KATZEE_Inkshadowblack
Instagram-icon

ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนะ💚

ความบังเอิญ???

ชื่อตอน : ความบังเอิญ???

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 6

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 19:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความบังเอิญ???
แบบอักษร

 

 

 

ทั้งสองคนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ชายหนุ่มเองก็อยากจะกลับไปเช็คที่บ้านแต่แบตโทรศัพท์ก็ดันมาหมดซะนี่ เขาค่อยๆประคองหัวของอีกฝ่ายที่เธอคอยอยู่ข้างเขามาทั้งคืนลงบนโซฟาที่ทั้งสองต่างเช็คความปลอดภัยทั้งบ้านเรียบร้อย หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเข้าสู่ห้วงความฝันอีกครั้ง เขาลูบปอยผมบางเบาๆ

เขาเริ่มสอดสายตาหาอุปกรณ์ที่จะสามารถมาชาร์จโทรศัพท์ตนเองได้ ในใจคิดว่าบ้านหลังนี้ว่างเปล่าไร้คนอยู่เหมือนคนที่นี่รู้ว่ากำลังมีเรื่องบ้าพวกนี้เกิดขึ้น เขาเห็นโทรศัพท์บ้านตั้งอยู่มุมห้องนั่งเล่น จึงรีบปรี่เข้าไปกดหาเบอร์คนที่บ้าน

“โธ่ บ้าเอ้ย รับสิ” เขาสบถเมื่อปลายสายโดนตัดเข้าที่ฝากข้อความ เขาเห็นประตูห้องนอนที่มีสติ้กเกอร์แปะไว้ ร่างสูงเดินไปผลักประตูนั้นออก ข้าวของยังคงดูเหมือนปกติ แต่เท่าที่เขาดูห้องอื่นมันถูกเก็บข้าวของไปอย่างเร่งรีบ เขาเหลือบไปมองโต๊ะเห็นแล็บท็อปยังวางไว้อยู่

“ขอบคุณพระเจ้า” เขาเอ่ยเบาๆ เมื่อเปิดเครื่องมายังใช้งานได้ แถมยังไม่ได้เข้ารหัสไว้ “ขอบคุณนะอเล็กซ์” เขาว่าขณะที่ค้นในลิ้นชักปรากฏนามบัตรชื่อเจ้าของห้อง พลางคิดในใจว่าหมอนี่ยังเป็นหนุ่มอยู่เลย ถึงแม้ในใจจะตะหงิดว่าทำไมลูกชายในบ้านหลังนี้ยังดูเหมือนไม่ได้เดินทางไปกับพ่อแม่ของเขา

อืม หญิงสาวที่เริ่มรู้สึกตัวเมื่อรู้สึกได้ถึงความหนาวแผ่เข้ามาในบ้านนี้ เสียงโกลาหลนั้นเงียบไปแล้ว กว่าเธอจะทำใจได้ที่จะข่มตาหลับ แล้วภาวนาว่าเรื่องพวกนี้ไม่เป็นจริง แต่เธอยังอยู่ที่นี่สินะ

“เจซ” หญิงสาวเอ่ยเรียก ด้วยความง่วงงุน

“เฮ้ ข้างบนนี้” เจซรีบวิ่งลงมาก่อนจะพยักพเยิดให้ตามเขาขึ้นไป

‘ประกาศถึงทุกคนที่กำลังตื่นตระหนก ทางกระทรวงความมั่นคงและความปลอดภัย ขอแจ้งให้ท่านทราบ ขณะนี้โลกของเรากำลังประสบโรคภัยชนิดหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนติดเชื้อและก่อให้เกิดอันตรายแก่ทุกคน เราขอให้ทุกท่านกักเตรียมเสบียงและที่หลบภัยเพื่อทางฝ่ายรัฐบาลจัดการกับเรื่องดังกล่าวที่อาจจะส่งผลอันตรายต่อตัวพวกท่าน…ขอให้พวกท่านปลอดภัย’  

โอ้พระเจ้า หญิงสาวทึ้งผมตัวเองขณะที่กำลังเดินไปเดินมา เจซเปิดค้นหาข้อมูลข้าวสาร พบคลิปต่างๆมากมายที่มีฝูงชนโดนกักตัวไว้ รวมไปถึงการระดมยิงใส่ผู้ที่ติดเชื้อ

