แทคฮยองจี
email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ช่วยใจดีกับเราด้วยนะคะ

น่านฟ้าล่ารัก 04 | Rewrite

ชื่อตอน : น่านฟ้าล่ารัก 04 | Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2563 23:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น่านฟ้าล่ารัก 04 | Rewrite
แบบอักษร

น่านฟ้าล่ารัก 

04 

ท้องเข้าสัปดาห์ที่ 30 แล้วจะทำอะไรก็ลำบากไปซะหมดจะเดินจะเหินอะไรก็ลำบากแถมยังเจ็บตรงช่วงเชิงกรานบางครั้งเวลาที่เดินนานๆ อาจจะเป็นผลมาจากการที่กระดูกเชิงกรานผู้ชายมันเล็กและต้องรับน้ำหนักของเด็กในท้อง

“ตัวเล็กไม่เล็กแล้วนะ แต่เป็นเด็กอ้วน” ผมลูบท้องตัวเองเบาๆ

หมอบอกว่าสมองของเจ้าอ้วนจะเริ่มมีรอยหยักขึ้น ปอด และระบบทางดินอาหารเติบโตเต็มที่ ส่วนขนาดตัวก็เท่ากับหัวกะหล่ำปลี แถมยังเตะเก่งเหมือนเดิม

ผมหยิบไอดารี่ของเจ้าอ้วนออกมาเปิดดูคิดแล้วก็น้ำตาจะไหลภาพเจ้าตัวอ้วนตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปหาหมอ

สัปดาห์ที่ 8 

สัปดาห์ที่ 14 

สัปดาห์ที่ 20 

ผมเปิดดูอย่างข้ามๆ ถ้าลองคิดกลับไปถึงตอนนั้นที่คิดจะเอาเขาออกถ้าผมทำแบบนั้นเราคงไม่มีวาสนาได้เจอหน้ากัน ผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพ่อของเจ้าอ้วนรู้ว่ามีเจ้าอ้วนเขาจะดีใจไหมนะ

ผมขยับตัวไปเปิดลิ้นชักข้างเตียงหยิบกล่องเล็กๆ ที่เก็บไว้อย่างดีออกมา สิ่งของชิ้นเดียวที่เอาไว้ดูต่างหน้าของพ่อเจ้าอ้วน แหวนทองคำขาวที่เจ้าตัวน่าจะลืมไว้ในคืนนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเขาตั้งใจหรือลืมแต่ผมยังคงเก็บมันเอาไว้อย่างดีหวังไว้ให้เจ้าอ้วนตอนเกิด

“เจ้าอ้วนแหวนนี่น่ะ เป็นของพ่อหนูนะ” ผมหยิบมันขึ้นมาดูอยู่พักหนึ่งและเก็บลงไว้อย่างเดิม

ก๊อก ก๊อก

“ใครครับ”

“พี่ยุ้ยเอง”

เสียงจากหลังประตูทำให้ผมรีบเดินไปเปิดให้ในทันที วันนี้เป็นวันศุกร์พี่ยุ้ยเลิกงานเร็วก็คงแวะมาหาหลานและซื้อพวกของจำเป็นมาให้ วันนี้เองก็จะเป็นเหมือนกัน

“เข้ามาก่อนครับพี่ยุ้ย พี่ยุทธสวัสดีครับ” ผมเชิญทั้งสองคนเข้ามาภายในห้องเล็กๆ ของผม

กว่าผมจะยอมบอกพี่ยุ้ยและติดต่อคนอื่นๆ ว่ามาอยู่ที่ไหนก็ตอนที่ท้องได้ราวๆ 5-6 เดือน โดนด่าไปยกใหญ่เพราะหนีออกมาไม่ยอมบอก

“กินข้าวกันหรือยังครับ”

“กอนมาแล้วจ๊ะ พี่แค่แวะเอาของมาให้น่ะ เดี๋ยวต้องรีบกลับ” พี่ยุ้ยบอกและรับน้ำจากผมไปดื่ม “มานั่งเถอะเราท้องโตขนาดนี้ยังเดินไปเดอนมาอีก”

“นั่นน่ะสิ แล้วหมอนักวันไปนอนโรงพยาบาลหรือยัง พี่จะดูวันไว้”

