โซซอล
facebook-icon

เมื่อมีโอกาสทวงความรักของตัวเองกลับคืนมาจากเพื่อน เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-2

คำค้น : แด่คุณ ความรักของเพื่อนผม นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi Omegaverse

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-2
แบบอักษร

เมื่อไม่อาจเอาชนะความหงุดหงิดในหัว จินอูเลยเลือกจะหลับตาลง มูจินมองท่าทางนั้นแล้วก็นึกถึงวันที่เจอกันครั้งแรก ตอนนั้นอีกฝ่ายนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวในห้องเรียนไร้ผู้คน ดูราวกับภาพวาดชั้นเยี่ยมที่แขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ จังหวะนั้นมูจินก็ได้เรียนรู้ว่าคนเราก็สามารถกลายเป็นเจ้าทึ่มได้ในชั่วพริบตา และรู้ตัวว่าถ้าไม่ยอมรีบชักเท้ากลับล่ะก็ ต่อจากนี้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็คงไม่อาจถอยออกมาได้แล้ว เพราะกำลังจะตกสู่ห้วงของความรัก ซึ่งมันก็เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน 

หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองพยายามทำตัวสนิทกับอีกฝ่ายขนาดไหน คนอื่นชอบพูดกันว่าจินอูเป็นคนเย็นชา ไม่สนใจใคร แต่มูจินกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด เพราะสำหรับเขาแล้ว จินอูค่อนข้างเป็นกันเอง ถึงแม้จะอารมณ์อ่อนไหวบ้างเวลามีรายงานหรือมีสอบช่วงที่ยังต้องทำงานพิเศษควบด้วย  

“ถึงคาเฟ่แล้ว นายชอบลาเต้ของร้านนี้ใช่ไหม ถึงมันจะเล็กไปหน่อยก็เหอะ” 

“รู้ใจฉันตลอดเลยแฮะ” 

จินอูพูดพร้อมหัวเราะคิกคัก ไม่แสดงท่าทางว่าเหนื่อยเลยสักนิด แต่นั่นทำให้มูจินกังวลยิ่งกว่าเดิมจนไม่สามารถละสายตาจากแผ่นหลังบางได้เลย จินอูไม่มีทางบอกว่าเขาว่าตัวเองเหนื่อยหรือป่วยแน่นอน และเขารู้สึกก็หมดเรี่ยวแรงทุกครั้งเมื่อได้รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับอีกฝ่ายจากปากซองจินแทน  

หลังมองแล้วว่าจินอูนั่งตรงไหน มูจินก็หันมาสั่งลาเต้ร้อนสองแก้ว มันเป็นเครื่องดื่มชนิดเดียวที่ร่างบางชอบสั่ง เพราะหากดื่มอเมริกาโน่ตอนท้องว่างๆ ก็จะปวดท้อง เครื่องดื่มหวานๆ ก็ไม่ค่อยดื่ม ถึงจะความชอบเทียบกับจำนวนครั้งที่ตัวเขาดื่มอเมริกาโน่ไม่ได้ก็เถอะ แต่ที่มูจินสั่งลาเต้เหมือนกันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก แค่เพราะจินอูชอบเท่านั้นเอง  

“งานพิเศษเลิกดึกหรือไง ทำไมหน้าตาเหมือนไม่ได้นอน ดูซีดไปหมด” 

“เปล่าหรอก แค่หลับไม่สนิทอะ” 

“งั้นดื่มนี่ก่อน ทำไมอยู่ๆ ก็ป่วยล่ะ วันศุกร์ยังไม่เป็นอะไรเลยนี่นา” 

“พอวันเสาร์ก็เป็นแบบนี้แล้ว” 

คำพูดอ่อนโยนจากปากมูจินก็มีแต่เวลาคุยกับเขาเท่านั้น จินอูเองก็รู้ดี เพราะเคยตกใจมากๆ ตอนได้ยินมูจินคุยกับเพื่อนในคณะ มันเย็นชามากๆ แถมตลอดระยะเวลาหนึ่งปีก็เคยได้ยินผ่านซองจินอยู่บ่อยๆ รวมถึงเห็นกับตาตัวเองบ่อยๆ ด้วยเวลาซองจินกับมูจินถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพี่น้องกัน 

