเวลาพักของเด็กม.ต้นแล้วก็ยังไม่หยุดเล่น ที่นี่จะพักกลางวันให้เด็กม.ต้นก่อนประมาณ 11.30 น. จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงจะเป็นเด็กม.ปลายที่ได้พักตาม

“เฮ้ย! ไอ้ดินเนสมันเรียกมึงอยู่ข้างสนามอ่ะ”

เพื่อนผมคนหนึ่งร้องบอกผมเพราะผมมัวแต่วิ่งไล่ลูกหนังจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ผมหันไปข้างสนามเห็นเนสยืนโบกมือให้อยู่ผมเลยวิ่งเข้าไปหา

“อ่ะน้ำ” น้ำเปล่าเย็นๆ ถูกยื่นมาให้ตรงหน้าผมผมที่ตอนนี้กระหายมากเลยรีบคว้ามาดื่ม

“พี่ดินเท่จังเลยค่ะ”

ผมนี่เกือบสำลักน้ำอ่ะที่อยู่ๆ ก็มีน้องม.ต้น ม. อะไรไม่รู้มากรี๊ดกร๊าดผมใหญ่ คือมันก็ปกติแหละสำหรับโรงเรียนผมแต่คือตอนนี้ผมอารมณ์ไม่ดีไง เรื่องไอ้หน้าม่อขลุ่ยนั่นแหละตัดออกจากหัวไม่ได้เลย

“ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ”

“ห๊ะ!” เอ๋อรับประทานครับ

คือสภาพผมตอนนี้ไม่ได้น่าถ่ายรูปด้วยได้เลยนะเหงื่อนี่เปียกซก ยิ่งหน้าไม่ต้องพูดถึงตากแดดซะขนาดนั้น แต่ปกติสาวๆ จะมาขอถ่ายรูปกับผมเฉพาะเวลามีงานโรงเรียนนะ แล้วทำไมวันนี้ที่ไม่มีอะไรเลยมาขอวะ

“ถ่ายรูปกับพี่ตอนนี้...” คิ้วผมคงพันกันเพราะความสงสัยไปแล้วล่ะครับ

“ใช่ค่ะ” น้องคนที่ตัวเล็กตาตี่ๆ พยักหน้า น้องมากันสองคนครับอีกคนตัวสูงๆ

“พี่ไม่ใช่ดารานะ”

“นะคะ”

แล้วผมก็แพ้ลูกอ้อนยอมถ่ายกับน้อง แล้วอยู่ๆ น้องก็หันหลังไปกวักมือเรียกใครบางคนให้มาถ่ายรูปกับผม

นี่ถ้ามามากกว่านี้ผมจะเก็บเงินแล้วนะเป็นทุนอาหารกลางวันให้ตัวเอง

“พี่ขลุ่ยเร็วๆ ค่ะเดี๋ยวพี่ดินเปลี่ยนใจ”

อะไรนะ! ไอ้ขลุ่ยเหรอ...

ใช่แล้วครับเป็นมันจริงๆ แล้วผมก็พอจะจำได้ขึ้นมารางๆ แล้วว่าน้องสองคนนี้อยู่ชุมนุมดนตรีสากลเพราะเคยเห็นอยู่บนเวทีเวลามีงาน

นี่ไอ้ขลุ่ยมันใช้อำนาจหัวหน้าชุมนุมมาบังคับน้องพวกนี้เหรอ

มันเดินยิ้มโชว์ฟันขาวมายืนข้างๆ ผม แต่ผมไม่โอเคไงตอนนี้ ผมไม่ถ่ายกับมันหรอก

“กูไม่ถ่ายกับมึง”

ทำไมไม่อยู่กับเมี่ยงล่ะ มาหาคนอย่างผมทำไม ผมนี่ไม่มองหน้ามันเลยครับจะหันกลับไปหาเนสชวนไปโรงอาหารแต่คือเนสหายไปแล้วครับ

แล้วเพื่อนที่มาส่งน้ำให้ผมหายไปไหน

“เนส...” ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเพื่อน

“เนสมันไปนู่นแล้ว” เป็นไอ้ขลุ่ยครับที่ชี้นิ้วให้ผมดู

เนสเดินลิ่วๆ ก้าวขาอย่างเร็วเพื่อหนีไอ้คนที่กำลังวิ่งตามอยู่ซึ่งก็คือไอ้บอส

สรุปคือผมถูกเพื่อนทิ้งเหรอ ดีไปอีกชีวิตผมเนี่ย

“ขอถ่ายรูปคู่หน่อยกูจะเอาไปติดเฟรนด์ชิฟ” ไอ้ขลุ่ยพูดครับในขณะที่น้องสองคนตั้งกล้องรอ

“กูไม่ถ่ายรูปกับมึง”

ผมไม่สนว่ามันจะทำหน้ายังไง ผมสนแค่ตัวเองตอนนี้ สองขายาวๆ ของผมเดินตามเนสไปแล้วสองคนนั้นก็ไปโรงอาหารจริงๆ เนสกับไอ้บอสต่อแถวอยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวผมเลยเดินเข้าร้านข้าวร้านแรก ไม่อยากไปยืนเลี่ยนอยู่ใกล้ๆ สองคนนั้น

จะอ้วกก่อนกินข้าวเอา

“กินด้วยดิ”

นี่คือมันจะให้ผมอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่ได้เลยใช่ไหม มันตามผมมาทันแล้วครับ

ผมเงียบไม่พูดกับมัน

“มึงงอนอะไรกูปะเนี่ย”

“งอนเชี่ยไร!” ผมรีบแก้คำพูดมัน ไม่ใช่มีแค่ผมกับมันที่อยู่ในแถวไง

“นี่ไงที่เขาเรียกว่างอน”

“มึงอย่าพูดมาก” ผมอยากต่อยปากมันแต่คนเยอะ

“มึงงอนเรื่องอะไรบอกกูหน่อย”

“กูบอกว่าไม่ได้งอน!” ถ้ามันยังพูดอีกผมจะไม่สนแล้วนะว่าคนจะเยอะไม่เยอะ

“อ่ะๆ มึงไม่พอใจกูเรื่องอะไรบอกกูหน่อย” มันทำหน้าจริงจังใส่ผม

และผมก็เพิ่งรู้ตัว...นี่ผมไม่พอใจมันเพราะมันอยู่ใกล้ผู้หญิง...