“นักแล้วครับแต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ ประมาณสัปดาห์ที่ 37 ครับ” ผมบอก

หลังจากไปพบหมอครั้งก่อนหมอได้นัดวันผ่าคลอดมาแล้วเป็นอาทิตย์ที่ 37 หรือ 38 เพราะถ้าปล่อยให้ครบกำหนดเจ็บท้องคลอดน่าจะอันตรายทั้งกับผมและตัวเล็กทั้งยังเสี่ยงที่จะมีสภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา

“ตัวเล็กแข็งแรงใช่มั้ยถ้าคลอดตอนนั้น”

“ครับ หมอบอกว่าแข็งแรงแล้วสามารถคลอดได้ นอกเสียจากว่าตัวเล็กโตช้าแต่ที่ไปตรวจมาก็ไม่มีอะไรครับแข็งแรงดี”

“แสง เราจะไม่บอกคุณน่านฟ้าจริงๆ หรอ”

“ไม่ครับ” ผมส่ายหน้า

ถึงเจ้าอ้วนของผมจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาแต่แล้วมันจะยังไงผมจะไม่มีทางให้เขาได้เจอเจ้าอ้วนแน่

•••

“พึ่งมากลับมาหรือไง” ร่างสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นภรรยาสาวในชุดเดรสสั้นรัดรูปพึ่งกลับเข้ามา

“ก็ใช่น่ะสิ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” เสาวรสขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเดินชนไหล่ร่างสูงเข่าไป

กลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์และบุหรี่ติดตามตัวจนน่าโมโห ตั้งแต่แต่งงานมาไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาเลยสักครั้งยิ่งตอนนี้ภรรยาของเขาออกไปเที่ยวกลางคืนและกลับมาในตอนเช้าแทบจะทุกวัน

“นี่คุณ...”

น่านฟ้าเรียกหญิงสาวที่กำลังจะเดินขึ้นบันได เธอหันกลับมาทำสีหน้าไม่พอใจ

“มีอะไร ฉันเหนื่อย ฉันง่วง ไว้ตื่นแล้วค่อยคุย” หญิงสาวโวยวายเดินบึงปังขึ้นไปที่ชั้นสอง

น่านฟ้าได้แต่มองและถอนหายใจเมื่อไหร่เรื่องบ้าๆ พวกนี้ตะจบลงสักที เขาอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง อยากมีครอบครัวที่มีความสุขไม่ใช่แบบนี้

กรี๊ด!!!

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!” หญิงสาวกรีดร้องเสียงดังหลังจากขึ้นชั้นสอง

น่านฟ้าจิปากอย่างรำคาญวันนี้ที่บ้านคงไม่สงบอีกแน่ และก็เป็นดังที่คิดไว้เมื่อภรรยาเขาเดินลงมาจากชั้นบนด้วยชุดชั้นในลูกไม้สีเข้ม

“นี่มันอะไร! มันอะไร! ทำไมปล่อยให้มีข่าวแบบนี้!” เธอขว้างมือถืออกของเขาอย่างแรง แต่น่านฟ้าก็สามารถรับไว้ได้ก่อนที่มันจะตกลงพื้น

ลือสนั่น! ไฮโซสาวควงหนุ่มขึ้นโรงแรม

พาดหัวข่าวใหญ่ในเพจซุบซิบไฮโซปรากฎอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพของคนที่ตกเป็นข่าว น่านฟ้าเงยหน้ามองเสาวรสที่ยืนกอดอกอยู่โดยไม่ได้สนใจว่าชุดที่ตัวเองใส่อยู่นั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าชุดเลย

“แล้วจะให้ผมทำยังไง”

“ยังมีหน้ามาถามหรอ จัดการสิ”

หญิงสาวโวยวายเรื่องหน้าตาและภาพลักษณ์เป็ฯ สิ่งสำคัญเธอจะให้คนอื่นนิทาตัวเธอแบบนี้ไม่ได้ น่านฟ้าเหลือบตามมองร่างเกือบเปลือยของหญิงสาวแล้วส่ายหน้า

"หยุดเลยนะ! คุรจะทำเป็นไม่สนใจไม่ได้นะ"

