facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

4.สามีนอกหัวใจ

ชื่อตอน : 4.สามีนอกหัวใจ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.5k

ความคิดเห็น : 132

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2563 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
4.สามีนอกหัวใจ
แบบอักษร

4.สามีนอกหัวใจ 

  

ที่บ้านสุวรรณเวช ทุกคนที่มารวมตัวกันได้แต่หันมามองทางรองคีรินทร์ด้วยความใจไม่ดี หลังจากที่มีชายปริศนาคนหนึ่งติดต่อมาหาและบอกว่าเขาช่วยชีวิตของแก้วเจ้าจอมเอาไว้ เขาติดต่อมาเพื่อให้ทุกคนไปรับเธอและบอกว่าตอนนี้เธอปลอดภัยดี ทุกคนที่รอฟังข่าวก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ท่านนายพลปภพที่ทราบข่าวของหลานสาวถึงกับพูดออกมาว่าจะทุ่มเงินไม่อั้นให้ชายคนดังกล่างเพื่อแทนคำขอบคุณเขาเลย พอติดต่อมายังคุยอะไรกันได้ไม่มากเขาก็ต้องวางสายไป รองคีรินทร์รอให้เขาติดต่อกลับมาตามที่เขาบอก แต่รอจนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่ติดต่อมาเสียทีจนต้องโทรกลับไป แต่คราวนี้เสียงที่เขาได้ยินกลับเป็นเสียงของแก้วเจ้าจอม แทนที่ทุกคนจะดีใจที่ได้ยินเสียงของเธอ แต่เสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหวลอดตามสายมาก็ทำให้ทุกคนเริ่มจะใจไม่ดีขึ้นมาอีก พอแก้วเจ้าจอมบอกว่าเธอกำลังถูกตามล่า คุณหญิงกรกชก็ถึงกับเป็นลมล้มพับจนขวัญตาต้องรีบเข้าไปปฐมพยาบาล ส่วนราชาวดีก็ร้องไห้ หัวใจแทบสลายด้วยความเป็นห่วงลูกสาวเพียงคนเดียวของตน ตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าลูกสาวถูกจับตัวไป จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ หัวอกคนเป็นแม่ก็เป็นห่วงลูกใจแทบขาด  

               ในสายสนทนาทุกคนได้ยินเสียงของผู้ชายสองคนพูดกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องหลบหนีเข้าป่าก่อนที่สายของแก้วเจ้าจอมจะถูกตัดไป พอโทรกลับไปอีกครั้งก็มีเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งรับสาย เด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่ามีทหารนายหนึ่งกำลังช่วยพาแก้วเจ้าจอมหนีจากพวกคนร้าย ฝีมือของเขาถือว่าเก่งมาก แต่แล้วสายของเด็กหนุ่มรายนี้ก็ถูกตัดไปอีกครั้งหลังจากที่มีเสียงคล้ายกับเครื่องยิงระเบิดดังขึ้น 

               “M79” ผบ.กรันณ์พูดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเครื่องยิงระเบิดที่ว่า “เจ้าหนุ่มคนที่อยู่ในสายถูกยิงด้วย M79 เขาไม่รอดแล้วล่ะ” 

               “ไม่รอด...หมายความว่ายังไงไม่รอด แล้วลูกล่ะคะพี่รัน ลูกของเรา...” ราชาวดีถามสามีทั้งน้ำตาและจับมือของเขาเอาไว้แน่น ผบ.กรันณ์จึงหันมากอดเธอเอาไว้แล้วหลับตาลงเพื่อเก็บกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ ในเวลาแบบนี้เขาจะร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาด ราชาวดีกับแม่ของเขาแล้วก็ลูกชายทั้งสองยังต้องมีเขาเป็นที่พึ่ง เขาจะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาดแม้ว่าตอนนี้แก้วตาดวงใจของเขาจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ตาม 

               “ลูกเราไม่เป็นไรหรอกนะ เจ้าหนุ่มคนนั้นก็พูดอยู่ว่าลูกของเราหนีไปได้ เขามีทหารคอยช่วยเหลือ ฟังจากเสียงปืนที่เขายิงตอบโต้กับคนร้าย พี่เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นคนที่มีฝีมืออยู่ไม่น้อย เขาจะต้องปกป้องลูกของเราได้ แล้วไนเปอร์ก็ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ลูกของเราเป็นนักแม่นปืนที่เก่งมากๆ ของทางกรมตำรวจ ศิลปะการต่อสู้ทุกอย่างก็ขั้นสูง ไนเปอร์เรียนรู้วิชาการเอาตัวรอดของทหารพรานจากพี่ไปจนหมด ยังไงซะลูกของเราก็ต้องเอาตัวรอดได้” 

               “จะเก่งแค่ไหนแต่ลูกของเราก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อนะคะ ถ้าคนร้ายพวกนั้นยิงลูกล่ะ ถ้าลูกถูกยิงแล้วลูกจะเป็นยังไง พี่รัน...แก้มใจจะขาดอยู่แล้ว แก้มเสียลูกไปไม่ได้ ถ้าไนเปอร์เป็นอะไรไปแล้วแก้มจะอยู่ยังไง ยัยหนูของแม่...” ยิ่งราชาวดีร้องไห้ปานใจจะขาด ผบ.กรันณ์ก็ยิ่งเจ็บปวดนักที่จนแล้วจนรอดตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้เบาะแสอะไรของลูกเลย 

               นับตั้งแต่ที่แก้วเจ้าจอมถูกจับตัวไปโดยขบวนการค้ามนุษย์ที่จะจับหญิงสาวไปขายในประเทศเพื่อนบ้านและส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ท่านนายพลปภพ ผบ.กรันณ์และรองคีรินทร์ก็ใช้อำนาจทั้งหมดที่ตนมีสั่งการตรวจสอบพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศว่ามีเขตพรมแดนใดมีการลักลอบพาหญิงสาวออกไปหรือเปล่า แต่ข้อมูลที่ได้ก็ชวนให้ต้องปวดหัวเมื่อพบว่าที่จังหวัดยะลา นครพนมและแม่ฮ่องสอนได้เกิดคดีที่มีลักษณะคล้ายๆ กันขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ที่ยะลามีการพบศพหญิงสาวถูกฆ่าตายอยู่ในป่าใกล้เส้นทางออกไปยังชายแดนซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของขบวนการค้ามนุษย์ ที่นครพนม ทหารหน่วย นรข. ก็จับกุมขบวนการค้ามนุษย์ได้เช่นกัน มีหญิงสาวจำนวนมากกำลังจะเดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งสามารถข้ามฝั่งไปได้และอีกส่วนเจ้าหน้าที่ก็จับกุมเอาไว้ได้ทัน ส่วนที่แม่ฮ่องสอน ผู้กำกับไกรจักร ผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนทางภาคเหนือก็แจ้งมาว่ามีการจับกุมขบวนการค้ามนุษย์ได้เช่นกัน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง แต่จากการตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วไม่มีร่องรอยของแก้วเจ้าจอมแต่อย่างใด 

               “น่าแปลกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นพร้อมๆ กันทั้งสามที่ หรือว่าคนร้ายที่เป็นตัวบงการมันตั้งใจจะสับขาหลอกให้พวกเราไขว้เขวครับ” ผู้กองกรินทร์ว่าขึ้น “ตามลำดับเวลาคดีที่ยะลาเกิดขึ้นก่อนแล้วก็ตามที่มานครพนมกับแม่ฮ่องสอน การตรวจตราพื้นที่ชายแดนของประเทศเรามันไม่ได้หละหลวมจนมีการกระทำผิดได้ง่ายๆ แบบนี้นะครับ ผมว่าในพื้นที่สามจังหวัดนี้ต้องมีที่ใดที่หนึ่งเกิดปัญหาขึ้น แล้วไอ้คนที่มันบงการอาจจะกลัวว่าเราตามรอยมันได้มันก็เลยจงใจให้มีการจับกุมขบวนการค้ามนุษย์ขึ้นมาอีกในพื้นที่อื่นให้เราตามรอยไม่ได้ง่ายๆ” 

               “แล้วพี่ซีลคิดว่าเป็นพื้นที่ไหนหรอครับ” ผู้หมวดศิขรินหันมาถาม ผู้กองกรินทร์ก็เลยมองไปยังแผนที่ขนาดใหญ่ที่เอามากางดูพื้นที่ต่างๆ ในประเทศก่อนที่เขาจะชี้ไปยังพื้นที่ของจังหวัดยะลา 

               “ก็ต้องเป็นพื้นที่ที่เกิดคดีขึ้นก่อนพื้นที่อื่นยังไงล่ะ เกิดเรื่องขึ้นที่ยะลา แล้วค่อยสร้างสถานการณ์ขึ้นที่นครพนมกับแม่ฮ่องสอนต่อ” 

               “พี่ซีลสันนิษฐานได้ถูกแล้วล่ะครับ” ผู้กองกวินทร์ที่ออกไปรับสายโทรศัพท์เดินกลับเข้ามาในวงประชุม “ผมเอาเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อมาหาพ่อภูไปเช็คกับเครือข่ายโทรศัพท์ทุกเครือข่ายแล้ว สัญญาณของเบอร์ที่โทรมาอยู่ที่จังหวัดยะลาครับ พอเช็คการลงทะเบียนซิมปรากฎว่าชื่อของคนที่ลงทะเบียนเป็นเจ้าของร้านขายโทรศัพท์ในตัวเมืองยะลาที่คาดว่าเขาน่าจะใช้ชื่อตัวเองลงทะเบียนซิมก่อนขายให้ลูกค้า” 