“เอายาหลังอาหารมาด้วยหรือเปล่า” 

“โอ๊ย ลืมสนิทเลย” 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปร้านขายยาก่อน” 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ แค่อยู่ตรงนี้ก็พอ” 

มูจินถึงขั้นหยุดหายใจไปพักหนึ่งเพราะประโยคนั้น ส่วนจินอูก็ยกลาเต้ขึ้นจิบพลางหลับตาเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ ร่างบางยังงดงามเหมือนวันนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาถอนหายใจเบาๆ ด้วยความมีสติ ถึงจะเคยเห็นรูปปั้นของสตรัซซา[1]กับตาตัวเองแล้ว แต่มันก็เทียบกับช่วงเวลานี้ไม่ได้เลย 

ทว่าถึงจะเสียดาย แต่มูจินก็รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะต่อให้ขายเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปวันนั้นได้ วันที่เขาลืมยูเอสบีที่มีรายงานวิชาเอกไว้ที่บ้าน 

แม้เกลียดการรบกวนซองจินยิ่งกว่าความตาย แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ มูจินนึกถึงคนที่นอนเอกเขนกอยู่บ้านในวันศุกร์ตั้งแต่เปิดเทอมขึ้นมาทันที อีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงเวลาเรียนวิชาเอก แต่ถ้าจะกลับไปเอายูเอสบีแล้วกลับมามหาวิทยาลัยอีกรอบก็ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมง แถมตอนนี้เขายังอยู่ในคลาสวิชาเลือกซึ่งไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้อีก เขาจึงจำเป็นต้องโทรหาหมอนั่น 

แล้วก็ต้องตกใจมาก เมื่อเห็นว่าซองจินเอายูเอสบีเจ้าปัญหามาให้ที่หน้าคณะอย่างตรงเวลา ขณะนั้นจินอูก็ยืนอยู่ข้างๆ พอดี คนตัวเล็กเอ่ยทักทายปกติ มูจินเองก็พูดคุยกับซองจินอยู่สองสามคำ และรู้สึกได้เลยว่าซองจินกำลังสนใจคนข้างๆ เขา 

ผ่านไปไม่กี่วันมูจินก็เห็นจินอูอยู่ในมหาวิทยาลัยเหมือนปกติ แต่คราวนี้มันไม่เหมือนทุกที เพราะด้านหลังอีกฝ่ายมีซองจินอยู่ด้วย เขาไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออาจจะต้องพูดว่าถามไม่ได้มากกว่า 

หลังจากนั้นซองจินก็จะมาเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจินอูให้ฟัง เล่าว่าวันนั้นพอเขาขอแยกตัวออกไปก่อนเพื่อปรินต์งานจากยูเอสบี ตัวเองก็พูดคุยกับจินอูต่ออยู่นาน แถมยังเข้ากันได้ดีในหลายๆ เรื่องด้วย แต่มูจินก็ไม่ได้ถามว่าอะไรบ้างที่เข้ากันได้ดี  

“ลาเต้จะเย็นหมดแล้ว” 

“เย็นก็อร่อยอยู่ดี” 

“งั้นก็โอเค เหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนเข้าเรียน นายจะนั่งพักอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้นะ” 

“นายจำตารางเรียนฉันได้ด้วยเหรอ” 

“มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่” 

“ถ้าเป็นคนอื่นคงพูดว่าจำแม่นเหมือนของตัวเอง แต่นายไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแบบนั้นเลย” 

มูจินทำตัวสนิทสนมกับจินอูมากกว่าพ่อแม่ตัวเอง ส่วนร่างบางก็ไม่คุ้นชินกับการเข้ามาทำดีอย่างไม่มีเหตุผลของคนอื่น มันเรียกว่าความรักได้หรือเปล่านะ ทว่าจินอูเคยเห็นความรักลึกซึ้งแปรเปลี่ยนเป็นผุพังของพ่อแม่แล้ว ดังนั้นเมื่ออัลฟ่าอย่างมูจินยื่นมือมาตรงหน้า จินอูจึงไม่กล้าคว้าจับ และระหว่างนั้นซองจินก็เริ่มแทรกเข้ามา  

อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาให้เขาเหมือนกัน แต่มันกลับแปลกมาก ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความรักเช่นเดียวกัน แต่ทำไมเขาถึงยอมสองคนนี้ต่างกันนะ และไม่นานจินอูก็ได้รู้เหตุผล เพราะมูจินหยิบยื่นเป็นไข้อ่อนๆ จนไม่รู้ว่าจะทำให้เขาใจอ่อนได้หรือเปล่า ส่วนของซองจินกลับเป็นไข้สูงจนเหมือนจะระเบิดเพียงมองจากไกลๆ คิดจะหลีกเลี่ยงก็ถูกต้องแล้ว  

“ฉันไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน ก็เลยรีบออกมาทุกวัน นายล่ะ” 

“เหตุผลเดียวกับนายไง” 

ใช่ ตอนนี้คนตรงหน้าคือคังมูจิน จินอูกะพริบตากลมโตก่อนจะหลับตาลง อาการไข้อ่อนๆ เข้ายึดและสั่นคลอนศีรษะตลอดเวลา ความจริงสู้เป็นไข้หนักจนเข้าโรงพยาบาลแล้วค่อยส่งใบรับรองแพทย์ให้อาจารย์ยังดีกว่า แต่อาการตอนนี้มันน่ารำคาญใจมาก ถ้ามีไข้แค่นี้แล้วไปโรงพยาบาลก็คงไม่พ้นโดนหาว่าสำออย 

“ได้ยินว่านายยื่นจบเร็วกว่ากำหนด? แล้วจะทำงานเลยใช่ไหม” 

“อื้อ” 

“ได้งานแล้วเหรอ เอ่อ... ดูงี่เง่าไปหน่อยหรือเปล่านะมาถามเรื่องแบบนี้กับอัลฟ่า แต่คังซองจินบอกจะเข้าทำงานบริษัทพ่อตัวเองพร้อมนาย” 

“...หมอนั่นพูดแบบนั้นเหรอ” 

“อืม นายหัวดีอยู่แล้วนี่ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ เขาบอกว่าพ่อมัวแต่ยุ่งเรื่องธุรกิจ เลยสั่งให้ตัวเองช่วยมาเกลี้ยกล่อมนายหน่อย เพราะเห็นว่าสนิทกันดี” 

“ไม่นึกว่าหมอนั่นจะพูดถึงเรื่องนี้กับนายด้วย” 

“แต่ไอ้ระบบนี่มันโคตรเอาเปรียบเบต้าอย่างฉันเลย ยื่นจบก่อนก็ไม่ได้” 

เรื่องนั้นจินอูก็พูดถูก อัลฟ่าผู้มีศักยภาพทางสติปัญญาและพละกำลังมากกว่าเบต้าสามารถยื่นจบเร็วกว่ากำหนดได้หนึ่งเทอมตามหลักสูตรปริญญาตรี เพื่อป้องกันการวิ่งแซงหน้าของพวกโอเมก้าในสังคม ระยะเวลาครึ่งปีหากมองผ่านๆ ก็ว่าสั้น แต่ขั้นตอนการเข้าทำงานของพวกเบต้าไม่เหมือนกัน เบต้าทุกคนยังต้องเข้ากรมทหารถึงสองปี ขณะที่อัลฟ่ากับโอเมก้าไม่ต้อง แถมยังไม่สามารถยื่นขอจบก่อนกำหนดได้อีก ไม่ว่าใครจะมองก็ต้องคิดว่าไม่ยุติธรรมทั้งนั้น  

จินอูเองเพิ่งก็ปลดประจำการกลับมาและตอนนี้เป็นนักศึกษาปีสอง ทว่าอัลฟ่ากับโอเมก้ารุ่นเดียวกันกำลังจะเรียนจบแล้ว ซองจินก็น่าจะเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เขาต้องเอาตัวรอดด้วยการหางานพิเศษทำตลอด แต่ซองจินกลับพูดให้ฟังว่าถ้าตัวเองเรียนจบก็คงเข้าทำงานในบริษัทของพ่อเลย ตอนนั้นจินอูรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในตัวลดฮวบ ตอนนั้นหมอนั่นพูดว่าไงนะ ยิ้มเท่ๆ แล้วบอกว่าแค่บริษัทเล็กๆ เอง มันก็ไม่ผิดอะไรหรอก ก็แค่ไม่ได้พูดต่อว่าอีกเดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นบริษัทใหญ่เท่านั้น 

