วาโยเย

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 ถ้ามันเป็นฝันฉันก็ไม่อยากตื่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ถ้ามันเป็นฝันฉันก็ไม่อยากตื่น

คำค้น : February of love, เนสกับบอส, รักเพื่อนไม่ผิด, ทีมกับดิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ถ้ามันเป็นฝันฉันก็ไม่อยากตื่น
แบบอักษร

ตอนที่ 3 ถ้ามันเป็นฝันฉันก็ไม่อยากตื่น  

“เนสกลับกับเราไหม วันนี้ดินมีธุระเลยฝากให้เราไปส่งน่ะ”

ทรายมาจอดรถมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ ผม ทุกวันผมจะกลับกับดิน แต่วันนี้ไม่รู้มันหายหัวไปไหนตั้งแต่กลางวันหลังจากมีเรื่องที่โรงอาหาร

ดินมันก็เป็นแบบนี้ อยากมาก็มา อยากหายก็หาย แล้วผมก็ต้องกลับกับทรายตลอด

“ไม่เป็นไรทรายเดี๋ยวเราขึ้นรถประจำทางกลับได้” ผมบอกเกรงใจทราย

“แน่ใจนะ” ทรายถามย้ำ

“แน่ใจทรายไปเหอะ ขับรถดีๆ นะ”

ทรายยิ้มให้ผมแล้วขับรถออกไป ส่วนผมเดินไปยืนรอรถอยู่ที่ป้ายหน้าโรงเรียนมีนักเรียนมายืนออกันอยู่เต็มไปหมด ริมข้างทางมีรถเข็นขายขนมขายน้ำอยู่หลายร้านแต่ที่โดนรุมมากที่สุดก็คงจะเป็นร้านขายน้ำลุงเขียว ช่วงนี้อากาศมันค่อนข้างจะร้อนถึงจะเป็นช่วงหน้าหนาวก็เถอะ สภาพอากาศเมืองไทยวันนึงมีสักห้าฤดูได้

“อ้าวดินทำไมมึงมาอยู่ตรงนี้วะ”

ไวท์ถอดหมวกกันน็อคสีขาวล้วนของตัวเองออกจอดมอเตอร์ไซค์คู่ใจไว้ข้างๆ ตรงที่ผมยืนแล้วหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจิ้มๆ กดๆ แล้วเงยหน้ามามองหน้าของผมอีกรอบ ถ้าไม่ติดว่าบอสหล่อสุดผมคงใจเต้นกับไวท์ไปแล้ว มันดูดีไปทุกระเบียบนิ้ว ผิวขาวเจ้าสำอางแถมยังความประพฤติดี คงเป็นพ่อที่ดีของลูกได้

“อยู่ตรงนี้นะมึงเดี๋ยวกูไปก่อนละนัดผัดไทไว้”

“อือ...” ผมยังไม่ทันพยักหน้าเสร็จดีไวท์ก็ขับรถฉิวออกไป

ผมก็เลยได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่ที่เดิม ก็นะ ตกลงว่ามันคุยกับผมใช่ไหม มาพูดๆ แล้วก็จากไปยังไม่ทันถึงนาทีเลยมั้ง แต่ก็อย่างว่าแหละ จะมีใครเขาอยากคบค้าสมาคมกับคนอย่างผมกัน

ว่าแล้วก็นึกถึงดินมัน เพื่อนรักคนเดียวของผม ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน แต่ผมก็ไม่ได้เป็นห่วงมันมากนักเพราะถึงเวลามันก็มีงานส่งบนโต๊ะอาจารย์ทุกที ผมยืนแกร่วรอรถต่อไปเพราะยังไม่ถึงเวลาที่รถจะมาจอดที่ป้ายมีเพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไปอยู่เป็นเพื่อน บทประพันธ์ของ Rick Reordan นักเขียนชื่อดังที่ทำให้ตำนานแห่งเทพเป็นที่สนใจของเด็กในกะลาครอบอย่างผมได้ ยิ่งได้อ่านยิ่งจุดประกายความฝันในการอยากเป็นนักเขียนของผม

ผมชอบในการเขียนแต่ยังไม่เคยลงมือทำ ฝันอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยสักแห่งที่ไหนก็ได้แต่ขอเป็นคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะครอบครัวยัดเยียดเข็มฉีดยามีดผ่าตัดมาให้ผม

ซึ่งผมไม่ชอบ! ผมไม่อยากเป็นหมอสักนิดเดียว

“หนังสือมึงนี่มันเครียดขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

ผมสะดุ้งออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองเมื่อถูกทักเข้า เป็นบอสที่ขับมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างหน้าผมเมื่อไหร่ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้หมวกกันน็อคถูกยื่นมาจ่อหน้าจนเกือบจะกระแทกสันจมูกของผมอยู่แล้ว

“บอส...”

“เออกูเอง รีบขึ้นมาจะได้ไปกันสักที หาตัวยากนักนะมึง”

“ไปไหน...” หน้าซื่อไปอีก ผมรู้ว่าอีกไม่ถึงสามวินาทีข้างหน้าบอสจะหันหน้าเหวี่ยงๆ มาทางผม

พอจะจำได้ลางๆ แล้วล่ะว่าวันนี้มีนัดทำงานกันวิชาศิลปะ แต่ผมไม่ได้แกล้งลืมนะก่อนหน้านี้ผมลืมไปจริงๆ แต่พอเห็นหน้าบอสเท่านั้นแหละทุกอย่างกลับมาหมดเลย งานคู่ทำลงสมุดเล่มเดียวกัน และที่สำคัญต้อไปทำบ้านบอส

โอ้ซุส! คืนนี้ผมจะนอนหลับไหมนี่!