"แล้วจะให้ทำยังไงผิดปิดปากสำนักข่าวได้ไม่หมดทุกสำนักหรอกนะ" น่านฟ้าพูดอย่างใจเย็นเขาไม่เห็นว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรกับการแก้ข่าวหรือปิดข่าวสู่ให้คนลืมไปเองมัยยังจะง่ายกว่าแถมไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว "คุณเอาเวลาไปทำเรื่องพวกนี้ทำหน้าที่เมียดีกว่ามั้ย"

"เหอะ! ฉันบอกคุณไปกี่ครั้งแล้วว่าฉันยังไม่พร้อม" หญิงสาวเน้นเสียงที่คำว่า 'ไม่พร้อม' "น่านฟ้าคะ ดูฉันตอนนี้นะคะฉันสวยและเฟอร์เฟคผู้ชายเขาอยากได้กันเป็นแถวจะให้ฉันอ้วนท้องโย้ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ"

เสาวรสเป็นคนสวยและเฟอร์เฟคน่านฟ้าไม่เถียงรวมถึงผู้ชายหลายคนก็อยากได้นั่นด้วยแต่ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ได้เธอมาแล้วทั้งนั้น ได้ก่อนที่จะมาแต่งงานกับเขาอีกด้วยซ้ำ น่านฟ้าได้แต่ปลงตกคงได้แต่รอให้ถึงเวลาหย่าเขาถึงจะได้หลุดพ้นจากผู้หญิงคนนี้และได้ออกไปใช่ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากใช้ ไปสร้างครอบครัวแบบที่ตัวเองฝันมาตลอด

"อือ รู้แล้ว" ร่างสูงพูดเท่านั้นแล้วเดินหายขึ้นไปชั้นสองปล่อยให้ภรรยาสาวยืนกรีดร้องด้วยความขัดใจ

•••

หลายวันก่อนป๊ากับม๊าท่านมาทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านที่กรุงเทพฯ จึงแวะเข้ามาหาผมที่อพาร์ทเม้นด้วย ท่านทั้งสองยังคงชวนผมกลับไปอยู่ด้วยแต่ผมปฏิเสธเพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ก็ต้องคลอดเจ้าอ้วน ผมจึงบอกไปว่าให้คลอดเจ้าอ้วนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีหลังจากนั้นแต่ผมก็แพลนไว้บ้างแล้วว่าถ้าคลอดเจ้าอ้วนแล้วจะกลับไปอยู่บ้านกับป๊าม๊า ช่วยดูกิจการร้านทองช่วยพวกท่านทั้งสอง มันคงถึงเวลาที่พวกท่านควรจะได้พักเล่นกับหลานอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ออกมางานเหมือนลุงข้างบ้าน

ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินหอบท้องอย่าทุลักทุเลเมื่อเห็นว่าประตูลิฟต์กำลังจะปิด แต่โชคดีที่คนในลิฟต์กดเปิดประตูรอผม ผมประคองท้องตัวเองเดินเข้าไปพร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนจะพบว่าคนที่อยู่ด้านในเป็นคนที่ผมไม่อยากเจอมากที่สุด

"ขอบคุณครับ" ผมพูดและก้มหน้าลงเหมือนเดิมพยายามที่จะไม่สนใจเขา

"ชั้นไหนครับ"

"เอ่อ... 3 ครับ" ผมตอบโดยที่ไม่ได้มองหน้าอีกคน

"ชั้นเดียวกันเลย มาตรวจท้องหรอครับ" อีกคนยังถามด้วยน้ำเสียงใจดี "ท้องใหญ่แบบนี้มาคนเดียวหรอครับ แล้วพ่อเด็กไม่มาหรอครับ"

ผมไม่ตอบแต่เลือกที่จะส่ายหน้าแทน ผมไม่รู้ว่าเขามีสีหน้ายังไงหรือแสดงท่าทียังไงจนกระทั่งมือใหญ่ถือวิสาสะวางลงบนไหล่ผมเบาๆ พร้อมกับคำกล่าวขอโทษ

"ขอโทษนะครับ"

"ไม่เป็นไร ผมไม่ได้คิดอะไร"

ใช่ผมไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ ตอนนี้ผมคิดอยู่อย่างเดียวคือเมื่อไหร่จะถึงชั้นที่ผมต้องการจะออกผมไม่อยากอยู่ในนี้ ไม่อยากแม้แต่วินาทีเดียวมันอึดอัดมากที่ต้องมาอยู่กับเขาสองคนแบบนี้

ติ๊ง!

