บุษบาไพลิน
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ผู้หญิงของนายใหญ่ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ผู้หญิงของนายใหญ่ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2563 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ผู้หญิงของนายใหญ่ (2/2)
แบบอักษร

บุคคลที่ไรอันจัดมาฝึกทักษะป้องกันตัวและเอาตัวรอดให้กับเธอไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน นั่นคือจี้ซือหยาเพื่อนของเธอเอง จริงๆ แล้วทั้งหม่าอวี่เยียนและจี้ซือหยานั้นสามารถช่วยฝึกให้กับเธอได้ทั้งคู่ แต่ไรอันให้เหตุผลว่าหญิงสาวใบหน้านิ่งขรึมนั้นจะเข้มงวดการฝึกกับเธอได้ดีกว่าหม่าอวี่เยียน แล้วเป็นจริงอย่างที่เขาว่าเพียงแค่สัปดาห์แรกเธอก็ระบมไปทั้งตัว 

วันหยุดพักของเธอมีหนึ่งวัน ซึ่งเป็นวันหยุดตรงกับไรอัน เธอขอให้เขาสอนงานให้กับเธอไปพร้อมๆ กันกับการฝึกที่เขาเตรียมให้กับเธอ ความจริงแล้วเธอเองไม่อยากรบกวนเวลาพักของเขาสักเท่าไหร่ แต่มันก็คงจะดีกว่าที่จะไม่เสียเวลามากไปกว่านี้อีก 

“วันนี้เราไปเที่ยวข้างนอกกัน” ไรอันบอกแล้วเก็บงานต่างๆ ที่เขาให้เฉินห้าวหนานแบกกลับมาที่บ้าน ภรรยาของเขาบิดขี้เกียจแล้วก็ทำท่าจะหลับหลายรอบ ถ้าหากได้ออกข้างนอกบ้างจะได้พักสมองสักชั่วโมงสองชั่วโมง 

“ไปไหน?” 

“ไปเดินเล่นแถวนี้แหละ” ไรอันจับมือเธอให้เดินออกไปด้านนอกด้วยกัน ไรอันพาเธอเดินไปที่สวนสาธารณะที่มีคนเดินกันขวักไขว่ ในช่วงเดือนที่สี่ของปลายฤดูหนาวแม้ว่าแดดจะแรงและไม่มีหิมะตกแล้วแต่อากาศโดยรอบนั้นเย็น ต่อให้ไปไหนมาไหนอยู่ด้านนอกนานๆ ก็ไม่ได้รู้สึกร้อนจนเหนียวตัว 

เขาพาเธอเดินไปเรื่อยๆ แล้วมาหยุดที่รถอาหารเคลื่อนที่ เขากับเธอซื้อลูกชิ้นทอดกินไประหว่างทาง ซีไป๋เฟินไม่ได้มาเดินเล่นโดยไม่คิดอะไรมานานแล้ว วันๆ เธอตื่นขึ้นมาก็คิดแค่ว่าต้องไปทำงานที่ไหน วันนี้จะได้เงินเท่าไหร่เพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัว เพื่อค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายและค่าดอกเบี้ยที่เอาไร่ดอกไม้ไปจำนองไว้ 

“คิดอะไรอยู่” ไรอันพาเธอไปหาที่นั่งหลังจากเดินมานาน เขาสังเกตได้ว่าเธอเงียบไปผิดปกติ 

“คิดว่า...ครั้งสุดท้ายที่ฉันมาเดินเล่นแบบนี้เมื่อไหร่กัน” 

“ถ้าชอบ...ผมพามาบ่อยๆ ได้นะ” ไรอันยื่นข้อเสนอ 

“พูดเหมือนคุณว่างมากอย่างนั้นแหละ” 

“ผมมีเวลาว่างให้คุณเสมอ” คำพูดธรรมดาทำให้ไป๋เฟินนั้นอยากจะหัวเราะกับมุกเอาใจสาวของเขาที่มันค่อนข้างจะเก่าไปนิดนึง แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกหวั่นๆ เขินๆ ได้บ้าง 

“ฉันอยู่กับคุณมาก็เข้าเดือนที่สองแล้วนะคะ...ฉันยังไม่รู้เหตุผลที่คุณเลือกฉันเลยนะ” ไรอันมองมาที่เธอ ซีไป๋เฟินไม่ได้ตั้งใจจะทำลายบรรยากาศแต่เธอนั้นอยากรู้จริงๆ “คุณไม่ต้องตอบก็ได้...ฉันไม่อยากรู้แล้ว” 