“ก็ไปทำรายงานบ้านกูไง มึงลืมได้ไงวะ รีบๆ เลยงานส่งพรุ่งนี้นะ”

หมวกกันน็อคถูกยัดเข้ามาในมือผม ผมต้องไปจริงๆ ใช่ไหม ซ้อนท้ายบอส...โอ๊ยยย! ยิ่งกว่าฝันอีก

“มัวยิ้มอะไรของมึงรีบขึ้นรถงานกูจะไม่เสร็จ”

“เออๆๆ” ผมรีบทำตามที่บอสบอกกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถของบอส

รู้เลยตอนนี้หน้าผมคงบานกว่าจานดาวเทียมเพราะผมไม่สามารถสั่งตัวเองให้หยุดยิ้มได้ มือข้างหนึ่งจับสายกระเป๋าส่วนมืออีกข้างจับอยู่ที่ด้านหลังรถ

อยากกอดเอวในชุดนักเรียนบอสนะ แต่...แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว

 

Din talk

“มึงห้ามเข้าบ้านกู!”

สวัสดีครับทุกคนผมดินนะ ไม่ต้องแปลกใจไปล่ะเสียงตะโกนกว่าห้าร้อยเดซิเบลเป็นเสียงของผมเองที่กำลังกางแขนกางขาเพื่อปิดประตูรั้วบ้านไม่ให้ขลุ่ยมันเข้าไปในบ้านของผม ก็ใครจะอยากให้มันเข้าไปล่ะ ถึงมันจะเอาเรื่องงานกลุ่มมาอ้างแต่ผมก็รู้มันหาเรื่องอยากเข้ามาที่บ้าน

หาทางเข้าใกล้ทรายน้องสาวคนเดียวของผม แล้วคิดเหรอว่าพี่ชายที่แสนดีอย่างผมจะยอมให้มันเข้าใกล้น้องสาวได้

“อะไรของมึงวะ ถ้าไม่ให้เข้าแล้วจะทำงานกันยังไง”

ดูมัน ยังมีหน้าจะเอางานมาอ้างอีก กูรู้ทันมึงหรอก!

ผมอุตส่าห์จะหนีกลับบ้านโดดกำแพงแบบเงียบๆ คนเดียว อยู่ๆ มันก็โผล่มาพร้อมคณะลูกกระจ๊อกของมันพร้อมกับขู่จะถ่ายวีดีโอถ้าผมหนี ผมเกือบได้กระทืบมันเรียงตัวแต่อาจารย์ฝ่ายปกครองดันผ่านมาเห็นผมเลยต้องทำตัวสงบเสงี่ยมแล้วถูกมันลากมาขึ้นรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ไม่ต้องบอกทางมันสักแอะก็ขับมาจอดได้อย่างกับเป็นบ้านตัวเอง เล็งน้องสาวผมอยู่ทำไมผมจะไม่รู้ อย่าให้ผมทนไม่ไหวซัดไม่เลี้ยงแน่ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมห้องก็เถอะ

“กูไม่ให้เข้า งานเดี๋ยวกูทำเองมึงแค่กลับบ้านไปกินนมนอนก็พอ”

“เอ๊า! ไอ้นี่ มึงจะทำคนเดียวได้ไงนี่มันงานคู่ อย่ามาไร้สาระให้กูเข้าไป”

“มึงพูดไม่รู้เรื่องเหรอไอ้ขลุ่ย กูไม่ให้เข้าบ้านกู”

“ก็กูจะเข้า”

ดูมันๆ ยังจะหน้าด้านไม่ยอมไปอีก นี่ตกลงมันอยากโดนผมตั้นหน้ามันมากใช่ไหม ได้...จัดให้เลย

“ดิน! ทำอะไร ขวางทางทำไม” ทรายมาแล้ว พร้อมกับบีบแตรไล่พวกผมสองคนให้ออกไปจากประตูรั้ว

แววตาขลุ่ยหวานเชื่อมขึ้นมาทันที ผมนี่อยากเอานิ้วจิ้มลูกกะตามันจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าทรายอยู่ด้วย ผมไม่ยอมออกจากประตู แต่ก็ทานทนสายตาเขียวๆ ของทรายได้ไม่นาน

“ออกไปดินอย่ามาขวางทาง” ทรายเสียงเข้มขึ้น ผมจะกลัวแล้วนะ แต่ผมก็ไม่อยากให้ไอ้ขลุ่ยเข้าบ้านนี่นา

“อ้าวเด็กๆ ทำอะไรกันทำไมไม่เข้าบ้านล่ะลูก”

เสียงที่สี่ที่ดังขึ้นเป็นของพ่อผมเอง พ่อเป็นสถาปนิกส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ที่บ้าน และพ่อผมใจดีมากชอบบอกให้ผมกับทรายพาเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเยอะๆ ผมเคยพามาแต่เนส ส่วนทรายพาเพื่อนผู้หญิงมาบ่อยๆ จนผมจำไม่ได้แล้วว่าพาใครมามั่ง

“แล้วนั่นพาใครมาด้วยน่ะ เพื่อนดินหรือเพื่อนทราย” นั่นไง หน้าพ่อผมเริ่มบานแล้ว ดีใจที่เห็นเพื่อนลูกมา อาหารเย็นวันนี้คงชุดใหญ่ไฟกระพริบแน่

“เพื่อนดินค่ะพ่อ” ทรายชิงพูด ยิ่งพอรู้ว่าเป็นเพื่อนผมพ่อยิ่งยิ้ม มันเป็นคนแรกนอกจากเนสไงที่มาบ้านกับผม พ่ออย่าทำในสิ่งที่ผมกลัวนะ อย่าชวนมันเข้าบ้าน!

“เข้ามาเลยลูก มาๆ มากินน้ำกินท่ากันก่อน มากินข้าวเย็นด้วยกันด้วย จะนอนค้างด้วยใช่ไหม เดี๋ยวนอนกับดินเลยนะห้องดินมันกว้างเสื้อผ้ามันเยอะแยะเลยลูก”

“ขอบคุณครับคุณพ่อ” ได้ทีตีสนิทเลยนะมึง ขลุ่ยยกมือไหว้พ่อผม

“ใครพ่อมึง พ่อกูกับทรายมึงไม่เกี่ยว” ผมอดไม่ได้จริงๆ เกลียดมันโว้ย!