เสียงเตือนดังขึ้นเมื่อถึงชั้นที่ผมต้องการจะออก ผมกำลังจะรีบออกมาแต่ดันพลาดสะดุดขาตัวเองเกือบล้มเพราะความรนลาน แต่โชคดีที่คนข้างๆ จับตัวผมไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นผมกับเจ้าอ้วนในท้องคงล้มลงไปตรงนั้นแน่ๆ

"ผมว่าผมไปส่งคุณดีกว่า ท้องโตขนาดนี้อันเหินลำบาก" แม้ว่าจะเป็นการแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ผมก็ไม่อยกาจะรับครั้นจะปฏิเสธไปก็ทำไม่ได้เพราะเขาไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พุดอะไรเลย "ห้องไหนครับเดี๋ยวผมไปส่ง"

"ห้องนั้นครับ" ผมชี้ไปที่ห้องตรวจ

เขาพยักหน้าและค่อยๆ ประคองผมให้เดินไปยังห้องตรวจของหมอมุ่ยเราต่างคนก็ต่างเงียบจะมีก้แต่มือใหญ่ที่ประคองหลังผมอย่างระมัดระวังถ้าเรื่องของเรามันเกิดขึ้นถูกที่ถูกเวลามากกว่านี้นี่คงเป็นภาพที่มีความสุขแต่ในตอนนี้มันไม่ใช่ผมกับเขาเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปแล้ว ผมฝึกงานที่สายการบินเดียวกับที่เขาทำงานก็จริงแต่ผมพบเจอนับครั้งได้และแทบจะไม่เคยพูดคุยกันจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง กับความสัมพันธ์แบบชั่วคืนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาไม่มีทางที่จะผมได้เลยด้วยซ้ำ

"นี่คุณเป็นคนไข้ของหมอมุ่ยหรอครับ"

"ครับ"

"งั้นผมเข้าไปส่งนะครับ ผมกับหมอเป็นเพื่อนกัน" เขายิ้มให้อย่างใจดีแล้วผลักประตูเข้าไป

ผลั่ก

"ัสวัสดีครับหมอ"

"สวัสดีครับ/อ้าวไอ้น่านทำไมมาพร้อมคุณแสงเหนือได้"

"เจอกันในลิฟต์มึงตรวจเขาเลยเดี๋ยวกูไปรอข้างนอก" เขาบอกและเดินออกไป เหลือเพียงผมกับหมอแค่สองคนเท่านั้น

"มาคนเดียวอีกแล้ว"

"ครับ"

ผมไม่รู้จะตอบอะไรรู้ว่าหมออยากให้พ่อเด็กมาด้วยทุกครั้งที่มาหาตรวจแต่ผมจะบอกหมอไดยังไงว่า คุณน่านฟ้า เพื่อนของเขาที่พึ่งเดินออกไปเมื่อกี้คือพ่อของเด็กในท้อง

•••

หลังจากปิดประตูน่านฟ้าก็นั่งรออยู่ที่เก้าหน้าห้องตรวจเขารู้สึกคุ้นกับชื่อของคนท้องที่เขาพึ่งมีน้ำใจพาไปส่งจะว่าไปหน้าของอีกคนก็คุ้นมากเหมือนเคยเจอกันมาก่อนแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก อาจจะเพราะใบหน้าที่อ้วนกลมขึ้นของแสงเหนือจึงทำให้น่านฟ้าจำไม่ได้

"เหมือนเคยได้ยินที่ไหนวะ"

แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกจึงทำได้เพียงปล่อยวางเท่านั้นไม่นานประตูห้องตรวจก็เปิดออกเด็กหนุ่มคนเมื่อครู่ที่เขาพามาหันมายิ้มให้เขาน้อยๆ และกำลังจะเดินจากไป แต่ไวกว่าความคิดเขากลับคว้าแขนของแสงเหนือเอาไว้ก่อนที่เด้กหนุ่มจะเดินจากไป

"มีอะไรครับ"