“อยากรู้จริงๆ เหรอ?” ซีไป๋เฟินไม่ได้มองเขาแต่พยักหน้า ไรอันเลยโอบไหล่เธอให้เข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอ “ไม่บอกหรอก” 

หญิงสาวเอามือเขาออกจากไหล่เธอทันทีแล้วเขยิบออกห่างมาที่นั่งเดิม ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันต่อก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายทั้งคู่ ซีไป๋เฟินไม่รู้จักเธอ แต่เหมือนเธอจะรู้จักกับไรอัน 

“ไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่นะคะไรอัน” ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อกันหนาวแขนยาว ใบหน้ารูปวงรีเล็ก แต่รอยยิ้มที่ส่งให้ดูไม่จริงใจ “เธอคงเป็นซีไป๋เฟิน?” 

“ใช่ค่ะ” 

“ไรอันคะ คุณจะไปร่วมงานของตระกูลเซียวด้วยหรือเปล่า” เธอยังคงชวนเขาคุยไปเรื่อยโดยไม่ให้ความสนใจกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาเลยสักนิดเดียว  

“ผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ฮันนี่ ช่วงนี้มีงานให้ทำค่อนข้างเยอะ อาจจะต้องรอดูอีกทีครับ”  

ซีไป๋เฟินมองเขาที่เอาแต่คุยกับผู้หญิงคนนั้นจนลืมไปแล้วว่ามีเธอนั่งอยู่ด้วย สายตาที่ผู้หญิงคนนั้นใช้มองมาที่เธอเป็นระยะทำให้พอจะรู้ได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่เป็นมิตรกับเธออย่างแน่นอน 

“ฉันว่าเราไปคุยกันทางนู้นดีกว่ามั้ยคะ...ตรงนี้แสงแดดเริ่มส่องมาแล้ว ขอยืมตัวเขาไปคุยด้วยสักครู่นะคะ นายหญิงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยคะ?” เธอพูดขึ้นมาอย่างท้าทาย นายหญิงจินรู้ว่าเรื่องที่พวกเขาคุยกันอยู่นั้นเกี่ยวกับเรื่องงานล้วนๆ แต่เจตนาของผู้หญิงคนนี้ที่เรียกตัวเองว่าฮันนี่ วู มันไม่ใช่เลย! ท่าทางของไรอันเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะไปด้วยสักเท่าไหร่ ซีไป๋เฟินจึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยเขาและจะได้หาวิธีออกห่างจากฮันนี่แบบเนียนๆ ด้วย  

“ที่รักคะ” เสียงหวานๆ ที่ซีไป๋เฟินเคยใช้อ้อนกลับมาอีกครั้งแต่เพิ่มเลเวลความสนิทสนมเพื่อตอกหน้าผู้หญิงนิสัยไม่ดีคนนั้น “วันนี้วันหยุดของเราสองคน เรากลับบ้านกันดีกว่าค่ะ ฉันอยากให้คุณนวดไหล่ให้ฉัน...เหมือนวันนั้นหน่อย” 

ซีไป๋เฟินจงใจใช้น้ำเสียงให้คนคิดอกุศลอย่างฮันนี่นั้นรู้สึกไม่ดี แล้วช้อนสายตามองไปที่ส่วนเกินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หม่าอวี่เยียนสอนเธอไว้ว่าถ้าหากต้องการเอาชนะพวกผู้หญิงที่มาคอยเกาะแกะและตามนายใหญ่ให้ทำให้พวกนั้นประสาทเสียแทน ทำให้ไม่ต้องลงมือลงไม้หรือเจ็บตัว แต่ได้ความสะใจเล็กๆ เผลอๆ...  

