อีวาน เพียส

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 38 ตอนพิเศษ เพลงรักอเล็กซานเดรีย 2

ชื่อตอน : บทที่ 38 ตอนพิเศษ เพลงรักอเล็กซานเดรีย 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 24

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 38 ตอนพิเศษ เพลงรักอเล็กซานเดรีย 2
แบบอักษร

ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าที่ทรงเสน่ห์ ทั้งเส้นผมที่ยุ่งเหยิงราวกับเจ้าตัวไม่ค่อยได้ดูแลมันให้ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ได้ดูแย่เกินไป เขามีคิ้วเข้มดกหนาตามแบบชาวตะวันออกกลางในอียิปต์ ดวงตาสองชั้นซ้ำดูโปนออกมาเล็กน้อย ทำให้นางนึกถึงพวกที่ชอบกวนประสาทคนด้วยสายตา จมูกที่จัดว่าบานออกแต่ก็โด่งรับกับเครื่องหน้าชิ้นอื่นๆ ได้ดี ริมฝีปากที่ออกจะบางนิดๆ ถูกล้อมรอบด้วยไรเคราและหนวดเขียวครึ้ม ทำให้เขาดูเหมือนเสือผู้หญิงอย่างไรอย่างนั้น 

และจู่ๆ ภาพบางอย่างก็สะท้อนเข้าสู่นัยน์เนตรคมสวยของนางจนต้องแน่นิ่งไป 

เวลเคนค่อยๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้างหน้าระรื่น มีหรือที่หมัดเบาๆ ของนางจะทำให้เขาสลบเหมือดได้ ร่างบางค่อยๆ ไถลลงจากร่างใหญ่ของบุรุษลงไปกองกับเบาะที่ประทับ หากแต่ดวงเนตรกลับยังจ้องไปที่ชายหนุ่มไม่วางตา และก่อนที่นางจะรู้ตัว เวลเคนก็ขโมยจุมพิตจากโอษฐ์งามนั้นเสียแล้ว 

................................................................. 

 

 

 

ลมหนาวจากทะเลทรายพัดเข้ามาในโอเอซิสเป็นระยะๆ ใบต้นปาล์มเอนลู่ไปตามทิศทางของลม สะเก็ดไฟแตกดังเปรี๊ยะอยู่เนืองๆ บรรยากาศรอบตัวกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง หลังจากที่เกิดสงครามย่อมๆ ระหว่างนักล่าและปีศาจ ไม่มีวี่แววของผู้รอดชีวิตเลยสักนิด ไม่มีเสียงกรีดร้องทำลายความเงียบ...ไม่มีอะไรขัดขวางการกระทำของเวลเคนเลยแม้แต่น้อย 

เวลเคนถอนจุมพิตออกจากโอษฐ์งามอย่างช้าๆ ร่างงามเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดวงเนตรสวยคมของนางลืมขึ้น เผยให้เห็นนัยน์เนตรสีหมอกขุ่นมัว หากแต่มันกลับเรืองแสงยามอยู่ในที่มืด เกศาสีเงินถูกเกล้าเก็บอย่างเรียบร้อย นางทอดมองมาที่เวลเคนชั่วครู่ก่อนจะถอยห่างออกมาจากร่างกำยำนั้น 

“ข้าขอประทานอภัย...แม่หญิง” เวลเคนกล่าว นางพยักหน้ารับแล้วจึงเสก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความอายเอาไว้ 

“แม่หญิงเป็นแวร์วูล์ฟ...เชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดีเลียส คาสเตอร์แห่งฟินแลนด์ซึ่งอยู่ทางเหนือ หาใช่ธิดาของกษัตริย์อัมเหม็ดไม่” ยิ่งได้เห็นใกล้ๆ เวลเคนก็ยิ่งแน่ใจ เพราะทั้งความยาวของเขี้ยวและรูปลักษณ์ภายนอกของสตรีผู้สูงศักดิ์นี้ และก็เป็นจริงอย่างที่ชายหนุ่มคาดไว้ ใบหน้างามพยักหน้ายอมรับ 

เมื่อสิ้นสุดบทสนทนานี้ ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบเพราะตกอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเอง นางมองทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ อย่างแก้เขิน การที่ได้มานั่งอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในที่ลับตาคนก็ทำให้นางรู้สึกประหม่าได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นศัตรูของเผ่าพันธุ์นางก็ตาม 

I think I found my best friend  

ฉันคิดว่าฉันได้พบเพื่อนที่ดีที่สุด 

I know that it might sound 

ฉันรู้ว่ามันอาจจะฟังดู  

More than a little crazy but I believe...  