คืออะไร...นี่ผมหวงมันเหรอ...

แล้วไอ้หวงนี่ถ้าใช้กับคนที่รู้สึกดีๆ ด้วยมันใช่หึงป่าวครับ

เชรดดดด นี่ผมหึงมันเหรอ!

“ว่างไงตกลงมึง...”

“กูไม่ได้หึง!” ฉิบหายยย ผมเผลอพูดไอ้สิ่งที่คิดออกไปก่อนที่ไอ้ขลุ่ยจะพูดจบซะอีก

โอ๊ยยยยย อายยันลูกบวชอ่ะบอกเลย แล้วคือหน้าไอ้ขลุ่ยตอนนี้ดูตกใจมากแต่ก็ไม่ถึงสามวิมันก็ยิ้มออกมาเหมือนคนบ้า

มึงช่วยบ้าจริงๆ เหอะจะได้ลืมๆ เรื่องนี้ไป

“เอาผัดกระเพากับไข่ดาวครับ” โชคดีที่ถึงคิวผมสั่งข้าวพอดี เหมือนระฆังช่วยชีวิตอ่ะบอกเลย

“ผมเอาเหมือนแฟนเอ๊ย! เอาเหมือนกันครับกระเพากับไข่ดาว”

“มึง...” ผมรู้ว่ามันแกล้งพูดผิด มันแม่งทำไมต้องทำให้ผมอายด้วยวะ

ผมรับข้าวจากป้าคนขายจ่ายเงินแล้วเดินไปนั่งข้างเนสที่โต๊ะประจำ ถ้าผมจะนั่งไม่มีใครกล้ามานั่นก่อนผมหรอกครับก็รู้กันอยู่ผมนักเลงอยู่พอตัว

“ทำไมหน้าบึ้งจังวะ งอนกูเหรอ” นี่ก็อีกคนครับ จะพูดเหมือนไอ้ขลุ่ยทำไม

แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะผมถึงได้รู้สึกว่าคำว่างอนจากเนสมันไม่น่าหงุดหงิดเท่ามาจากไอ้ขลุ่ย

“งอนอะไรทำไมกูต้องงอน กูจะต้องงอนทุกอย่างงอนทุกคนบนโลกเลยหรือไง”

“เอ่อ...ก็คงไม่” เนสงงครับเลยเลิกถามผมตั้งใจกินต่อไป

“อ้าวไอ้บอสทำไมวันนี้มากินข้าวกับพวกนี้ได้” มันมาแล้วครับมาปุ๊บก็ถามเพื่อนมันปั๊บ

“กูอยากกินข้าวกับเนสไง” ไอ้บอสตอบแล้วเนสก็สำลักก๋วยเตี๋ยวคอกแคก ผมต้องรีบยื่นแก้วน้ำให้

“พวกมึงจะหวานอะไรเกรงใจกูนิดนึง” อันนี้ผมพูดครับ

ไอ้บอสยักไหล่แล้วก็ยิ้มอย่างกวนๆ ตามแบบฉบับของมัน ผมก็ยังยืนยันความคิดเดิมอยู่นะครับ คือมันกวนตีน!

“แล้วมึงอ่ะไอ้ขลุ่ยเมื่อไรจะกลับไปกินข้าวกับพวกกู” ไอ้บอสถามเพื่อนมันบ้าง

“ก็เดี๋ยวกูกลับไปตอนไหนพวกมึงก็รู้กันเองนั่นแหละ” ไอ้ขลุ่ยพูดคนๆ เขี่ยๆ ข้าวในจานไปด้วย “แต่ตอนนี้กูต้องหาทางง้อเมียก่อน”

“เชี่ย!” ผมปากระดาษทิชชูใส่หน้ามัน ก็ดูที่มันพูดดิครับ มันเอียงหน้าหลบสิ่งที่ผมปาไปได้แล้วเอามือจับอย่างสบายๆ

“ทำไมมึงต้องโกรธขนาดนี้ด้วยวะดิน ปกติมันก็พูดเล่นกับมึงแบบนี้อยู่แล้วนี่” เนสผู้ไม่รู้เรื่องอะไรถามพาซื่อ

“ทุกทีอ่ะพูดเล่น แต่ครั้งนี้กูพูดจริง กูกำลังง้อแฟนอยู่”

“กูไม่ได้เป็นแฟนมึง!”

“อ่ะๆ กูเป็นแฟนมึงคนเดียวก็ได้” มันพูดหน้าตาเฉย “ตกลงมึงงอนกูเรื่องอะไรก็บอกมาสิครับ มึงไม่บอกกูก็ไม่รู้จะง้อยังไงเหมือนกันนะเนี่ย”

ใครใช้ให้มันมาง้อผมล่ะ แล้วสายตาคนที่เหลือบนโต๊ะนี่ก็กดดันผมจัง

คือจะให้ผมพูดเหรอว่าผมรู้สึกไม่พอใจที่มันอยู่ใกล้ผู้หญิงคนอื่น

ยอมรับว่าชอบมันแล้วผมยังจะต้องมายอมรับว่าหึงมันอีกเหรอ...หึงก็หึงวะ!

ความคิดเห็น