“อะไรนะ…” 

“อุ๊ย! ตายจริง คุณฮันนี่คะ พอดีว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเราสองคน ฉันต้องขอโทษที่เสียมารยาทจริงๆ นะคะที่จะไม่ให้ไรอันเขาคุยเรื่องงานในวันนี้ เพราะว่า...เขาสัญญากับฉันเอาไว้ค่ะว่าวันนี้จะให้เวลากับฉันอย่างเต็มที่ เรื่องงานที่คุณว่า...ไว้คุยวันอื่นที่เป็นเวลางานของเขานะคะ” ซีไป๋เฟินจับมือไรอันเดินออกมาจากตรงนั้น เธอรู้ว่าอย่างไรเขาจะต้องตามเธอมาแน่ ฮันนี่ที่ยืนมองอยู่ที่เดิมถึงกับเก็บสีหน้าความไม่พอใจเอาไว้ไม่อยู่ 

“ใครสอน?” เขาแอบกระซิบถาม ไม่คิดว่าเธอจะมีวิธีเอาตัวรอดแบบนี้อยู่ด้วย 

“อวี่เยียนค่ะ...แผนเยี่ยมใช่มั้ยล่ะ” 

“สุดยอดมาก” ไรอันพอมองเกมออกอยู่ แต่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอแบบนี้ ตอนที่เธอเรียกเขาว่า ‘ที่รัก’ เขารู้สึกใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก 

  

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมไรอันให้ซีไป๋เฟินขึ้นตำแหน่งรองประธานจินต้งเพื่อช่วยเขาทำงานในการประชุมต่างๆ เกี่ยวกับบริษัทในเครือ เพียงสามเดือนก็สามารถเป็นที่ยอมรับของบริษัทในเครือเกือบทั้งหมดในฝีมือการบริหารและทำงานของเธอ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการตอบคำถามของเราผู้ถือหุ้นที่ตั้งใจยิงคำถามเพื่อให้เธอตอบไม่ได้ และไหวพริบในการเลือกคนที่เหมาะสมกับงานที่เธอได้รับมอบหมายในการดูแลกลุ่มลูกค้าที่เจอปัญหาขณะใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ขนาดเฉินห้าวหนานที่มาคอยช่วยงานในตอนแรกยังเอ่ยปากชมเธอ 

“ยังมีประชุมอีกเหรอ?” ซีไป๋เฟินมองไปที่เฉินห้าวหนานที่ยังอยู่เป็นผู้ช่วยเธอวันสุดท้าย 

“ครับ” 

“ฉันขอเลื่อนสักครึ่งชั่วโมงนะคะ ขอพักสายตาสักครู่” รองประธานคนเก่งหมุนเก้าอี้ตัวโปรดแล้วหมุนหันหลังให้ประตู เธอค่อยๆ หลับตาแล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ไรอันเข้ามาทักทาย แต่เห็นว่าเธอกำลังงีบหลับอยู่ เขาจึงบอกให้เฉินห้าวหนานเตรียมเอกสารให้พร้อม เดี๋ยวเขาจะเข้าไปประชุมงานแทนเอง เท่าที่รู้มาวันนี้เธอประชุมตั้งแต่เช้ายังไม่ได้พักเลย ให้นอนพักสักหน่อยเป็นรางวัลความเก่งของเธอก็แล้วกัน 

นายใหญ่ของจินต้งเข้ามาในที่ประชุมสร้างแปลกใจให้กับผู้เข้าประชุมคนอื่นที่คิดว่าจะเป็นนายหญิงจิน ความกดดันที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เตรียมใจเว้นแต่หญิงสาวคนหนึ่งที่มาเข้าประชุมครั้งนี้ เธอกลับดีใจมากกว่าเสียอีกที่ได้เจอกับเขา ‘อลิซ จาง’ มองเขาไม่วางตา ทั้งชื่นชมและหลงใหลเขาอย่างบอกไม่ถูก ในคราวแรกที่พ่อของเธอบอกว่าให้มาประชุมกับนายหญิงจิน เธอโวยวายยกใหญ่แต่สุดท้ายก็ยอมมาจนได้ ซึ่งถือว่าเทพเซียนสร้างสถานการณ์ให้เป็นใจ 

