โซซอล
facebook-icon

เมื่อมีโอกาสทวงความรักของตัวเองกลับคืนมาจากเพื่อน เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-1

คำค้น : แด่คุณ ความรักของเพื่อนผม นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi Omegaverse

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 10:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-1
แบบอักษร

ตอนที่ 2  

 

แสงแดดส่องกระทบร่างเด็กหนุ่มที่นอนเหยียดอยู่บนเตียง เจ้าตัวดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนสุดเพราะแสงแยงตาจนรำคาญใจ แต่พอเริ่มขยับตัวแล้ว จะนอนหลับสนิทอีกครั้งก็เป็นเรื่องยาก เขาจึงปัดผ้าห่มออกด้วยความหงุดหงิดแล้วยันตัวลุก กล้ามเนื้อชัดบนผิวแทนสีเข้มก็พลอยกระตุกไปด้วย 

“มูจิน ตื่นหรือยังลูก” 

“ครับ เดี๋ยวผมออกไป” 

มูจินถอนหายใจยาวจนต้องสูดกลับเฮือกใหญ่แล้วก้าวลงจากเตียง หลังจากจัดที่นอนแล้ว เขาก็ไม่ได้มองข้ามเงาสะท้อนสัดส่วนอันงดงามของตัวเองผ่านกระจกเต็มตัว เกิดมาพร้อมรูปร่างยอดเยี่ยม ใบหน้าคมหล่อเหลา ผิวพรรณเรียบลื่น กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัด ส่วนสูงเกินมาตรฐาน ช่วงไหล่ผึ่งผาย แถมยังเป็นอัลฟ่าที่มีกลิ่นประจำตัวน่าประทับใจ ยังจะต้องการอะไรอีกล่ะ 

ร่างสูงหยิบเสื้อยืดที่พาดอยู่บนเก้าอี้โต๊ะหนังสือมาสวม แต่จังหวะที่ก้าวออกจากห้อง ก็เห็นว่าพ่อก้าวออกมาพร้อมกันพอดี ใบหน้าของสมาชิกทั้งสามคนบนโต๊ะอาหารดูดีขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้พวกเขายังอาศัยอยู่ในบ้านที่กว้างและดีกว่าเดิมนิดหน่อยด้วย ถึงแม้จะเช่าแบบวางมัดจำครึ่งเดียวก็ตาม แต่ระยะเวลาที่ต้องอยู่ในบ้านสภาพแย่กว่านี้ด้วยการจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน มันก็ยาวนานถึงสิบปีทีเดียว 

“วันนี้กลับดึกหน่อยนะ” 

“อ๋อ คุณบอกว่าท่านประธานจะไปสนามกอล์ฟนี่นา” 

“บางทีเสร็จแล้วก็อาจจะไปดื่มต่อด้วย ไม่ต้องอยู่รอหรอก อาจจะดึกมาก” 

“แล้วมูจินล่ะลูก จะกลับดึกด้วยหรือเปล่า” 

“ไม่ครับ ผมจะกลับมาก่อนมื้อเย็น” 

ทว่าทันทีที่พูดจบ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นได้จังหวะ ทุกคนต่างทำตาโตด้วยความสงสัยเพราะบ้านหลังนี้ไม่น่าจะมีใครให้มาหา มูจินจึงเป็นคนลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปทางประตูหน้าบ้าน แต่พอไปถึงก็ต้องขมวดคิ้ว อีกฝากของประตูคือเจ้าของกลิ่นที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปิดประตูออก 

“มีอะไร” 

“หวงคำทักทายแต่เช้าเลยนะ คุณลุง คุณป้าครับ! ผมเอง ขอโทษด้วยนะครับที่จู่ๆ ก็มาหากะทันหัน” 

“ซองจินเองเหรอ กินข้าวเช้ามาหรือยังลูก” 

“กินแล้วครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับมูจินเลยแวะมา ยังไงขอเข้าไปรอในห้องได้ไหมครับ กำลังกินข้าวกันอยู่แท้ๆ ขอโทษนะครับ” 

“ไม่ต้องขอโทษหรอก พวกเราไม่ถือสา ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้” 

ซองจินกล่าวขอโทษออกมาหลายครั้ง เพราะรู้ว่าการกระทำของตัวเองสวนทางกับคำว่ามารยาท ส่วนมูจินน่ะยืนหันหลังให้นานแล้ว พอเห็นว่าซองจินเดินหายเข้าไปในห้องเรียบร้อย เขาก็เดินไปหน้าต่างบานเล็กๆ ข้างห้องครัวออก เพราะไม่สามารถหายใจท่ามกลางกลิ่นของอีกฝ่ายได้  