"คือ..." น่านฟ้าอึดอักเขาไม่รู้ว่าจะต้องตอบอีกคนว่ายังไงเพราะก่อนหน้านี้ก้ไม่ได้คิดอะไรแต่มือมันไปเอง "เดี๋ยวพี่ไปส่ง ผมแทนตัวเองแบบนี้ได้มั้ยคุณน่าจะอายุน้อยกว่าผมหลายปี"

"ครับ" แสงเหนือทำได้เพียงพยักหน้าและยอมให้อีกคนประคองตนเองไปจนถึงหน้าลิฟต์ "คุณส่งผมเท่านี้ก็ได้ครับเหมือนคุณจะยังมีธุระต่อ"

"อ่อ ไม่ได้สำคัญอะไรเดี๋ยวพี่ไปส่งเราข้างล่างดีกว่า เห็นเราเดินแล้วจะสะดุดล้มเหมือนเมื่อกี้พี่เป็นห่วงเดี่ญวไปส่ง"

แสงเหนือกัดปากอยากปฏิเสธแต่ก้ทำไม่ได้เมื่ออีกคนเข้ามาในลิฟต์พร้อมกับเขาแล้ว น่านฟ้ายืนห่างออกไปนิดเดียวเพราะว่าภายในลิฟต์มีคนอยู่ก่อนแล้ว

"พาเมียมาตรวจท้องหรอพ่อหนุ่ม" คุณยายที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามขึ้นทั้งสองคนหันมองหน้ากันทันที แต่ยังไม่ได้พูดอะไรคุณยายก็พูดต่อ "ตอนยายท้องแก่ก็แบบนี้ ตานะดูแลยายอย่างดีเลยแต่ตอนนี้ตาเสียแล้วล่ะ"

ทั้งสองคนยืนฟังคุณยายเล่าเงียบๆ ต่างคนก็ต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองความรักของตากับยายที่ได้ฟังมานั้นช่างเรื่องราวที่คล้ายกับของแสงเหนือมากจริงๆ แต่ยังดีที่คุณตารู้ว่าคุณยายท้องและได้อยู่ดูแลกันต่างกับแสงเหนือและน่านฟ้าที่อีกคนไม่มีทางได้รู้

"น้องกลับยังไงครับ" น่านฟ้าถามขึ้นเมื่อเดินออกมาจากลิฟต์

"แท็กซี่ครับ"

น่านฟ้าไม่พูดประคองแสงเหนือยไปยังหน้าโณงพยาบาลตรงจุดขึ้นรถแท็กซี่เปิดประตูและช่วยคนท้องขึ้นไปนั่งด้านในพร้อมกับปิดประตูให้

•••

"ไปไหนครับ" พี่แท็กซี่ถาม

"ไปxxxครับ"

พี่แท็กซี่พยักหน้าแล้วเข้าเกียร์เดินหน้าทันที ผมหันมองข้างหลังเห็นคุณน่านฟ้ายังคงยืนมองรถของผมอยู่พร้อมกับโบกมือ ผมกัดปากก้มหน้าลงปลายเท้าตัวเองด้วยสมองที่ว่างเปล่า เวลาเพียงสั้นๆ ที่เขาดูแลผมมันดีมากจริงๆ มันดีมากจนผมต้องร้องไห้ออกมา เจ้าอ้วนในท้องก็เหมือนจะรู้ถึงได้ถีบท้องผมเหมือนต้องการจะปลอบเพราะเป็นแรงถีบที่เบาๆ แค่ให้ผมรู้สึกว่าผมยังมีเขาผมไม่ได้อยู่คนเดียว ผมแตะหน้าท้องกลมของตัวเองเบาๆ

ไม่นานนักแท็กซี่ก็มาจอดที่หน้าอพาร์ทเม้น ผมจ่ายเงินค่าแท็กซี่และเดินไปสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งใกล้ๆ กับที่พัก ซึ่งปกติกินร้านนี้ปรจำจนสนิทกับเจ้าของร้าน

"บ้าเพ็ญ เอาข้าวไข่เจียวหมูสับใส่กล่องกับแกงจืดเต้าหู้ครับ"

"อ้าวแสง ไปไหนมาล่ะ" ป้าเพ็ญเจ้าของร้านข้าวตามสั่งถามโดยที่มือก็ยังถือตะหลิวเคาะกับกระทะอยู่ "นั่งก่อนๆ ท้องโตขนาดนี้แล้วปวดขาวแน่ๆ "