“เลิกเถียงกันสักที ถ้าไม่เข้าก็หลบไปจะเข้าบ้าน” ทรายบีบแตรไล่อีกครั้งแล้วบิดคันเร่งจนมิดถ้าไม่หลบผมตายก็เลยต้องหลบให้น้องสาวฝาแฝดได้เข้าบ้านสมใจอยาก

“มาๆ เข้ามาพร้อมพ่อเลยลูกไม่ต้องไปสนใจดินหรอก”

หัวเน่าแล้วไงพ่อเดินมาโอบไหล่ขลุ่ยเข้าบ้าน กับลูกชายตัวเองนะไม่เคยหรอก พ่อเอ็นดูเนสผมรับได้ แต่นี่ไอ้ขลุ่ย รับไม่ได้อย่างแรง พ่อนะพ่อ! คนที่ควรจะมานอนค้างบ้านผมวันนี้ควรจะเป็นเนสสิวะ ไอ้บอสทำชีวิตผมรวนหมด มันคิดจะแย่งเพื่อนสนิทของผมไป ผมไม่มีวันยอมให้มันง่ายๆ หรอก

ผมเข้าบ้านเป็นคนสุดท้ายด้วยหน้าตาไม่รับแขกสุดๆ ผมยิ่งอารมณ์เสียเมื่อเข้ามาเห็นไอ้ขลุ่ยยืนมองผมตาแป๋วอยู่ตรงหน้าบันไดทางขึ้นชั้นสองของบ้าน

“ห้องทราย เอ๊ย! ห้องมึงไปทางไหนนำไปดิ”

มันทำมาแกล้งพูดผิด รู้หรอกในใจมันคิดอะไรอยู่

“ฝันไปเถอะมึง มึงไม่ได้เข้าใกล้ทรายแม้แต่ปลายเส้นผมหรอก” ผมอยากกระโดดถีบขาคู่ใส่มันนัก โดนด่ายังจะมีหน้ามายิ้มอีก

“กูก็ใกล้อยู่นี่ไง ไม่เห็นจะยากเลย” มันยิ้ม

กวนตีนฉิบ...ผมจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ!

“มึงกวนตีนกูเหรอไอ้ขลุ่ย”

“มีเรื่องอะไรอีกดิน” เสียงเย็นๆ ใสๆ ที่เหมือนจะใจดีของทรายดังขึ้นข้างหลังผม

ไม่ใช่แม่ก็เหมือนแม่ล่ะวะ ทรายใจดีกับทุกคนยกเว้นผมจริงๆ นะไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน

“ไม่มีอะไรหรอกทราย ไอ้ดินมันแค่อวดบ้านนิดหน่อย นี่มันก็กำลังจะพาขึ้นไปที่ห้องแล้วล่ะ” ขลุ่ยพูดพร้อมกับยิ้มหวานให้ทราย

สงสัยมันคงอยากตายที่นี่จริงๆ ไม่รู้ฤทธิ์ไอ้ดินซะแล้วมึง

“อย่าสร้างเรื่องให้มันมากนะดิน วันนี้ทรายจะอ่านหนังสืออยู่กันเงียบๆ ด้วย”

ทรายดึงยางมัดผมออกปล่อยผมยาวสีดำสยายเต็มแผ่นหลัง ไอ้ขลุ่ยมองตาค้างปากอ้าหวอผมอดไม่ได้กระทืบลงไปบนหลังเท้ามันทีหนึ่งแล้วเอามืออุดปากมันไว้ มันเหลือกตามองหน้าผม หน้ามันแดงแป๊ดเพราะความเจ็บแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

สมน้ำหน้ามัน!

“ไปเพื่อนขึ้นไปต่อบนห้องกูกัน”

ผมกระชากคอเสื้อนักเรียนมันลากขึ้นบันไดอย่างไม่ปราณีแล้วมีหรือที่คนอย่างมันจะขัดขืนผมได้ รนหาเรื่องเองช่วยไม่ได้

“มึงเบาๆ ดิ เสื้อกูจะขาด”

พอเข้าห้องมาได้ขลุ่ยค่อยมีปากมีเสียงดึงมือผมออกจากคอเสื้อมันได้ หน้าตามันยังเจ็บแค้นที่ถูกผมกระทืบเท้าไม่หาย ก่อนจะหันมองไปรอบๆ ห้องผมแล้วทำหน้าแหยๆ

“นี่ห้องหรือรังหนูวะ มึงอยู่เข้าไปได้ไงเนี่ย”

“เรื่องของกู”

มันทำหน้ารังเกียจก่อนจะจับบ็อกเซอร์ของผมที่กองอยู่บนเตียงโยนลงตะกร้าผ้าข้างตู้แล้วหย่อนก้นลงนั่ง

“นั่งเฉยอยู่ทำไมทำสิงาน มึงทำให้เสร็จเลยนะถ้าไม่เสร็จมึงไม่ต้องนอน” ผมว่าล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยท่าทางสบายๆ ก็นี่มันห้องผมนี่

“กูทำอยู่แล้ว มึงก็ต้องช่วยกูด้วย”

“กูไม่ช่วย” เรื่องอะไรผมจะช่วยมัน อยากทำดีนักพ่อจะปล่อยให้ทำคนเดียวให้เสร็จ “มึงทำคนเดียวกูจะนอน”

มันกำลังจะอ้าปากเถียงแต่พอผมยกเท้าใส่หน้าเกือบจะโดนปากมันนั่นแหละมันถึงหยุด

“ทำก็ได้วะ กินแรงกูนะมึง”

ผมแอบยิ้มสะใจถึงจะแกล้งหลับตาอยู่ก็เถอะ คิดจะเล่นกับคนอย่างไอ้ดินเจอแค่นี้มันยังน้อยไป

ไม่รู้ว่าผมนอนหลับไปนานเท่าไรแต่พอรู้สึกตัวอีกทีเหมือนกำลังถูกใครมองหน้าอยู่ผมถึงได้ลืมตาขึ้นมา ผมนี่ตกใจที่สุดในชีวิตแล้วมั้งยิ่งกว่าตอนเห็นผมทรงใหม่ของเนสอีก! ก็จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงอยู่ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นหน้าขลุ่ยลอยอยู่ใกล้ๆ จมูกโด่งๆ ของมันแทบจะชนกับจมูกของผมอยู่แล้ว

“มึงนี่มองดีๆ หน้าก็เหมือนทรายเหมือนกันนะ”

“เชี่ยขลุ่ย!”

