tukkatamii
Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หมวดครับ...ฉลาดไม่พอก็รอต่อไป

ชื่อตอน : หมวดครับ...ฉลาดไม่พอก็รอต่อไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2563 16:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หมวดครับ...ฉลาดไม่พอก็รอต่อไป
แบบอักษร

หมวดครับ...ฉลาดไม่พอก็รอต่อไป

 

เตธวัช ทอร์ค

 

เมื่อรู้แน่ๆว่าในห้องพักของนาริสาเป็นสถานที่ที่เกิดการฆาตกรรม แฟนหนุ่มของผู้ตายก็ถูกเรียกให้มาสอบปากคำทันที

คนรักของนาริสา ชื่อ ชาญชัย บ้านเกิดอยู่ประจวบฯย้ายมาทำงานที่สระบุรีได้สามสี่ปี ก่อนจะเจอกับนาริสาเมื่อเก้าเดือนก่อน หลังจากที่ฝ่ายหญิงหย้าขาดกับสามีเก่า และเพิ่งคบกันเป็นแฟนแบบจริงจังได้ไม่กี่เดือน การเรียกมาให้ปากคำที่สน.คราวนี้มีผม กับไอ้เจอยู่ร่วมด้วย ขณะที่หมอชินกับจ่าสน ไปที่นิติเวชจังหวัด เพื่อขอดูผลชันสูตร กับ เดินเรื่องของส่งตัวอย่างที่ตรวจที่กรุงเทพเทียบกับผลที่ได้จากศพของศิริลักษณ์ ในขณะที่จ่ายอด ไปตามหาคนที่หน้าจะรู้ความเคลื่อนไหวของคนในหอพักของนายนพ

“สวัสดีนายชาญ ผมหมวดเต วันนี้ของผมสอบถามอะไรเพิ่มเติมหน่อยนะครับ” ผมเริ่มต้นการสืบพยานกับอีกฝ่ายด้วยการพูดคุยทั่วไป

“ได้ครับหมวด ตำรวจที่ไปรับผมมาแต้งแล้วว่า พวกหมวดรู้แล้วว่าส้มถูกฆ่าที่ไหนใช่มั้ยครับ” ส้ม? นายชาญคงหมายถึงนาริสานั้นแหละ

“ใช่ครับ พวกเราเลยมีเรื่องที่อยากสอบถามคุณเกี่ยวกับตัวผู้ตายเพิ่ม”

“ครับ ถามมาได้เลยถ้ารู้ผมจะเล่าให้ฟัง”

“คุณคบกับส้มมานานแค่ไหนแล้ว”

“ถ้าพูดให้ถูก ผมรู้จักเขาเมื่อเก้าเดือนก่อน แต่คบกับเป็นแฟนจริงๆได้สัก 4 หรือ 5 เดือนไม่เคยนี้” น้ำเสียงดิจะเศร้ายามที่เล่าเรื่องตนกับคนรักทำให้ผมรู้สึกเห็นใจ แม้ไม่มีน้ำตา แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วข้างในของเขาพังไปเท่าไหร่

“ส้มเขามีศัตรูที่ไหนที่น่าจะมีเรื่องบาดหมางรุนแรงบ้างมั้ย”

“ตั้งแต่รู้จักกันมาก็ไม่มีน่ะครับ ส้มมีเพื่อนไม่เยอะ แค่หกเจ็ดคนที่เป็นคนเหนือเหมือนกันเท่านั้นเอง แล้วทุกคนก็ดูรักกันดี”

“นอกจากคุณแล้ว ส้มมีการติดต่อกับผู้ชายคนอื่นในเชิงชู้สาวบ้างมั้ย. ก่อนที่พวกคุณจะคบกันในฐานะคนรัก”

“เรื่องนี้ผมไม่ทราบ ส้มเป็นคนขี้อาย พูดน้อย ที่คบกันก็เป็นผมที่เจ้ามาจีบก่อน ไม่เคยเห็นเล่น หรือ คุยเกินเลยกับใครเลยครับ”