คลั่งไคล้เล็กน้อยแต่ฉันก็เชื่อ... 

  

“ท่านกำลังมองข้าอยู่”  

นางกล่าวเมื่อเห็นนัยน์ตาสีนิลของเวลเคนเฝ้าแต่แทะโลมนาง ต่อให้เป็นศัตรูต่อเผ่าพันธุ์ แต่นางก็ยังคงให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยการใช้สรรพนามว่า ‘ท่าน’ ชายหนุ่มค่อยๆ พยักหน้ารับโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากร่างบางเลยแม้แต่น้อย 

“ท่านน่าจะรีบฆ่าข้าทิ้งเสีย ไม่งั้นอาจเป็นท่านเองที่จะแย่” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นหากแต่ก็พยายามควบคุมเอาไว้ 

“ข้าไม่ได้ปรารถนาจะฆ่าแม่หญิง” เวลเคนบอก ที่จริงนางนั่นแหละคือเป้าหมายของเขา คำสั่งจากทางวาติกันระบุว่าให้สังหารแวมไพร์ หากแต่นางไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเขาจะถือว่าคำสั่งนั้นเป็นโมฆะก็แล้วกัน 

“เช่นนั้นท่านต้องการอะไร?” นางถาม หัวใจด้วยเต้นตึกตักด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างอธิบายไม่ได้ 

“แน่ใจหรือว่าแม่หญิงจะสามารถมอบสิ่งนั้นให้ข้าได้”  

“แน่นอน...หากท่านไว้ชีวิตข้า”  

“หากข้า...ปรารถนาในตัวแม่หญิงล่ะ แม่หญิงจะมอบให้ข้าได้หรือไม่?” พูดจบ เวลเคนก็กระเถิบเข้ามาใกล้ร่างบางพร้อมกับรั้งหัตถ์เล็กขึ้นมากอบกุมไว้ นางก้มหน้าลง พยายามหลบสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการของชายหนุ่ม 

 

I knew I loved you before I met you  

ฉันรู้ว่ารักเธอก่อนที่จะได้รู้จักเธอเสียอีก 

I think I dreamed you into life  

ฉันคิดว่าฉันฝันว่าเธอเข้ามาในชีวิต 

I knew I loved you before I met you  

ฉันรู้ว่ารักเธอก่อนที่จะได้รู้จักเธอเสียอีก 

I have been waiting all my life  

ซึ่งฉันรอคอยมาทั้งชีวิต 

  

นางนิ่งไปนาน จนกระทั่งคำถามหนึ่งหลุดออกมาจากปากของเวลเคน 

“หรือว่า...แม่หญิงมีคนรักอยู่แล้ว?”  

นางเงยหน้าขึ้นทันที ดวงหน้างามแดงก่ำด้วยความเขินอายเพราะสัมผัสอุ่นๆ ที่หัตถ์เล็ก 

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะตอนนี้หัวใจข้ายังว่างอยู่...”  

“เช่นนั้นก็ไปอยู่กับข้าเถิดแม่หญิง ข้าจะปกป้อง คุ้มครอง ดูแลท่านเป็นอย่างดี มิให้ท่านต้องลำบากอย่างแน่นอน”  

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงคิดถึงครอบครัวมาก...เพราะข้ายังไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อพวกเขาเลย และอีกอย่าง หากข้าไปกับท่าน พี่น้องของข้าจะต้องตามล่าท่านแน่ 

“ต่อให้ต้องถูกตามล่าสุดขอบโลกข้าก็ยอม"

"แล้วถ้าหากข้าไม่ไปกับท่านล่ะ ท่านจะฆ่าข้าใช่หรือเปล่า?”