เมื่อเห็นบนโลกออนไลน์ที่ออกมาลงทฤษฎีต่างๆ ซึ่งโกลาหลพอๆกับโลกที่เป็นจริง หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงอยู่ข้างหน้าต่างอย่างอ่อนแรง น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัวเธอใช้มืออุดปาก เมื่อเห็นคนนอนจมกองเลือดที่มีสภาพเหมือนสัตว์ป่ากระซวกเครื่องในอย่างไม่เหลือชิ้นดี

“พวกเขาจะไม่รับผิดชอบชีวิตของประชาชนกันเลยเหรอ เช่นค่ายกักกัน” เจซว่า เพราะเขาคิดว่าคงมีคนประเภทแบบพวกเขาอย่างแน่นอน แถมยังคงตื่นตระหนกไม่ต่างกัน

“ขนาดคนที่นอนเกลื่อนบนถนนพวกเขายังทำอะไรไม่ได้เลยเจซ” เธอว่าพลางรีบปาดน้ำตาอย่างลวกๆ

“โอ้ พระเจ้า” เจซอุทานเมื่อรูดผ้าม่านให้เปิดกว้างขึ้น หญิงสาวเบือนหน้านี้กับภาพความโหดร้ายตรงหน้า

 

29 วันก่อนวันเขต5แตก… 

ครืด เสียงสเกตบอร์ดที่ไถลไปตามถนน พบกับร่างหนุ่มวัยรุ่นที่แต่งตัวด้วยสภาพเหมือนเด็กไฮสคูลทั่วไป หูฟังที่เปิดเพลงเสียงดังสนั่นเพื่อกลบความเงียบสงัดของโลกปัจจุบัน นับตั้งแต่เขาพลัดหลงกับทหารคนนั้นไป เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดบนโลกนี้ได้อีกแล้ว เรื่องแม่เขายังคงเป็นปริศนาต่อไป เขาใช้เวลาเดินทางเหมือนคนเร่ร่อนมานานมากพอถึงจะเจอกลุ่มผู้คนบ้างแต่เขาเองไม่อยากจะสุงสิงกับพวกเขา

กลัวว่าจะเป็นเขาเสียเองที่จะทำให้พวกเขาเดือดร้อน ซึ่งเขาไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาในหัวได้ยังไง เขากางแขนทั้งสองข้างต้านแรงลมเพื่อให้สเกตบอร์ดคู่กายเขาชะลอลงเมื่อเห็นป้ายปั๊มแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่าเขาคงออกมาจากเมืองใหญ่มาไกลพอสมควร ดูได้จากปั๊มแก๊สที่ผุดขึ้นตามรายทางแค่ไม่กี่แห่ง คงอยู่นอกเขตซะแล้วสินะ

เขาใช้เท้าอีกข้างค่อยๆไถลสเกตไปอย่างช้าๆ ขณะที่อีกครึ่งตัวยังทรงตัวอยู่ เขาล้วงเหล็กปลายแหลมออกมาที่มีเทปพันไว้ด้ามจับขนาดพอดีมือออกมาอย่างเตรียมพร้อม ขณะสไลด์สเก็ตเข้ามาตรงทางข้างหน้าที่ป้ายบอกวันเวลาที่คงไม่ได้รับการเปลี่ยนนานแล้ว เขายันสเก็ตคู่ใจเด้งขึ้นมาจับแนบข้างลำตัว ก่อนจะเดินเข้าสู่ปั๊มดังกล่าว ที่สภาพค่อนข้างร้างนานแล้ว

คงไม่มีคนผ่านทางมานานแล้วสินะ ชายหนุ่มคิดในใจ เสียงกริ่งดังขึ้นที่ขอบประตูทันทีที่เขาผลักบานประตูเข้าไป ข้าวของข้างในมีเศษใบไม้ปลิวเข้ามาเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งกระจาย พร้อมกับมีกลิ่นเหม็นหืนตลบอบอวลอยู่ภายในร้าน เขาวางสเก็ตตัวเองไว้บนเคาน์เตอร์ เหวี่ยงเป้ขึ้นมาวางไว้บนนั้นพร้อม รีบหยิบโกยของเหลือที่วางอยู่บนชั้นสินค้าที่เน้นเอาเฉพาะพวกที่อยู่ได้นานเช่นพวกอาหารกระป๋องซึ่งค่อนข้างหายากในร้านประเภทพวกนี้