“หมวดเตกำลังสงสัยคนที่มาติดพันผู้ตายหรือครับ” หมวดอี้ถามผม

“ก็แค่คิดเอาไว้หลายๆแง่”

“แล้วนี่ตั้งแต่ทราบข่าวส้ม คุณได้ติดต่อทางบ้านผู้ตายยัง” ผมหันกลับไปถามชาญชัย

“ผมไม่เคยติดต่อทางบ้านส้ม ไม่เคยรู้จัก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน ใครเป็นพ่อแม่เขา”

“วันที่เกิดเหตุมีใครที่เป็นคนรู้จักที่รู้ว่าหอพักของส้มอยู่ที่ไหน ไม่ได้เข้าเวรมั้ง”

“ขอผมนึกก่อนนะครับ” แฟนผู้ตายทำท่านึกอยู่อึดใจ

“คนที่รู้ว่าส้มพักที่หอนั้น มีแค่สิบเอ็ดคน หนึ่งคือผม เพื่อนของส้มอีกหก เพื่อนผมอีกสาม แล้วก็พี่ยามป่องอีกคนนึง”

“ยามป่อง? สนิทกันถึงขนาดมาที่ห้อง”

“เปล่าครับ พี่แกเพิ่งมาทำได้สองอาทิตย์เอง แต่แกเป็นคนพะเยาเหมือนส้ม แล้วก็พักถัดจากส้มไปแค่สองห้อง ส่วนที่ว่าวันที่ส้มโดนฆ่าใครบ้าที่ไม่ได้ทำงาน อันนี้ผมไม่ทราบทั้งหมด ที่รู้เพราะเจอกันวันนั้น ก็มี ไอ้เสือ ไอ้ไก่เพื่อนผม เอ ปราง แสง เพื่อนของส้ม ส่วนที่เหลือ ผมไม่แน่ใจ บางทีเข้ากะเดียวกันแต่ไม่เจอกันก็มี”

“คนที่เหลือมีใครบ้าง”

“ก็มีเพื่อนผมอีกคน ไอ้โย้ง เพื่อนส้ม ชื่อตาล เป้ หญิง แล้วก็ยามป่อง”

“พอจะรู้จักชื่อจริงพวกเขามั้ย”

“ไอ้โย้งกับหญิงผมรู้ เพราะพวกมันเป็นแฟนกัน แต่ที่เหมือนผมไม่รู้ครับ”

“โอเค งั้นคงต้องรบกวนคุณไปฝ่ายบุคคลกับผมแล้วล่ะ”

“ได้ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้ารับคำ

“เอ่อ...คุณตำรวจครับ” ชาญชัยที่นั่งก้มหน้าเงียบๆอยู่ครู่นึง เอ่ยปากเรียกพวกผมเบาๆ

“ว่าไง”

“เราจะจับคนที่ทำอย่างนั้นกับส้มได้ใช่มั้ยครับ” คำถามที่คนตรงหน้าถามมา ทำเอาผมกับหมวดอี้มองหน้ากัน ราวกับจะถามว่าควรตอบยังไงดี

“พวกเราจะพวกยามให้ถึงที่สุด” ผมเองก็คงได้แค่บอกไปแบบนั้น

“มีอีกเรื่องที่ผมอยากให้คุณช่วย”

“ครับ” ชาญชัยเงยหน้าขึ้นมาสบตาพวกผมอีกครั้งด้วยนัยน์ตาสีแดงที่บ่งบอกว่าอีกคนกลั้นน้ำตาเอาไว้หนักขนาดไหน

“เคยเห็นกระเป๋าพวกนี้มั้ย” ผมเอาภาพกระเป๋าเดินทางที่คนร้ายใช้บรรจุศพไปทิ้งให้แฟนของส้มดู

“ใบนี้ของส้ม” ชาญชัยชี้ที่กระเป๋าใบหนึ่ง

“อีกใบไม่เคยเห็น” งั้นก็น่าจะเป็นของคนร้าย ผมพยักหน้าทำความเข้าใจกับตัวเอง

 

