Enter Books
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่มที่ 3 : การไปสู่สากลและการเข้าสู่ท้องถิ่น (1)

ชื่อตอน : เล่มที่ 3 : การไปสู่สากลและการเข้าสู่ท้องถิ่น (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 23

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2563 09:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่มที่ 3 : การไปสู่สากลและการเข้าสู่ท้องถิ่น (1)
แบบอักษร

7 

การไปสู่สากลและการเข้าสู่ท้องถิ่น (1) 

 

 

  

ความหมายของคำว่ามิชลินสามดาวไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มันก็คือร้านอาหารซึ่งคุ้มค่าที่จะเดินทางดั้นด้นไป เป็นความหมายง่ายๆ แต่แท้จริงแล้วซ่อนแฝงความสูงส่ง เคยได้ยินว่าผู้ตัดสินของมิชลินใจกว้างกับญี่ปุ่นเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหมายของการได้สามดาวลดน้อยลง ร้านโตเกียวฮาร์โมนี่ตั้งอยู่ริมทะเลของเมืองโตเกียว เป็นตึกสองชั้น แต่ความสูงเท่ากับตึกห้าชั้น รูปทรงอาคารโค้งเหมือนโดมและผนังทำมาจากกระจกใส ดังนั้นลูกค้าจึงสามารถมองเห็นวิวทะเลของโตเกียว 

“โห...ถ้ามาเที่ยวโตเกียวแล้วได้แวะร้านนี้คงจำภาพวิวนี้ได้ติดตาแน่ๆ” 

มินจุนร้องอุทานออกมา ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยภาพของท้องทะเล จากนั้นก็หันไปมองยังโต๊ะหินอ่อน มาร์ตินพูดว่า 

“ใกล้จะเริ่มถ่ายทอดสดแล้วนะครับ วันนี้มีจำนวนคนรอดูอยู่หนึ่งแสนสี่หมื่นคน เป็นจำนวนคนดูเริ่มต้นที่มากกว่าครั้งที่แล้วหนึ่งหมื่นคน ทุกคนจำคำทักทายกันได้หมดแล้วใช่มั้ยครับ” 

“ค่ะ” 

“ดีครับ งั้นก่อนที่เราจะเริ่มถ่ายทอดสด ลองพูดคำที่น่าจั๊กจี้เกินกว่าจะพูดออกมาในรายการดู อย่างเช่น ‘รักนายนะเพื่อน’ อะไรแบบนั้น เดี๋ยวผมจะตัดออกให้ครับ” 

“ผมรู้หรอกน่าว่ายังไงก็ไม่มีทางตัดออก” 

แอนเดอร์สันพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ มาร์ตินจึงเกาหัวอย่างเก้อๆ จากนั้นยกมือขึ้นสูงแล้วชูสามนิ้ว สองนิ้ว หนึ่งนิ้ว สุดท้ายก็กำมือ ทุกคนจึงมองไปที่กล้องพร้อมกัน 

“สวัสดีครับ/ค่ะ ฮังเกอร์ทริปครับ/ค่ะ” 

เสียงดังฟังชัด แต่ไม่หนวกหู แล้วคอมเมนต์บนจอก็เริ่มพรั่งพรู 

  

‘นั่นๆ เริ่มถ่ายแล้ว ว่าแต่ที่ไหนเนี่ย’ 

‘ได้ยินว่าญี่ปุ่นนะ ดูหรูหราจัง หรือเป็นร้านที่ได้ดาวมิชลิน’ 

‘อ๋อ ฉันว่าฉันรู้จักนะ เป็นร้านสามดาวในโตเกียวน่ะ ชื่อโตเกียวฮาร์โมนี่ อร่อยมากเลย’ 

  

ทั้งหกคนมองดูข้อความที่ปรากฏขึ้นมาบนจอโดยไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง พอมาร์ตินยื่นหน้าเข้ามาข้างจอ พวกเขาจึงได้สติแล้วหันไปมองหน้ากัน มินจุนเริ่มพูดเป็นคนแรกว่า 

“ที่นี่เป็นร้านอาหารในโตเกียวชื่อว่าโตเกียวฮาร์โมนี่ครับ เป็นร้านที่มิชลินให้สามดาว และตอนนี้พวกเรากำลังคาดหวังกันมาก” 

“ทำไมดูนายตื่นเต้นนักล่ะ” 

“ก็นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มากินร้านสามดาวในประเทศแถบตะวันออกไง” 