แก่กๆ ชายหนุ่มหันขวับทันควัน เหลือบมองบานประตูที่แปะชื่อไว้ว่าสำหรับพนักงานที่เปิดเงื้อมไว้เล็กน้อย เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเขาจึงรูดซิปกระเป๋าสะพายไว้บนบ่าไว้อย่างดังเดิมพลางกระชับแท่งเหล็กให้มั่น ก่อนจะค่อยๆย่องไปเพื่อสำรวจ ม่านพลาสติกสีทึบที่กั้นสายตาเขาไว้ที่บานประตูเขาค่อยๆผลักมันออกเบาๆ

ฟึ่บ ม่านดังกล่าวถูกปัดให้พ้นสายตา ใบหน้าชายหนุ่มตื่นตระหนกเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกพันด้วยเทปกาวไปทั้งตัวไม่เว้นแม้กระทั่งบริเวณริมฝีปากของหล่อน เธอขยับไปมาเมื่อเห็นความหวังที่กำลังริบหรี่ของเธอได้ประทุขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

‘พระเจ้า’ เขาอึ้งได้ไม่นานจึงรีบโผเข้าหาหญิงสาวพลางใช้เหล็กปลายแหลมในส่วนที่คมตัดมันออก ใครกันที่ทำถึงขนาดนี้ได้ หญิงสาวตรงหน้าลุกลี้ลุกลนรีบแกะมันไปให้พ้นตัว

“เขากำลังกลับมา เราต้องรีบหนี” เสียงหวานกระซิบเอ่ยอย่างแผ่วเบา เขาจึงพยักหน้าไม่ว่ายังไงก็ควรเก็บความสงสัยของเขาไว้ก่อน

“อา..ลิซ…ซา…เบธ…ยอดรัก” หญิงสาวตรงหน้ากระตุกเฮือกพลางหันไปมองไปยังต้นทางของเสียง

มือบางจับมือคนตรงหน้าพลางดึงไปหาที่หลบที่คาดว่าน่าจะเป็นโรงรถที่มีบานประตูเชื่อมออกไป ทั้งสองหมอบลงข้างๆรถยนต์ฝุ่นเขรอะที่คาดว่าคงไม่มีเชื้อเพลิงให้รถมันใช้ได้

“นังบ้าเอ้ย” ทั้งสองได้ยินเสียงสบถของคนปริศนาดังกล่าว

เมื่อเสียงเงียบลงทั้งสองคนจึงค่อยๆย่องไปช้าๆ อดัมกระชับอาวุธในมือแน่นขณะตามหญิงสาวตรงหน้าไป  บานประตูโรงจอดรถที่แง้มไว้ส่งเสียงเล็กน้อยเธอกั้นลมหายใจอย่างตื่นตระหนกกลัวเขาจะกลับมา

เมื่อทางโล่งเธอจึงรีบวิ่งไปผลักบานประตูร้านข้างหน้าอย่างรวดเร็วแต่จู่ๆก็โดนคว้าเอวและโดนรัดคอจากทางข้างหลัง อดัมที่กำลังจะตามออกไปชะงักค้างพลางหลบอยู่ในมุมมืดมองหาจังหวะที่จะช่วยเธออีกครั้ง

“คิดว่าฉันจะโง่พอที่จะปล่อยเธอไปงั้นเหรอ ยังไงเธอก็จะไม่ได้เจอมันอีกต่อไป”

“แกทำอะไรเขา!!!” เสียงเธอโพล่งใส่หมอนั่นด้วยความกรุ่นโกรธ

“หึ แกสองคนนี่มันดูง่ายจริงๆเล้ยย” ถึงแม้อีกฝ่ายจะเสียสละให้รอดไปคนหนึ่งแต่ยังไงก็วกกลับมาหากันอยู่ดี แค่คิดก็สะอิดสะเอียนพอทนที่เขาอุตสาห์ทำทุกอย่างเพื่อให้เธอรัก

“ป ปล่อยฉัน นายกำลังป่วยนะเจมส์” เขาพยายามใช้น้ำเสียงเกลี้ยกล่อม และคิดว่าเขาเองกำลังอยู่ในขั้นแรกๆของการติดเชื้อ ที่อาจจะกำลังเสียการควบคุมไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือจิตใจ

เฮ้ๆๆ อดัมโผล่มาจากมุมมืดแล้วยกมือขึ้นให้อีกฝ่ายเห็นชัดเจน เขาอ่านปากหญิงสาวตรงหน้าว่าเขากำลังทำบ้าอะไร แต่ก็ได้รับสรหน้าราบเรียบกลับมาเพราะเขาคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้ดี

“นั่นแกใช่มั้ยห้ะ เจซ” เขางุนงงกับชายเสียสติที่กำลังมีแววตาด้วยท่าทางที่กำลังคุกกรุ่น และเขาก็คิดไอเดียหนึ่งออก

“ใช่ ฉันมาพาเธอกลับ ปล่อยเธอแล้วเรามาสู้กันตัวต่อตัวดีกว่าไหม? คนไหนชนะจะได้เธอไป” เขาเอ่ยอย่างใจเย็นถึงแม้เธอจะส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย

“เหอะ อย่ามาหลอกฉัน”

“ฉันมีอะไรต้องเสียล่ะ ใช้วิธีแบบลูกผู้ชายสิ” เขายักไหล่เกลี้ยกล่อมต่อ

“ได้!!” ทันทีที่อีกฝ่ายคล้อยตามเขาและกำลังจะปล่อยเธอให้เป็นอิสระ จังหวะนั้นเขาล้วงมีดพกขึ้นมาพลางตะโกนบอกว่า “หลบ!!!” เธอเผลอกรี๊ดและดิ้นจนหลุดก้มหัวลง

ฉึก เสียงอึกอักของฝ่ายที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก้มลงมองของมีคมที่ปักลงกลางอกเลยไปทางขวาบน ที่มีของเหลวกำลังไหลทะลักออกมา เขาทรุดตัวลงกับพื้นแต่ยังใช้เขายันตัวลงคุกเข่าอยู่ พลางกับมีเลือดไหลออกมาทางปาก

“โอ้พระเจ้า เจมส์” ร่างบางโผเข้าหาเขา รับร่างที่อ่อนระทวยเขามาวางไว้บนตัก

“หึ เธอเกลียดฉันใช่ไหมล่ะ พอใจแล้วใช่ไหม”

“นายกำลังป่วยนะเจมส์ นายยังเป็นเพื่อนฉันอยู่นะ”

หึ เขาแสยะยิ้ม ไม่ว่าจะยังไงใจเธอก็ไม่เปลี่ยน แต่ได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากทุกครั้งที่เธอมองเขาจากแววตารังเกียจ อย่างน้อยก็ดูมีความเป็นห่วงเขาอยู่บ้าง เขาที่กำลังอยู่ในอาการช็อคจากการเสียเลือดใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ยกมือมาสัมผัสใบหน้าหวานตรงหน้าสักครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้สัมผัส  มือหนาตกอยู่ข้างลำตัวหญิงสาวที่น้ำตานองหน้าสะอื้นเสียใจ ก่อนจะค่อยๆวางเขาลง

“ให้ฉันทำให้ไหม” ชายหนุ่มบุคคลที่สามเอ่ยขึ้น เขาว่าขณะมองร่างไร้วิญญาณและรู้ดีว่าเขาจะกลายร่างหลังจากการตายไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

“ฉันทำเอง” เธอว่าพลางยิ้มบางๆ เขาพยักหน้ารับรู้พลางเดินเลี่ยงไปหยิบข้าวของที่วางอยู่บริเวณเคาน์เตอร์ไปรอข้างนอก

อดัมยืนกอดอกพิงรออยู่ด้านหน้าร้าน เขาแหงนดูพระอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแสงลง เขาถอนหายใจให้ตายยังไงเขาก็ยังคิดถึงชีวิตตอนช่วงที่ยังไม่เกิดเรื่อง ไม่รู้ว่ากาลเวลามันผ่านไปนานแค่ไหน

เสียงกริ่งประตูร้านเปิดออกมา เขายืดตัวตรงมองสิ่งของที่ยื่นมาตรงหน้า รอยเลือดยังเปื้อนมีดใบโปรดของเขาเล็กน้อย

“ใครกันที่พวกเธอพูดถึง” เขาเอ่ยถามเมื่อรับมันกลับมาเหน็บข้างลำตัวเรียบร้อย

“ฉลาดดีนิ” เธอว่าเมื่อเห็นสเก็ตบอร์ดของเขา

“ขอบใจ” เขาอยากจะตบปากตัวเองเสียเหลือเกินที่ตอบไปอย่างนั้น

“ฉันว่ามันคงเป็นอดีตไปแล้วล่ะ” เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อเธอเลี่ยงประเด็นดังกล่าว