นางถาม หัตถ์เล็กเผลอกุมมือสากของชายหนุ่มไว้แน่นอย่างลืมตัว นัยน์ตาสีนิลของเวลเคนมองสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้านิ่งเพื่อไตร่ตรองบางอย่าง  

เขารู้ตัวเองดีว่าคิดยังไงกับนางตั้งแต่ได้เห็นครั้งแรก หากแต่นางเล่า คิดกับเขาเช่นไร ที่ว่าหัวใจนางยังว่างอยู่นั้น...จะเป็นคำพูดสัตย์จริงหรือเปล่านะ หรือจะเป็นคำพูดเพื่อเอาตัวรอดของผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีเป็นไปได้สูงว่าหากเขาปล่อยให้นางกลับบ้านไป เขาก็คงไม่มีโอกาสได้เจอนางอีกเป็นแน่ แต่ถ้าหากนางจะมีใจ หรือมีความรู้สึกชอบตอบให้เขาซักเพียงนิดล่ะก็ ต่อให้ไกลแค่ไหนเขาก็มั่นใจว่าโชคชะตาจะกำหนดให้เราสองคนได้พบกันอีกครั้ง 

ดังนั้น เพื่อตอบคำถามเมื่อครู่ของนาง เวลเคนจึงชักกรีซเล่มเดิมออกมาแล้วยัดใส่หัตถ์เล็กอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความตกใจของร่างงาม 

“ใช้สิ่งนี้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระจากข้าสิ” เวลเคนกล่าวแล้วระบายรอยยิ้มออกมา 

ผู้ชายคนนี้ไม่ได้คิดจะใช้กำลังบังคับให้นางไปกับเขาหรอกหรือนี่! เช่นนั้นนี่ก็เป็นโอกาสแล้วที่จะได้สังหารคนที่เป็นศัตรูต่อเผ่าพันธุ์!  

“แปลว่าท่านอนุญาตให้ข้าฆ่าท่านอย่างนั้นเหรอ” นางบอก รู้สึกใจหายวาบ  

“แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว รู้ไหมว่าข้ารอคอยแม่หญิงมานานหลายปี และในวันนี้เราก็ได้พบกันแล้ว ถึงแม้แม่หญิงจะไม่ยอมเป็นของข้าก็ไม่เป็นไร...ขอแค่ได้ตายในอ้อมกอดของแม่หญิง แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว” เวลเคนบอก  

 

There's just no rhyme or reason 

ไม่มีคำอธิบายหรือเหตุผลใด 

Only the sense of completion  

เพียงแค่รู้สึกถึงการเติมเต็ม 

And in your eyes,  

และเมื่อมองที่นัยน์ตาเธอนั้น 

I see the missing pieces I'm searching for  

ฉันพบสิ่งที่ฉันกำลังค้นหา 

I think I've found my way home  

ฉันคิดว่าฉันพบทางของฉันแล้ว 

I know that it might sound  

ฉันรู้ว่ามันอาจฟังดู 

More than a little crazy but I believe...  

คลั่งไคล้เล็กน้อยแต่ฉันก็เชื่อ... 

  

“ท่าน!”  

“ลงมือเลยสิ” เวลเคนเอนตัวลงแนบเบาะที่ประทับ มือสากของชายหนุ่มยังคงกุมหัตถ์เล็กไว้หลวมๆ นัยน์ตาสีนิลคู่สวยพริ้มหลับลง หากแต่ริมฝีปากกลับแย้มรอยยิ้มอย่างเป็นสุข 

ร่างบางกำกรีซไว้แน่นพร้อมกับเงื้อขึ้นหมายจะแทงให้ทะลุหัวใจของเวลเคน หากแต่เมื่อดวงเนตรสบเข้ากับใบหน้ายียวนของชายหนุ่ม นางก็ได้แต่กำกรีซค้างไว้กลางอากาศ นางเริ่มลังเลระหว่างอิสระที่จะได้รับกับความรู้สึกประหลาดในใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นยามที่ชิดใกล้ชายหนุ่มคนนี้ 

............................................. 

.............................. 

................ 

........ 

เมื่อคิดว่าร่างบางไม่สามารถทำได้ นัยน์ตาสีนิลคู่สวยของเวลเคนก็ลืมขึ้นพร้อมกับที่ร่างกำยำค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งจนชายหนุ่มสามารถมองเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์ได้ถนัดตายิ่งขึ้น มือสากไล้ไปตามท่อนแขนเรียวจนถึงหัตถ์เล็กที่กำกรีซไว้แน่น จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงกรีซออกจากมือเล็กอย่างช้าๆ แล้วโยนทิ้งไปโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากร่างงามนี้เลย 

 

I knew I loved you before I met you  

ฉันรู้ว่ารักเธอก่อนที่จะได้รู้จักเธอเสียอีก 

I think I dreamed you into life  

ฉันคิดว่าฉันฝันว่าเธอเข้ามาในชีวิต 

I knew I loved you before I met you  

ฉันรู้ว่ารักเธอก่อนที่จะได้รู้จักเธอเสียอีก 

I have been waiting all my life  

ซึ่งฉันรอคอยมาทั้งชีวิต 

  