ผมกะจะลุกเตะมันสักป้าบที่บังอาจมาวิจารย์หน้าตาของผมแต่ผมลุกไม่ได้เฉย พอเงยหน้าขึ้นไปมองดีๆ ถึงได้เห็นว่ามันเอาเข็มขัดนักเรียนของมันมามัดมือผมโยงไว้กับหัวเตียงทั้งสองข้าง ที่หนักไปกว่านั้นมันกำลังเอาปากกามาวาดหน้าผม

บรรลัยแล้วไงถ้ากูสิวขึ้นนะมึงตายยย!

“ไอ้ขลุ่ยมึงทำไรวะ” ผมนี่ตะโกนสุดเสียงเลย อย่าให้กูหลุดไปได้นะมึง

“ก็มึงกินแรงกู ไม่ช่วยกูทำงาน กูก็เอาคืนไง”

มันยิ้มอีกแล้วครับ คิดว่าหล่อมากงั้นสิมึง มันไม่สนใจเขียนหน้าผมต่อประหนึ่งกระดาษวาดเขียน ผมดิ้นสุดกำลังแหกปากโวยวายเต็มที่ มึงอยากตายนักใช่ไหม!

“ไอ้ขลุ่ย!!!”

“เสียงดังอะไรกัน!”

นั่นไงทรายมาแล้วเสียงดังกว่าผมอีก ประตูห้องผมเปิดผางออกพร้อมๆ กับที่ใบหน้าของทรายโผล่เข้ามา แวบแรกทรายดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะกลับไปหน้านิ่งเหมือนเดิม

“เลิกเล่นแล้วลงไปกินข้าวได้แล้ว ทั้งผัวทั้งเมีย”

พูดเท่านั้นทรายก็สะบัดหน้าจากไป ผมกลับมามองสภาพตัวเองกับไอ้ขลุ่ย อย่างกะหนังเหรดอาร์ผมนอนหงายอยู่บนเตียงมือถูกมัดอยู่บนหัวโดยมีขลุ่ยนั่งทับอยู่กลางลำตัว ท่านี้ใครๆ เห็นก็คงคิดว่าผมกับมันได้เสียเป็นเมียผัวกันเรียบร้อยแล้ว

“มึงลุกออกไปจากตัวกูเดี๋ยวนี้เลย!”

มันยิ้มกวนใส่ผมแต่ก็ยอมเลิกเล่นจะเดินออกไปโดยที่ไม่คิดจะแกะผมออกจากเตียง มึงลืมไปหรือเปล่าว่ามึงเป็นคนมัดกูไว้นะ

“เดี๋ยวๆ แก้มัดให้กูด้วย” เสียฟอร์มโคตร แต่ผมก็แก้เองไม่ได้นี่หว่า ไม่น่าหลับให้มันแกล้งเลยจริงๆ

“พูดกับกูดีๆ ก่อน ขอร้องกูอ้อนวอนกู”

“กวนตีน!” อันนี้หลุดปากยั้งไว้ไม่ทันครับ

“อ้าวงั้นก็นอนอยู่ท่านี้นะเมียจ๋าผัวจะไปกินข้าวกับทรายสองคน”

“เมียบ้านมึงสิ!” นี่มันกวนเกินไปแล้วนะ “แล้วมึงก็อย่าฝันว่าจะได้อยู่กับน้องกูสองคนพ่อกูก็อยู่ด้วย”

“ตกลงมึงจะอ้อนวอนกูไหม” มันว่า

“มาปล่อยกู...” นอกจากจะไม่อ้อนมันยังลากเสียงยาวขู่มันอีก

“เมียไม่น่ารักเลยทำเสียงแข็งใส่ผัว” ไม่พูดเปล่ามันยังเอามือมาลูบแก้มผมอีก มือมึงสะอาดพอไหม ถ้าสิวขึ้นเพิ่มเมื่อไหร่กูจะเอาขี้เถ้าผสมแป้งไปโรยหน้ามึง

“ไอ้เชี่ยขลุ่ย!”

“มึงพูดดีๆ กับกู เร็วๆ กูหิวข้าวแล้ว”

“ปล่อยกู...” ผมนี่กัดฟันพูดกรอดๆ หน้ามันกวนอย่างกับอะไรดี มันยังนั่งนิ่งกระดิกขาดิกๆ ไม่ยอมขยับ อยากฆ่าคนโว้ย! “ปล่อยกู...ครับไอ้ขลุ่ย”

“อย่างน้อยก็มีคำว่าครับ กูปล่อยก็ได้”

ทันทีที่มันคลายเข็มขัดหนังสีดำออกจากข้อมือผมได้ผมก็เด้งตัวขึ้นเหวี่ยงขาเพื่อที่จะเตะก้านคอคน แต่มันดันวิ่งหนีออกจากห้องลงบันไดบ้านไปได้ก่อน

“มึงอย่าหนีนะ”

ผมวิ่งตึงตังตามมันไปแต่ยังเร็วไม่ทันมัน ขลุ่ยวิ่งลงมาถึงห้องครัวได้ก่อนผมมันเลือกที่นั่งข้างพ่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทราย

ทำซะเหมือนกูเป็นคนนอกเลยนะมึง

“เสียงดังอะไรกันดิน เกรงใจข้างบ้านเขาหน่อย” พ่อผมเอ็ดเอาจนได้ แต่มีหรือที่คนอย่างผมจะสะเทือน

ก็ไม่นะ...ผมด้านอ่ะทำไมล่ะ

“โอ้โห! กับข้าวบ้านนี้น่ากินมากเลยนะครับ” ขลุ่ยถูมือไปมาทำท่าอยากกินเต็มประดา

เวอร์แล้วมึง กูหมั่นไส้โว้ยยย

“ฝีมือทรายเขาน่ะ ได้แม่มาเยอะ” พ่อเป็นคนตอบมัน ผมกับทรายนั่งเงียบ ปล่อยให้มันพูดคนเดียวไปจะได้รู้ตัวว่าเจ้าของบ้านเขาไม่ต้อนรับ