ระหว่างรอเอกสารขอความร่วมมือเพื่อเอาไปยื่นกับฝ่ายบุคคลของโรงงานผมก็ได้มีเวลาพอจะโทรหาหมอชิน ที่หายไปกับจ่าสนไม่ติดต่อมาเลยจนผมสอบพยานเสร็จ

“ว่า” เสียงสัญญาณเรียกอยู่นานจนเกือบจะตัดสาย คุณหมอที่รักของผมถึงยอมกดรับ

“ทางโน้นเป็นไง ทางนี้คิดถึงใจจะขาดแล้วนะ”

“ไม่บ้าสักวัน เงินเดือนตำรวจจะลดหรอหมวด”

“ปากร้าย. หมอก็รู้ผมคิดถึงหมอตลอดแหละ ที่บอกน่ะความจริงล้วนๆ”

“พอเถอะ ถือว่าขอ”

“ไม่ใช่หมอผมไม่ยอมนะเนี่ย”

“ไอ้หมวด จะเลิกเล่นได้ยัง” เสียงเขียวมาตามสาย ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังทำหน้าตึงเตรียมด่า แต่ไม่ว่าน่าไหน ก็น่ารักอยู่ดีสำหรับผม

“เครเลย. เคร๊”

“งั้นแค่นี้แหละ บาย”

“เดี๋ยวดิหมอ~” ผมรีบเรียกเอาไว้ก่อนมีาหมอชินจะชิงตัดสาย แล้วถ้าต้องตาอสายใหม่หมอก็จะแกล้งไม่รับสาย แล้วพอไม่รับสายผมก็จะร้อนใจ เนี่ย ชอบแกล้งให้ผมกระวนกระวายใจเล่น (ไม่คิดว่าเขารำคาญบ้างหรอวะ?)

“มีอะไร” น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดถามมาในสาย

“ทางโน้นเป็นไงมั้ง ทางนี้กำลังจะไปที่โรงงานแล้ว”

“ผมได้ผลชันสูตร กับตัวอย่างส่งตรวจมาแล้ว. เดี๋ยวเอากลับกรุงเทพผมจะลงตรวจวันนี้เลย”

“นอนดึกอีกแล้วหรอหมอ”

“อยากรีบสรุปผล”

“แต่หมอจะไม่ได้พักนะ”

“ไม่เป็นไรชินแล้ว”

“ผมเป็นห่วง”

“ผมรู้” หมอชินทำเสียงคล้ายว่าอ่อนใจ

“แต่ผมอยากรีบปิดคดี”

“ผมรู้ว่าหมอเป็นคนจริงจังกับงาน แต่หมอก็ไม่ควรฝืนตัวเองแบบนี้” ผมบอกกลับด้วยความเป็นในขณะที่หมอชินนั้น

“เฮ้อออ อืม...โง่อย่างไอ้ดลว่าจริงๆ”

“หมอว่าอะไรนะ” ผมที่ได้ยินไม่ชัดถามอีกรอบเพื่อความแน่ใจเผื่อหมอชินจะบอกอะไรผมแล้วเป็นผมที่ฟังไม่ดี

“ช่างมันเถอะ แล้วนี่พวกคุณจะไปที่ทำงานของผู้ตายตอนไหน”

“รอเอกสารอยู่ เสร็จแล้วคงออกไปเลย”

“อืม ถ้าผมกลับไปไม่ทันจะรอที่สน.แล้วกันนะ”

“โอเคครับ บอกจ่าสนขับรถดีๆ”

“รู้แล้ว” ว่าจบก็วางสายไปเลย เป็นแบบนี้ประจำแหละคนนี้อ่ะ

 

“เสร็จแล้วครับหมวดเต หมวดเจ ไปกันเถอะ” หมวดอี้ที่ได้เอกสารมาแล้วเรียกพวกผมที่นั่งคุณกันอยู่ให้ลุกตาม

ผมกับไอ้เจ และหมวดอี้มาถึงโรงงานเอาตอนบ่ายแก่เกือบจะเลิกงานอยู่แล้ว พอไปถึงก็ตรงดิ่งไปจุดที่ต้องการเลย เรามีเวลาไม่มาก เพราะพวกผมต้องตีรถกลับกรุงเทพอีก ถ้าไปถึงดึกหมอชินก็คงเล่นมุกไม่หลับไม่นอนอีกแน่ๆ