“ข้าปฏิเสธท่านไม่ได้” นางพูดแล้วร้องไห้ เวลเคนสวมกอดร่างบางแนบแน่นเพื่อปลอบประโลม 

“หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าฝันเห็นตัวเอง...กับบุรุษแปลกหน้าคนหนึ่งมาตลอด จนกระทั่งวันนี้ ข้าถึงได้รู้ว่าบุรุษแปลกหน้าก็คือท่านนั่นเอง”  

“แม่หญิง...” เวลเคนเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย 

 

ในตอนนั้น นอกจากความดีใจแล้ว ความแปลกใจยังถาโถมเข้ามาหาข้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ข้าดีใจที่นางเองก็มีความรักให้แก่ข้า ส่วนความแปลกใจของข้าเกิดจากสิ่งที่นางเล่าให้ฟังเมื่อครู่ นั่นแปลว่าไม่ได้มีแต่ข้าคนเดียวที่รักและปรารถนาในตัวนาง แต่เป็นนางด้วยเช่นกัน...ที่รักและปรารถนาในตัวข้า 

 

A thousand angels dance around you 

เทพธิดาเป็นพันร่ายรำอยู่รอบๆ ตัวเธอ 

I am complete now that I've found you  

ชีวิตได้รับการเติมเต็มแล้วเพราะฉันได้พบเธอ 

  

“ทันทีที่ข้าได้เห็นหน้าท่าน...ทั้งภาพ ทั้งความรู้สึกก็ทำให้รู้ว่าข้าต้องการท่านแค่ไหน เพียงแค่เห็นท่านแวบเดียวเท่านั้น ข้าก็รู้ได้ในทันทีว่าท่านเท่านั้นคือคนที่ข้ารอคอยมาตลอดชีวิต”  

หญิงสาวกล่าวได้เพียงเท่านั้น เวลเคนก็ระบายรอยยิ้มบางๆ จากนั้นจึงกระชับร่างบางเข้ามากอดแนบแน่น 

พระเจ้าช่วย! ไม่ได้มีแค่เขาที่รู้สึกเช่นนั้น หากแต่นางก็เช่นกัน ราวกับว่าเราทั้งคู่พึ่งค้นพบชิ้นส่วนที่หายไปในชีวิตแล้วอย่างไรอย่างนั้น 

ความรักมันช่างมหัศจรรย์เสียนี่กระไร ถึงได้เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร เปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็นหวังดี แต่ว่า...ความรักของเราสองคนจะสามารถขจัดความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์นี้ได้หรือไม่นะ?  

เวลเคนกำลังไตร่ตรองถึงความรักที่พึ่งเริ่มขึ้นของเขาอย่างละเอียด เขารู้ดีอยู่แล้วว่าไม่สามารถพานางไปอยู่ร่วมกับเขาได้จริงๆ หรอก ต่อให้ความรักนี้จะเป็นพรหมลิขิตของพระเจ้าก็เถอะ แต่มันยังไม่ใช่เวลานี้ ยิ่งถ้าหากเขาอยากให้ความรักนี้สมหวังด้วยล่ะก็ เห็นที เขาคงต้องดั้งด้นไปหาชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของนักล่าปีศาจในเวลานี้ 

อดัม อาร์เมอร์รี่ 

เพื่อความรักนี้แล้ว มันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะต้องยุติสงครามอันยาวนานนี้เสียที ใช่แล้ว! เขาจะไปพบอดัม อาร์เมอร์รี่ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของเขา จะไปขอร้อง ไปอธิบายให้เข้าใจถึงสถานการณ์นี้ เพราะถ้าหากเป็นชายผู้นั้นล่ะก็ จะต้องสามารถเชื่อมโลกปีศาจและโลกมนุษย์เข้าด้วยกันได้แน่ และถ้าหากเป็นไปได้ล่ะก็ วันหนึ่ง สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ดำเนินมาเป็นร้อยๆ ปีอาจจะจบลงได้ในรุ่นของพวกเขา 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เวลเคนก็หลับตา ข่มความเจ็บปวดเมื่อตนต้องพยายามตัดใจจากหญิงสาวในเวลานี้ แม้ความรู้สึกรักกำลังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม 