หลังจากที่พ่อกับไอ้ขลุ่ยคุยกันต่อสองสามประโยคทุกคนก็ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า ผมนี่บอกเลยว่าไม่เจริญอาหาร ก็หน้ามันระรื่นอย่างกับได้กินข้าวกับเอ็มมา วัตสันของไอ้เนสอย่างนั้นล่ะ แล้วยังจะมีหน้าตักกับข้าวให้ทรายอีก ฝันไปเถอะมึง

“ขอบใจกูกำลังอยากกินพอดี”

ผมนี่รีบยื่นจานไปรับก่อนที่จะถึงจานของทราย สะใจมากเวอร์ ผมก็เห็นเหมือนกันนะว่าทรายก็แอบยิ้มขำ น้องผมสุดยอด

“จะจีบลูกสาวพ่อเหรอลูก”

ทั้งผมทั้งทรายอึ้งไปพร้อมๆ กันกับคำถามตรงๆ ของพ่อ ไอ้ขลุ่ยเองก็อึ้งมันยิ้มเจื่อนหน้าแดงหูแดงไปหมด มันกำลังจะอ้าปากเพื่อตอบบางอย่างกับพ่อผม แต่มันเร็วไม่ทันทราย...

“ทรายไม่ได้ชอบผู้ชาย”

เชี่ย...ไรวะเนี่ย ทรายพูดอะไรออกมา! น้องผมแค่ล้อเล่นใช่ไหม แค่พูดไม่ให้ไอ้ขลุ่ยจีบเฉยๆ ใช่เปล่า

“ทราย...พูดเล่นใช่ไหมลูก”

ที่หนักกว่าผมก็คงจะเป็นพ่อที่ช้อนหลุดมือไปเรียบร้อยแล้ว พ่อพยายามคะยั้นคะยอให้ทรายมีแฟนมาตลอดแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ ตั้งแต่แม่เสียไปตอนเราสิบขวบทรายก็เลียนแบบงานบ้านของแม่ได้ทุกอย่าง ผมมองเห็นน้องเป็นผู้หญิงแกร่งมาตลอด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าน้องผมจะกลายมาเป็นแบบนี้...

“ทรายพูดจริงค่ะ ทรายมีแฟนแล้วด้วยเป็นผู้หญิง ขลุ่ยเลิกยุ่งวุ่นวายกับทรายได้แล้วนะ”

หน้าไอ้ขลุ่ยไม่มีสีเลือดแล้วอ่ะตอนนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกมั้งที่ผมรู้สึกสงสารมัน อันที่จริงผมรู้เรื่องที่มันชอบทรายตั้งแต่ม.5 แล้ว มันตามจีบทรายมาตลอด อยากหัวเราะมันนะแต่ผมหัวเราะมันไม่ออก

เพื่อนขลุ่ยกูสงสารมึงแล้วว่ะถึงกูจะสมน้ำหน้ามึงด้วยก็เถอะ

ทรายตักข้าวกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ผู้ชายที่เหลือสามคนบนโต๊ะไม่มีใครกินอะไรต่อได้เลยสักคน พ่อทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ส่วนผมมองหน้าฝาแฝดนิ่งๆ ผมไม่กล้าอมรมทรายหรอกครับ คนละชั้นกัน สุดท้ายไอ้ขลุ่ยมันกำลังยัดข้าวเข้าปากแล้วพยายามกลืนอย่างสุดกำลัง บางทีมันก็หัวเราะขึ้นมาเฉยๆ หรือมันจะเสียใจจนเป็นบ้าไปแล้ว

จะยังไงก็ช่างก่อนที่มึงจะบ้าทำงานคู่ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปบ้านอกบ้านกู

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของผมเสร็จไอ้ขลุ่ยก็มานั่งปั่นงานไม่พูดไม่จา มันอกหักจริงใช่ไหม เงียบเป็นหมาหงอยไปเลย ก็ได้ให้เกียรติกับที่มันกำลังเสียใจไม่แก้แค้นเรื่องเมื่อเย็นที่มันทำกับผม

“มึงห้ามนอน”

อ้าว...เล่นกูแล้วไง ทำไมเสียงมันเข้มๆ แข็งๆ ไม่เหมือนตอนเย็นเลยวะ หน้ามันก็นิ่ง

“ไอ้นี่นี่ก็กูง่วงกูจะนอน ทำงานมึงก็ทำไปดิ”

ผมไม่สนเอนตัวลงบนเตียง เท่านั้นแหละขวดน้ำลอยมาเลยครับเกือบโดนหัวผมเข้าให้

นี่มึงจะเอาจริงๆ ใช่ไหม!

“อะไรของมึงวะ”

“งานคู่ กูจะไม่ทำคนเดียว” มันว่าพร้อมกับผายมือไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเป็นทำนองเชิญให้ผมทำหน้าที่บั๊ดดี้

อุตส่าห์จะไม่ยุ่งแล้วนะ

“กูไม่ทำ”

“ดี กูจะได้ทำแล้วเขียนชื่อกูคนเดียวเพราะอาจารย์บอกแล้วว่าใครไม่เข้าเรียนให้ทำเดี่ยว พวกกูอุตส่าห์ช่วย มึงไม่เอาก็ตามใจ”

ผมนี่รีบเด้งตัวลงจากเตียงเอาเท้าเขี่ยมันลงจากเก้าอี้แล้วนั่งเขียนงานต่อเลยครับ แต่ดีหน่อยที่มันทำจนใกล้เสร็จแล้ว มันเก่ง

“กูเกลียดมึงว่ะ”

“เอ๊า!” ผมก็นั่งอยู่ของผมดีๆ มันมาเกลียดผมทำไมเนี่ย มึงประสาทปะ “กูก็ไม่ได้ชอบมึงเหมือนกัน”

เหนือกว่าที่ผมจะคาดถึงอยู่ๆ มันก็จับเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่หันไปหามันแล้วดันไปจนติดกับชั้นหนังสือของผม ดีไปกว่านั้นก็คือหัวผมโขกเข้าเข้าชั้นหนังสือเต็มๆ นี่คือมึงจะฆ่ากูอ่อ หรือยังไง แล้วมันยังเอามือมาดันเก้าอี้ผมไว้อีก