               “ตัวเมืองยะลา...คนที่โทรมาหาลุงภูเขาอยู่ที่ตัวเมืองยะลาใช่มั้ยครับพี่เรนเจอร์” อรินรีบถามอย่างร้อนใจเพราะเขาเป็นห่วงพี่สาวจนจะบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เข้าโรงเรียนมาเขาก็ตามติดแก้วเจ้าจอมมาโดยตลอด เป็นเสมือนเงาตามตัวเธอและไม่เคยแยกจากเธอไปไหน การที่แก้วเจ้าจอมมาถูกจับตัวไปแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกกลัวและคิดว่าชีวิตนี้เขาคงขาดพี่สาวคนนี้ไปไม่ได้ 

               “เปล่า สัญญาณจับได้ว่าอยู่ที่อำเภอบันนังสตา” 

               “บันนังสตา...” ผบ.กรันณ์ทวน ด้วยเขาเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม หน่วยรบทุกหน่วยในพื้นที่ภาคใต้นั้นเขารู้จักทั้งหมด และรู้ด้วยว่าสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่นั้นเป็นยังไง 

               “เขตพื้นที่สีแดงไม่ใช่หรอ” ท่านนายพลปภพหันมามองหน้าลูกชายที่ดูจะเคร่งเครียดขึ้นมา 

               “ที่ยะลามีเจ้าหน้าที่อยู่หลายหน่วย ทั้งทหารราบ ทหารพราน นาวิก ตชด. ตำรวจพลร่ม โดยเฉพาะฐานปฏิบัติการที่อำเภอบันนังสตา แทบทุกหมู่บ้านจะมีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ การจะเข้าไปสอบถามข้อมูลคนหายหรือสั่งการใดๆ ลำพังอำนาจของผมอาจจะมีไม่มากพอ อำนาจของผมสั่งการกับหน่วยของตำรวจไม่ได้ทุกหน่วย ผมคงต้องขอพึ่งอำนาจของพ่อแล้วล่ะครับ” 

               “ได้ ขอแค่แกพาไนเปอร์กลับมาหาพ่อได้ จะต้องให้พ่อใช้อำนาจยังไงหรือเอาอะไรมาแลกพ่อยอมทั้งนั้น ขอแค่พ่อได้ไนเปอร์ของพ่อคืน” น้ำเสียงของท่านนายพลปภพสั่นเครือ ด้วยวัยที่มากแล้วและสะเทือนใจไม่น้อยกับการหายตัวไปของหลานสาว แก้วเจ้าจอมเป็นหลานสาวที่ท่านรักที่สุดเพราะท่านกับคุณหญิงเป็นผู้เลี้ยงดูเธอนับตั้งแต่แรกเกิด ต่างจากขวัญคณินที่จะถูกเลี้ยงดูโดยคุณย่าของเธอ ยิ่งเป็นหลานสาวที่น่ารัก ช่างพูดและช่างอ้อน สนิทกับคุณปู่มาก การที่เธอมาหายตัวไปแบบนี้ก็เหมือนกับหัวใจของท่านได้หล่นหายไปด้วย ขอเพียงแค่ได้หลานสาวคืนไม่ว่าจะอะไรท่านยอมทั้งนั้น 

               “ผมขอตามคุณลุงไปช่วยหาพี่ไนเปอร์ด้วยนะครับ...ตอนนี้ผมไม่มีใจทำอะไรแล้วทั้งนั้น” อรินบอก ผบ.กรันณ์ก่อนจะน้ำตาร่วงลงมา ทั้งเจ็บปวดและคับแค้นใจที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรพี่สาวได้ ถึงจะเรียนหมอมาแต่หลักสูตรการรบของทางกรมตำรวจและทหารเขาก็ไปฝึกมาเหมือนกัน ที่เขาต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งก็ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่นเลย เขารักแก้วเจ้าจอม เขาอยากดูแลปกป้องเธอ เพราะเธอนั้นถูกฝึกให้เก่งทั้งเรื่องการใช้อาวุธและศิลปะการต่อสู้แล้ว หากเขาอยากจะปกป้องดูแลเธอเขาก็จะต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งเหนือเธอให้ได้ ถ้าเธอมีเขาอยู่ด้วย เธอจะต้องปลอดภัย 

               “เอาน่า ใจเย็นๆ ก่อนเถอะอริน พี่เชื่อว่ายังไงไนเปอร์ก็จะต้องปลอดภัย ยัยนั่นน่ะไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ นะ ไนเปอร์เป็นยัยโหดของพวกเขา แทนที่เราจะห่วงไนเปอร์ พี่ว่าเราห่วงพวกคนร้ายจะดีกว่า ไม่รู้ว่าป่านนี้จะถูกยัยโหดของเราจับหักแขนหักขาแล้วรึยัง” ผู้หมวดศิขรินเข้ามากอดอรินเอาไว้อย่างให้กำลังใจ เช่นเดียวกับที่ผู้หมวดกรินทร์เองก็ช่วยตบหลังน้องชายเบาๆ ด้วย แม้จะไม่ใช่พี่น้องร่วมท้องเดียวกันแต่ก็โตมาด้วยกันและรักกันมาก ทุกคนรู้ดีว่าอรินรักและห่วงใยแก้วเจ้าจอมมากแค่ไหน การที่เธอมาหายไปเขาก็เลยต้องเจ็บหนักอยู่แบบนี้ 

               ทุกคนวางแผนกันเอาไว้แล้วว่าจะเดินทางลงไปยังจังหวัดยะลาเพื่อตามหาแก้วเจ้าจอม ขวัญตากับขวัญคณินจะอยู่ดูแลคุณหญิงกรกชที่บ้านเพราะตอนนี้ท่านมีอาการของโรคความดันและโรคหัวใจอยู่ การที่แก้วเจ้าจอมมาหายตัวไปทำให้อาการของท่านไม่สู้ดี ท่านนายพลปภพที่ตอนแรกจะลงใต้กับไปกับลูกๆ หลานๆ เห็นว่าคุณหญิงของท่านอาการไม่สู้ดีก็เลยต้องคอยอยู่ดูแล และเพื่อเป็นการไม่ประมาทในเรื่องของเส้นทางอื่น ผู้การคณินจะเป็นคนดูแลเรื่องชายแดนทางฝั่งตะวันตกให้ เช่นเดียวกับที่ผู้กำกับไกรจักรเร่งคุมลูกน้องกวดขันพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนืออย่างหนัก ส่วนทางภาคอีสานนาวาเอกคเชนทร์ ทหารเรือหน่วย นรข. เพื่อนรักของ ผบ.กรันณ์จะช่วยตรวจตราชายแดนตลอดแนวแม่น้ำโขงให้ 

               “อึก...อึก” เสียงร้องไห้ของหญิงสาวคนหนึ่งดังมาจากม้านั่งตรงประตูหลังบ้าน ผู้หมวดศิขรินที่เดินผ่านมาจึงได้ชะงักก่อนจะเดินตามเสียงร้องไห้มาจนเห็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางในเดรสกระโปรงสีครีมสุดน่ารักกำลังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ใบหน้าเล็กๆ แสนสวยจิ้มลิ้มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาจนเขาต้องรีบเดินเข้าไปหาแล้วจึงนั่งลงบนส้นเท้าข้างๆ เก้าอี้ของเธอ 

               “มารีน ทำไมถึงมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียว” เขาถามแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาก่อนจะยื่นไปซับน้ำตาให้กับเธอ ขวัญคณินจึงหันมามองทางเขาด้วยดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยน้ำตา 

               “มารีนเป็นห่วงพี่ไนเปอร์ มารีนคิดถึงพี่ไนเปอร์ด้วย ป่านนี้พี่ไนเปอร์ของมารีนจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ มารีนอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้องเพราะตอนนี้สภาพจิตใจของทุกคนไม่สู้ดีเลย คุณตากับคุณยายท่านก็อายุมากแล้ว มารีนสงสารพวกท่าน ป้าแก้มก็น่าสงสาร ตั้งแต่วันที่พี่ไนเปอร์หายตัวไปป้าแก้มยังไม่ยอมทานอะไรเลย มารีนทำของอร่อยๆ ไปป้อนป้าแก้มก็เอาแต่ร้องไห้ คุณลุงก็น่าสงสาร คุณลุงรักแล้วก็หวงพี่ไนเปอร์มาก มารีนรู้ว่าคุณลุงกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหน คุณลุงก็เหมือนกับมารีน อยากจะร้องไห้แทบตายก็ร้องออกมาต่อหน้าทุกคนไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังใจ เราต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นกำลังใจให้กันและกัน แต่ว่า...มารีนก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้...มารีนอ่อนแอ มารีน...” ขวัญคณินส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตาผู้หมวดศิขรินก็เลยดึงเอาเธอเข้ามากอดเอาไว้แน่นพร้อมกับกดศีรษะของเธอให้ซบลงมาที่อกของเขา 

               “ถ้ามารีนอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะนะ การร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่อนแอเสมอไปซักหน่อย” เขาลูบศีรษะของเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยนยิ่งทำให้ขวัญคณินร้องไห้หนักแล้วกอดเขาตอบ ผู้หมวดศิขรินก็ยิ่งกอดเธอแน่น น้องสาวตัวน้อยๆ ของเขานอกจากแก้วเจ้าจอมก็มีขวัญคณินและนทีธาราหรือเนวี่ ลูกสาวของคุณอานทีกับคุณอาธารธารา การที่แก้วเจ้าจอมมาหายตัวไปแบบนี้มันทำให้เขาอดเป็นห่วงขวัญคณินบ้างไม่ได้ สำหรับเขาขวัญคณินไม่ใช่แค่น้องสาวตัวน้อยของเขาเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนที่กุมหัวใจของเขาเอาไว้ด้วย ขวัญคณินไม่ได้เก่งด้านการเอาตัวรอดอย่างแก้วเจ้าจอมดังนั้นเขาจึงเป็นห่วงเธอมากกว่าใครๆ 