จากการตรวจสอบข้อมูลจากฝ่ายทะเบียน ทำให้รู้ว่า วันนั้นคนที่ไม่ได้เข้ากะมีตาล เป้ และยามป่อง ตาลกับเป้เป็นผู้หญิงทั้งคู่วันนั้นออกเวรพร้อมกันกับผู้ตาย แต่แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ตาลนั้นกลับกับรถรับส่งคนงานซึ่งหอพักอยู่คนละทางกับส้ม. ในขณะที่เป้มีคนรักที่ทำงานอีกที่มารับที่หน้าโรงงาน เหลือเพียงส้มที่กลับเองตามลำพัง และอีกคนคือยามป่องที่ไม่ได้เข้ากะในวันนั้น แต่พอเราต้องการไปสอบถามก็พบว่าวันนี้ชายคนดังกล่าวไม่มาทำงาน และไม่ได้แจ้งลาเอาไว้

เพราะเหตุนี้เลยทำให้พวกผมต้องยกโขยงกลับมาที่หอพักของผู้ตายอีกครั้งพร้อมนายชาญ เพราะนายป่องอยู่หอเดียวกับผู้ตาย. และวันนั้นนายป่องเองก็ไม่ได้ไปทำงานในเวลาที่เกิดเหตุ ถ้าวันนั้นนายป่องซึ่งรู้จักผู้ตายอาจจะพบอะไรที่ผิดสังเกตได้บ้าง

คุณคิดว่าการทำคดีมันยากแค่ไหนกัน ลองคิดกันเล่นๆอยู่ดีมั้ย อุปสรรคพวกผมมันยังไม่หมดง่ายๆหรอก เมื่อพวกผมมาถึงหอพักของนาริสาและตรงไปเคาะห้องที่เป็นห้องเช่าของนายป่อง ทุกอย่างเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ พอบอกให้ทั้งนายชาญกับเจ้าของหอติดต่อนายป่องให้ ก็พบว่าไม่วามารถติดต่อได้ ดังนั้นเลยจำเป็นต้องงัดห้องพักของนายป่อง จริงๆก็แค่ให้เจ้าของเอากุญแจสำรองมาเปิดน่ะแหละ

และเป็นไปตามคาด ห้องของนายป่องว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดๆอยู่ในห้องนอกจากแปรงสีฟันเก่า กับเศษเส้นผมที่ตกในห้องน้ำ

ผมได้แต่ยืนท้าวเอวอย่างหัวเสีย ในขณะที่ไอ้เจก็ยกมือเกาหัวแกร๊กๆ แต่อันที่จริงผมว่ามันอย่างทึ้งหัวตัวเองมากกว่า ส่วนหมวดอี้น่ะหรอ. สีหน้าตอนนี้เหมือนผมตอนที่หาทางสรุปสำนวนคดีไม่ได้

“นายป่องออกไปโดยไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าเลยหรอครับ” ผมถามกับเจ้าของหอที่ยืนมองผมที คนโน้นที คนนี่ที”

“ไม่ครับ. ที่นี่ก็แค่ห้องเช่าถูกๆ จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเดือนนึงก็อยู่ได้เลย ไม่ต้องมีมัดจำ หรืออะไร”

“คุณพอจะมีเอกสารอะไรเกี่ยวกับคนเช่ารายนี้มั้ยครับ”

“มีสำเนาบัตรครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้” เจ้าของหอบอกแล้วก็เดินออกจากห้องไปเลย

 

กริ้งงงงงกริ้งงงงงง

 

เสียงเรียกจากมือถือผมที่ยืนรอเจ้าของหออยู่ทำให้ต้องเอาออกมาดูว่าเป็นสายจากใคร

 

-หมอชิน-

 

“ครับหมอ”