ไม่แน่...สักวันเธออาจจะเขี่ยนายหญิงคนเก่าแล้วขึ้นมาแทนที่ก็ได้ 

ครั้งแรกที่เธอได้เจอกับเขาเป็นตอนที่เขาเดินทางไปเยี่ยมพ่อของเธอ เนื่องจากว่าพ่อของเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายในร่างกายออก พ่อของเธอและพ่อของเขานั้นรู้จักกันดี และเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อลิซ จางอยากจะโทษความโง่และบ้าของเธอที่ปล่อยให้ความรักบังตาแล้วรีบแต่งงานจนมาโดนผู้ชายเฮงซวยคนนั้นทิ้งให้กลายเป็นแม่ม่ายอายุยังน้อยแบบนี้ ช่วงที่ชีวิตกำลังจมดิ่งก็มีเขา...ไรอัน จินคนนี้เข้ามาทำให้เธอเข้าใจชีวิตและความเป็นจริงมากขึ้น นับแต่นั้นเธอก็หมายปองเขามาตลอด แต่โอกาสที่จะได้เจอกันนั้นมีอุปสรรคมากมายเกินไป จนเขานั้นมีใครบางคนมาเคียงข้าง 

แน่นอนว่าเธอไม่สามารถยอมรับได้! 

ใช้เวลาไม่นานการประชุมอันแสนน่าเบื่อก็จบลง อลิซไม่รอช้ากับโอกาสในการทำความรู้จักกับเขาหมดไป แต่คนสนิทในชุดสูทเรียบนั้นเข้ามาขวางทางเธอเอาไว้ก่อน 

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายใหญ่” 

“ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการประชุมวันนี้ ถามผมก็ได้ครับ” เฉินห้าวหนานพูดกับเธออย่างสุภาพ เธอไม่สนใจเฉินห้าวหนานเลยสักนิด เดินผ่านเขาไปเฉยๆ จนไปดักหน้านายใหญ่ ไรอันก็มองเธอโดยแววตาว่างเปล่าเพราะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร 

“นายใหญ่...ฉันอลิซ จาง จำได้มั้ยคะ?” เธอลองเชิงถามเขาดูก่อน  

ไรอันพยายามนึกก่อนจะพยักหน้า “มีอะไรหรือเปล่าครับ” 

“คือ...เย็นนี้ว่างมั้ยคะ ฉันอยากชวนคุณไปดินเนอร์คืนนี้” เธอไม่ใช่เด็กน้อยใสซื่ออะไร และเขาเองก็ไม่ใช่เหมือนกัน ก่อนที่เฉินห้าวหนานจะเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ นายหญิงจินก็ออกมาจากห้องพอดี 

“มีอะไรกันหรือเปล่าคะ?” เมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงผิวสีน้ำผึ้งที่มีส่วนผสมของชนชาติอื่นอย่างสังเกตได้ชัดเจนเข้ามายืนคุยกับเขา เธอคิดแค่เรื่องงานว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่อลิซไม่ได้คิดแบบนั้น เธอคิดว่าซีไป๋เฟินแค่มาแสดงตัวเท่านั้นเอง 

“ฉันกำลังชวนนายใหญ่ไปดินเนอร์ค่ะ” ลักษณะคำพูดคำจาที่ดูไม่เป็นมิตรกับเธอนั้น ถึงจะเพิ่งตื่นมาสักพักก็ตามแต่ซีไป๋เฟินรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีจุดประสงค์อะไร ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ เธอก็แนะนำตัวทันที “ฉันอลิซ จางค่ะ” 

อลิซ จาง... 

เหมือนเคยได้ยินที่ไหน!? 

“ฉัน...” 

“ฉันทราบค่ะว่าคุณเป็นใคร” เธอตัดบทและหันกลับมาสนใจนายใหญ่ต่อ พยายามจะชวนเขาคุยแต่ไรอันไม่สนใจ 

เขาตัดบทเธอแล้วมาหานายหญิงของเขา “กลับกันเลยมั้ย?” 

“ค่ะ” ทั้งสองคนกำลังจะเดินออกไปแต่อลิซไม่ยอมง่ายๆ เธอเลยพูดในสิ่งที่เป็นคำถามในวงสังคมเกี่ยวกับทั้งคู่ออกมาจนพวกเขาถึงกับชะงัก 

“แปลกนะคะที่คุณสองคนใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่ไม่ยักประกาศให้คนทั่วไปรู้” เธอเดินเข้ามาใกล้ทั้งคู่ “หรือว่ากลัวผู้หญิงที่ไหนมาถล่มงาน?” 