               “พี่จะตามหาไนเปอร์ให้เจอ มารีนอยู่ดูแลคุณปู่กับคุณย่าที่นี่แล้วก็รอฟังข่าวดีนะ พี่รับปากว่าพี่จะพาพี่ไนเปอร์กลับมาหามารีนให้ได้ ยัยโหดของพวกเราจะต้องได้กลับบ้าน กลับมาอย่างปลอดภัยด้วย” 

               “พี่รีคอนสัญญาแล้วนะคะ พี่รีคอนต้องพาพี่ไนเปอร์กลับมาหามารีนให้ได้นะ” 

               “พี่เคยผิดสัญญากับมารีนหรอครับ หืม” เขาก้มลงมายิ้มให้เธอแล้วช่วยเช็ดน้ำตาออกจากแก้มนวลให้อย่างแผ่วเบา “พี่ไม่ได้ไปยะลาคนเดียวนะ ทั้งพ่อพี่ คุณอารัน พี่ซีล พี่เรนเจอร์แล้วก็อริน ไหนจะคุณอานที คุณอาเอกกี้ คุณอาอานัสที่อยู่นราธิวาสอีก การลงใต้ไปครั้งนี้แทบจะเรียกได้ว่ายกทัพลงไปเลยก็ได้ เราจะตามหาไนเปอร์ไม่เจอก็ให้มันรู้ไปสิ” 

               “แต่มารีนกลัว มารีนกลัวว่าจะมีคนมาเอาพี่ไนเปอร์ของมารีนไปซ่อนจนพวกเราตามหาไม่เจอ” 

               “ใครจะเอายัยโหดไปซ่อนได้” ผู้หมวดศิขรินว่าแล้วกระชับกอดขวัญคณินพลางลูบหลังปลอบเธอ “จำตอนเด็กๆ ได้มั้ยตอนที่พวกเราเล่นวิ่งไล่จับกัน เคยมีใครวิ่งไล่จับยัยโหดได้บ้าง มารีนอย่าคิดมากเลยนะ ยังไงซะพี่ก็จะพายัยโหดกลับบ้านมาหาทุกคนให้ได้ ถ้ายัยโหดกลับมาเมื่อไหร่พี่จะให้มารีนได้กอดยัยโหดก่อนใครเลยนะ” 

               เมื่อผู้หมวดศิขรินยืนยันแบบนี้ขวัญคณินก็พอจะเบาใจได้มากขึ้น ทั้งคุณลุงภู คุณลุงรันของเธอต่างก็เป็นนายทหารที่เก่ง เหล่าคุณอากับพี่ชายทุกคนของเธอก็มีฝีมือที่ไม่เป็นรองใคร หากทุกคนรวมตัวกันแบบนี้เธอก็เริ่มจะมีความหวังขึ้นมาแล้ว ด้วยในกลุ่มพี่น้องของเธอล้วนแต่เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ นทีธาราลูกของคุณอานทีกับคุณอาธารธาราก็ไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกันจึงทำให้เธอกับแก้วเจ้าจอมเป็นเพียงสองสาวท่ามกลางหนุ่มๆ พี่น้อง และด้วยที่มีกันแค่สองสาวเธอกับแก้วเจ้าจอมจึงสนิทสนมกันมาก แก้วเจ้าจอมเป็นพี่สาวที่เธอไว้ใจและสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เธอกล้าเปิดเผยความในใจกับแก้วเจ้าจอมมากกว่าผู้เป็นแม่เสียอีก พี่ไนเปอร์คือคนๆ เดียวที่เธอกล้าบอกความในใจทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่...เธอแอบรักผู้หมวดศิขริน และพี่สาวของเธอคนนี้ก็พร้อมที่จะเอาใจช่วย อยู่เคียงข้างและเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเธอ เธอรักพี่สาวของเธอมาก หากเจ็บแทนได้เธอก็อยากจะเจ็บแทน 

               รองคีรินทร์ที่เดินผ่านมาเห็นสองหนุ่มสาวแอบกอดกันอยู่ที่หลังบ้านแบบนี้ก็รีบมองไปรอบๆ ตัวทันทีด้วยกลัวว่าคนอื่นจะเห็นเข้า ยิ่งถ้าเป็น ผบ.กรันณ์มาเห็นเขาเชื่อว่าได้เกิดเรื่องแน่เพราะไอ้น้องเขยคนนี้มันหวงลูกสาวและหลานสาวมาก เรื่องที่ผู้หมวดศิขรินกับขวัญคณินต่างฝ่ายต่างก็แอบมีใจให้กันนั้นแก้วเจ้าจอมเคยแอบบอกกับเขามาก่อน และเขาก็รู้สึกยินดีกับเรื่องนี้เพราะขวัญคณินเป็นเด็กน่ารัก เรียบร้อยและอ่อนโยน เป็นเด็กจิตใจดีที่รองคีรินทร์รู้สึกว่าเธอช่างเหมือนกับราชาวดีผู้เป็นน้องสาว หากได้ขวัญคณินมาเป็นสะใภ้ก็นับว่าเป็นโชคดีของบ้านเขาแล้ว 

               “พี่ภู” เสียงที่เรียกเขาจากทางด้านหลังทำให้รองคีรินทร์ต้องรีบหันกลับไปมาเพราะผู้ที่เรียกเขานี้ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่น้องเขยจอมขี้หวงของเขานั่นเอง ตอนแรกรองคีรินทร์ก็นึกว่า ผบ.กรันณ์จะมาเห็นผู้หมวดศิขรินกับขวัญคณินแอบกอดกันเลยจะรีบแก้ตัวแทนลูกชาย แต่พอหันมาเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วรองคีรินทร์ก็ต้องรีบเข้าไปดึงเอา ผบ.กรันณ์ไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่างเพราะสีหน้าของเขาไม่สู้ดีเอาเสียเลยในตอนนี้ 

               “แกโอเคใช่มั้ย” ทันทีที่เขาถาม สีหน้าเคร่งเครียดของ ผบ.กรันณ์ก็ดูเหนื่อยล้าและอ่อนแรงลง ดวงตาคู่คมที่แดงก่ำอยู่ตลอดเวลาตอนนี้มีหยดน้ำตาใสๆ ร่วงลงมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่แก้วเจ้าจอมหายตัวไปจนรองคีรินทร์ต้องกอดเขาเอาไว้อย่างให้กำลังใจกัน ผบ.กรันณ์นั้นรักลูกสาวคนนี้มาก ทั้งรักทั้งหวง หัวอกของคนเป็นพ่อต่อให้จะแกร่งมากสักแค่ไหนก็ไม่มีใครรับกับเรื่องพวกนี้ได้หรอก ตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาต้องฝืนความรู้สึกของตัวเองเป็นอย่างมาก ท่านนายพลปภพถึงแม้ว่าท่านจะมีอำนาจมากแต่ท่านก็อายุเยอะแล้ว สุขภาพของท่านก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน คุณหญิงกรกชก็มาอาการโรคประจำตัวกำเริบเพราะตรอมใจที่หลานสาวหายไป ราชาวดีก็มีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ตอนนี้ ผบ.กรันณ์จึงเป็นเสมือที่พึ่งเดียวของคนทั้งบ้านซึ่งเขาจะอ่อนแอต่อหน้าลูกเมียและพ่อแม่ไม่ได้เด็ดขาด ดีหน่อยที่ผู้กองกรินทร์กับผู้กองกวินทร์นั้นเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งและแกร่งเหมือนกันกับผู้เป็นพ่อ สองแฝดก็เลยช่วยผู้เป็นพ่อดูแลทุกคนในบ้านได้ 

               “พี่...ผม...ผม...” ผบ.กรันณ์พูดอะไรไม่ออกทั้งนั้นในตอนนี้ ทุกอย่างมันจุกอยู่ที่อกของเขา ห่วงลูกจนจะบ้าตายอยู่แล้ว เขาไม่เคยรู้สึกกลัวแบบนี้มาก่อนในชีวิตเลย เขากลัวว่าลูกของเขาจะเป็นอันตราย 

               “ผมกลัวพี่...” เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่รองคีรินทร์ได้ยินอีกฝ่ายพูดคำว่ากลัวออกมาแล้วเขาดูจะกลัวมากจริงๆ “ไอ้พวกนั้นมันเป็นขบวนการค้ามนุษย์ ถ้าพวกมันจับลูกผมได้ ถ้าไนเปอร์ถูกจับไปขาย...ถ้าลูกผมต้องตกนรกทั้งเป็นล่ะพี่ใครจะช่วยลูกผมได้ ผมไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้มาก่อนเลย ผมไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรแบบนี้มาก่อน พี่ภู...ไนเปอร์...แก้วตาดวงใจของผมกับแก้ม นางไม้น้อยของผม ถ้าลูกของผมเป็นอะไรไปผมจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย ผมไม่รู้ว่าผมจะมีความสุขต่อไปได้ยังไงถ้าไม่มีไนเปอร์ แก้มยิ่งทนไม่ไหว แก้มร้องไห้จนเป็นลมไปอีกแล้ว ผมสงสารแก้ม ทำไมเรื่องบ้าๆ พวกนี้มันต้องมาเกิดขึ้นกับลูกของผม ไนเปอร์เป็นเด็กดี เป็นข้าราชการที่ดี เป็นหมอช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ลูกผมทำแต่เรื่องดีๆ มาโดยตลอดแล้วทำไมถึงมาโชคร้ายแบบนี้” 