ความจริงเขาคิดว่าร้านของฮิงาชิโนะที่ไปเมื่อวานมีมาตรฐานไม่ด้อยกว่าร้านมิชลินสามดาวเลยแม้จะไม่มีอาหารที่ได้สิบคะแนนก็ตาม แต่การประเมินคุณค่าของอาหารไม่สามารถวัดจากรสชาติอย่างเดียวได้ ในเมื่อองค์ประกอบอื่นๆ และสภาพแวดล้อมโดยรวมก็มีอิทธิพลต่อรสชาติด้วย ยิ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารของร้านนี้ก็คงมีที่ราคาแพงกว่าร้านของฮิงาชิโนะเต็มไปหมด เขาจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รสชาติจะดีกว่าร้านฮิงาชิโนะ ต่อให้เป็นเชฟที่เก่งแค่ไหนก็ต้องยอมให้ความสมบูรณ์ของวัตถุดิบแพงๆ ไม่นานก็มีเชฟหนึ่งคนเดินเข้ามาหา ชุดเชฟดูแปลกมาก ดูเหมือนเอาชุดเชฟแบบตะวันตกมาผสมผสานกับชุดยูคาตะ โดยรวมมีสีดำ แต่มีเชือกสีขาวพันอยู่หลายจุด แต่สิ่งที่แปลกกว่านั้นก็คือ... 

  

‘เชฟมาแล้ว แต่เป็นคนตะวันตกนี่’ 

  

ใช่เลย เชฟที่กำลังเดินมาหาพวกเขาเป็นชายผิวขาว มีผมสีทอง อายุประมาณสี่สิบ 

“ยินดีต้อนรับสู่ร้านอาหารของเราครับ ผมเป็นหัวหน้าเชฟของโตเกียวฮาร์โมนี่ ซามูเอล คิงครับ” 

เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ เอมิลี่ยิ้มแล้วพูดว่า 

“ไม่เจอกันนานเลยนะคะซามูเอล ยังเท่เหมือนเดิม” 

“ขอบคุณครับ คุณเอมิลี่ก็ยังสวยเหมือนเดิม” 

“เอ่อ...ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบฟิวชั่น ผมก็เลยคิดว่าหัวหน้าเชฟจะเป็นคนญี่ปุ่นซะอีก” 

“ตอนนี้ในตัวผมครึ่งหนึ่งอาจจะเป็นคนญี่ปุ่นไปแล้วก็ได้ครับ เพราะผมเรียนทำอาหารญี่ปุ่นมาเกินสิบปีแล้ว” 

มินจุนดูเมนู มีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษเขียนไว้ เขากวาดตามองเมนูแล้วถามอย่างสงสัย 

“ไม่ได้แยกเป็นแอพเพอไทเซอร์หรือจานหลักอะไรแบบนั้นเหรอครับ” 

มีการแบ่งหมวดหมู่ตามประเภท เช่น สลัด เส้น ข้าว เนื้อสัตว์ ซูชิ อาหารทะเล และอื่นๆ แต่ไม่มีการแบ่งเป็นลำดับก่อนหลัง ซามูเอลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า 

“นี่เป็นร้านอาหารในแบบที่ผมต้องการน่ะครับ ร้านอาหารที่ไม่ใช่รูปแบบไฟน์ไดนิ่งทั่วไป สั่งอาหารที่ตัวเองอยากกินในเวลาที่อยากกิน มันทำให้คุณรู้สึกไม่สะดวกรึเปล่าครับ” 

“เปล่าครับ ความจริงแล้วสะดวกมากเลยครับ ไม่ต้องเครียดว่าจะต้องเลือกอะไร” 

มินจุนยิ้มอย่างอารมณ์ดี ซามูเอลมองพวกเขาแล้วพูดว่า 

“ผมจะไม่แนะนำอาหารอะไรให้กับพวกคุณเป็นพิเศษนะครับ เพราะอาหารทุกจานเราศึกษาแล้วศึกษาอีกจนแน่ใจว่ามันดีที่สุด ลำดับก็ไม่มีความสำคัญครับ แต่มีอย่างเดียว...” 