“นายโชคดีแฮะ ฉันไม่ได้ประชดนะ แต่ดูจากการหางานของคนอื่นแล้ว มันก็ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ ถึงไม่รู้ว่านายจะตัดสินใจยังไงเถอะ” 

“เข้าใจ ฉันรู้ว่านายไม่ได้ประชด บางทีมันก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ พ่อฉันไม่น่าจะปฏิเสธคำขอของท่านประธานอยู่แล้ว มีแค่ฉันเนี่ยแหละที่รำคาญ แต่ทำงานบริษัทนั้นก็ไม่ได้แย่อะไร แถมไม่ต้องอยู่ห่างครอบครัวด้วย” 

“ไม่ได้แย่จริงๆ ใช่ไหม” 

“แหงอยู่แล้ว” 

จินอูพูดมากกว่าเดิมด้วยใบหน้าไม่ต่างจากปกติ มูจินจึงต้องอธิบายยาวขึ้นเป็นสองเท่า เพราะรับรู้ได้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีความเสียใจปะปนอยู่ เขามองออกว่าสภาพจิตใจจินอูอยู่ในสภาพไหนถึงเผลอทำอะไรไม่เป็นตัวเองอย่างนี้ ดูเหมือนว่าวันนี้ความเครียดจะปกคลุมและค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น น่าจะเกี่ยวกับการทำงานพิเศษหนักเพราะต้องผ่อนจ่ายค่าเทอมด้วย เขาทำให้จินอูรู้สึกเหมือนโดนแบ่งแยกชนชั้นหรือเปล่านะ มูจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ทว่าแผ่วเบา 

“ฉันขอนอนแป๊บหนึ่ง ปลุกด้วยนะ” 

“ได้” 

ร่างสูงถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกแล้วห่มตัวให้อีกคน จินอูดึงเสื้อคลุมขึ้นมาถึงคอแล้วหลับตาลง เมื่อได้ยินเสียงดึงมูลี่ตรงหน้าลง แสงแดดที่เคยแหวกว่ายบนเปลือกตาก็หายวับอย่างไร้ร่องรอย ถึงพูดเองว่าจะนอนพักสักหน่อย แต่กลับก็ไม่มีทีท่าว่าจะง่วงเลย ได้แต่กระชับเสื้อคลุมของมูจินขึ้นมาจนถึงปลายจมูก 

พวกรุ่นน้องกับเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นโอเมก้าเคยพูดถึงกลิ่นของอัลฟ่าให้ฟังอยู่บ้าง บอกว่าบางคนก็ปล่อยกลิ่นเย็นจนเจ็บจมูก บางคนก็ปล่อยกลิ่นคาวๆ แล้วมูจินจะมีกลิ่นแบบไหนนะ... จินอูไม่เคยสงสัยกลิ่นคนวิ่งตามรอบตัวเหมือนดาวเคราะห์อย่างซองจินเลยสักครั้ง แต่เขากำลังสงสัยถึงกลิ่นของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ห่างออกไปนิดหน่อย และชอบแอบมองกันบ่อยๆ ฉันเป็นเบต้านี่นา เพราะอยากรู้กลิ่นของมูจินทำไมเล่า 

พอหลับตาลงก็รู้สึกเหมือนว่าไม่มีใครอยู่ในคาเฟ่แห่งนี้เลย แต่เสียงดนตรีเบาๆ ก็ทำให้ระลึกได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ด้วยความเชื่อว่ามูจินจะปลุกกันในเวลาอันสมควร จินอูจึงค่อยๆ จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันตื้นเขิน 

 

[1] Giovanni Strazza ประติมากรชาวอิตาเลียนชื่อดัง เจ้าของผลงาน The Veiled Virgin รูปแกะสลักของพระแม่มารี

ความคิดเห็น