“ไปไหนกัน ทำไมยังไม่มีใครกลับมาสักคน ได้เรื่องอะไรมั้ย”. หมอชินที่คงกลับไปถึง สน. แล้วไม่เจอใครเลยต้องโทรหาผม ถามมาตามสาย

“อยู่ที่หอพักผู้ตายครับ”

“หือออ กลับไปทำไมอ่ะ” ผมเล่าเรื่องคร่าวให้หมอฟัง เจ้าตัวก็ฟังเงียบอยู่ไม่พูดอะไรจนผมเล่าจบ

“ในห้องมีอะไรบ้างมั้ย”

“นอกจากเศษผมที่ตกในห้องน้ำ กับแปรงสีฟัน ก็ไม่มีอะไรแล้ว”

“หมวด”

“ต๋าาาา”

“อือ นิดนึงก็เอานะ”

“เยอะๆก็ได้นะหมอ”

“เยอะยังไง”

“หมอเรียกผมให้อีกที่ซิ”

“ห่ะ”

“นั้นแหละลองเรียกผมใหม่อีกที”

“...” หมอชินเงียบไปเหมือนกำลังสงสัยว่าผมจะเล่นอะไร ซึ่งผมก็รอ และสิ่งที่หมอทำนั้น

“เตครับ”

“...” เสียงนุ่มที่เรียกชื่อผมมาตามสาย

 

ตุ๊บ!!

 

“ไอ้เตมึงเป็นไรทำไมมือถือล่วง!!” เสียงไอ้เจที่เรียกผมอยู่ ไม่ได้ทำให้ผมตอบสนองมันแต่อย่างใด

เพราะตอนนี้จิตผมหลุดไปแล้ว กรี๊ดดดดด แม่จ๋า เตว่า เตต้องได้แล้วนะคนนี้อ่ะ แม่!!! (หนวกหู)

“ไอ้เต” ไอ้เจจับผมเขย่าเบาๆ

“ห่ะ” ผมที่เหมือนจะได้สติ แต่หูยังอือ เพราะหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกมันทำท่าจะทะลุออกมาข้างนอก

“ไอ้เจ” ผมเรียกมันเบาๆ

“ว่า”

“จับที่กูจะล้ม” ผมที่ยังมีท่าทางเหมือนคนวิญญาณออกจากร่าง บอกเพื่อนรักที่กำลังยืนมองผมอยู่ด้วยสีหน้างุนงง

“มึงเป็นไร”

“กูหน้ามืด”

“ห่ะ!?” เจธนินมันทำหน้ายังไงไม่รู้. แต่เหมือนผมจะเห็นมันยกมือถือผมแนบหูเหมือนจะคุยต่อ ว่าแต่...มือถือผมยังอยู่ดีใช่ม่ะ

“หมอชิน” เจมันคงรู้แล้วว่าปลายสายเป็นใคร และเห็นท่าทางผมไม่พร้อมคุยกันเลยจัดการคุยแทน

“ครับ ได้ครับ”

“...”

“มันเป็นไรไม่รู้หมอ ท่าทางเหมือนคนบ้าที่สติหลุด”

“...”

“แต่ผมว่ามันน่าจะอาการหนัก”

“....”

“อย่าลำบากจิตแพทย์เลยครับ สงสารเขา”

“...”

“จะดูเท่าที่ดูได้นะครับหมอ ที่เหลือแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำมาแล้วกันครับ”

ไม่รู้ว่าเจมันคุยไรกับหมอ แต่ผมแน่ใจเบาๆว่า น่าจะนินทาผมแหละ แต่ผมไม่ถือถ้าหมอชินนินทาผมแปลว่าคิดถึงผม ถ้าหมอคิดถึงผมแปลว่าหมอมีใจ (...)