เมื่อเห็นการกระทำนั้น พ่อก็กระแอมเบาๆ เหมือนห้ามไม่ให้แสดงทำกิริยาแบบนั้นต่อหน้าซองจิน และมูจินก็เข้าใจความหมายดี ถึงจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นมานานแล้ว ทว่าคนบางกลุ่มก็ยังคงความภักดีไว้เพราะถือบุญคุณเป็นหลัก แม้มูจินจะไม่ใช่คนประเภทนั้น แต่พ่อแม่เขาเป็น 

ระหว่างทำงานให้ครอบครัวนั้น พ่อก็ได้รับอะไรมั่นคงมามากมายยิ่งกว่าเงินเดือน ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เหลือหนี้อีกไม่เยอะแล้ว ต่อให้แม่ไม่ทำงานที่ร้านอาหาร พวกเขาก็ยังอยู่กันสบายดี เพียงแต่การอยู่เฉยๆ ไม่ใช่นิสัยของแม่ แม่จึงไปเรียนทำกาแฟจากสถาบันในหมู่บ้าน พ่อกับแม่ดีใจมากตอนมูจินบอกว่าตัวเองได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาล ความผ่อนคลายภายในครอบครัวเป็นเรื่องดี ถ้าจะมีปัญหาก็คือพ่อแม่เขาจงรักภักดีต่อครอบครัวซองจินมากเกินไปนั่นแหละ 

“ผมขอไปคุยกับซองจินก่อนนะครับ” 

“เอาสิลูก แล้วจะเอากาแฟด้วยไหม” 

“ครับ เดี๋ยวผมถามเขาให้” 

มูจินทำตามสิ่งที่พ่อกับแม่ต้องการ ด้วยการเรียกชื่อซองจินอย่างนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนตัวเอง แขกไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่บนโต๊ะและกำลังไล่สายตามองหนังสือวิชาเอกของเขาอยู่ พอถามว่าจะดื่มกาแฟไหม อีกฝ่ายก็ลุกพรวดแล้วเปิดประตูยื่นหน้าออกไปตอบด้วยตัวเอง แม่เขาหน้าบานเป็นกระด้ง เพราะซองจินตอบด้วยความขี้เล่น ‘ถ้าเป็นกาแฟของคุณป้า ผมก็ต้องดื่มอยู่แล้วสิครับ’ 

“มีอะไร อยู่ๆ ก็มาหาแต่เช้า” 

“มีเรื่องรบกวนนิดหน่อย” 

“รบกวนฉันเนี่ยนะ เรื่องอะไรล่ะ นายถึงต้องทำขนาดนี้” 

“นายเอารถฉันไปได้ไหม ช่วยรับจินอูไปส่งมหา’ลัยหน่อย ยังไงวันนี้นายก็มีเรียนบ่ายอยู่แล้วนี่” 

“รู้ตารางเรียนฉันด้วยเหรอ น่ากลัวนะ” 

“ฉันจะไม่รู้ตารางเรียนมูจินของพวกเราได้ยังไงเล่า มีแต่นายนั่นแหละไม่คิดจะใส่ใจกัน” 

“แล้วฉันจะรู้ตารางเรียนเด็กมหา’ลัยอื่นไปทำไม” 

ขณะนั้นประตูก็เปิดออกกว้างพร้อมเสียงเคาะ มูจินจึงรีบเดินไปรับกาแฟมาจากแม่อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางกลิ่นเฉพาะตัวของอีกคน กระทั่งกลิ่นหอมๆ ของกาแฟก็ยังไร้ประโยชน์ แม่พูดกับซองจินว่าตัวเองอาจจะยังชงไม่เก่งนักแต่ดื่มให้อร่อย และโชคดีที่แม่ค่อนข้างใช้เวลาในการเอากาแฟมาเสิร์ฟ เพราะถ้าหากเข้ามาตอนชื่อจินอูหลุดออกมาจากปากซองจิน แม่คงสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างบนหน้าลูกชายตัวเองแน่  

“โล่งอกนะ คุณป้าดูชอบงานอดิเรกแบบนี้ ดูมีความสุขดี” 

“เพราะได้เจอได้คุยกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันนั่นแหละ” 

“หน้าคุณลุงก็ดูดีขึ้นเยอะเลย เทียบกับเมื่อก่อน” 

“แหงสิ ก็เพราะท่านประธานไง” 

“ฉันไม่ได้พูดเพราะอยากได้ยินอะไรแบบนั้นหรอกนะ” 

“แต่นายก็ชอบเวลาได้ยินจากปากฉันไม่ใช่หรือไง” 

สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยคำพูดเสียดแทง แต่ซองจินกลับยิ้มหวานโดยไม่มีร่องรอยของความหม่นหมองบนใบหน้า มูจินไม่อาจทนมองหน้าและสายตานั้นได้ ร่างสูงจึงหันหลังให้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมถอนหายใจเบาๆ  

“เอาเหอะ วางกุญแจไว้บนโต๊ะแล้วก็ออกไปได้ล่ะ” 

“ดื่มกาแฟหมดก่อนเดี๋ยวไป” 

“แล้วคุณผู้หญิงรู้หรือเปล่าว่านายคอยวิ่งตามจินอูเนี่ย” 

“แม่ฉันก็ต้องรู้อยู่แล้วดิ เอาแต่พูดว่าเบต้าคนนั้นน่ะเหรอ ทำไมถึงไปเจอเขาบ่อยจัง อ๋อ ไปพร้อมมูจินงั้นเหรอ ค่อยโล่งไปที” 

“เลิกเอาชื่อฉันไปอ้างสักทีได้ไหม” 

“แล้วนายอะ ฉันอุตส่าห์มาขอร้องให้ช่วยไปรับจินอูหน่อย แต่นายดันพูดถึงแม่ฉันขึ้นมาเนี่ย ไม่เกินไปหน่อยเหรอ นึกว่าฉันรู้ไม่ทันหรือไง เออใช่ ถ้าเขาบอกว่ายังไม่ได้กินข้าว นายก็กินเป็นเพื่อนหน่อยแล้วกันนะ เห็นบอกว่าไม่ค่อยโอเค เหมือนจะเป็นไข้” 

“เพิ่งรู้ว่าคังซองจินมีงานอดิเรกเป็นการเลี้ยงเด็ก” 

“เพ้อเจ้ออีกละ” 

ซองจินยกมือขึ้นตบไหล่เขาสองสามทีแล้วเดินนำออกจากห้อง ซึ่งนั่นทำให้มูจินมีสีหน้าบึ้งตึงด้วยความอารมณ์ไม่ดี แต่โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ตรงหน้าแล้ว ความโกรธกำลังเดือดพล่านอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และเขาก็รู้ดีว่าต้นเหตุมันคืออะไร กลิ่นอันรุนแรงเริ่มกระจายออกมาจากตัวมูจินราวกับเถาวัลย์เกี่ยวพันจนต้องรีบเปิดหน้าต่างออก  

มูจินสะพายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กแล้วเดินออกมา ส่วนซองจินก็ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านก่อนแล้ว เมื่อเขาก้าวขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับ อีกฝ่ายก็ก้าวขึ้นเบาะข้างๆ แถมยังปล่อยกลิ่นออกมาไม่หยุดเหมือนไม่คิดจะควบคุมด้วยซ้ำ ปกติใครทำแบบนี้ต้องโดนด่าแล้วแน่นอน แต่หมอนี่ก็ชอบทำอะไรเด็กๆ แบบนี้ต่อหน้าเขาตลอด 

“นายขับรถไปเรียนทุกวันไม่ใช่หรือไง ไม่มีก็น่าจะลำบากนะ” 

“วันนี้ฉันกะจะไม่เอาไปอยู่แล้วเพราะมีนัดดื่มต่อ นายส่งฉันลงตรงถนนใหญ่ก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งแท็กซี่ไป” 

“ดื่มให้มันพอดีล่ะ” 

“มันใช่คำที่นายควรพูดกับฉันหรือไง” 

“งั้นผมจะทำหน้าที่คนขับรถไม่ให้มีความผิดพลาด คุณคังซองจินไม่ต้องกังวลเลยครับ” 

“...” 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นเล่า นายชอบให้ฉันพูดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” 

ซองจินขมวดคิ้วแน่นเพราะมูจินดูตั้งใจประชดประชันกันเกินไป พูดเหมือนพ่อตัวเองเวลาขับรถให้พ่อเขา ถึงเขาจะชอบเวลาอีกฝ่ายพูดเหมือนอยู่ต่ำกว่า แต่การพูดด้วยวิธีแบบนี้มันก็ทำให้อารมณ์ไม่ดีขึ้นมาเหมือนกัน ไอ้คนเอาแน่เอานอนไม่ได้ มูจินเดาะลิ้น แต่คนข้างๆ เมินการบอกลาแล้วก้าวลงจากรถทันทีด้วยความโกรธ แต่ถ้าถามว่ามูจินว่าซองจินโกรธเพราะการประชดประชันเมื่อครู่เหรอ คำตอบก็คือไม่ใช่หรอก 

ถึงจะทำหน้าอวดดีสั่งให้เขาไปรับจินอูเหมือนสบายๆ แต่การไปรับด้วยตัวเองไม่ได้น่ะ มันก็ทำให้เจ้าตัวร้อนใจพอสมควร มูจินเพ่งมองแผ่นหลังกว้างๆ ของซองจินผ่านหน้าต่างรถ พอได้อยู่คนเดียวแล้ว ใบหน้าเขาก็เริ่มเบิกบาน ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เช้า  

