จรสจันทร์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วันแรกก็โดนเสียแล้ว - 70% -

ชื่อตอน : วันแรกก็โดนเสียแล้ว - 70% -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 346

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 00:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันแรกก็โดนเสียแล้ว - 70% -
แบบอักษร

พิมพิกาเปิดกล่องโฟมทีละกล่อง เธอมองอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินเข้าไปหยิบจาน ชาม และช้อนส้อมในครัวมาวางไว้บนโต๊ะกินข้าว จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัวอีกครั้งเพื่อหยิบแก้วน้ำสามใบ และขวดน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวดมาวางไว้ข้างกัน 

ไตรภัทรถ่ายอาหารจากกล่องโฟมลงไปในจานอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางๆ ตลอดเวลา สายตาคอยแอบชำเลืองมองหญิงสาวที่กำลังเทน้ำใส่แก้วโดยไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลยแม้แต่น้อย 

“อะแฮ่ม!” เขาแกล้งกระแอมเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอ และมันก็ได้ผล เมื่อเธอเงยหน้ามองเขาพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นสูง เขาจึงคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับมองไปที่แก้วน้ำ 

“พี่คอแห้งพอดีเลย ขอบคุณสำหรับน้ำเย็นๆ นะครับ” พูดจบก็เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำตรงหน้าเธอ จากนั้นก็ดื่มรวดเดียวหมดแก้วแล้ววางลงบนโต๊ะ 

พิมพิกาไม่พูดอะไร แต่รินน้ำใส่แก้วให้เขาใหม่อีกครั้ง ก่อนจะถ่ายข้าวสวยร้อนๆ จากกล่องโฟมลงในจานเปล่าทีละใบ ในขณะที่ไตรภัทรหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สังเกตปฏิกิริยาของเธออยู่เงียบๆ ว่าจะรู้สึกประหลาดใจบ้างหรือไม่เมื่อเห็นกับข้าวที่เขาซื้อมาวันนี้มีแต่ของโปรดของเธอทั้งสิ้น 

“ไม่รู้ว่ากับข้าวพวกนี้จะถูกปากน้องพิมรึเปล่า แต่พี่ว่ามันน่ากินดีนะ ร้านนี้เขาทำอร่อยใช้ได้ ราคาก็ไม่แพงด้วย” 

เขาสอบถามจากจิราภามาเรียบร้อยแล้วเกี่ยวกับรสนิยมของพิมพิกา เธอไม่ชอบอะไรฟุ้งเฟ้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารที่หรูหราราคาแพง แต่รสชาติกลับไม่สมกับราคา 

พิมพิกากวาดตามองอาหารบนโต๊ะทั้งสามอย่าง ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ อย่างเสียไม่ได้ 

“พิมกินได้ค่ะ ขอตัวไปตามจิ๊บก่อนนะคะ” พูดจบก็เดินออกไปตามจิราภา ซึ่งตอนนี้คงกำลังเปลี่ยนจากชุดทำงานเป็นชุดลำลองอยู่บนห้องนอนชั้นบน 

ไตรภัทรมองไปรอบห้อง บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มากนักเพราะโต๊ะกินข้าวกับห้องครัวเป็นห้องเดียวกัน มีเพียงเคาน์เตอร์หินอ่อนกั้นแบ่งพื้นที่ให้ดูเป็นสัดเป็นส่วน ครัวก็เป็นครัวปูนแบบง่ายๆ แต่สะอาดสะอ้าน อุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ เก็บไว้เป็นที่เป็นทางอย่างเป็นระเบียบ บ่งบอกนิสัยของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี 

สายตาของเขาเคลื่อนมาถึงภาพสีน้ำบนผนัง ในภาพเป็นกระต่ายสีขาวขนฟูและลูกแมวสีน้ำตาลอ่อนกำลังนั่งกินขนม และดื่มชายามบ่ายอยู่บนผ้าลายตารางสีขาวสลับแดงในสวนดอกไม้ท่ามกลางแสงแดดอุ่น อารมณ์ของภาพบ่งบอกถึงมิตรภาพระหว่างสัตว์ตัวน้อยสองตัว ถ้าให้เดา กระต่ายและลูกแมวในภาพคงเป็นตัวแทนถึงสองสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านเป็นแน่ 

ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินมาดูภาพวาดนั้นใกล้ๆ เมื่อเขาเลื่อนสายตาลงต่ำมาอีกนิด รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า ที่มุมขวาล่างมีรูปกระรอกตัวเล็กๆ คาบกระดาษไว้ใบหนึ่ง ในนั้นมีลายเซ็นของผู้วาดกำกับเอาไว้อย่างชัดเจน 

พิม... 