               “ก็เพราะว่าไนเปอร์เป็นเด็กดีไงเขาถึงยังปลอดภัยอยู่” รองคีรินทร์บอกพลางตบหลังให้กำลังใจเขา “ทหารคนที่เขาติดต่อมาเขาก็บอกอยู่ว่าไนเปอร์ปลอดภัย ก่อนหน้านี้เราก็ได้ยินเสียงของไนเปอร์ ยัยหนูของพวกเรายังปลอดภัยดี ทหารคนนั้นเขาต้องช่วยไนเปอร์เอาไว้แน่ๆ ฉันเชื่อว่าเขาเป็นคนดีและไว้ใจได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โทรมาตามให้พวกเราไปรับไนเปอร์หรอก” 

               “ดีไม่ดีผมไม่สนใจหรอก ผมสนแค่ว่าเขาจะเก่งและแกร่งพอที่จะปกป้องลูกของผมได้มั้ย” ผบ.กรันณ์ยกมือขึ้นกุมขมับแล้วรีบปาดน้ำตาออก 

               “ต้องได้สิ ตอนที่ฟังเสียงปืนจากโทรศัพท์แกก็ฟังออกไม่ใช่หรอว่าเสียงปืนที่เขายิงน่ะมันเป็นการยิงปืนของคนที่มีทักษะเรื่องการยิงปืนขั้นสูง เขาอาจจะเป็นทหารหน่วยรบพิเศษจากหน่วยใดหน่วยหนึ่งก็ได้” 

               “ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกอย่างผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรอกว่าพวกเขาจะอยู่ที่บันนังสตา ตอนที่โทรคุยกันครั้งล่าสุดเหมือนว่าพวกเขาจะขับรถหนีพวกคนร้ายมา พวกเขาอาจจะอยู่พื้นที่อื่นแล้วถูกตามล่ามาจนถึงบันนังสตาก็ได้” 

               “เพราะแบบนี้ไงเราถึงต้องตามไปดูให้แน่ใจ เราจะไม่ตามหาไนเปอร์แค่ที่บันนังสตา แต่เราจะตามหาไนเปอร์ให้ทั่วจังหวัดยะลา ไม่สิ! เราจะตามหาไนเปอร์ให้ทั่วทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แกคุมกองกำลังทหารพรานทั้งหมดในภาคใต้เอาไว้ไม่ใช่หรอ อำนาจมันอยู่ในมือแกหมดแล้วแกต้องตามหายัยหนูให้ได้” 

               “ถ้ามีคนเอาลูกของผมไปซ่อนล่ะ” 

               “งั้นก็ต้องมาดูกันว่าระหว่างคนที่ตามหากับคนที่ซ่อนน่ะ ใครจะเก่งมากกว่ากัน” พอรองคีรินทร์บอก ผบ.กรันณ์ก็เงียบไปและพยายามเก็บกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีก 

               “พี่ภู...ผมทำใจรับได้นะถ้าเห็นศพของลูกถูกยิง” 

               “พูดบ้าอะไรแบบนั้นไอ้รัน” 

               “ถ้าไนเปอร์ต่อสู้เพื่อจะหลบหนีแล้วถูกคนร้ายยิงตาย ผมยอมรับได้ อย่างน้อยลูกของผมก็ได้ต่อสู้เต็มที่และได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ผมยอมรับไม่ได้ถ้าไอ้พวกแมงดานั่นมัน...ถ้าไอ้พวกสัตว์นรกนั่นมันแตะต้องลูกของผม ถ้าไนเปอร์ต้องตกนรกทั้งเป็นแบบนั้นผมยอมให้ลูกของผมถูกยิงตายซะยังจะดีกว่า ผมทนเห็นลูกเจ็บปวดทรมานไม่ได้...” 

               “ไม่มีทาง” รองคีรินทร์ว่า “ไนเปอร์เป็นลูกแกคนเดียวที่ไหน ไนเปอร์ก็เป็นลูกของฉันด้วยเหมือนกัน ฉันรู้จักนิสัยลูกสาวคนนี้ดี คนอย่างไนเปอร์นั้นใจเด็ดมาก ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ฉันเชื่อว่ายัยหนูจะต้องเอาตัวรอดได้และไม่ยอมให้ใครมาหยามศักดิ์ศรีแน่ๆ ขนาดฉันเป็นลุง เป็นพ่อบุญธรรมฉันยังเชื่อมั่นในตัวลูกเลย แกเป็นพ่อที่ให้กำเนิดแท้ๆ แกต้องเชื่อมั่นในตัวลูกสิ ยังไงซะไนเปอร์ก็จะต้องได้กลับบ้าน ยัยหนูจะต้องปลอดภัยและได้กลับมาเล่าให้พวกเราทุกคนฟังว่าเขาจัดการกับไอ้พวกสารเลวนั่นยังไงบ้าง ยัยหนูจะต้องกลับมาเป็นยัยโหดคนเดิมของพี่ๆ น้องๆ และฉันก็เชื่อว่านางไม้น้อยของพวกเราจะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธ์คอยตามคุ้มครองเหมือนกันกับแก้ม แล้วแกรู้อะไรมั้ย” รองคีรินทร์หันมาถามน้องเขยซ้ำ 

               “ว่ากันว่าพรใดๆ ก็ไม่เทียบเท่าพรจากพ่อแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับพระคุณของพ่อแม่ ฉันอยากให้แกกับแก้มเข้มแข็ง อย่าเอาแต่เศร้าจนเป็นทุกข์ แกกับแก้มควรอวยพรและภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย ให้เชื่อมั่นในคุณงามความดีที่เคยได้ทำ คนดีตกน้ำไม่ไหลหรอกนะ ตอนนี้เราต้องตั้งสติกันให้ดีๆ ให้กำลังใจกันและกันแล้วช่วยกันตามหาลูก แล้วไม่นานพวกเราจะต้องได้ไนเปอร์กลับคืนมา” ผบ.กรันณ์ได้ฟังแบบนี้ก็รีบปาดน้ำตาออกแล้วพยายามตั้งสติใหม่ตามที่ผู้เป็นเสมือนพี่ชายแนะนำและสั่งสอน เขาจะอ่อนแอไม่ได้และเขาจะต้องตามหาลูกสาวให้เจอ เขาเชื่อตามที่รองคีรินทร์บอก ยังไงซะแก้วเจ้าจอมก็จะต้องปลอดภัย 

               “ขอบคุณนะครับพี่” เขาบอก รองคีรินทร์จึงยิ้มให้แล้วตบไหล่เขาอีกครั้ง ปกติ ผบ.กรันณ์ไม่ใช่คนที่จะอ่อนแอได้ง่ายๆ เขาแกร่งและกล้าตีกล้าชนกับทุกอย่าง ตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาต้องแบกรับอะไรหลายๆ อย่างเอาไว้จนมันถึงขีดสุด พอลับหลังลูกกับเมียความเครียดและความกดดันที่เขาสะสมเอาไว้จึงปะทุออกมาแบบนี้ เรื่องแบบนี้ใครไม่ได้เป็นพ่อแม่คนคงไม่มีทางเข้าใจ คนเรา ต่อให้จะแกร่งสักแค่ไหนแต่หัวใจก็ยังเป็นก้อนเนื้อ มีความรู้สึกและเจ็บปวดเป็น ยิ่งเรื่องร้ายๆ นี้มาเกิดขึ้นกับลูกสาวที่รักมาก ผบ.กรันณ์คงยากที่จะทำใจ 

  

 

 

               ร่างสูงในชุดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเดินอ้อมเขามุ่งตรงสู่บริเวณด้านหลังของฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่ม กองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ สีหน้าของเขาแลดูอ่อนล้าหากแต่สายตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว หากแต่สายตาคู่คมนี้ก็พลันฉายแววอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อก้มลงมามองผู้ที่ตนกำลังช้อนอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน หลังจากที่หนีการไล่ล่าจนต้องกระโดดลงมาจากหน้าผาน้ำตกและหลบซ่อนตัวอยู่ในน้ำ พอมั่นใจแล้วว่าคนร้ายถอนกำลังแล้วเขาก็รีบพาแก้วเจ้าจอมขึ้นมาจากน้ำ เขาพาเธอออกเดินทางต่อทันทีเพราะคิดว่าคนร้ายน่าจะกำลังหาทางลงมาที่แอ่งน้ำเบื้องล่างเพื่อหาศพของเขาและเธอ ดังนั้นการพาแก้วเจ้าจอมหนีออกมาจากชายป่าแถบนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำมากที่สุด แต่ทว่าระหว่างที่เขากำลังพาเธอหลบหนีอยู่นั้นจู่ๆ เธอก็หมดสติขึ้นมาพร้อมๆ กับอาการไข้ขึ้นเขาก็เลยต้องอุ้มเธอเอาไว้แล้วพาเดินกลับมาจนถึงฐานในเวลาค่ำ 