“เอ้า...เอาคืนไป ไปทำงานได้มึงอ่ะ ยืนเอ๋อเหี้ยไรนักหนา” ไอ้เจมันคืนมือถือให้ผม แล้วเดินกลับไปหาหมวดอี้ที่ยืนอยู่อีกฟาก

“คุณตำรวจครับ” เจ้าของหอที่เดินกลับมาจากเอาเอกสารของนายป่องเรียกผม ที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเพราะกำลังสำรวจสภาพมือถือตัวเองที่ทำหล่นเพราะมือไม่อ่อน

“ครับ”

“นี่ครับ สำเนาบัตรนายป่องที่ผมมี” เจ้าของหอยื่นกระดาษตัวที่เป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้ผม

“ผมขอยืมก่อนได้มั้ยครับ”

“ได้ครับ”

“ขอบคุณครับ”

“แล้วนั้นพวกเขาทำอะไรกันอยู่ล่ะครับ” อีกคนถามผมขณะที่ผมกำลังเก็บเอกสาร หลังจากที่ถ่ายรูปหน้าบัตร ส่งให้ทางกรุงเทพเพื่อขอตรวจสอบจากทะเบียนราษฎร์

“นั้นสิ. ทำไรกัน” ผมเก็บมือถือ แล้วเดินไปหาอีกสองคน ที่กำลังก้มๆเงยๆอะไรกันอยู่ในห้องพักนายป่อง

“ทำไรกัน”

“เก็บเอาเศษผมในห้องไปให้หมอชิน” ไอ้เจตอบพลางคีบเองเส้นผมที่ติดค้างที่ท่อน้ำทิ้งใส่ถุงซิปที่พกมา

มันมีของแบบนี้ติดตัวตัวเองเมื่อไหร่ ??

“หมอจะเอาไปทำไมวะ”

“จะรู้มั้ยกูไม่ใช่หมอ”

“เยี่ยมมาก ไอ้เวร” ผมกับมันคุยกันแบบลืมไปเลยว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ถามว่าแคร์...หึ

หลังจากเก็บเอาของตามที่หมอชินสั่งเรียบร้อยผมกับไอ้เจ และหมวดอี้ก็พากันกลับมาที่สน. โดยทิ้งเบอร์โทรเอาไว้ให้เจ้าของหอพักเผื่อว่านายป่องย้อนกลับมาให้เขาติดต่อพวกเราทันที แม้ว่าผมจะมีรางสังหรณ์ว่า มันไม่กลับมาหรอก

พวกเราเดินทางกลับกรุงเทพทันทีเพราะเย็นมากแล้ว แม้ไม่ไกลมาก แต่ผมว่ากว่าจะถึงก็คงดึกไม่น้อย หมอชินกลับเข้านิติเวชมันทีที่ถึงกรุงเทพแม้ว่าจะดึกมากแล้วแต่ก็ไม่ยอมกลับบ้านกลับผม

“กลับเหอะหมอ พรุ่งนี้ค่อยกลับมาทำก็ได้” ผมบอกคนที่ตั้งหน้าจะไปนิติเวช

“ทำอย่างกับผมไม่เคยนอนที่แผนก”

“แต่วันนี้มันได้จำเป็นนี้”

“ผมแค่จะเอาตัวอย่างไปเก็บ พกกลับบ้านได้ที่ไหน” หมอหันมาบอกผมอย่างอ่อนใจ

“จริงนะ”

“เออ”

โชคดีที่หมอชินทำตามที่พูด. คือแค่เอาตัวอย่างที่จะส่งตรวจพรุ่งนี่มาเก็บ แต่โทรไปจี้แผนกดีเอ็นเอเอาไว้เรียบร้อย ได้ยินเสียงหมอเถียงกับทางโน้นถูกพักนึง กาอนจะเงียบไปด้วยชัยชนะของสุดที่รักผม เชื่อเถอะไม่มีใครเถียงชนะหมอชินหรอก แม้แต่พี่จิมยังยอม ถึงจะบ่นเก่ง. แต่พี่จิมเถียงไม่เก่งเท่าหมอชินแน่ๆ แต่ผมเข้าใจพี่แกนะ เพราะผมก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน แต่ไม่เป็นไร โบราณเชื่อฟังเมียได้ดีทุกคน (คือ...มึงอ่ะ ยังไม่ได้เขาเป็นเมียไงเต)