“น่ารัก” เขาพูดออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะกวาดตาพิจารณาดูภาพสีน้ำเบื้องหน้าอีกครั้งหนึ่ง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเกสรดอกหญ้า มดตัวเล็กที่เกาะบนขอบจาน ผีเสื้อดูดน้ำหวานจากดอกไม้ หรือแม้กระทั่งรอยกัดของขนมในจาน ผู้วาดก็ใส่ลงไปในภาพด้วยอย่างเอาใจใส่ แต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง ภาพนี้บ่งบอกนิสัยส่วนตัวของผู้วาดได้เป็นอย่างดี มันทำให้เขารู้ว่าภายใต้ท่าทางเย็นชา เข้าถึงยากของพิมพิกานั้นแท้จริงแล้วเป็นคนอ่อนโยน และขี้เล่นไม่น้อย 

“เป็นอะไรคะพี่ไตร เห็นมองภาพแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่นั่นแหละ” 

เสียงใสๆ ของจิราภาปลุกให้เขาต้องถอนสายตาออกมาจากภาพนั้น เขาเดินไปนั่งที่เดิมทั้งที่รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนหน้า มองสองสาวนั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยดีแล้วจึงเปิดปากพูด 

“ภาพนี้น่ารักดีนะครับ พิมวาดใช่ไหม และถ้าให้พี่เดา กระต่ายต้องเป็นจิ๊บ และลูกแมวต้องเป็นพิมแน่ๆ เลย” 

เขาพูดไปตามที่เห็น เพราะกระต่ายในรูปยิ้มทั้งปากและตาดูสดใสร่าเริง ในขณะที่ลูกแมวนั้นยกยิ้มเพียงมุมปาก สายตาทอดมองไปเบื้องหน้าตามทุ่งหญ้ากว้าง ท่าทางดูสงบนิ่ง 

“เห็นปุ๊บรู้ปั๊บเลยใช่ไหมคะพี่ไตร” จิราภาพูดกลั้วหัวเราะขณะที่ตักกับข้าวมาใส่จานของตัวเอง 

“ปกติแล้วภาพหนึ่งใช้เวลาวาดประมาณกี่วันเสร็จหรือครับ” ไตรภัทรหันไปหาเจ้าของภาพพร้อมกับตักข้าวเข้าปาก อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นจิราภาแอบเอาศอกกระทุ้งเพื่อนเบาๆ เป็นการเตือนให้ตอบคำถามเมื่อเห็นเจ้าตัวยังเงียบอยู่ 

“ก็ประมาณสามถึงสี่วันค่ะ จริงๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับความยากง่าย และขนาดของภาพด้วย” ตอบเสร็จพิมพิกาก็นั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก 

ไตรภัทรรู้มาจากจิราภาแล้วว่าพิมพิกาจะไม่ค่อยคุยกับคนไม่สนิท ยิ่งคนแปลกหน้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาจึงไม่ถือสาอะไรมากนัก เพราะเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา พวกศิลปินส่วนใหญ่ก็มักโลกส่วนตัวสูงแบบนี้กันทั้งนั้น 

ชายหนุ่มตักปลากะพงผัดพริกแกงวางในจานให้พิมพิกา เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ก่อนเอ่ยปากขอบคุณเบาๆ จากนั้นก็ก้มหน้ากินข้าวในจานของตัวเองไปเงียบๆ แต่คนที่ตักกับข้าวใส่จานให้ถึงกับยิ้มจนตาพราว เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวเริ่มขึ้นสีระเรื่อจางๆ โดยเฉพาะแก้มใสทั้งสองข้าง 

ไตรภัทรทำทีเป็นมองไม่เห็นอาการขัดเขินที่เกิดขึ้นกับพิมพิกา เพราะรู้ดีว่าเธอคงไม่ชอบแน่นอนหากเขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดบนโต๊ะอาหาร จึงเลี่ยงไปคุยเรื่องการถ่ายทำในวันพรุ่งนี้แทน ซึ่งคนที่ผูกขาดการสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นเขากับจิราภาเสียมากกว่า สำหรับพิมพิกานั้นจะนั่งเงียบๆ เป็นผู้ฟังที่ดี เธอจะเปิดปากพูดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองเท่านั้น 