ในที่สุดเวลเคนก็ตัดสินใจเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา  

“ข้าจะพาแม่หญิงไปส่งที่ฟินแลนด์”  

ร่างบางดูเหมือนจะตกใจที่ได้ยินเช่นนี้ 

“ถ้าอย่างนั้น เราก็จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน...เช่นนั้นหรือ?” นางถาม คิ้วขมวดมุ่นด้วยความสับสน เวลเคนจึงอธิบายว่า 

“ข้ามั่นใจว่านักล่ากลุ่มอื่นคงบุกเข้าไปสังหารกษัตริย์อัมเหม็ดแล้วล่ะ หากแม่หญิงกลับไปที่นั่น ข้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และแม่หญิงเอง...ก็คิดถึงครอบครัวมากมิใช่หรือ ไหนจะเรื่องความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ของเราสองอีก ดังนั้น...ข้าคิดว่านี่จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว”  

ใช่แล้ว...นางคิดถึงครอบครัวมาก นางมาประทับกับท่านลุงอัมเหม็ดตั้งแต่ยังเด็ก ภายในหนึ่งปีจะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ฟินแลนด์เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ท่านลุงอัมเหม็ดเองก็ทรงมีเมตตาต่อนางเป็นอย่างมาก จนบางทีนางก็เผลอคิดว่าท่านเปรียบเสมือนบิดาแท้ๆ ของนาง แต่การที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลแสนไกลก็ย่อมมีบ้างที่จะคิดถึงพี่ๆ น้องๆ นางคงต้องเศร้าเสียใจไปตลอดชีวิตแน่หากไม่ได้กล่าวคำล่ำลาและใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับครอบครัวอีกสักครั้ง 

แต่เมื่อมองใบหน้าของชายหนุ่มผู้ซึ่งขโมยหัวใจของนางไปตั้งแต่แรกพบแล้ว ก็ได้เห็นร่องรอยของความอาดูรบางอย่างพาดผ่าน เขาจะคิดอย่างไรนะที่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำแบบนั้นออกมา หากเป็นนางเล่าที่ต้องเป็นคนเอ่ย ก็คงจะรู้สึกเจ็บปวดมิใช่น้อยเลย ทั้งๆ ที่เราทั้งคู่ได้พบกันแล้วแท้ๆ แต่กลับมิอาจอยู่ร่วมกันได้ 

เพราะเรื่องระหว่างเผ่าพันธุ์แท้ๆ แต่ว่าในตอนนี้ตัวนางจะทำอะไรไปมากกว่านี้ได้เล่า ต่อให้นึกอยากแย้งแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เพราะใจรู้ดีว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมานั้นถูกต้องทุกประการ 

เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว นางจึงเอื้อนเอ่ย “เข้าใจแล้วค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก นั่นก็เพราะเพื่อความปลอดภัยของตัวข้าเอง ส่วนเรื่องของท่านลุงอัมเหม็ด...ทำไมท่านถึงมั่นใจนักว่าจะสามารถลอบปลงพระชนม์ได้”  

“แม่หญิงคิดว่ากษัตริย์อัมเหม็ดจะรอดพ้นจากการสังหารงั้นเหรอ?” เวลเคนถาม และสตรีผู้สูงศักดิ์ก็พยักหน้ารับ 

“ท่านรู้จักท่านลุงอัมเหม็ดของข้าน้อยไป ท่านลุงไม่เสียทีให้กับนักล่าอย่างพวกท่านง่ายๆ หรอก”  

“อย่างนี้ข้าก็ต้องระดมพลออกตามล่าท่านลุงของแม่หญิงอีกครั้งเสียแล้วสิ”  

“เอ๊ะ! ท่านนี่...ข้าไม่ได้จะชี้โพรงให้กระรอกอย่างท่านเสียหน่อย” นางกล่าวพร้อมกับส่งค้อนไปให้ชายหนุ่มวงใหญ่ 

“โถ…แม่หญิงของข้า ข้าเพียงแต่ล้อเล่นเท่านั้น เรื่องท่านลุงของแม่หญิงข้าจะเก็บไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคน”  

“ขอบคุณท่านมาก”  

ได้ยินเช่นนั้น เวลเคนก็หัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนเจ้าหญิงคนงามฉงน 

