โซซอล
facebook-icon

เมื่อมีโอกาสทวงความรักของตัวเองกลับคืนมาจากเพื่อน เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-1

คำค้น : แด่คุณ ความรักของเพื่อนผม นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi Omegaverse

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 10:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-1
แบบอักษร

ตอนที่ 3  

 

สีหน้าของจินอูตอนเดินออกมาจากห้องเรียนดูแย่ยิ่งกว่าเมื่อเช้า ปกติผิวเขาก็ค่อนข้างขาวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับซีดเผือดเหมือนทำเลือดหล่นหาย เสียงหายใจเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่เคยเจ็บคอเลยด้วยซ้ำ ดูจากการมีเสมหะแบบนี้แล้วคงจะไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา ทำยังไงกับงานพิเศษดีนะ ทั้งๆ ที่อากาศก็อุ่นขึ้นแล้ว สีหน้าคนอื่นก็ดูผ่อนคลาย แต่ทำไมเขาถึงเป็นไข้ล่ะ จินอูข่มความรำคาญที่ใกล้ระเบิดแล้วเก็บหนังสือเรียนใส่กระเป๋า 

โชคดีที่ยังไม่ถึงขั้นมองทุกอย่างเป็นภาพเบลอ แต่ดูเหมือนความเครียดจากความผิดปกติของร่างกายจะทำให้โรคขี้รำคาญกำเริบ จนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับความรู้สึกเวรๆ นี่ดี ถ้าหงุดหงิดน้อยลง อาการจะดีขึ้นไหมนะ จินอูเดินๆ หยุดๆ อยู่หลายครั้งระหว่างระยะทางสั้นๆ เพื่อก้าวออกจากมหาวิทยาลัย เขาพยายามเกร็งเปลือกตา หลับตาแน่นแล้วลืมขึ้นใหม่หลายรอบเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้องที่ทำงานพิเศษด้วยกัน 

- มีอะไรครับพี่ ถึงโทรหาผมก่อนแบบนี้ 

“มีเรื่องรบกวนน่ะ ขอโทษที วันนี้นายทำงานคนเดียวได้ไหม หรือเรียกเพื่อนมาช่วยก็ได้ เดี๋ยวฉันจ่ายเงินให้เอง” 

- ผมก็เคยรบกวนพี่ตั้งหลายรอบ ถ้ากล้าปฏิเสธ ผมก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะครับ 

“ขอบใจนะ เดี๋ยวฉันโทรบอกผู้จัดการเอง” 

- เสียงพี่ไม่ค่อยโอเคเลย กลับบ้านพักผ่อนเถอะครับ เจอกันพรุ่งนี้นะพี่ 

การทำบุญส่วนใหญ่ ต้องมีเวลาว่างเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่สำหรับจินอูผู้มีเวลาว่างน้อยว่าขนาดฝุ่น ก็มีเพียงการช่วยรับงานแทนน้องที่ทำงานพิเศษด้วยกันแค่วิธีเดียว อีกฝ่ายเคยรบกวนอยู่ประมาณสามครั้งเพราะธุระของครอบครัวตอนต้นปี โชคดีที่ครั้งแรกเขาหาทำมาช่วยได้ แต่สองครั้งที่เหลือต้องทำคนเดียว ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ลำบากอะไร เขาเองก็ไม่ได้แสดงออกว่าเหนื่อย แต่พอได้รับการตอบแทนกลับแบบนี้ก็รู้สึกโล่งใจ 

จินอูจึงหันเท้ากลับบ้านแทน เดินกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมา เนื่องจากรถไฟใต้ดินของที่ทำงานกับบ้านอยู่คนละสายกัน แต่ตอนนี้ความหงุดหงิดเริ่มลงลดทีละนิดหลังคิดว่าตัวเองจะได้กลับไปพักผ่อน ระหว่างลากสังขารป่วยๆ ของตัวเองอย่างเร่งรีบ คนคุ้นเคยเมื่อตอนเช้าก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า 

“อะไรเนี่ย นายดูแย่กว่าเมื่อเช้าอีกนะ เดี๋ยวฉันไปเอารถมารับ” 

“ไม่เป็นไร นายยังมีเรียนต่ออีกไม่ใช่เหรอ” 

“เรื่องนั้นฉันจัดการเอง นายไม่ต้องสนใจหรอก รออยู่ตรงนี้ก่อน” 