“มึงนี่หน้าเหมือนทรายเกินไปแล้วนะ”

“ก็กูเป็นแฝดไม่เหมือนมันจะไปอยู่ไหนวะ” แล้วมึงจะโน้มหน้าเข้ามาหากูทำไม ข่าวว่ามึงก็ไม่ได้สายตาสั้นนี่ แต่เหมือนมันจะไม่ได้ยินที่ผมพูดเลยนะ เอาแต่จ้องอย่างเดียวเลย

“เดี๋ยวกูก็ประชดชีวิตแม่ง”

อะไร...อะไร พึมพำอะไรของมึง ไม่ว่ามึงจะเกิดบ้าอะไรขึ้นมามึงช่วยปล่อยกูไปทำงานก่อนเถอะกูจะไม่เสร็จ กูจะนอน

“กูจีบมึงได้เปล่าวะ”

“ไอ้ขลุ่ย!”

ตีนผมนี่ยันเข้าท้องมันเต็มๆ กระเด็นไปกองบนพื้นแล้วครับตอนนี้ แล้วมันยังบ้านั่งหัวเราะท้องขดท้องแข็งอีก นี่มึงบ้าจริงๆ ใช่ไหม

“กูล้อมึงเล่นหรอกน่า เมียจ๋าทำงานไปนะผัวจ๋าจะนอนแล้ว”

กวนตีน! กูขอให้มึงฝันร้ายไอ้ขลุ่ยไอ้ประสาท

 

Ness Talk 

ผมว่าอากาศคืนนี้ค่อนข้างเย็นนะแต่ตัวผมนี่เหงื่อออกเต็มไปหมด มือสองข้างของผมกำลังบีบกันไปมาอย่างไม่รู้ว่าจะเอามันไปวางไว้ตรงไหน ผมเหล่สายตาไปมองนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มยี่สิบสามนาที ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เพิ่งแต่งตัวเสร็จด้วยเสื้อผ้าของบอส...

เป็นคุณจะรู้สึกยังไงที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เราชอบสองต่อสองในห้องนอนของเขา ได้ใส่เสื้อผ้าของเขาแบบผมตอนนี้

ผมน่ะเหรอตื่นเต้นจนเหงื่อชุ่มมือไปหมด ผมก้มมองเสื้อยืดตัวโคร่งสีฟ้าลายเรือใบโต้น้ำทะเลแล้วเอื้อมมือไปจับมันอยู่อย่างนั้นสลับกับมองแผ่นหลังของบอสที่กำลังนั่งเขียนงานพลิกหน้าหนังสือประวัติศาสตร์งานศิลป์ของยุโรปไปมาอย่างเคร่งเครียด

เหมือนฝัน...ตั้งแต่มาถึงผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากคอยหาหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ให้บอส ที่บ้านบอสมีห้องสมุดส่วนตัวด้วยไม่น่าเชื่อ ก็พอจะรู้มาบ้างว่าพ่อแม่ของบอสเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่คิดว่าจะวิชาการจ๋าขนาดนี้ก็เลยติดมาถึงลูกด้วย

ผมไม่แปลกใจแล้วทำไมบอสถึงเก่ง บอสความจำดีแล้วเวลาทำงานก็จริงจังใส่ใจขนาดนี้ ที่หนึ่งตลอดกาลเอาไปเถอะผมยกให้

“มึงมาทำต่อกูจะไปอาบน้ำ”

“ห๊ะ...” เอาแล้วไหมล่ะผมมัวแต่จ้องมองเลยไม่ได้ยินว่าบอสพูดว่าอะไร

“กูบอกว่าให้มึงมาทำต่อกูจะไปอาบน้ำแล้ว” บอสวางปากกาลงแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

ว้า...ผมนึกว่าบอสจะถอดเสื้อผ้าตรงนี้ซะอีก

ล้อเล่นๆ ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย อย่าเพิ่งมองผมในแง่ที่ไม่ดีล่ะ

ผมรีบไปนั่งที่ที่บอสเพิ่งจะลุกออกไป ลายมือบอสเป็นระเบียบและสวยมากแต่ก็ยังคัดลายมือสู้ขงเบ้งไม่ได้ ผมทำงานต่อจากบอส

ได้จับปากกาด้ามเดียวกันด้วย...คิดไปคิดมาก็เขิน ผมคงจะเป็นเอามากแล้วล่ะนั่งยิ้มให้ปากกา นี่ถ้าดินมาเห็นมันคงจับผมส่งโรงพยาบาลบ้าแน่ๆ แต่คิดไปคิดมาก็ต้องขอบใจที่มันโดดคาบนี้ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ในชีวิตหรอก พรุ่งนี้คงต้องหาน้ำแดงไปถวายท่านดินสักหน่อยแล้ว

และก่อนที่ผมจะได้เขียนเรื่องของภาพวาดอมตะของดาวินชีสายตาผมก็ไปโฟกัสอยู่ที่แก้วเปล่าที่วางอยู่ข้างๆ จานขนมทองหยิบเข้า มันเป็นแก้วที่บอสเพิ่งจะดื่มน้ำจนหมดไป แก้วที่บอสเพิ่งดื่ม...

ผมไม่รู้ว่าผมคิดอะไรแต่ผมก็เอื้อมมือออกไปจับแก้วมาแล้วจรดปากแตะลงไปบนขอบแก้วจินตนาการว่าเป็น...เป็นที่เดียวกันกับที่ที่ปากของบอสประทับลงไป

“มึงทำอะไร”

ผมตกใจจนเกือบทำแก้วหลุดมือเมื่อบอสออกมาจากห้องน้ำแล้วยืนมองการกระทำของผมตาดุ

“ถ้ามึงหิวน้ำก็ลงไปหากินอยู่ข้างล่าง แก้วนั้นมันหมดแล้ว”

ผมนี่รีบวางเลยครับกลัวโดนจับได้ว่าทำอะไรน่าอายลงไป

“อ๋อเหรอ เดี๋ยวกูลงไปเอาน้ำ...”