"ปวดนิดหน่อยครับ"

"ไอ้เปี๊ยกเอ้ย! หาน้ำมาให้พี่เขาหน่อย"

เปี๊ยกเป็นเด็กอาชีวะที่มักจะมากินข้าวร้านป้าเพ็ญเป็นประจำและยังอาศับอยู่อพาร์ทเม้นเดียวกับผมอีกด้วย แต่เปี๊ยกไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนพวกที่มีข่าวออกทีวี เปี๊ยกเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกะใครแต่ถ้าได้สสนิทก็จะเป็นคนทะเล้นพออสมควร

"น้ำเย็นๆ ชื่นใจมาแล้วจ๊ะ" แก้วสแตนเลสแบบมีหูจับถูกวางลงตรงหน้าผมสองใบ "พี่แสงพาน้องไปหาหมอมาหรอจ๊ะ" เปี๊ยกถามอย่างสนใจ

"อืม"

"กี่เดือนแล้วจ๊ะ"

"แปดแล้ว" ผมตอบ

ไอ้เด็กเปี๊ยกก็ยังคงสนใจกับหน้าท้องนูนๆ ของผมอยู่แล้วมันก็เอามือไปแตะท้องผมเบาๆ แล้วก็ทำตาโตเมื่อเจ้าอ้วนเตะไปที่มือมันก็ขยับมือไปอีกทาง เจ้าอ้วนก้ตามเตะ

"พี่แสงๆ น้องเตะตามมือผมด้วย"

"พอแล้วเปี๊ยกเลิกเล่นก่อนพี่เจ็บท้อง" ผมรีบบอกเพราะเจ้าอ้วนก็เหมือนสนุกเหลือเกินที่มีคนมาหยอก

"แหะๆ ขอโทษจ๊ะ" เปี๊ยกยิ้มแห้งและละมือออกจากหน้าท้องของผมและขยับไปนั่งที่ตัวเอง "ผมขอนั่งด้วยนะจ๊ะ" เด้กเปี๊ยกบอกแต่มันไม่ได้รอให้ผมอนุญาติหรอกเพราะมันนั่งอยู่ต่อหน้าผมแล้ว

"นั่งแล้วยังจะถาม"

"มารยาทไงจ๊ะพี่แสง"

"เออๆ "

นั่งไม่นานป้าเพ็ญก็ยกอาหารมาเสิร์ฟเป็นข้าวสวยร้อนๆ ด้านบนมีไข่เจียวโปะส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายตามมาด้วยถ้วยแกงจืดเต้าหู้หมูสับหอมกลิ่นกระเทียมเจียวที่โยอยู่ด้านบอก

"น่ากินจังเลยจ๊ะ พี่แสง"

"กินดิ" ผมไม่ได้ว่าอะไรดีเหมือนกันมีเพื่อนกินข้าวแบบนี้ก็ไม่เหงา

ระหว่างที่กำลังนั่งทานมือกลางวันกับเจ้าเด็กเปี๊ยกก็มีกลุ่มวัยรุ่นที่เรียนวิทยาลัยเดียวกับเปี๊ยกเข้ามากินข้าวในร้าน ผมเห็นว่าเปี๊ยกสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

"เป็นอะไร"

"แหะๆ เจอคู่อริจ๊ะ" เด็กเปี๊ยกยิ้มแห้งแล้วทำท่าจะยกจานข้าวของตัวเองไปนั่งโต๊ะอื่นๆ แต่เด็กที่เป็นคู่อริกลับตาไวเห็นเจ้าเปี๊ยกซะก่อน

"ไงไอ้เปี๊ยก" เด็กผู้ชายตัวสูงผอมแห้งยอมผมสีทองเซ็ตแบบตั้งๆ เหมือนหัวไก่เจาะหูเป็นรูใหญ่หลายรูปแถมหางคิ้วยังเจาะใส่เหล็กดูแล้วน่ากลัว ต่างจากเปี๊ยกที่ตัวเล็กและขาวจัดเหมือนพวกลูกคุณหนู

"แหะๆ พี่ไฟมากินข้าวหรอจ๊ะ"