ซามูเอลหยุดไปครู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันพนักงานเสิร์ฟก็เดินมาจากด้านหลังของเขา แต่ละคนวางจานลงตรงกลางโต๊ะ มีทั้งหมดสามจาน ทั้งหมดคือขิงดองน้ำส้มสายชู 

“ทุกครั้งที่กินอาหารแต่ละจานเสร็จต้องกินขิงดองล้างปากด้วยเพื่อทำให้รสชาติไม่ไปตีกับอาหารจานก่อนหน้า และเพื่อให้รับรสชาติได้อย่างชัดเจน” 

“เหมือนการกินซูชิเลยนะครับ” 

“ผมไม่ปฏิเสธครับว่าได้รับแรงบันดาลใจมา” 

ซามูเอลยิ้มและตอบ หลังจากดูเมนูอยู่เงียบๆ สายตาของมินจุนก็หยุดลงตรงที่หนึ่ง เกี๊ยวนึ่งไส้เนื้อวัว ข้างๆ มีเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็นเนื้อจากโกเบ มินจุนจึงถามว่า 

“สั่งเกี๊ยวดีมั้ยครับ” 

“อ๋อ! เกี๊ยวนึ่งใช่มั้ย ถ้าเริ่มด้วยเกี๊ยวนึ่งไม่ใช่เกี๊ยวทอดก็น่าจะไม่เลว ดีค่ะ ฉันเห็นด้วย” 

“ฉันก็เห็นด้วย” 

จานแรกของพวกเขาจึงเป็นเกี๊ยวนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานเกี๊ยวนึ่งที่อยู่ในเข่งก็ถูกนำออกมาเสิร์ฟตรงกลางโต๊ะ มินจุนมองแล้วกลืนน้ำลาย 

  

[เกี๊ยวนึ่งไส้เนื้อวัว] 

ความสดใหม่ : 98% 

แหล่งที่มา : (เนื่องจากใช้วัตถุดิบหลายชนิดจึงไม่เปิดเผยแหล่งที่มา) 

คุณภาพ : สูง 

คะแนน : 8/10 

  

“เราทำแป้งเกี๊ยวเอง หมักเนื้อทิ้งเอาไว้ เกี๊ยวของร้านเราเมื่อเปรียบเทียบกับร้านเกี๊ยวเก่าแก่แล้วไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย ลองทานคู่กับซอสดูสิครับ” 

ซามูเอลใส่วาซาบิที่ขูดเองลงไปในซอส มินจุนจึงคีบเกี๊ยวแล้วจิ้มลงไป จากนั้นก็ค่อยๆ ยกเกี๊ยวขึ้นมามองด้วยสายตาชื่นชม เกี๊ยวที่มีความยาวเท่านิ้วมือดูน่ารักและพิถีพิถันเหมือนถูกปั้นด้วยมือของเด็กน้อย ตัวแป้งมีสีงาช้างอ่อนๆ เด้งดึ๋งราวกับเยลลี่ มองเห็นไส้ที่อยู่ข้างในเล็กน้อย ซอสที่หยดผ่านแป้งเกี๊ยวให้ความรู้สึกที่เซ็กซี่และปลุกอารมณ์ราวกับกำลังกลิ้งอยู่บนเรือนร่างของหญิงสาว ดังนั้นพอเอาเกี๊ยวใส่ปากจึงรู้สึกผิดมาก แรกสุดตัวแป้งคลอเคลียอยู่บนริมฝีปากเขา พอเขากัดแป้งเกี๊ยวที่เด้งดึ๋งให้ขาดออกจากกันก็มีน้ำซุปไหลออกมา ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนผีดูดเลือดที่กำลังกัดต้นคอเด็ก ซอสก็ไม่ใช่ซอสธรรมดา เหมือนผสมน้ำเลมอนลงไป รสเปรี้ยวและกลิ่นที่สดชื่นฟุ้งอยู่ในปาก เมื่อเคี้ยวโดนถั่วงอกและเนื้อวัวก็มีน้ำเนื้อไหลออกมาอีก ถึงขนาดทำให้ไม่แน่ใจว่ากำลังกินเกี๊ยวหรืออาหารประเภทซุปอยู่กันแน่ 

  

‘มินจุนนี่กินได้สุดยอด กินน่าอร่อยมากเลย เพราะลิ้นของเขาอ่อนไหวรึเปล่านะ’ 

‘ไม่ทันมอง มัวแต่ชื่นชมหน้าเอมิลี่อยู่ เขากินยังไงเหรอถึงได้พูดแบบนั้น’ 

‘ทำหน้าเหมือนกำลังจูบกับผู้หญิง ฉันก็อธิบายมากกว่านี้ไม่ถูก เพราะฉันเรียนวิศวะ ไม่ใช่อักษรฯ’ 

  

ความสุข ความรู้สึกผิด และความเสียดายที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของมินจุนมันชัดเจนมากจนถึงขนาดคนดูยังพูดแบบนั้น แต่พอเวลาผ่านไปดวงตาที่ปิดอยู่เพื่อเพลิดเพลินกับรสชาติอาหารก็สั่นไหว หน้าต่างระบบที่ปรากฏใต้เปลือกตาเขากำลังบอกข้อมูลบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกค้างคาใจ 