อลิซมองไปที่ไรอัน ซีไป๋เฟินพอจะนึกออกแล้วผู้หญิงคนนี้คือคนที่คุณนายจินเตือนเธอเมื่อหลายเดือนก่อนที่เธอจะไปท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ โหงวเฮ้งของใบหน้าแบบนั้นบ่งบอกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน จะว่าเธอคิดมากก็คงใช่ แต่สัญชาตญาณลึกๆ ในตัวเธอบอกมาแบบนี้ ขนาดการตั้งคำถามของเธอ ทำเอาซีไป๋เฟินเองไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร 

“เปล่าหรอกครับ...แค่ต้องเตรียมอะไรหลายๆ อย่างให้พร้อม”  

ไม่ใช่แค่อลิซ จางที่ไม่เข้าใจ คนข้างกายเขาก็เช่นกัน หรือว่าที่เขาหายไปบ่อยๆ ช่วงห้าถึงหกวันที่ผ่านมามันจะเกี่ยวกับเรื่องนี้  

“ถ้าอย่างนั้นผมขอเชิญคุณร่วมงานของเรานะครับ...มีอะไรข้องใจอีกมั้ยครับ” 

อลิซถึงกับเงียบพูดอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว เฉินห้าวหนานคอยยืนกันไม่ให้เธอเดินตามไป จนเขาแน่ใจว่าเธอจะไม่ตามไปอีกจึงได้ถอยห่างออกมา 

“ผู้หญิงรอบตัวคุณมีแต่คนแปลกๆ นะคะ” เธอพูดขึ้นเหมือนเป็นการแซวมากกว่า ผู้หญิงที่มาอ้างสิทธิ์ในตัวเขาแต่ละคนธรรมดาเสียที่ไหน ในคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ทำให้เธอแปลกใจ เธอควรถามเขาให้ชัดเจน “ที่คุณพูดแบบนั้นหมายความอย่างไรกันคะ?” 

“ก็ตามที่พูด ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้จัดให้เป็นงานสิ้นเปลืองแบบที่คุณกังวลแน่นอน คิดว่าเป็นงานกุศลก็ได้นะ...นายใหญ่ของจินต้งกรุ๊ปแต่งงานทั้งทีย่อมมีคนมาแสดงความยินดีอยู่แล้ว จำนวนเงินที่พวกเราได้รับมา เราก็จะเอาเงินเหล่านั้นไปช่วยเด็กๆ ในเมืองทั้งในเรื่องการศึกษา สุขภาพและความเป็นอยู่” 

“แต่ฉันว่าฉันระบุไว้ในข้อห้ามว่าไม่ให้จัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ คุณอ่านข้ามข้อนั้นไปเหรอ?” 

“ก็ไม่ได้จัดงานยิ่งใหญ่...งานเล็กๆ มีแค่คนในครอบครัวของเราสองคน” ไรอันจับมือของเธอขึ้นมา “คุณมาอยู่กับผม เพื่อรักษาเกียรติของคุณก็ควรทำให้ทุกอย่างเปิดเผยถูกต้องในสายตาคนทั่วไป ผมรู้ว่าคุณไม่แคร์และไม่สนใจด้วย แต่พ่อของคุณเขาคิดมากเรื่องนี้นะ” 

“พ่อของฉัน?” ไรอันได้มีโอกาสติดต่อกับพ่อของเธอ เขากังวลมากว่าลูกสาวของเขาแต่งงานออกจากบ้านไปแล้ว อย่างน้อยก็ควรที่จะให้ญาติได้อวยพรรับรู้บ้าง เขาจึงรับปากว่าจะทำให้ “ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นค่ะ” 

“นายใหญ่ครับ” เฉินห้าวหนานเข้ามาขัดจังหวะแล้วกระซิบบางอย่าง  

สีหน้าไรอันจึงเปลี่ยนไปแล้วให้เขาไปเตรียมรถมารับ 

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” 

“ผมมีธุระต้องไปทำต่อ...แต่จะไปส่งคุณที่บ้านก่อน” 

“อย่าบอกนะว่าไปดินเนอร์” 

“ไม่ใช่...หึงผมเหรอ?” ไรอันพูดเย้าแหย่  

ซีไป๋เฟินเลยรีบสะบัดมือออกจากการกุมมือของเขา รถขับมาจอดอยู่ตรงหน้าเธอพอดี เธอเลยรีบเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้น ไรอันไม่พูดอะไรต่อเขาขึ้นไปนั่งข้างๆ เธอแล้วออกรถทันที 

 