ผมนั่งกินข้าวเงียบๆ ดูว่าเจ้าเปี๊ยกมันจะทำยังไงแต่แล้วความซวยก็มาตกที่ผมเมื่อไอ้เด็กที่เจ้าเปี๊ยกเรียกว่าพี่ไฟมันมองเลยไหล่ของเจ้าเปี๊ยกมาที่ผมและยิ้มหวาน

"เมียมึงน่ารักดีว่ะ" ไอ้เด็กไฟพูดและลากเก้าอี้โต๊ะข้างๆ มานั่งกับผม "กำลังท้องซะด้วย ไอ้เปี๊ยกนี่น้ำยาดีว่ะ" คำพูดไม่เข้าหูของไอ้เด็กนี้ทำเอาผมฉุนจนอยากจะลุกขึ้นตีปากมันถ้าไม่ติดว่าเจ้าอ้วนในท้องผมถีบท้องไว้ก่อน หรือว่าเจ้าอ้วนจะเตะปากไอ้เด็กนี่นะ

ผมมองค้อนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ ไม่ได้สนใจมันก็สบถเสียงเบาเหมือนขัดใจ ผมแอบเห็นว่าป้าเพ็ญเองก้แอบมองเป็นระยะ

"เป็นเมียไอ้เปี๊ยกหรอ"

"..." ผมไม่ตอบ "ป้าเอาข้าวใส่กล่องให้หน่อยผมอิ่มแล้ว" ผมขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วยจึงเลือกที่จะอิ่มและให้ป้าเพ็ญเเอาข้าวที่เหลือใส่ถุงให้

"หยิ่งว่ะคนสวย"

หมับ

"พี่ไฟอย่าไปยุ่งกับพี่เขาเลยนะจ๊ะะ พี่เขาท้องแก่แล้ว" ไอ้เด็กเปี๊ยกเข้ามาขว้างไม่ให้เด็กที่ชื่อไฟมาวุ่นวายกับผม "อีกอย่างพี่เขาก็ไม่ใช่เมียฉันจ๊ะ"

"งั้นกูจีบ"

"พี่ไฟอย่าไปยุ่งกับพี่เขาเลยนะจ๊ะ"

"ยุ่ง"

ผมถอนหายใจลุกเดินหนีไปเลยไม่เอาแม้แต่ข้าวที่บอกให้ป้าใส่ถุงให้ ผมเดินกลับไปที่อพาร์ทเม้นอย่างเหนื่อยหน่ายแค่อยากจะมากินข้าวอร่อยๆ กับลูกแต่ก็มีไอ้เด็กสองคนมากวนใจจนได้

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนจะมีเสียงเรียกที่หน้าประตู ผมค่อยๆ พาร่างอวบอ้วนท้องโย้เดินไปเปิดประตูถึงเห็นว่าเป็นเด็กเปี๊ยกที่ยืนอยู่หน้าห้อง

"ข้าวพี่อะ" มันยื่นถุงข้าวที่ผมฝากป้าเพ็ญใส่ถุงให้ "90 บาท"

"เข้ามาเล่นก่อนสิ พี่เอาเงินให้"

ผมขยับออกจากประตูให้ไอ้เด็กเปี๊ยกเข้ามานั่งเล่นในห้องเด็กนั้นก็ดี๊ดีาเหลือเกินที่ได้เข้ามานั่งเล่นในห้องผมเป็นครั้งแรกผมมองแล้วยิ้มกับพฤติกรรมเด็กๆของเจ้าเปี๊ยก

"หอพี่แสงสะอาดกว่าห้องผมอีก"

"หรอพี่ว่ารกจะตายไม่ค่อยได้เก็บอะไรเลย หนักท้องเดินไม่ค่อยไหว" ผมบอกและส่งเงินให้เจ้าเปี๊ยกและส่งเงินให้ไปหนึ่งร้อยเปี๊ยกทำท่าจะทอนคืนแต่ผมไม่ห้ามไว้ก่อน "ไม่เอา มึงเอาไปซื้อขนมไป"

"10 บาทเนี่ยนะ"

"เออ" 