แหล่งกำเนิดของเนื้อวัวคือมัตสึซากะ ไม่ใช่โกเบนี่นา 

บนเมนูเขียนไว้ว่าโกเบ แม้ว่าเนื้อวัวมัตสึซากะจะไม่ด้อยไปกว่าโกเบ แถมยังเป็นเนื้อวัวที่นอกประเทศญี่ปุ่นยอมรับในคุณภาพมากกว่าด้วยซ้ำ มันจึงไม่น่าจะเป็นการตั้งใจหลอกลวงเรื่องวัตถุดิบ มินจุนมองซามูเอล 

“มีตรงไหนที่ทำให้ไม่สบายใจรึเปล่าครับ” 

“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น คือว่า...” 

มินจุนเลียริมฝีปาก เขาไม่รู้ว่าควรถามหรือเปล่า ถ้าแหล่งวัตถุดิบเป็นเกรดสูงเหมือนกันก็ไม่จำเป็นต้องไปติอะไร แต่ถ้าเนื้อวัวที่ใช้อยู่ตอนนี้มาจากความผิดพลาดของห้องครัว ซึ่งในความเป็นจริงมันควรจะมีรสชาติที่ดีกว่านี้อีกเล็กน้อยล่ะก็...เมื่อคิดแบบนั้นเขาก็ไม่สามารถนิ่งเงียบอยู่ได้ ไม่ว่าอย่างไรวิธีการเลี้ยงวัวของโกเบกับของมัตสึซากะก็แตกต่างกัน มันไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องแหล่งวัตถุดิบเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องแบรนด์ด้วย แน่นอนว่ารสชาติของมันแตกต่างกัน จากประสบการณ์ที่เขาเคยกินมามัตสึซากะจะมีลายไขมันถี่กว่า ส่วนเนื้อวัวโกเบจะมีลายไขมันค่อนข้างกลมกลืนไปกับเนื้อแดง ถ้าความแตกต่างนั้นไม่ได้ส่งผลต่อรสชาติก็คงไม่มีเหตุผลให้คนต้องเลือกระหว่างเนื้อมัตสึซากะกับเนื้อโกเบ 

“ผมเห็นในเมนูเขียนไว้ว่าใช้เนื้อวัวโกเบ แต่รู้สึกว่ารสชาติมันนุ่มกว่ามาก แสดงว่าลายไขมันจะต้องชัดเจน เป็นเนื้อวัวโกเบจริงเหรอครับ” 

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้แหล่งวัตถุดิบ ไม่สิ ต้องเรียกว่าสามารถวิเคราะห์ได้ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรขนาดนั้น มีคนมากมายที่กินเนื้อวัวแล้วสามารถแยกได้ว่าเป็นเนื้อโกเบหรือว่ามัตสึซากะ ถ้าเป็นคนที่รู้เรื่องเนื้อวัวของญี่ปุ่นดี แค่มองจากภายนอกก็สามารถทายได้ว่าเป็นวัวที่ถูกเลี้ยงที่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่แน่ว่าจะทายแหล่งวัตถุดิบของเนื้อวัวที่อยู่ในเกี๊ยวได้ มันปนเปกับรสชาติของวัตถุดิบอื่นๆ จนแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าน้ำในปากเป็นน้ำมันที่ออกมาจากเนื้อวัวหรือว่าน้ำซุป ซามูเอลพูดว่า 

“เอ่อ...ครับ ไม่นานมานี้เราเพิ่งเปลี่ยนเนื้อวัวที่ใช้ในเกี๊ยวมาเป็นเนื้อมัตสึซากะครับ ยังไม่ได้แก้เมนูก็เลยต้องคอยอธิบาย คุณดูออกด้วยเหรอครับ แม้จะอยู่ในตัวเกี๊ยว...อืม ชื่อเสียงที่ได้ยินมาคงจะไม่ใช่เรื่องโกหกสินะครับ” 

น้ำเสียงสั่นเครือ ไม่ใช่ว่าซามูเอลไม่รู้ข้อมูลของมินจุนมาก่อน ถ้าเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้และอยู่ในแวดวงอาหาร และถ้าไม่ใช่คนที่อายุมากจนเกษียณจากวงการนี้ก็คงจะรู้จักโชมินจุนกันทุกคน แต่การได้เห็นผ่านรายการทีวีกับการได้เจอตัวจริงนั้นให้ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งอาหารของที่ร้านถูกใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ประสาทรับรสของเขาก็ยิ่งรู้สึกมากยิ่งขึ้น 