               ฐานปฏิบัติของเขายามค่ำคืนจะมีการเฝ้ายามอย่างแน่นหนา แต่ผู้กองพนาก็อาศัยความชำนาญในเส้นทางแอบลอบเข้ามาทางด้านหลังของฐานปฏิบัติการแล้วพาแก้วเจ้าจอมตรงไปยังบ้านพักส่วนตัวของเขาทันทีโดยไม่ให้เหล่าลูกน้องรู้ ฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่ม กองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาไม่ไกลจากเขื่อนบางลางมาก อาคารต่างๆ ของฐานสร้างด้วยไม้อย่างง่ายๆ ตั้งลดหลั่นขึ้นไปบนเขาเป็นขั้นบันได ห้อมล้อมไปด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รอบๆ ฐานล้อมไปด้วยกระสอบทรายเป็นแถวสูงแล้วมีสแลนกั้นอีกทีเพราะที่ฐานปฏิบัติการของเหล่าเจ้าหน้าที่มักถูกลอบโจมตีอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะป้องกันการถูกยิงด้วย M79 ซึ่งเป็นอาวุธที่มักจะยิงเข้ามาที่ฐานตลอด แต่การที่ฐานตั้งอยู่บนที่สูงเช่นนี้ก็นับได้ว่าเป็นการได้เปรียบระดับหนึ่ง เพราะผู้ที่อยู่สูงมากกว่ามักได้เปรียบเมื่อมีการโจมตีจากผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ผบ.หน่วยในหน่วยนั้นๆ ที่จะต้องรู้จักประยุกต์การป้องกันฐานที่ตั้งให้ปลอดภัย ผบ.หน่วยคนไหนย่อหย่อนก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ง่ายๆ ซึ่ง ผบ.หน่วยของฐานปฏิบัติแห่งนี้ก็คือผู้กองพนา ซึ่งนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาเป็นผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษประจำฐานปฏิบัติการแห่งนี้ เขาก็สามารถนำเหล่าลูกน้องปกป้องฐานได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด แม้ว่าฐานของเขาจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ตาม 

               บ้านพักของผู้กองพนาตั้งอยู่บนจุดบนสุดของฐาน เป็นเพียงบ้านไม้หลังเล็กๆ มุงสังกะสีแล้วคลุมตับจากเป็นจั่วอีกที ที่หน้าบ้านมีระเบียงเล็กๆ สำหรับนั่งเล่นแล้วรอบๆ หน้าบ้านก็มีดอกแก้วเจ้าจอมขึ้นอยู่พุ่มใหญ่ ซึ่งผู้กองคนเก่าของที่นี่ได้ปลูกเอาไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเหตุนี้แหละทันทีที่เห็นจี้สร้อยคอของแก้วเจ้าจอมแล้วผู้กองหนุ่มถึงได้ดูออกว่าเป็นจี้รูปดอกไม้ชนิดใด ภายในบ้านพักเมื่อเดินเข้ามาก็จะมีชุดโต๊ะทำงาน เตียงนอนและตู้เสื้อผ้า ส่วนด้านหลังเป็นห้องน้ำ นับว่ายังดีที่อย่างน้อยภายในฐานแห่งนี้ก็ยังมีน้ำไฟเข้าถึง ไม่ได้ลำบากกันเหมือนอย่างสมัยก่อน แม้แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ยังมีในบางเครือข่าย อย่างน้อยก็เป็นการง่ายที่จะใช้ในการติดต่อกับโลกภายนอกหรือครอบครัวที่อยู่แนวหลังได้ 

               ผู้กองพนาวางแก้วเจ้าจอมลงบนเตียงนอนของเขาก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเธออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาก็ยังอดรู้สึกหวั่นๆ ไม่ได้ ไม่กล้าที่จะแตะต้องเธอให้มาก แต่มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นจนในที่สุดเธอก็มาอยู่ในชุดเสื้อยืดตัวใหม่ของเขาและกางเกงของเขาด้วย และครั้งนี้เขาก็ต้องอาศัยความใจกล้าให้มากขึ้นโดยการปลดชุดชั้นในของเธอทั้งจากชิ้นบนและชิ้นล่าง เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงจะต้องไปหาซื้อของในหมู่บ้านซะแล้วสิ ของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง จะวานให้ใครซื้อมาแทนก็ไม่ได้เพราะที่อยู่ที่นี่ล้วนมีแต่ผู้ชาย เขายังไม่อยากจะให้ใครรู้เรื่องของแก้วเจ้าจอมในตอนนี้ 

               ก๊อกๆๆ 

               “ผู้กอง ผู้กองกลับมาแล้วหรอครับ” เสียงผู้หมวดเผ่าเทพดังขึ้นที่หน้าบ้าน ผู้กองพนาเลยได้แต่มองแก้วเจ้าจอมอย่างยุ่งยากใจ จะให้ผู้หมวดหนุ่มมาเห็นเธอตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด 

               “ใช่ ผมกลับมาแล้ว หมวดมีอะไรรึเปล่า” เขาร้องตอบออกไปแต่ก็ยังไม่ได้เปิดประตูให้อีกฝ่าย 

               “เมื่อตอนกลางวันมีเหตุยิงกันแล้วก็มีรถของชาวบ้านถูกยิงด้วย M79 อยู่ที่ป่าหลังเขาถัดจากฐานของเราไปครับ ตรวจสอบแล้วที่รถมีศพผู้ชายถูกย่างสดจนเกรียมเลยครับผู้กอง ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบกันอยู่ว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้ายหรือพวกอื่น อย่างคนที่ตายนั้นเป็นวัยรุ่นอยู่ในอำเภอใกล้ๆ กันนี้แหละครับ ได้ข่าวว่าเป็นวัยรุ่นที่เปรี้ยวอยู่ไม่น้อยทางตำรวจเลยสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัยรุ่นมีเรื่องกันก็ได้ แต่ผมไม่คิดแบบนั้นครับ ตอนที่ผมไปดูที่เกิดเหตุอาวุธที่ใช้ล้วนแต่เป็นอาวุธสงครามทั้งนั้น ลำพังแค่เด็กวัยรุ่นทั่วไปไม่น่าจะมีได้” 

               คำบอกเล่าของผู้หมวดเผ่าเทพทำให้ผู้กองพนาถึงกับทรุดกายลงไปข้างๆ เตียงที่แก้วเจ้าจอมนอนอยู่เมื่อนึกถึงโก้ขึ้นมา เด็กหนุ่มที่อุตส่าห์ขับรถพาเขาหนีคนร้าย เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียไปแบบนี้และเขาก็ช่วยเหลืออะไรโก้ไม่ได้เลย เขารู้สึกละอายแก่ใจตัวเองนัก แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าคุณตากับคุณยายแล้วก็หนูนาจะเป็นยังไงบ้าง ที่บ้านนั้นมีแค่คนแก่กับเด็ก ถ้าพวกมันจะเอาเรื่องแล้วจะไปสู้พวกมันได้ยังไงกัน ขอล่ะ ขอให้คุณตากับคุณยายแล้วก็หนูนาปลอดภัยด้วย อย่าให้เขาต้องเป็นสาเหตุทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียอีกเลย 

               “งั้นผมฝากหมวดช่วยติดตามคดีนี้ให้ด้วยนะ คืบหน้ายังไงแล้วบอกผมด้วย” 

               “ครับ เออ...แล้ว...” ผู้หมวดเผ่าเทพสงสัยนัก ทำไมวันนี้ผู้กองถึงไม่ยอมเปิดประตูออกมาคุยกับเขาเหมือนทุกที 

               “ผู้กองไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยครับ โอเคใช่มั้ยครับ” 

               “ผมแค่เหนื่อยๆ น่ะ ไว้ยังไงพรุ่งนี้ค่อยคุยกันก็ได้” 

               เหนื่อย...ผู้กองน่ะหรอจะเหนื่อยเป็น ทุกทีเห็นทำงานหามรุ่งหามค่ำตลอด หรือว่าจะไม่สบายกัน 

               “งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพตัดสินใจเดินออกมาจากบ้านพัก นี่ก็ดึกแล้วไว้พรุ่งนี้ค่อยถามผู้กองละกันว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า 

               พอคล้อยหลังผู้หมวดเผ่าเทพ ผู้กองพนาก็หันกลับมามองทางแก้วเจ้าจอมอีกครั้ง แก้วนวลๆ แดงก่ำด้วยพิษไข้ คงเพราะซ่อนตัวอยู่ในน้ำกับเขานานเกินไป ริมฝีปากนุ่มๆ ของเธอซีดเผือดต่างจากสีของใบหน้า พอมองมาที่ริมฝีปากของเธอผู้กองหนุ่มก็อดรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าของตนบ้างไม่ได้ มันไม่ใช่จูบหรอก เขาบอกกับตัวเอง ครั้งแรกเขาก็แค่ต้องการจะป้อนยาให้กับเธอ ส่วนครั้งที่สองเขาก็แค่...ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ เขาจะกล้าไปคิดอะไรกับเธอได้อย่างไร เธอมีเจ้าของแล้วนะ 

               “ผมจะทำยังไงดี” เขาพูดกับเธอ จะไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่ไปโรงพยาบาลเลย จะพาเธอออกจากฐานก็ยังไม่ได้เลยตอนนี้ ดูจากอาวุธที่พวกคนร้ายใช้เขาก็รู้ได้ทันทีว่าในกลุ่มของคนร้ายต้องมีเจ้าหน้าที่ร่วมมืออยู่ด้วย จะแจ้งความร้องทุกข์เขาก็ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น เขาไม่รู้ว่ามีเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพวกมันรึเปล่า ครั้นจะติดต่อไปหารองแม่ทัพภาคที่ 3 ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าโทรศัพท์ของเขามันอยู่ที่ไหน จำได้ว่าตอนยิงตอบโต้คนร้ายในรถเขาปาโทรศัพท์ทิ้งไปที่เบาะหลังเพราะรำคาญเสียงโทรศัพท์และมันก็สั่นเป็นเจ้าเข้าด้วย ถ้าโทรศัพท์ของเขาตกอยู่ในรถของโก้ ป่านนี้ก็คงจะเละจนไม่มีชิ้นดีแล้วล่ะ ตอนนี้เอาเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องทำก็คือการรักษาแก้วเจ้าจอมให้หายดีก่อน ไว้อาการของเธอดีขึ้นแล้วเขาค่อยสืบหาบ้านให้กับเธอใหม่ 