ว่าแล้วมูจินก็รีบวิ่งออกไปทันทีจนเรียกไม่ทัน มองจากไกลๆ ก็เห็นว่าอีกฝ่ายพุ่งตัวเข้าไปหาเพื่อนคนหนึ่ง พูดคุยอะไรบางอย่างพร้อมยื่นบัตรนักศึกษาให้ด้วย น่าจะฝากเช็กชื่อเข้าเรียน จากนั้นก็หายตัวไปทางด้านหลังตึกอย่างรวดเร็ว 

เขาป่วยก็จริงอยู่ แต่มันก็ไม่ได้หนักจนต้องวิตกกังวลขนาดนั้น จินอูหรี่ตามองรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังขับออกมาจากลานจอดรถด้านหลังคณะ แต่ถึงอย่างไรตัวเองก็จะได้กลับบ้านสบายมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธน้ำใจของมูจิน ร่างบางก้าวขึ้นนั่งบนเบาะข้างคนขับด้วยความเคยชิน 

ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น แต่เขากลับรู้สึกหนาวจนต้องกอดตัวเองไว้ มูจินชำเลืองมองตัวสั่นๆ ของจินอูระหว่างขับรถ ก่อนจะเอื้อมมือไปที่เบาะหลังเพื่อหยิบเสื้อคลุมตัวเองมาห่มให้คนป่วย เหมือนรีรันเหตุการณ์เมื่อเช้าอีกรอบ จินอูพยายามฝืนเปลือกตาหนักอึ้งจ้องมองคนข้างๆ 

“ถ้านายหนาวมาก เปิดฮีตเตอร์ไหม” 

“ไม่เป็นไร” 

“รถไม่ติดเท่าไหร่ เดี๋ยวก็ถึงแล้วล่ะ หรือจะไปโรงพยาบาล?” 

“ไม่เอา พากลับบ้านก็พอ ที่บ้านมียาอยู่” 

เจ้าตัวส่ายหน้าพร้อมกล่าวปฏิเสธ ขนาดขยับแค่นี้ยังรู้สึกเหมือนสมองได้รับความกระทบกระเทือนจนต้องขมวดคิ้ว มูจินไม่รู้ความคิดจริงๆ ของจินอูก็เลยปิดปากสนิท เพราะเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายคงรำคาญที่เขาเอาแต่ถามนู่นนี่ ไม่ว่าพวกเขาจะสนิทกันขนาดไหน แต่ก็ไม่ใช่คนพูดมากกันอยู่แล้ว และระหว่างพวกเขาสองคน มูจินก็เป็นผ่ายพูดเยอะกว่า ดังนั้นพอมูจินเงียบ มันก็ไม่มีบทสนทนาอะไรต่ออีกจนกระทั่งถึงบ้านจินอู 

“ขอบคุณที่มาส่ง” 

“ถ้าอยากขอบคุณก็รีบเข้าไปพักเถอะ ไม่ดีขึ้นก็โทรมานะ” 

จินอูหยุดชะงักพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าบ้านตัวเอง มูจินมองตามแผ่นหลังบางจนหายเข้าบ้าน ถึงกลับเข้ามาในรถแล้วปิดประตูเสียงดังกว่าปกติ จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะจับพวงมาลัย 

เสียงเครื่องยนต์เบาๆ ดังไล่หลังมา ตอนนี้ในบ้านเขาไม่มีใครอยู่เลยสักคน แต่คนป่วยกลับโล่งใจมากกว่า จินอูผ่อนลมหายใจหนักหน่วงแล้วสอดตัวเข้าในผ้าห่ม แต่กลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด เขาเลยกดปุ่มให้ที่นอนไฟฟ้าทำงานและเพิ่มอุณหภูมิขึ้นอีกเล็กน้อย ถ้านอนแบบนี้เลย พรุ่งนี้จะตื่นไหวไหมนะ จากนั้นอาการคล้ายน้ำท่วมตัวก็กระชากจินอูให้จมสู่ห้วงนิทรา 

 

ซองจินละสายตาออกจากหน้าจอโน้ตบุ๊กพลางบิดขี้เกียจและมองเวลา ถ้าประมาณนี้จินอูก็น่าจะกำลังไปทำงานพิเศษ ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ค่อยสบาย แต่ก็คงฝืนไปทำงานแน่นอนเพราะลาไม่ได้ เขาถอนหายใจก่อนจะกดโทรศัพท์โทรหา 

“ฮัลโหล จินอู” 

- ซองจิน นี่แม่ของจินอูนะจ๊ะ 

“สวัสดีครับคุณแม่ จินอูไม่ได้ไปทำงานพิเศษเหรอครับ” 