นายใหญ่ของจินต้งกรุ๊ปรีบมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้นทันทีที่ศูนย์ควบคุมระบบผลิตอุตสาหกรรมเกษตรอัตโนมัติที่จู่ๆ ระบบก็ไม่สามารถสั่งการให้เครื่องจักรทำงานอัตโนมัติได้ พนักงานไอทีของเขาพยายามแก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำได้สักที 

“ระบบเสียหายนานแค่ไหนแล้ว” 

“ประมาณชั่วโมงครึ่งได้แล้วครับ” หัวหน้าพนักงานรายงานตามความจริง เท่าที่เดาทางได้คือมีใครบางคนไม่หวังดีเปลี่ยนคำสั่งแล้วล็อกระบบเอาไว้ 

“ตามซีไนน์มาจัดการ” ทุกคนถึงกับมองมาที่นายใหญ่ คนที่เขาเลือกให้มาจัดการนั้นค่อนข้างมีความเป็นตัวเองสูงเกินไปและพอใจกับการทำงานลำพังมากกว่า ซีไนน์เป็นแฮกเกอร์ชื่อดังที่น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือไรอัน เพราะเขาดันหลุดโป๊ะให้เพื่อนจับได้เอง 

รอเวลาไม่นานเขาก็เดินทางมาถึงและไล่ทุกคนออกไปจากห้องนั้นให้หมด รวมถึงนายใหญ่ด้วย เสียงเพลงจากมือถือรุ่นล่าสุดดังลอดออกมาด้านนอก คนด้านนอกไม่มีทางที่จะเห็นว่าภายในเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยืนรอไม่นานชายที่สวมหน้ากากกันฝุ่นปิดหน้าสีดำพร้อมหมวกแก๊ปออกมาจากห้องนั้น พร้อมกับใช้เครื่องดัดเสียงจี้ที่คอของตัวเอง 

“ปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ก็แค่มือสมัครเล่นที่อยากลองของ เลขที่บัญชีเดิมนะครับเจ้านาย” เขากำลังจะเดินผ่านไปแต่ไรอันก็จับต้นแขนเขาเอาไว้ก่อน 

“เจอกันที่รถ” เขาพูดแค่นั้นซีไนน์ก็สะบัดแขนออกแล้วเดินจากไป  

ไรอันให้คนของเขาขับรถของซีไนน์ตามมาด้วย แล้วให้เฉินห้าวหนานเป็นผู้ขับรถให้ทั้งคู่แทน 

“สิ่งที่ทำให้น็อกไปคือแรนซัมแวร์กับรูทคิท ฉันติดตั้งโปรแกรมป้องกันเอาไว้แล้ว แปลกใจอยู่เหมือนกันที่มันเจาะระบบผ่านเข้ามาได้ ถ้าอุตสาหกรรมโดนแฮก...ส่วนอื่นๆ ก็คงไม่ปลอดภัย” 

“ถ้าอย่างนั้นฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่นาย” ไรอันบอกแต่ไม่ได้ทำเป็นสนใจเพื่อนแฮกเกอร์สักเท่าไหร่ 

“จ่ายแพงหน่อยนะ นายใหญ่จะไหวเหรอ?” ซีไนน์พูดหยอกล้อเขา ไรอันทำเสียงกระแอมใส่เขาจึงหยุด “โอเค...ขอเจ็ดวัน” 

“ให้แค่สามวัน” 

“โหดไปมั้ย?” 

“อยากได้เท่าไหร่ก็เรียกมา ถ้าสามวันไม่เสร็จ ฉันเรียกคืนค่าเสียหายที่ทำงานล่าช้า” ไรอันพูดเสียงเนิบๆ แต่แฝงความเยือกเย็นเอาไว้ในเสียงด้วย ซีไนน์ไม่พูดอะไรต่อนอกจากตบไหล่นายใหญ่เป็นการยอมรับข้อตกลง “แล้วรู้มั้ยว่าเป็นฝีมือใคร” 

“คนที่นายก็รู้ว่าใคร” วลีนี้เป็นที่รู้กันระหว่างสองคน แม้แต่เฉินห้าวหนานก็ไม่รู้ว่าพวกเขาหมายถึงใคร ไรอันถึงกับถอนหายใจออกมา ไม่คิดว่าคนที่ตัวเองนึกถึงจะใช่อย่างที่นึกเอาไว้ด้วย 

คงจะวางใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปไม่ได้แล้ว... 

ความคิดเห็น