“ไม่ต้องมึงทำงานไปเดี๋ยวกูไปเอามาให้เอง”

ผมนี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากที่บอสออกจากห้องไปแล้ว พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วยคืนนี้ยังอีกยาวไกลขออย่าให้ลูกทำอะไรให้บอสจับได้เลยว่าชอบเขา

หลังจากที่หลับตาภาวนาเสร็จก็หันกลับมาตั้งใจทำงานต่อ ภาพวาดเลื่องชื่อของดาวินชี่มีเยอะแยะแต่ที่ผมสนใจเห็นจะเป็นภาพ อาหารมือสุดท้าย ได้ ผมชอบการตั้งชื่อมันดูน่าสนใจและมีความหมายในตัวมันเองแถมมันยังเป็นภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกต่างหาก

“ทำไมมึงเลือกภาพนี้ กูนึกว่ามึงจะเลือก โมนาลิซ่า ซะอีก”

บอสเอาขวดน้ำขวดใหม่มาวางข้างๆ ขวดเดิมที่หมดไปแล้วพร้อมกับที่โน้มตัวลงมาเพื่ออ่านสิ่งที่ผมกำลังเขียนมันก็เลยเหมือนผมกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของบอสกรายๆ ใจ...ใจผมเริ่มสูบฉีดเลือดแรงขึ้นแล้วล่ะ ผมก็ไม่ได้อะไรมากหรอกนะแต่ว่าน้ำจากเส้นผมของบอสหยดลงมาใส่แขนของผมด้วย แล้วไหนจะกลิ่นครีมอาบน้ำหอมๆ ที่กระจายออกมาจากตัวบอสอีกล่ะ ผมจะไม่มีสมาธิแล้วครับ โอ๊ยยย!

“อ้าว! น้ำมึงยังเหลือตั้งครึ่งแก้วนี่”

นั่นไงผมลืมทำลายหลักฐาน ให้ตายเถอะบอสจะมองหน้าผมยังไงเนี่ย

“งั้นมึงกินแก้วเดิมให้หมดก่อนแล้วค่อยรินใหม่ ประหยัดน้ำเข้าใจไหม”

ผมยังนั่งตัวเกร็งอยู่เลยครับก็บอสยังไม่ยอมออกห่างจากผมสักที เขาจะรู้ไหมว่าทำผมหวั่นไหวขนาดนี้

“ไม่เป็นไรถ้ามึงชอบมึงก็เขียนไปกูไม่มีปัญหา ไหนๆ เราก็เป็นคู่กันแล้วนี่”

โอ้โพไซดอน! ลมหายใจร้อนๆ ของบอสรดต้นคอผมด้วยขนอ่อนตรงคอลุกไปหมดแล้วครับ แก้มผมนี่คงแดงเถือกไปแล้วดีที่ตอนนี้บอสกลับไปนั่งเช็ดผมตัวเองอยู่บนเตียง ผมนี่รีบหันหน้าหนีด้วยความเร็วแสง คนอะไรแค่นั่งเช็ดผมยังน่ารัก ไม่ได้ๆ ผมจะเสียสมาธิก่อนงานเสร็จไม่ได้จะต้องทำงานออกมาดีให้บอสประทับใจและไม่เสียใจที่มาคู่กับผม

ครืด...

แต่ผมก็อยู่อย่างสงบได้ไม่นานเมื่อบอสลากเก้าอี้ไม้มานั่งเช็ดผมอยู่ข้างๆ ผม

จะมาทำไมแค่นี้ผมก็มือไม้สั่นจะแย่แล้ว

“เขียนดิหยุดทำไม” บอสบอก ก็ผมเขินนี่หว่ามือก็เลยแข็งเขียนไม่ออก แก้มผมก็เริ่มจะร้อนๆ แล้วด้วย

“เขียนอยู่นี่ไง” เถียงไปงั้นแหละครับกลบเกลื่อนความเขิน

“ชักช้าจริงมึง”

อยู่ๆ บอสก็ลุกมาหยิบของบนโต๊ะที่อยู่ด้านซ้ายของผม คือลุกมาแบบไม่ให้ผมตั้งตัวควานมือหาอะไรสักอย่าง แค่เสี้ยววินาทีที่แก้มของบอสมาอยู่ห่างปลายจมูกของผมไม่ถึงเซนติเมตร

ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ

ก็ทำใจผมเต้นแรงจนแทบจะระเบิด! ผมแข็งทื่อไปทั้งตัวหยุดหายใจไปชั่วขณะ

ผิวแก้มขาวจัดเรียบเนียบ ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะหอมแค่ไหน ผมรู้แค่ว่าผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายเพราะความใกล้ชิดนี้!

“มึงขยับไปกูเขียนต่อเอง”

สิ่งที่บอสควานหาคือแว่นสายตาสีดำ บอสดึงสมุดหนังสือไปเขียนต่อเอง

ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆ ถอยเก้าอี้ออกห่างจากบอสเล็กน้อยแต่ยังเลิกจ้องหน้าบอสไม่ได้ ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าบอสสายตาสั้นถึงขนาดต้องใส่แว่นด้วย

“มองอะไร” บอสถามไม่ละสายตาไปจากหนังสือ

รู้ด้วยแฮะว่าถูกมองอยู่

“บอสใส่แว่นด้วยเหรอ”

“ใช่ สายตากูสั้น”

“แล้วตอนที่ไปโรงเรียน”

“คอนแทคเลนส์ไง”

“อ๋อ...” ผมพยักหน้าช้าๆ บอสตอนที่ใส่แว่นน่ารักเป็นบ้าเลยแฟนคลับตัวยงอย่างผมไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ก็คงไม่มีใครรู้ทั้งโรงเรียนนั่นแหละมั้ง ไม่งั้นคงรู้กันไปทั่วแล้ว

นี่ผมเป็นคนแรกที่รู้ความลับของบอสเหรอ...ภูมิใจแปลกๆ แฮะ

“อ๋ออะไร ถ้ามึงว่างก็มาเช็ดผมให้กู”