หลังจากมื้อเย็นผ่านพ้นไป พิมพิกากับจิราภาช่วยกันเก็บล้างทำความสะอาด ไตรภัทรจึงเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เขาเดินไปหยุดที่ผนังด้านหนึ่งของห้องซึ่งมีรูปถ่ายหลายใบใส่กรอบแขวนไว้หลายขนาด ดูเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ เขามองภาพเหล่านั้นแบบผ่านๆ ความสงสัยบางอย่างผุดขึ้นในใจ 

“แกกังวลใช่ไหมพิม” จิราภาถามเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรนักของพิมพิกา 

“อืม... ฉันกลัวทำไม่ได้ แกก็รู้ว่าฉันไม่เคยอยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น แถมในบ้านยังมีกล้องติดไว้ตรงนั้นตรงนี้เยอะแยะไปหมด ฉันว่ามันน่าอึดอัดว่ะ” พิมพิกาพูดออกไปตรงๆ พลางหันหน้ามองไปยังห้องนั่งเล่นที่มีนักร้องซุปเปอร์สตาร์คนดังนั่งอยู่ 

“อดทนหน่อยนะแก ท่องไว้ เงินแสน... เงินแสน อีกอย่างนะ พี่ไตรเขาก็คุยเก่ง ฉันว่าเขาเองก็พยายามหาทางสร้างความคุ้นเคยกับแกอยู่ เวลาอยู่หน้ากล้องมันจะได้ดูลื่นไหลน่ะ” จิราภาคว่ำจานใบสุดท้ายลงบนตะแกรง จากนั้นจึงเดินไปเช็ดมือให้แห้งก่อนเดินกลับมาหาเพื่อนสนิทอีกครั้ง 

“พิม ฉันมีอะไรจะบอกแกว่ะ” จิราภาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรบอกให้อีกฝ่ายรับรู้แต่เนิ่นๆ ทว่าพอเห็นสายตาคาดคั้นจ้องเขม็งมา ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนตัดสินใจพูด 

“คือว่าวันนี้น่ะ ทีมงานเข้าประชุมมาแล้ว ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าอยากจะทำให้คู่ของแกกับพี่ไตรดูสมจริง และเป็นคู่จิ้นที่ทำให้คนดูฟินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น... เอ่อ...” 

“อะไรล่ะ พูดสักทีสิ” พิมพิกามีสีหน้ารำคาญ ยืนกอดอกตั้งใจรอฟังเต็มที่ 

“ฉะนั้น ระหว่างแกกับพี่ไตรอาจจะต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวกันบ้าง...” พูดไม่ทันจบประโยค คนฟังก็เอ่ยแทรกขึ้น 

“ฉันรู้แล้ว ก็แค่จับมือถือแขน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วนี่ ฉันไม่ได้เป็นพวกภูมิแพ้ผู้ชายสักหน่อย” พิมพิกาพูดยิ้มๆ ดูเหมือนจิราภาจะกังวลยิ่งกว่าเธอเสียอีก 

“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิแก เพราะการแตะเนื้อต้องตัวที่ฉันว่าเนี่ย มันหมายถึงการกอด หอมแก้ม และจูบน่ะ และที่สำคัญนะ ตามสคริปต์ที่ทีมงานวางไว้ พรุ่งนี้เช้าแกต้องหอมแก้มพี่ไตรก่อนที่พี่เขาจะออกไปอัดรายการที่อื่น” จิราภาพูดเร็วๆ แบบม้วนเดียวจบเพราะไม่ต้องการเปิดโอกาสให้เพื่อนพูดแทรก 

“แกว่าไงนะ พรุ่งนี้!” พิมพิกาเบิกตากว้าง พลางชะเง้อมองไปทางห้องนั่งเล่นอีกครั้งแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง 

แค่คุยกัน เธอยังไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา แต่นี่ถึงกับให้หอมแก้มเลยหรือ...  

 

********************************************* 

วันแรกที่นอนร่วมคอนโดฯ เดียวกันนี่... น้องพิมจะโดนอะไรบ้างน๊อออออ หุหุ 

 

ความคิดเห็น