ผมกับหมอชินกลับมาถึงคอนโดหมอราวๆเกือบเที่ยงคืน ตอนนี้ยอมรับเลยร่างกายผมล้ามากแต่ก็ใช่ว่าจะเหนื่อยหนักจนเป็นข้ออ้างของการไม่อาบน้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อมีหมอชินผู้รักสะอาดยืนมองด้วยสายตาแบบเดียวกับครูปกติ

“ไปอาบน้ำเลยนะเตธวัช ไม่งั้นก็ไม่ต้องนอนบนเตียง” เสียงหมอชินบ่นมาตามลม เพราะตัวเองอาบน้ำเสร็จแล้ว

“งื้ออออ หมอเดี๋ยวแผลโดนน้ำ”

“ยัง ยังจะอ้าง ผมใช้พลาสเตอร์แบบกันน้ำให้เถอะ มันจะโดนน้ำได้ไง ไปอาบ!!”

“ผมเหนื่อย. หมอเช็ดตัวให้ผมได้มั้ยค้าบ”

“อย่ามา ไปอาบเดี๋ยวนี้ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน”

“แงงงงงง อย่าดุซี่”

“ไอ้เต!!!” ไอ้เตแล้วววว ลุกเถอะเตธวัช ก่อนที่จากจะได้นอนโซฟา มึงอาจจะโดนไล่กลับคอนโด ซึ่งผมไม่อยากกลับ. ก็คอนโดผมไม่มีหมอชินให้นอนกอดอ่ะ

“ไปเดี๋ยวนี่เลยครับ. เสร็จแล้วจะมานั่งให้ทำแผลแต่โดยดีเลยครับ” และผมก็ดีดตัวเองราวกับมีสปริงไปที่ห้องน้ำทันที

ผมใช้เวลาราวๆสิบห้านาทีก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ แล้วจึงพาร่างสูงของตัวเองเดินดุ๊กดิ๊กมาหาหมอประจำตัวที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่หน้าทีวีพร้อมอุปกรณ์ทำแผล

เพราะแผลสมานตัวค่อนข้างดีแล้ว เวลาทำแผลจึงไม่เจ็บอะไร อีกอย่างหมอชินของผมมือเบายิ่งกว่าพยาบาลสาวเสียอีก คนนี้ทำอะไรก็น่าเอ็นดูจนนึกอยากจะจับมาดูเอะ...แคกๆๆๆ

“เสร็จแล้ว” หมอบอกผมหลังจากติดพลาสเตอร์อันสุดท้ายเรียบร้อย

 

ฟอดดดด

 

“ขอบคุณคร้าบบบ” ผมก้มลงไปหอมแก้มขาวนั้นแรงๆเป็นการขอบคุณ จริงๆคือ นึกหมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูต่างหาก

“หาเศษหาเลยตลอด” หมอบ่นมามือก็เก็บอุปกรณ์ทำแผลไปด้วย

“ใครว่า กับหมอเขาไม่เรียกหาเศษหาเลย” หมอชินไม่ได้ว่าอะไรแต่หันมามองผมเหมือนจะถามมากกว่าว่าที่ผมพูดน่ะ หมายความว่าอะไร

“เขาเรียก แสดงความรัก”. ผมบอกเสียงหนักทั้งยังยิ้มใส่ตาสวยเป็นการประจบ

“รักผมมามั้ยหมวด” หมอชินถามยิ้มๆ สีหน้าเหมือนจะขำมากกว่าล้อเลียน

“มากกกกกกก”

“งั้นช่วยฉลาดกว่านี้ทีได้มั้ย” หมอพูดจบก็คว้ากล่องอุปกรณ์แล้วลุกเดินจากโซฟาไปเลย

แล้วที่หมอพูดมาเมื่อกี้คืออะไร ผมโง่ตรงไหนกัน

 

 

 

ไรท์ // เอ่อ นั้นดิ แกโง่ตรงไหนอ่ะเต วู้!!!

 

ช่วงนี่ก็จะเรื่อยๆอ่ะเนอะไม่มีไรมาก กำลังคิดอยู่ว่า จะให้หมอพาหมวดมันไปเที่ยวไหนดี อืมมมมม

ความคิดเห็น