“ใครว่าข้าจะทำให้ฟรีๆ เล่า เรื่องแบบนี้ต้องมีของแลกเปลี่ยน” ชายหนุ่มเอ่ย นัยน์ตาสีนิลพราวระยับราวกับจะแข่งกับแสงดาวบนท้องฟ้าก็ไม่ปาน และก่อนที่ร่างบางจะทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เวลเคนก็จุมพิตทาบทับเรียวโอษฐ์งามอย่างห้ามใจไม่อยู่ เนิ่นนานหลายนาทีกว่าเจ้าของร่างกำยำจะปล่อยให้นางเป็นอิสระ 

เจ้าหญิงคนสวยหน้าบึ้งตึงที่ถูกอีกฝ่ายขโมยจุมพิตไป ในขณะที่เวลเคนยิ้มแก้มแทบปริด้วยความเป็นสุขอย่างยิ่ง 

“โถ...แม่หญิงของข้า วันนี้เป็นวันเกิดของแม่หญิงแท้ๆ ใครกันนะแอบมาขโมยรอยยิ้มของท่านไป” เวลเคนกล่าว ทั้งๆ ที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วก็ตามที  

นัยน์เนตรสีหมอกขุ่นมัวหากแต่เรืองแสงทอดมองไปที่นัยน์ตาสีนิลวิบวับของชายหนุ่มด้วยความสงสัย 

“ทำไมท่านถึงรู้ล่ะว่าวันนี้คือวันเกิดของข้า?”  

“ความลับน่ะ” ใบหน้ายียวนของเวลเคนทำให้นางแย้มรอยยิ้มกับตัวเอง 

“แม่หญิง...ข้าอยากให้แม่หญิงมีความสุขกับครอบครัว ให้แม่หญิงใช้เวลาที่มีดูแลพี่น้องของท่านให้ดีที่สุด เพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ข้าจะไปรับท่านกลับมา...ให้ท่านได้ฟังคำบอกรักจากข้า ตั้งแต่นี้และตลอดไป”  

เวลเคนคุกเข่า มือสากเอื้อมไปรั้งหัตถ์เล็กเข้ามาก่อนจะจุมพิตที่หลังหัตถ์นั้นอย่างนุ่มนวล 

“เราจะได้พบกันอีก...ใช่ไหม?” หญิงสาวถาม 

“แน่นอน...ข้าสัญญา”  

  

  

  

**จบแล้วนะคะกับตอนพิเศษ หวังว่าอ่านกันแล้วคงไม่เลี่ยนจนเกินไปนะ (ไม่ก็เลี่ยนกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 555)  

ตอนพิเศษนี้เป็นความรักของคนสมัยก่อน (รุ่นพ่อแม่อ่ะนะ) เลยดูเหมือนจะเป็นรักฉบับเร็วติดปีก เจอหน้ากันก็รักเลย มีเรื่องพรหมลิขิตมาช่วยด้วยไรงี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามันคือตอนพิเศษค่า จะให้มามัวแต่ดูใจกัน เนื้อเรื่องน่าจะยืดเยื้อเยิ่นเย้อได้ที่เลย เพราะงั้นเลยแต่งให้พ่อแม่ของเอลิซาเบธมาลงเอยแบบนี้ละกันนะ 

อย่างที่บอกว่ามันคือเรื่องของคนในสมัยก่อน เพราะงั้นธีมเรื่องอาจจะแตกต่างจากภาคปัจจุบันไปพอสมควร ก็นะ...รุ่นพ่อแม่ก็มีความขัดแย้งกันคนละแบบกับในยุคของพวกเอลิซาเบธ 

ที่จริงแล้วเรื่องของอเล็กซานดร้ากับเวลเคนเกิดขึ้นก่อนเรื่องของกษัตริย์นิโคลัสนะคะ ดังนั้นตอนที่กษัตริย์นิโคลัสในวัยหกขวบหลงรักพระพี่นางนั้น ก็กลายเป็นว่าพระพี่นางมีคนรักอยู่ในใจไปเรียบร้อยแล้วค่ะ และช่วงที่มาร่วมงานวันเกิดของกษัตริย์นิโคลัสก็คือช่วงที่กำลังรออดัม อาร์เมอร์รี่กับเวลเคน ฮันเตอร์มาไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ฟินแลนด์อยู่ (พูดง่ายๆ ก็คือถ้าไกล่เกลี่ยสำเร็จ ก็จะได้ถูกขอแต่งงานไปด้วยเลยแหละ!)

ความคิดเห็น