  

‘ฉันเลิกตกใจแล้ว’ 

‘เขาทายถูกแม้กระทั่งชิ้นส่วนของเนื้อสัตว์ที่อยู่ในเต้าหู้ห่อ แค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก’ 

‘แต่ถ้าเป็นเนื้อมัตสึซากะก็ดีกว่าเนื้อโกเบไม่ใช่เหรอ’ 

‘อย่างแรกเลยก็คือราคาแพงกว่า’ 

  

เมื่อซามูเอลยอมรับ คอมเมนต์ต่างๆ ก็พรั่งพรูเข้ามายาวเป็นพืด เซร่าที่มองหน้าจอได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้า 

“เห็นกี่ทีก็ไม่ชินจริงๆ แยกลายไขมันของเนื้อได้แบบนั้นทั้งที่อยู่ข้างในเกี๊ยวนั่นเนี่ยนะ” 

“เมื่อวานตอนเย็นผมลองกินเนื้อวากิวของแต่ละจังหวัดไปน่ะครับ” 

“กินแค่ครั้งเดียวมันแยกไม่ออกหรอกค่ะ” 

มินจุนไม่ได้พูดออกมาเพราะอยากจะอวดประสาทรับรสของตัวเอง เขาหันไปหาซามูเอลแล้วถามด้วยน้ำเสียงอยากรู้ 

“ที่ไม่ใช้เนื้อโกเบ แต่เลือกใช้เนื้อมัตสึซากะ มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ” 

“เป็นเพราะความแตกต่างของรสชาติ เกี๊ยวที่คุณเพิ่งชิมไปเป็นยังไงบ้างครับ” 

“ฉ่ำ...รู้สึกเหมือนซดน้ำซุปในรูปแบบของเกี๊ยวเข้าไปเลยครับ อ๋อ หรือเป็นเพราะน้ำมันที่ไหลออกมาจากไขมันเนื้อกันนะ” 

“จริงอยู่ว่าน้ำมันจากเนื้อช่วยให้คล่องคอและทำให้รสชาติเข้มข้น แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือสัมผัสตอนเคี้ยวเนื้อวัวครับ” 

มินจุนฟังซามูเอลแล้วตักเกี๊ยวใส่ปากอีกชิ้นพลางคิดว่าเนื้อสับจะมีสัมผัสอะไรได้ แต่ตอนที่ฟันกัดลงไปบนเนื้อพร้อมกับไขมันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกตัวออกจากกัน 

“เพิ่งสังเกตว่ามันเหมือนเต้าหู้ที่ทำจากเนื้อสัตว์เลยนะครับ” 

“อธิบายได้สนุกดีนะครับ เต้าหู้ที่ทำมาจากเนื้อสัตว์...” 

ซามูเอลทวนคำพูดของมินจุน ระหว่างนั้นพนักงานเสิร์ฟก็เดินเข้ามาเสิร์ฟสิ่งที่คล้ายกับแซนด์วิชให้พวกเขาคนละชิ้น เป็นเนื้อที่คล้ายเกี๊ยวที่เพิ่งกินไป เซร่าจึงถามด้วยน้ำเสียงงุนงง 

“พวกเราสั่งเหรอ เหมือนจะไม่ได้สั่งนะคะ” 

“เป็นสินบนที่เราให้กับแขกพิเศษน่ะครับ แต่พอพูดว่าสินบนก็ฟังดูไม่ดีเลย เอาเป็นว่าเป็นความภูมิใจที่ซ่อนตัวมาในรูปแบบของสินบน นี่เป็นของที่ขายดีที่สุดในร้านเราครับ” 

พอเห็นทุกคนทำหน้างง ซามูเอลก็ยิ้มอย่างมั่นใจ 

“ที่จริงเป็นจานที่ต้องจองล่วงหน้าไม่งั้นจะไม่สามารถสั่งได้ครับ ผมเลยจองด้วยชื่อของผม เพราะฉะนั้นจานนี้ก็ถือว่าผม ซามูเอล คิงเป็นคนเลี้ยงครับ ความฝันของผมก็คือให้ผู้ชมรายการเลิกไดเอ็ตแล้วสร้างประเทศที่เต็มไปด้วยผู้ป่วยที่น้ำหนักเกิน” 

“มีคนที่ฝันพิสดารแบบนั้นด้วยเหรอคะ” 

  

‘ต้องมีคนแปลกๆ แบบนั้นในที่แปลกๆ เสมอเลย’ 

‘เขาถึงได้บอกว่ามีเส้นบางๆ กั้นระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้าไง’ 

ความคิดเห็น