               ผู้กองพนาเดินออกมาจากบ้านพักในเวลากลางดึก เขาจัดการล็อกบ้านให้เรียบร้อยแล้วตรงไปยังห้องพยาบาลประจำฐาน ที่นี่ไม่ได้มีหมอหรือพยาบาลประจำการอยู่ แต่จะมีนายดาบตำรวจนายหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้เป็นคนดูแลเรื่องยาและห้องพยาบาลแห่งนี้ ก็ได้แต่หวังแหละว่านายดาบนายนี้จะกลับที่พักไปหลับไปนอนแล้ว เขาจะได้เข้าไปหายาให้แก้วเจ้าจอมได้สะดวกๆ หน่อย ซึ่งพอมาถึงผู้กองพนาก็จัดการค้นหายาลดไข้ทันที เพราะไม่ค่อยได้เข้ามาที่ห้องพยาบาลบ่อยๆ ก็เลยไม่รู้ว่ายาแต่ละชนิดเก็บเอาไว้ที่ตู้ไหนบ้าง ทุกทีเวลาออกลาดตระเวนดาบดำรง นายดาบผู้ดูแลห้องพยาบาลจะเป็นผู้เตรียมกล่องยามาให้เขาเองเลย 

               “ผู้กองหาอะไรหรอครับ” ระหว่างที่กำลังรื้อค้นหายาอยู่นั้น จู่ๆ ผู้เป็นเจ้าของห้องพยาบาลก็เดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยบะหมี่สำเร็จรูปทำเอาผู้กองพนาถึงกับตกอกตกใจหมด ให้ตายสิ นึกว่าไปหลับไปนอนแล้วซะอีก 

               “ยังไม่นอนหรอดาบ” เขาถามกลับกลบเกลือน นายดาบวัยห้าสิบต้นๆ จึงมองลงมาที่ถ้วยบะหมี่ในมือ 

               “นอนแล้วครับ แต่ว่าหิวก็เลยออกไปหาอะไรกิน ผมเห็นไฟที่ห้องพยาบาลเปิดอยู่ก็เลยแวะเข้ามาดู ผู้กองกำลังหายาอะไรอยู่รึเปล่าครับเดี๋ยวผมช่วยหา” ดาบดำรงวางถ้วยบะหมี่ลงแล้วเดินเข้ามาหาผู้กองหนุ่มอายุรุ่นลูกของตน ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมาห้องพยาบาล รึว่าจะไม่สบายเห็นผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะบอกว่าวันก่อนตอนที่ออกไปลาดตระเวนด้วยกันผู้กองขอแยกออกไปสำรวจป่าตามลำพัง แล้วนี่กลับมาที่ฐานตั้งแต่เมื่อไหร่ 

               “ผมอยากได้ยาลดไข้น่ะ” 

               “ผู้กองเป็นไข้หรอครับ” 

               “ใช่” พอผู้กองพนาตอบ ดาบดำรงก็ได้แต่มองผู้กองหนุ่มอย่างสำรวจอาการว่ามีไข้จริงๆ หรือเปล่า 

               “มีอาการยังไงบ้างครับ” 

               “ก็...ไข้สูง ปวดหัว ตัวร้อน” 

               “ผู้กองแน่ใจนะครับว่าป่วยจริงๆ” ก็ตอนนี้ผู้กองพนาเหมือนคนเป็นไข้ซะที่ไหนกันล่ะ 

               “ผมบอกให้เอายามาก็เอามาเถอะน่า” เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจับผิดอยู่ผู้กองพนาก็ทำเสียงเข้มสั่งอย่างวางอำนาจ ขี้เกียจที่จะตอบคำถามอะไรแล้ว ตอนนี้แก้วเจ้าจอมกำลังเป็นไข้หนัก เขาไม่อยากทิ้งเธอเอาไว้คนเดียว 

               ดาบดำรงรีบหยิบยาลดไข้ออกมาให้ผู้กองพนาในทันทีตามคำสั่ง ผู้กองหนุ่มคนนี้เป็นคนเงียบๆ ขรึมๆ และไม่ค่อยพูดจากับใครนับตั้งแต่ย้ายมาที่นี่แล้ว รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้กองไม่เคยมีให้เห็นที่ฐานแห่งนี้ แต่หากมีเรื่องอะไรที่ทำให้ผู้กองพนาไม่พอใจขึ้นมาเมื่อไหร่ จากคนที่เงียบๆ ก็จะกลายเป็นคนดุดันขึ้นมาทันทีจนลูกน้องพากันหวั่นเกรงกันไปทั้งฐาน เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่อยากมีเรื่องล่ะก็อย่าหาเรื่องให้ผู้กองพนาต้องโกรธจะดีกว่า 

               “นี่ครับผู้กองยาลดไข้ ส่วนนี่ยาแก้ปวด อันนี้แก้ไอแล้วถ้ามีน้ำมูกก็ต้องตัวนี้ครับ แต่ต้องระวังหน่อยนะครับเพราะกินแล้วจะทำให้ง่วง” ผู้กองพนามองยาแต่ละชนิดแล้วพยายามจดจำว่ามีสรรพคุณอย่างไรบ้างก่อนจะหันมาทางดาบดำรงอีกครั้ง 

               “ดาบต้มยาสมุนไพรเป็นมั้ย” เขาหยิบห่อยาสมุนไพรออกมาเพราะเมื่อเช้านี้คุณยายนำยาชนิดนี้ใส่เอาไว้ในกระเป๋าเป้ให้ตอนที่เขาบอกว่าจะขอตัวกลับฐานและพาแก้วเจ้าจอมไปส่งโรงพยาบาล ดีว่าเขาเก็บยาใส่เอาไว้ในถุงกันน้ำอีกทีตอนกระโดดลงจากหน้าผาน้ำตกยาที่ว่านี้จึงไม่เปียกน้ำ 

               “...ก็พอเป็นอยู่ครับ” ดาบดำรงตอบแล้วหยิบห่อยาสมุนไพรที่ว่านี้มาสำรวจและสูดกลิ่นดู สงสัยนักว่าผู้กองของตนไปได้สมุนไพรที่ว่านี้มาจากไหน 

               “นี่มันยาลดไข้นี่ครับ สมัยก่อนที่ต่างจังหวัดบ้านผมก็เคยใช้ ผู้กองไปได้มาจากไหนครับ” 

               “มีคนให้มาน่ะ ดาบเอาไปต้มให้ผมหน่อย” 

               “ได้ครับ” 

               ผู้กองพนาเดินถือห่อยาตามดาบดำรงไปที่โรงครัวของฐาน นายดาบผู้อยู่ในวัยห้าสิบต้นๆ จัดแจงต้มยาสมุนไพรที่ว่านี้ให้อย่างคล่องแคล่วด้วยเตาถ่าน ดีว่าที่ฐานมีหม้อดินเผาอยู่เลยเอามาใช้ต้มไปพลางๆ หม้อดินเผานี้ผู้หมวดศิวะหอบหิ้วมาจากเกาะเกร็ดเมืองนนท์เวลานึกอยากจะกินจิ้มจุ่มขึ้นมาตอนนี้เลยกลายมาเป็นหม้อต้มยาไปแล้วเรียบร้อย ผู้กองพนาที่มองๆ ดาบดำรงต้มยาอยู่ได้กลิ่นหอมๆ ของบะหมี่ในถ้วยที่ดาบดำรงทำก็อดใจไม่ไหว ด้วยยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันกว่าดาบดำรงจะติดไฟต้มยาเสร็จแล้วหันมาทางผู้กองหนุ่มอีกที บะหมี่ชามนั้นก็เกลี้ยงชามแล้วเรียบร้อยจนผู้ที่แอบขโมยกินได้แต่ทำหน้าเก้อๆ ตอบแล้วเดินไปหยิบบะหมี่ห่อใหม่มา 

               “ผมเห็นมันจะอืดแล้วน่ะเลยกินแทน รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวผมต้มคืนให้” ว่าแล้วก็จัดแจงต้มบะหมี่คืนให้ดาบดำรง นายดาบสูงวัยเลยได้แต่แอบหรี่ตามองผู้กองพนาอีกครั้ง รู้สึกว่าวันนี้ผู้กองทำตัวแปลกๆ ยังไงชอบกล ปกติเห็นไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ไอ้จะมาแอบกินของกินคนอื่นแบบนี้ยิ่งไม่เคยเห็น ไหนจะท่าทีเก้อๆ เมื่อกี้นี่อีก นี่ไปถูกผีป่าที่ไหนสิงมารึเปล่าล่ะเนี่ย 

  

 

 

               กว่าจะได้ยาต้มก็ใช้เวลาอยู่ไม่น้อย ดาบดำรงที่ได้บะหมี่ถ้วยใหม่ไปกินจนอิ่มท้องแล้วบอกว่ายาต้มนี้ให้เอาไว้ที่โรงครัวเลยก็ได้ เดี๋ยวดาบจะคอยอุ่นและต้มเอาไว้ให้กินจนกว่าผู้กองจะหายป่วย ผู้กองพนาเห็นว่านอกจากดาบดำรงจะเป็นคนดูแลห้องพยาบาลแล้วเขาก็ยังมีหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคนในฐานกินอีกเลยวางใจให้ดาบดำรงดูแลยาหม้อนี้ ก่อนที่จะแบ่งยาในหม้อใส่ถ้วยเอากลับไปให้แก้วเจ้าจอมที่บ้านพัก ซึ่งทันทีที่ไขประตูบ้านเข้าไปก็เห็นว่าหญิงสาวเริ่มจะรู้สึกตัวแล้ว 