ไม่พูดเปล่าผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนเล็กถูกโยนโครมมาคลุมอยู่บนหน้าของผมแล้วด้วย

“เช็ดผม?” ผมบอสน่ะเหรอ ผมไม่ได้หูฝาดไปนะ

“ใช่ อยู่เฉยๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์”

“อ๋อๆ ได้ๆ”

แม้จะดีใจแบบงงๆ แต่ผมก็ลุกขึ้นไปยืนด้านหลังของบอส ยอมรับเลยว่าดีใจจนมือสั่น

“เบาๆ นะผมกูบอบบาง”

บอสย้ำมาแค่นั้นแล้วก้มหน้าก้มตาเขียนงานต่อ ผมนี่ยิ้มไม่หุบเลยพยายามเช็ดผมให้บอสอย่างเบามือที่สุด ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้นะ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเข้าใกล้บอสได้มากขึ้น มากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ อย่างกับตอนนี้ผมกำลังทำหน้าที่แฟนให้บอสอยู่

“เออ...มึงนี่มือเบาเหมือนกันนะ”

บอสพูดทั้งที่ยังเขียนอยู่มือเป็นระวิง ส่วนผมก็ยิ้มสิครับ

“พอแล้วๆ มึงไปนอนได้แล้วไปอีกนิดเดียวก็เสร็จ”

“ได้ไง มึงยังทำอยู่เลย มึงทำมากกว่ากูอีก” ผมเริ่มรู้สึกไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที

“มึงเข้าใจคำว่าไปนอนไหม”

“กูเข้าใจแต่มึงจะให้กูกินแรงมึงได้ไง”

“ตกลงมึงจะไม่ไป...”

“ใช่”

“งั้นมึงก็ห้ามไปจนกว่ากูจะทำเสร็จเพราะกูให้โอกาสมึงแล้ว เปิดหนังสือให้กู”

ผมทำตามที่บอสสั่งนั่งพลิกหน้าหนังสือให้บอส มีประโยชน์มาก อยู่กับคนเก่งความรู้สึกด้อยคุณภาพมาเต็ม ผมกับบอสนั่งทำงานจนเสร็จปาเข้าไปเกือบตีสอง สภาพผมเหรอครับกึ่งหลับกึ่งตื่นตาจะปิดให้ได้ บอสถอดแว่นออกปิดโคมไฟแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง

“มัวทำอะไรอยู่ล่ะมึง มานอนสิ” บอสบอกพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว

“นอน...บนเตียงกับมึงเหรอ” นั่นปาก หาเรื่องใกล้ชิดเขาได้อีก ยางอายอยู่ไหน

“ใช่ไงหรือมึงจะนอนพื้น ตามใจมึงเลย ปิดไฟหัวเตียงให้ด้วย”

โอกาสมาก็ต้องรีบคว้าสิครับผมนี่กระโดดขึ้นเตียงโดยไม่ต้องให้บอสพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันปิดไฟพร้อมทั้งห้องมืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์นวลๆ ที่ส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ไออุ่นจากตัวของบอสส่งผ่านมาถึงหัวใจของผม

แต่จนแล้วจนรอดผมก็นอนไม่หลับครับแม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ ความตื่นเต้นก็ส่วนหนึ่งแต่ที่มันเป็นปัญหาใหญ่กว่านั้นคือมันแปลกที่ ผมเป็นคนหลับยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอปลี่ยนที่นอนยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลับไม่ลงเลยครับ

“มึงเป็นอะไรเนสพลิกไปพลิกมาอยู่ได้” บอสหันกลับมามองหน้าผม หน้าของบอสตอนนี้บอกได้เลยว่าง่วงมาก

“กูนอนไม่หลับ มันแปลกที่” บอสถอนหายใจออกมายาวพรืด รู้เลยว่ากำลังรำคาญผม

“แล้วปกติทำยังไงถึงหลับ”

“ไม่หลับจนถึงเช้า”

“เวรกรรม” ถึงมันจะมืดแต่ผมก็พอมองเห็นว่าบอสกรอกตาเซ็งๆ “งั้นลองวิธีนี้”

บอสหยิบอะไรสักอย่างที่โต๊ะข้างเตียง มันคือสมาร์ทโฟนของเขา บอสกดอะไรสักอย่างเสียบหูฟังแล้วส่งข้างหนึ่งมาให้ผม

“อะไร” ผมถาม

“Sonata in D major เพลงของ Mozart”

“ห๊ะ” ทำไมผมถึงไม่รู้จักเลยวะ

“เพลงพัฒนาสมองช่วยให้นอนหลับง่าย มึงฟังให้หลับส่วนกูฟังให้ใจเย็นเพราะกูกำลังหงุดหงิดมึงอยู่”

บอสไม่พูดอะไรใส่หูฟังให้ผมพร้อมกับใส่ให้ตัวเองแล้วเพิ่มระดับเสียงเพลงให้ดังขึ้น เสียงเครื่องดนตรีสากลดังขึ้นที่ผมพอจะจับเสียงได้ก็มีไวโอลินอย่างเดียว ทำนองเพลงฟังสบายอย่างประหลาด บอสหลับตาไปแล้วหลับไปทั้งๆ ที่นอนหันหน้ามาหาผม

เรากำลังนอนหันหน้าเข้าหากัน ฟังเพลงด้วยกัน และอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน...

ไม่มีคำไหนจะมาบรรยายภาพตอนนี้ได้นอกจากคำว่า...โรแมนติก...

ถึงจะเป็นสำหรับผมคนเดียวก็เถอะ ถ้านี่เป็นความฝันผมก็ไม่อยากตื่น แต่เพราะนี่เป็นความจริงผมถึงไม่อยากหลับตานอน

ผมอยากจะมองหน้าบอสไปนานๆ อย่างนี้ อยากเก็บทุกวินาทีไว้ให้นานที่สุด

ผมมีความสุข...ผมรักเขาจัง...

“กูรักมึงนะ” ผมกระซิบเสียงแผ่ว

บอสคงไม่ได้ยินหรอกเพราะ Sonata in D major กลบเสียงของผมไปหมดแล้ว

ความคิดเห็น