- ซองจินคือ... ช่วยออกมาหาหน่อยได้ไหมจ๊ะ 

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ จินอูป่วยหนักมากเลยเหรอ งั้นเดี๋ยวผมเข้าไปที่บ้านนะครับ” 

- ไม่ใช่หรอกจ๊ะ ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่บ้าน 

เมื่อปลายสายบอกว่าไม่ได้อยู่บ้าน ร่างสูงก็ชะงักการเปลี่ยนเสื้อผ้าพลางหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงอาการและน้ำเสียงหงุดหงิดของจินอูในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม่จินอูพูดเพียงชื่อของโรงพยาบาลใหญ่ละแวกบ้านและเลขห้องพัก ซึ่งทำให้รู้ว่าร่างบางป่วยจนเข้าโรงพยาบาล เขาขมวดคิ้วมุ่นทันที  

นัดดื่มของวันนี้เป็นนัดที่ไม่ได้อยากไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเมื่อมีข้อแก้ตัวสมเหตุสมผลพอดี ซองจินจึงรีบโทรบอกเพื่อนว่าเพื่อนสนิทตัวเองเข้าโรงพยาบาลพร้อมเล่าอาการเกินจริง ก่อนจะรีบร้อนออกจากห้องสมุดมาโบกแท็กซี่ หลังจากบอกชื่อโรงพยาบาลและกำชับให้รีบไป เขาก็นั่งหลับตาสบายๆ อยู่บนเบาะหลัง 

เอาเข้าจริงๆ พอมาถึงชั้นห้องพักฟื้นของจินอู ความเร็วกึ่งเดินกึ่งวิ่งของซองจินก็ค่อยๆ ผ่อนลง เพราะเมื่อออกมาจากลิฟต์ กลิ่นนับร้อยก็ปะทะจมูกบ่งบอกให้รู้ว่าคนไข้ในชั้นนี้จัดอยู่ในประเภทไหน ความดีใจและความยินดีกระจายทั่วใบหน้าหล่อเหลา ซองจินเรียกชื่อจินอูในใจหลายครั้ง จากนั้นก็ต้องหายใจเข้าลึกๆ ควบคุมไม่ให้กลิ่นตัวเองฟุ้งออกมา ถ้าหากมีกลิ่นของอัลฟ่าที่นี่ ต้องกลายเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแน่ๆ  

ร่างสูงยืนอยู่หน้าห้องพักฟื้นตามคำบอก จินอู... ต้องเรียกชื่อพร้อมนามสกุลอีกฝ่ายถึงจะตอบ เพราะเจ้าตัวไม่ชอบคำว่า ‘อู’ ซึ่งเป็นชื่อพยางค์เดียวของตัวเองมากๆ และตอนนี้คนคนนั้นก็กำลังปล่อยกลิ่นหอมๆ อยู่อีกฝากของประตูจนเขานึกว่าตัวเองจะเสียสติซะแล้ว บางคนเป็นกลิ่นดอกไม้ บางคนก็เป็นกลิ่นผลไม้ แต่จินอูของเขากำลังส่งกลิ่นหวานๆ เหมือนน้ำตาลละลาย จินอูที่กำลังจะกลายเป็นของเขาคนเดียว ซองจินกัดริมฝีปากแน่นแล้วเปิดประตูเดินเข้าไปในห้อง 

“ซองจิน... ทำยังไงดี คือจินอูน่ะ...” 

“ถึงคุณแม่ไม่พูด ผมก็รู้ครับ พอดีผมมีเรื่องจะคุยกับจินอูนิดหน่อย อีกสักพักคุณแม่ค่อยเข้ามาใหม่ได้ไหมครับ” 

“หื้อ? อ๋อได้ๆ งั้นเดี๋ยวแม่ออกไปก่อนนะจ๊ะ คุยกันตามสบายเลย” 

หลังจากสังเกตอาการของเพื่อนลูกชายแล้ว หญิงวัยกลางคนก็คว้ากระเป๋าถือกับเสื้อคลุมขึ้นมาก่อนจะเดินออกจากห้องพักฟื้น ก่อนหน้านี้เธอหน้านิ่วคิ้วขมวดไปหมดเพราะเป็นห่วงลูกชาย แต่พอเห็นปฏิกิริยาของซองจิน รวมถึงรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลา ความรู้สึกของเธอก็ผ่อนคลายลง 

ความคิดเห็น