               แก้วเจ้าจอมที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นผู้กองพนาเดินเข้ามาในบ้านพักหลังน้อย จากที่แปลกใจกับสถานที่แห่งนี้อยู่ แต่พอเห็นเขาเดินเข้ามาหาเธอก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดสติไปก็คือเขาพาเธอกระโดดลงมาจากหน้าผาน้ำตก เธอกำลังจะจมน้ำแล้วเขาก็...จูบ...ไม่ ไม่ใช่จูบสิ เขาแค่ช่วยทำให้เธอหายใจในน้ำได้ อีกอย่าง...ถ้าเขาคือสามีของเธอ เขาก็คงจะเคยทำมากกว่าจูบไปแล้ว 

               “คุณฟื้นแล้วหรอ” ผู้กองพนาเห็นหญิงสาวหน้าแดงๆ ก็นึกว่าไข้จะขึ้นอีกจึงได้รีบเดินเข้าไปหาและประคองเธอขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แก้วเจ้าจอมที่รู้สึกเขินๆ อายๆ จึงหันไปสำรวจรอบๆ บ้านพักของเขาอีกครั้ง มันเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี มีโต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า เตียงนอนและโต๊ะวางของเล็กๆ น้อยๆ ที่ผนังบ้านติดภาพของเขาเอาไว้ เป็นภาพที่เขาถ่ายคู่กับผู้ชายอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่าแต่หน้าตาเหมือนเขาราวกับแกะ คาดว่าน่าจะเป็นน้องชายหรือญาติของเขา 

               “ที่ไหน” เธอหันกลับมาถามเขา หรือว่าที่นี่จะเป็นบ้านของเธอกัน 

               “ที่นี่เป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม ผมเป็นผู้บังคับกองร้อยที่นี่ เอาง่ายๆ คือที่นี่เป็นที่ทำงานของผม บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักที่ผมอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็นตำรวจและเป็นคนดี คุณไม่ต้องกลัวนะ” 

               “แล้วบ้าน...บ้านของคุณ...” 

               “บ้านเกิดผมอยู่ที่เพชรบุรี เมื่อก่อนผมเคยประจำการอยู่ที่ค่ายนเรศวร แต่ตอนนี้ย้ายมาประจำการที่ยะลาแทน” 

               “แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ฉันหมายถึง...ทำไมฉันถูกตามล่า คนพวกนั้นจะฆ่าฉันทำไม ก่อนหน้านี้ฉันเป็นใคร บ้านของฉันอยู่ที่ไหน ฉันมาทำอะไรที่ยะลา” คำถามหลายๆ อย่างทำให้ผู้กองพนาไม่กล้าตอบ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครและบ้านอยู่ที่ไหน ถ้าบอกไปว่าเธอถูกขบวนการค้ามนุษย์จับตัวมาแล้วความจำเสื่อม เขาก็เกรงว่าเธอจะตกใจกลัวเอา จะโกหกว่าเป็นเมียของเขาก็ไม่ได้เพราะว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับฉวยโอกาสตอนที่เธอกำลังป่วยอยู่ในตอนนี้ แล้วหากสักวันเธอจำทุกอย่างได้ขึ้นมาเธอก็คงจะไม่พอใจที่เขาโกหกเธอแบบนี้ 

               “เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะนะ ไว้คุณพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้หายดีก่อนแล้วผมจะเล่าทุกอย่างให้คุณฟัง เอาเป็นว่าตอนนี้คุณอยู่กับผม คุณปลอดภัยและผมจะดูแลปกป้องคุณเอง คุณไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรนะ” ผู้กองพนาบอกก่อนจะลุกขึ้นไปทำอะไรให้เธอกิน ก่อนหน้านี้เขาเสียบกาต้มน้ำร้อนเอาไว้ ตอนนี้น้ำก็ร้อนได้ที่แล้วเขาจึงเทโจ๊กซองสำเร็จรูปใส่ถ้วยแล้วเติมน้ำร้อนจนได้โจ๊กกลิ่นหอมฉุย 

               “กินโจ๊กหน่อยนะจะได้กินยา คุณกลับมาไข้ขึ้นอีกแล้ว ไว้กินข้าวกินยาเสร็จผมจะล้างแผลให้” พอพูดถึงเรื่องล้างแผล แก้วเจ้าจอมก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้สวมเสื้อผ้าชุดเดิม ชุดชั้นในก็ไม่ได้ใส่เลยสักชิ้น 

               “คุณเปลี่ยนชุดให้ฉันหรอ” 

               “ก็...” แต่ละคำถามของเธอช่างตอบยากเสียจริงๆ ทั้งๆ ที่มันเป็นคำถามง่ายๆ แท้ๆ แต่จะปฏิเสธไปก็เดี๋ยวจะถูกหาว่าโกหกหน้าด้านๆ ดังนั้นเขาจึงได้พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี 

               “คุณไข้ขึ้นแล้วก็ชุดเปียกไปทั้งตัว ผมขอโทษนะที่ล่วงเกินคุณไป แต่ผมก็เปลี่ยนชุดให้เฉยๆ ผมไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยคุณเชื่อใจผมได้” 

               น่าแปลก...แก้วเจ้าจอมคิด ทำไมเขาถึงได้ทำท่ารู้สึกผิดขนาดนี้ ถ้าเขาเป็นสามีของเธอจริงๆ เรื่องเปลี่ยนชุดให้กันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่นา หรือว่า...เขาจะไม่ใช่ 

               “ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ทำไมเธอถึงมาอยู่กับเขาที่นี่ ที่บ้านพักนี่ก็ไม่เห็นจะมีข้าวของของผู้หญิงอยู่เลยสักชิ้น แสดงว่าเธอคงจะไม่เคยอยู่ที่นี่กับเขามาก่อน 

               “งั้นมากินข้าวก่อนนะ คุณกินเองได้รึเปล่า” 

               “ไม่ได้” แก้วเจ้าจอมตอบอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เธออยากลองให้เขาป้อนข้าวเธอ เธออยากรู้ว่าเธอมีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเขาหลงเหลืออยู่รึเปล่า 

               ส่วนผู้กองพนาก็ไม่มีทางเลือก ดูเธอยังอ่อนแรงอยู่ไม่น้อยเขาก็เลยขยับเข้าไปหาเธออีกเพื่อจะป้อนข้าวให้ เริ่มจากคนโจ๊กในถ้วยไปมาก่อนจะตักขึ้นมาเป่าจนหายร้อนแล้วค่อยๆ ป้อนเธอ แก้วเจ้าจอมที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันก็เลยกินโจ๊กที่เขาป้อนอย่างเอร็ดอร่อย แก้มนวลแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้งขณะแอบลอบมองเขา ดูเขาตักโจ๊กขึ้นมาแล้วก็เป่าเบาๆ จนหายร้อน ท่าทางของเขาแลดูอ่อนโยนผิดกับก่อนหน้านี้ที่จะดูห่ามๆ ไปเสียหน่อย พอเห็นว่าเธอกินได้เยอะเขาก็ดูจะดีใจ พอป้อนข้าวเธอเสร็จเขาก็เอายาลดไข้มาให้เธอกิน ตามด้วยยาต้มสมุนไพรแบบที่คุณยายเคยให้กินเมื่อเช้านี้ ซึ่งยาต้มในถ้วยกระเบื้องนี้เขาก็เป็นคนป้อนให้เธอเองด้วย 

               “เดี๋ยวผมจะล้างแผลให้คุณต่อนะ” ผู้กองพนาบอกเมื่อเริ่มจะรู้สึกเก้อๆ เขินเธอขึ้นมาอีก ก็เธอเอาแต่นั่งจ้องเขาขนาดนี้จะไม่ให้เขาเขินได้ยังไงกัน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่สวยเป็นนางฟ้า อ้อ สวยเป็นนางไม้ขนาดนี้มาจ้อง ใครบ้างจะไม่รู้สึกประหม่า แล้วก็ยิ่งต้องประหม่าหนักขึ้นไปอีกเมื่อเพิ่งจะนึกได้ว่าต้องทำแผลให้เธอที่บริเวณไหน สีข้างด้านซ้าย ใกล้ๆ กับหน้าอกอวบๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะมอง ยิ่งมาโนบราแบบนี้ ถึงเขาจะเป็นชายโสดแต่ก็ไม่ได้สดซิงอะไรเรื่องแบบนี้มันก็อดคิดกันไม่ได้ 

               แก้วเจ้าจอมเองก็รู้สึกอายอยู่ไม่น้อยเมื่อมือหยาบๆ ของเขาใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์มาล้างแผลให้กับเธอ สัมผัสนี้มันทำให้เธอถึงกับขนลุกซู่แล้วก็ต้องจับชายเสื้อเอาไว้ให้ดีเพราะเธอไร้ชุดชั้นในแล้วเสื้อยืดที่ใส่อยู่ตอนนี้มันก็บางมากด้วย ความใกล้ชิดทำให้เธอรู้สึกถึงหัวใจดวงน้อยๆ ที่กำลังเต้นระรัว มันเต้นดังมากจนเธอกลัวว่าเขาจะได้ยิน ในหัวตอนนี้สงสัยนักว่าเขาใช่สามีของเธอแน่รึเปล่า ท่าทางของเขาเหมือนจะไม่ใช่ เขาดูระมัดระวังมากเมื่ออยู่ใกล้เธอ เหมือนกับพยายามเว้นระยะห่างกับเธอเอาไว้ แต่แววตาของความห่วงใยที่เขามีให้เธอนี่สิ มันไม่ใช่การเสแสร้งแต่อย่างใด เธอดูออกว่าเขาเป็นห่วงเธอมากจริงๆ 