“ฉันอดัม” เขาแนะนำตัวเมื่อเห็นสาวเจ้ากำลังเดินเลี่ยงออกไป “อลิซซี่” เธอหันมาตอบพลางเดินลัดไปทางข้างหลัง “นายจะมาด้วยไหม?” เขาตอบงึมงำและรีบตามเธอไป การเดินเท้าฝ่าดงป่าในเขตถนนนอกเมืองอย่างนี้มันค่อนข้างสับสนไม่น้อย และเขาเองเคยมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับการตั้งแคมป์ในป่ามาก่อนจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางลัดเลาะแบบนี้ แต่พอมาลองดูสถานการณ์ปัจจุบันความกลัวมันก็ค่อยๆลดลงเพราะมีสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั่นเอง

“ที่นี่ที่ไหนเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยอาการหอบเล็กน้อย เมื่อใช้เวลาเดินตามอลิซซี่โดยคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค พลางแหงนมองสิ่งก่อสร้างด้านหน้าที่มาสร้างแฝงตัวอยู่ในเขตนอกเมืองแบบนี้และแถมยังดูทันสมัยขัดกับสภาพแวดล้อมสิ้นเชิง เหมือนโผล่มารัฐใหม่แล้วแฮะ เขาคิดในใจเมื่อรู้สึกว่าจะเป็นอีกเมืองไปเสียแล้ว สถานที่ค่อนข้างสร้างอยู่บนเนินภูเขา ขณะที่เดินสำรวจไปเรื่อยๆโดยมีสายตาของอีกฝ่ายที่มองดูเขาอย่างเงียบๆ

จู่ๆ สายลมโผกระแทกร่างโดยทันทีเมื่อเขาได้ยืนอยู่ตรงรั้วที่สร้างไว้กั้นอาณาเขต มองลงไปเริ่มเห็นเมืองผู้คนที่ไกลลิบออกไป

“เข้ามาข้างในก่อนสิ” เธอว่าขณะเปิดประตูลับเล็กๆที่อยู่ด้านข้างที่เขียนไว้ลางๆว่าสำหรับเจ้าหน้าที่

เขาเดินนำไปก่อนที่เธอจะปิดล็อคประตู แถมยังยังมีที่กั้นประตูอีกชั้นหนึ่งถูกปิดอย่างคล่องแคล่ว

มองร่างบางตรงหน้าที่เดินฝ่าโถงทางเดินนำเขาไป

“ฉันก็แทบจะไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน เมื่อมาเจอที่นี่” เธอว่าขณะที่วางสัมภาระลง มองจากภายนอกนั้นแตกต่างจากด้านในลิบลับ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นี่ไม่ต่างจากที่ทำงานของแม่เขาเลย ผิดอย่างเดียวคือไม่มีคนพุ่งพล่าน

“เจ้านั่นมันยังใช้ได้อยู่เหรอ” อดัมเอ่ยปากถามเมื่อเห็นกล้องวงจรปิดที่ยังขึ้นสัญลักษณ์ทำงานอยู่

อลิซซี่มองตาม “ไม่ยักจะสังเกตแฮะ ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แทบจะสำรวจไม่ถี่ถ้วนเลย” เธอว่าพลางไปยืนด้อมๆมองๆโบกมือ พลางมองหาสัญลักษณ์ที่อาจจะบอกทางไปห้องดูแลความปลอดภัย

“เจอเขาแล้วครับ” ชายดังกล่าวที่ควบคุมอยู่บริเวณหน้าจอค้นหาผู้รอดชีวิต หญิงวัยกลางคนหนึ่งโผวิ่งเข้ามาตามเสียงดังกล่าว จ้องมองลูกชายของเธอเองที่ไม่ได้เห็นหน้ามาเป็นเวลานาน แต่จู่ๆคนที่ปรากฏบนหน้าจอเดินเข้ามาพลางใช้วัตถุบางอย่างมาคลุมปิดไว้ เขาทำอะไรของเขากันนะ หญิงวัยกลางคนกุมขมับพลางรีบซับน้ำตาที่รื้นไหลออกมา