"พี่แสงท้องพี่ก็ใหญ๊ใหญ่เอางี้ปะ ตอนเย็นผมจะมาช่วยทำความสะอาดห้องให้" ไอ้เด็กเปี๊ยกเสนอ ผมเองก็คิดว่าน่าสนใจเพราะผมเองก็ปวดขา ปวดหลัง เวลาที่ต้องแบกท้องเจ้าอ้วนกวาดห้องนานๆ

•••

หลังจากที่น่านฟ้าไปหาหมอมุ่ยปรึกษาเรื่องลูกกับภรรยาแต่พอกลับมาถึงบ้านที่เงียบเชียบก็เผลอคิดถึงเด็กผู้ชายที่เขาเจอที่โรงพยาบาล เด็กหนุ่มคนนั้นที่เขาเจอในลิฟต์แถมยังอุ้มท้องโตๆมาโรงพยาบาลคนเดียวไร้เงาของพ่อเด็กแต่เด็กคนนั้นก็ยังคงดูแลเด้กในท้องเป็นอย่างดี เขาเห็นแล้วก็อิจฉาเด็กในท้องและรู้สึกเสียดายแทนพ่อของเด็กที่ไม่มีโอกาสได้ดูแลทั้งสองคน แต่นั่งได้สักพักภรรยาสาวของเขาก้เดินลงมาจากชั้นบน ทำให้น่านฟ้ารู้ว่าภรรยายังอยู่ที่บ้าน

“ไปไหนมาคะ” เสียงแข็งถามขึ้น “เย็นป่านนี้แล้วพึ่งจะกลับ จะทำอะไรก็นึกถึงหน้ารสด้วยนะคะ"

น่านฟ้าถอนหายใจยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด “บอกตัวเองเถอะเสาวรส”

“คุณน่าน!! อย่าให้ฉันรู้นะว่าคุณไปมั่วกับอีหน้าไหน”

“เรื่องที่คุณไปมั่วกับไอ้หน้าไหนก็ระวังไว้เถอะ หูตานักข่าวอย่างกับสับปะรด ยิ่งเรื่องของชาวบ้านเรื่องผัวๆ เมียๆ ยิ่งไว ข่าวเก่าก็ยังไม่ซา” น่านฟ้าพูดเป็นชุด “ผมเบื่อที่ต้องคอยแก้ข่าวปิดข่าวให้คุณแล้ว”

“กรี๊ด!!!”

เสาวรสกำมือกรีดร้องด้วยความโมโห ทุกอย่างที่น่านฟ้าพูดคือความจริงทุกอย่างจนเถียงไม่ออก 

“เงียบนะเสาวรส เลิกโวยวายได้แล้ว” 

“เรื่องของฉันฉันกรี๊ด”

กรี๊ด

กรี๊ด

กรี๊ด

“หุบปากสักที!” น่านฟ้าตวาดกลับ

ว่ากันว่าความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดก่พึ่งเข้าใจในวันนี้เอง ทั้งที่น่านฟ้าพยายามเลี่ยงที่จะปะทะคารมกับเธอมาหลายครั้ง เสาวรสตวัดสายตามามองและเดินสะพายกระเป๋าออกไปนอกบ้านเหมือนทุกวัน

น่านฟ้าทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างตั้งแต่แต่งงานตามความต้องการของพวกผู้ใหญ่ชีวิตที่เคยสงบสุขก็ไม่สงบอีกต่อไปใครๆ ก็พูดว่าเสาวรสนั้นน่ารักมีมารยาท (กับผีน่ะสิ) แม่นี้สร้างภาพเก่งประดุจดารางรางวัลตุ๊กตาทองคำต่อหน้าผู้ใหญ่เรียบร้อยอ่อนหวานเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง แต่ลับหลังทั้งร้ายกาจนิสัยเสีย ถ้าไม่ต้องแต่งงานเพราะธุรกิจเขาคงไม่เอาผู้หญิงแบบนี้ทำเมียแน่

“วันๆ มีแต่เรื่อง”

 

 

Talk; ทู๊กคนนนนนน อ่านอันนี้ไปก่อนน๊าเรายังไม่ได้ตรวจคำผิดเลยช่วงนี้โควิทกำลังระบาดขอให้ทุกคนอยู่ในบ้านรักษาสุขภาพ และอ่านนิยายให้สนุกนะคะ อย่าลืมเม้นเป็นกลจ.ให้เราด้วยน๊า

ความคิดเห็น