เขาพิงร่างอยู่บนเบาะรถยนต์นุ่มๆ เหม่อลอยอยู่สักพัก ก่อนจะลองคำนวณเวลาอย่างมากสุดจากบ้านตัวเองไปบ้านจินอู บวกกับเวลาเดินทางไปมหาวิทยาลัยคร่าวๆ วันนี้จินอูมีเรียนตอนสิบเอ็ดโมง ดังนั้นถ้าท้องว่าง ก็ควรต้องกินอะไรรองท้องอย่างที่ซองจินพูดจริงๆ แต่การได้กินข้าวพร้อมจินอู สำหรับเขามันก็เป็นเหมือนเรื่องเพ้อฝันนั่นแหละ  

มูจินติดแหงกอยู่บนถนนอย่างที่คิด แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าซอยหน้าบ้านอีกฝ่ายแคบมากจนไม่สามารถขับรถเข้าไปได้ จึงตั้งใจจะโทรหาจินอู แต่จังหวะที่กำลังจะกดโทรศัพท์ก็ดันเห็นเจ้าตัวเดินออกมาหน้าปากซอยพอดี ผมสีสว่างและใบหน้าขาวๆ ราวกับคนขาดแคลนเม็ดสีปรากฏสู่สายตา ถ้ามองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ต้องคิดว่าคนคนนี้เป็นโอเมก้าแน่นอน แต่จินอูกลับเป็นแค่เบต้า ว่าแล้วก็นึกถึงหน้าซองจินตอนบอกว่าเสียดายเรื่องนี้ แต่ตอนนี้มูจินฉีกยิ้มด้วยความจริงใจออกมาอย่างเต็มที่  

“ไม่ได้เจอกันนานนะ ฉันคำนวณเวลาเป๊ะแฮะ” 

“อะไร ไม่ใช่คังซองจินนี่นา แล้วนายมาทำอะไรเนี่ย” 

“ก็คังซองจินสั่งให้ฉันมารับนายน่ะสิ ดูเหมือนหมอนั่นจะยุ่งๆ คาดเข็มขัดแล้วก็ส่งข้อความหาซองจินหน่อยก็ดี” 

ทว่าจินอูทำตามแค่ครึ่งเดียวด้วยการคาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะเลื่อนเบาะไปด้านหลังจนสุด มูจินจึงขับรถอย่างระมัดระวัง ปกติก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากรถนอกนำเข้านักหรอก แต่พอเห็นว่าจินอูป่วย เขาก็รู้สึกดีที่เครื่องยนต์มันไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญเหมือนพวกรถยนต์ราคาถูก  

“ฉันจะทำยังไงกับคังซองจินดีนะ” 

“อยู่ๆ ก็พูดอะไร” 

“หมอนั่นเหมือนคนบ้าไง ไม่มีโอเมก้าคนอื่นอยู่รอบๆ บ้างเหรอะ ถึงมาเกาะแกะวุ่นวายกับเบต้าอย่างฉันเนี่ย” 

“...” 

“ถ้านายเริ่มทำงานแล้ว ซื้อรถก่อนเลยนะ ไม่เอาของคังซองจิน นั่งรถนายเองคงดีกว่า” 

มูจินหันหน้าไปมองอีกฝ่ายระหว่างติดไฟแดง ความต้องการปรากฏอยู่เต็มอยู่ในดวงตาและใบหน้าของจินอู ซึ่งหันตัวมาทางฝั่งคนขับรถอยู่แล้วตั้งแต่แรก ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นโอเมก้า ความต้องการทางเพศคงจะปะทุออกมาแล้วแน่นอน ทว่าแค่สภาพเบต้าตอนนี้มันก็กระตุ้นเขาได้มากพอแล้ว มูจินแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผาก  

“ไม่ยอมรับปากสินะ” 

“กินข้าวมาหรือยัง หาอะไรกินรองท้องก่อนเข้าเรียนไหม” 

“ฉันกินมานิดหน่อยแล้ว” 

“งั้นดื่มกาแฟไหม แต่นายป่วยอยู่นี่นา ดื่มชาก็น่าจะดี” 

“แล้วแต่นายเลย” 

ถึงจะป่วยอยู่ แต่จินอูก็ไม่เมินเฉยต่อคำพูดของมูจินสักประโยค บางคนอาจจะบอกว่าตามมารยาทมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหรือเปล่า แต่ถ้าเห็นเวลาจินอูอยู่กับซองจินล่ะก็ คำพูดแบบนั้นไม่มีทางหลุดออกมาแน่นอน ร่างบางเมินซองจินบ่อยมาก ไม่ค่อยตอบถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ไม่ต้องหวังถึงสีหน้าแบบตอนนี้ด้วย แค่ไม่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ก็ดีแค่ไหนแล้ว 

ความคิดเห็น