               “เจ็บมั้ย” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามเธอเมื่อปิดท้ายการล้างแผลเป็นการเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้เธอจนเรียบร้อยแล้ว แก้วเจ้าจอมที่แอบมองเขาเลยถึงกับละสายตาหนีจากเขาแทบไม่ทัน 

               “ไม่เจ็บมาก...ขอบคุณนะคะ” เธอดึงเสื้อลงมาให้เรียบร้อย ร้อนผ่าวที่ใบหน้าไปหมดเลยตอนนี้ 

               “งั้นคุณก็นอนพักนะผมไม่รบกวนแล้ว นอนพักให้มากๆ จะได้หายไวๆ เผื่อความทรงจำของคุณจะกลับมา เดี๋ยวผมจะไปผูกเปลนอนที่หน้าบ้าน ถ้าคุณต้องการอะไรก็เรียกผมได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

               “ทำไมต้องออกไปนอนข้างนอกด้วย ที่นี่เป็นบ้านของคุณไม่ใช่หรอ” 

               “มันดูไม่ดี ผมเป็นผู้ชายส่วนคุณเป็นผู้หญิง ถ้าใครรู้เข้าเขาจะนินทาว่าเอาได้” 

               “...เราไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆ ใช่มั้ย” แก้วเจ้าจอมอดถามเสียงสั่นเครือไม่ได้ พอคิดว่าเธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันความกลัวก็บังเกิดขึ้นมาอีก ถ้าไม่ใช่แล้วเธอเป็นใคร เธอไม่มีที่พึ่งเลยในยามที่จำอะไรไม่ได้แบบนี้ 

               “คุณไม่ใช่สามีของฉันใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นฉันเป็นใคร คุณรู้จักฉันรึเปล่า แล้วแก้วเจ้าจอมล่ะ มันไม่ใช่ชื่อของฉันจริงๆ ใช่มั้ย...ฉันกลัว ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ญาติพี่น้องของฉันอยู่ที่ไหน ฉันไม่มีใครเลยตอนนี้” 

               “คุณก็ยังมีผมไง” ผู้กองพนากลับมานั่งลงที่ข้างเตียงกับเธอแล้วกุมมือของเธอเอาไว้ “ผมบอกแล้วไงว่าผมจะดูแลปกป้องคุณจนกว่าคุณจะจำทุกอย่างได้ ไว้คุณหายดีคุณก็จะจำทุกๆ อย่างได้เอง” 

               “แล้วถ้าจำไม่ได้ล่ะ” 

               “ก็...” 

               “ถ้าฉันจำอะไรไม่ได้ไปตลอดชีวิตคุณจะทำยังไงกับฉัน คุณจะเอาฉันไปทิ้งที่อื่นรึเปล่า...คุณจะทิ้งฉันมั้ย ฉันไม่มีใครให้พึ่งพาแล้ว หรือคุณจะส่งฉันให้พวกคนร้ายที่ตามล่าฉันวันนี้” 

               “ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายคุณหรอกนะ แล้วผมก็จะไม่ทิ้งคุณด้วย” ผู้กองพนาบอกอีก “คุณอย่าเพิ่งหมดหวังสิ ผมเชื่อว่ายังไงซะคุณก็ต้องจำอะไรได้ ไม่แน่ว่าพอคุณจำทุกอย่างได้คุณก็จะลืมผม เพราะฉะนั้นอย่าสงสัยเลยว่าเราเป็นอะไรกัน ผมอยากให้คุณรักษาตัวให้หายก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที แล้วถ้าหากคุณจะจำอะไรไม่ได้ไปตลอดชีวิต...ผมก็จะดูแลคุณไปตลอดชีวิตนี่แหละ ถ้าอยู่กับผมคุณจะต้องปลอดภัย ตอนนี้คุณอย่าคิดอะไรมากเลยเดี๋ยวจะปวดหัวอีก” 

               “งั้นตอบฉันมาเรื่องเดียว...คุณใช่สามีของฉันรึเปล่า” 

               “ถ้าผมตอบว่าใช่ล่ะ” 

               “ฉันก็จะได้อุ่นใจที่ฉันยังมีที่พึ่ง ถึงฉันจะไม่มีใครและจำอะไรไม่ได้แต่ฉันก็ยังมีคุณ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” 

               “แล้วถ้าผมไม่ใช่...” 

               “...ถ้าฉันหายดีแล้ว ฉันก็จะไปตามทางของฉัน ฉันไม่อยากอยู่เป็นภาระให้คุณ” 

               “แต่คุณยังจำอะไรไม่ได้เลยแล้วคุณจะไปไหน” 

               “ฉันไม่รู้” แก้วเจ้าจอมส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ฉันรู้แค่ว่าฉันอยู่ที่นี่กับคุณไม่ได้” 

               ไม่ได้! ถ้าเกิดเธอรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเธอได้หนีเตลิดไปจนถูกฆ่าตายเข้าสักวันแน่ หรือเขาควรจะบอกกับเธอไปว่าเขาเป็นสามีของเธอ อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะสืบหาญาติพี่น้องให้กับเธอได้แล้วตอนนั้นเขาค่อยบอกความจริงกับเธอไปว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรกับเธอ มันก็คงจะไม่มีอะไรเสียหายหรอกมั้งถ้าเขาจะเป็นสามีของเธอแค่ในนามไปก่อน แค่พอให้เธออุ่นใจและมีกำลังใจในการสู้ต่อ คนความจำเสื่อมแบบนี้ก็คงจะรู้สึกกลัวแล้วก็เคว้งคว้างไปหมด ก็อย่างที่เธอบอก ตอนนี้เธอไม่มีที่พึ่งเลย ถ้าเขาปล่อยเธอไปตอนนี้ก็เท่ากับว่าปล่อยให้ไปตาย แล้วสวยซะเกินมนุษย์แบบนี้ถ้าไอ้พวกสารเลวที่ไหนมาทำร้ายรังแกเอามันก็เป็นความผิดของเขาคนเดียว 

               “...ใช่ ผมเป็นสามีของคุณ เราเคยแต่งงานกัน” 

               หมับ! ทันทีที่เขาบอกแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็โผเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นทันทีแล้วห้องไห้ออกมาอย่างไม่มีเก็บกลั้น เพียงเท่านี้เธอก็อุ่นใจแล้ว เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ถึงเธอจะความจำเสื่อมแต่เธอก็ยังมีเขา เธอยังมีสามีของเธอคอยดูแลอยู่ คงเพราะแบบนี้สินะเขาถึงได้พาเธอหนีคนร้ายแล้วก็คอยดูแลเธออย่างดี ท่าทีที่เขาดูจะเป็นห่วงเธอก็เพราะว่าเขาเป็นสามีของเธอ 

               ผู้กองพนาได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่ เขาไม่ได้กอดเธอตอบ เขาเพียงแค่ตบไหล่ของเธอเบาๆ และพยายามข่มหัวใจของตัวเองเอาไว้ บอกกับใจของตัวเองว่าถึงเขาจะเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้เธอแต่เขาก็จะฉวยโอกาสกับเธอไม่ได้เด็ดขาด เธอมีเจ้าของแล้ว คุณยายบอกเขาว่าเธอมีโอกาสที่จะกลับไปจำทุกๆ อย่างได้ ถ้าเธอจำได้แล้วทิ้งเขาไปเขาก็จะต้องเจ็บปวดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นเขาจะต้องห้ามรู้สึกอะไรกับเธออีก เขาปิดกั้นหัวใจของตัวเองมาได้ตั้งปีหนึ่งแล้ว เขาเก็บเธอเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจแล้วเขาจะไม่ยอมดึงเธอมาแนบหัวใจอีก สิ่งที่เขาต้องท่องให้ขึ้นใจก็คือ... เธอไม่ใช่ของเขา เขาไม่มีสิทธิ์แตะต้องเธอแม่นางไม้น้อย ผมสัญญานะว่าผมจะไม่แตะต้องคุณ ไว้คุณจำทุกๆ อย่างได้ผมจะปล่อยคุณไป ผมจะคืนคุณให้กับเจ้าของที่แท้จริงของคุณ และหากคุณจำทุกอย่างได้เมื่อไหร่ ผมขอให้คุณลืมเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับผมให้หมด ให้ความทรงจำของคุณที่มีต่อผมมีถึงแค่ตอนที่คุณมาร่วมงานศพน้องชายของผมเมื่อหนึ่งปีก่อนก็พอ ฟ้าดินเกลียดชังผมก็เลยกำหนดให้ผมต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียว อยู่คนเดียวแบบนี้ ผมไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองนางไม้แสนสวยอย่างคุณหรอกนะ ผมทำได้แค่เก็บคุณเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจตลอดไปเท่านั้น 

  

*********************************************************** 

สงสารพี่พนาเสียจริง อยากรักแต่ก็รักไม่ได้ ตอนนี้น้องจำอะไรไม่ได้และไม่มีใครให้พึ่งพา พี่ดูแลน้องให้ดีๆ ก่อนนะ ซ่อนน้องไว้ให้ดีๆ เพราะตอนหน้าจะมีคนมาตามหาน้องอีกเยอะ ทั้งคนดีและคนไม่ดี  

******************************************* 

ลงช้าหน่อยนะคะ ไรท์เปื่อยจนยุ่ยแล้วยุ่ยอีก ทุกคนก็ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ อยู่บ้านอย่าออกไปไหน  

ใครต้องออกไปทำงานก็รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ เด้อ 

********************* 

เจอกันตอนหน้าค่ะ 

ความคิดเห็น