“เฮ้ ทำอะไรน่ะ” อลิซซี่เอ่ยถามเมื่อเห็นเขาใช้เศษผ้าแถวนั้นมามัดปิดกล้องไว้

“ฉันไม่ใช่คนที่เธอคิดหรอกนะ” เขาเอ่ยพลางเดินนำเธอตามหาห้องดูแลความปลอดภัย

“ตัวตนของเรามันได้ลบหายไปจากโลกนี้แล้วล่ะ คิดว่าฉันสนเหรอว่าแต่ก่อนเราเคยเป็นอะไรมาก่อน ตัวตนมันใช้ไม่ได้ผลหรอก ไม่ว่านายจะเคยเป็นลูกเศรษฐีมาก่อน ตอนนี้มีแค่เพียงผู้รอดชีวิตกับนรก นั่นแหละบทบาทของเรา” อลิซซี่ว่า

“พูดดีนี่” เขาว่าขณะเห็นสาวตรงหน้าทำเสียงจิ้จ้ะลำคอ

เมื่อทั้งสองลองเดินสำรวจไปเรื่อยๆก็แทบจะแปลกใจไม่น้อยเมื่อจากข้างบนที่เข้ามานั้นเป็นเพียงแค่ปีกซ้ายของตัวโครงสร้างอาคารแต่เพียงเท่านั้น สำนักงานนี้สร้างขึ้นแบบลับๆงั้นหรือ?

เฮ้ อดัมมองตามที่อลิซซี่ชี้ เธอโผเข้าหาประตูห้องอาหาร พลางคิดว่าความหวังของเธอต้องไม่ดับสลายเพราะสำนักงานที่นี่ยังใช้การได้อย่างปกติ แปลกก็เพียงแต่ผู้คน

หมับ อดัมรั้งแขนเธอไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะดันตัวเธอไว้ข้างหลังพลางค่อยๆดันประตูอย่างช้าๆขณะกระชับอาวุธในมือเตรียมพร้อม ในขณะเดียวกันสถานการณ์ข้างบนได้มีกลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่ที่มีพลขับรถจิ๊บแบบสำรวจเข้ามา

“แคลร์” คนขับรถเอ่ยเรียกผู้นำ หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงกระโดดลงจากรถจิ๊บคันที่สอง ขณะกำลังประมวลความคิดว่าตัวอาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาแบบเหมือนให้รอดพ้นจากสายตาของผู้คน เธอมองไปรอบๆที่รั้วกั้นอาณาเขตอย่างเห็นได้ชัด

“แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ข้างบนเฝ้าดูแลสัมภาระของเราที่นี่ ส่วนอีกกลุ่มตามฉันมา” เธอว่าขณะเดินนำเข้าไป เมื่อหญิงสาวมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหลักของอาคารพลางเงยหน้ามองกล้องวงจรปิด เธอส่งสัญญาณให้ไปหาทางเข้าแยกกันเป็นสองทาง ขณะที่สายตามองเข้าไปในตัวอาคารที่ร้างผู้คน

“มีทางเข้าตรงนี้” เธอหันมองไปตามเสียงก่อนจะละสายตาจากกล้องวงจรปิดบนหัวแล้วเดินตามกลุ่มสำรวจด้วยกันเข้าไป

 ‘มีกลุ่มคนมาใหม่ครับท่าน’ ชายคนดังกล่าวที่ได้รายงานเรื่องบุคคลสำคัญของผู้มีอิทธิพลตรงด้านหลังเขาอีกครั้ง

 ‘ปฏิบัติการเลย’ สิ้นเสียงคำสั่งอันเฉียบขาดของเธอ เขาจึงทำได้เพียงน้อมรับคำสั่งก่อนจะรัวคำสั่งโค้ดแปลกๆบนหน้าจอมอนิเตอร์ พลางกดยืนยัน

  ตึง เสียงแปลกประหลาดดังขึ้น ไฟตกเป็นไฟฉุกเฉินไปทั่วทั้งอาคาร อดัมหยุดทุกการกระทำขณะที่หญิงสาวข้างกายเพิ่งเงยหน้าจากการเปิดตู้หาเสบียง

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” เธอว่า

“ฉันว่าที่นี่ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เธอคิดนะ” อดัมว่าพลางภาวนาในใจว่าจะไม่เป็นอย่างที่เขานึกแผนไว้

 

ความคิดเห็น