Kong-Gang

ฝากติดตามผลงานของก๋องแก๋งด้วยนะคะ :)

ชื่อตอน : เมียเก็บ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 76

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2563 18:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียเก็บ
แบบอักษร

ผ่านไปอีกวันที่เงียบเหงา ตั้งแต่เมื่อวานที่เขาขึ้นห้องไปฉันก็เข้าห้องมาไม่ได้ออกไปเจอเขาอีกเลย ตอนนี้ก็ปาไปสิบโมงกว่าแล้ว

"หิวอะ ออกไปหาไรกินหน่อยดีกว่า" ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะลุกจากที่นอนไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปหาอะไรกิน ไม่นานฉันก็จัดการตัวเองเสร็จตอนนี้ฉันอยู่ที่ห้องครัวเจอป้าอุ่นกำลังจัดการกับห้องครัวอย่างมุ่งมั่น

"อ้าว คุณหนูหิวหรือยังค่ะ ให้ป้าเตรียมอาหารให้มั้ย" ป้าถามฉันด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินไปข้างในเพื่อจะเตรียมอาหารให้ฉันเหมือนที่พูดไว้เมื่อกี้

"ไม่เป็นไรค่ะป้า ที่ครัวมีมาม่ามั้ยค่ะ หนูอยากกินมาม่ามากเลยค่ะ" ฉันอยากกินมาม่าจริงๆนะเพราะว่าตั้งแต่กลับมาฉันก็ยังไม่ได้กินมาม่าของบ้านเกิดตัวเองเลย ที่ญี่ปุ่นฉันก็กินบ่อยนะแต่รสชาติไม่เหมือนกับที่นี้ พอคิดได้ก็เลยบอกป้าไปแบบนั้น

"ป้าว่า..."

"กินของที่มีประโยชน์หน่อยสิคุณ บ้านผมก็รวยนะทำอย่างกับผมพาคุณมาทรมานงั้นแหละ" เสียงคุ้นหูที่อยู่ข้างหลังกำลังนั่งอ่านเอกสารในมืออยู่พูดขึ้นมาหลังจากไม่ได้ยินเสียงนี้ตั้งแต่เมื่อวาน

"ฉันแค่อยากกิน" ฉันหันไปบอกเขา เหตุผมคือเพราะฉันอยากกินจริงๆนะ

"ให้ป้าอุ่นทำกับข้าวให้ คุณมานั่งรอนี่มา" เขาตบเบาะของกายเขาสองสามทีแต่ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

"ไม่อะ ฉันอยากกินมาม่า"

"นี่คุณ อย่าดื้อสิ ผมไม่ได้ใจดีขนาดนั้นนะ" พอฉันไม่ยอมเขสก็เงยหน้ามาจ้องฉันและวางเอกสารในมือทำท่าจะลุกขึ้นมา

"ให้ป้าทำให้เถอะนะคะ นี่ยังเป็นมื้อเช้าอยู่คุณหนูควรกินอะไรที่มีประโยชน์หน่อยนะจะได้มีแรง"

ป้าพูดแบบนี้หลังจากเห็นเราเริ่มเถียงกันไม่มีใครยอมใคร

"ก็ได้ค่ะ" ป้าฟังที่ฉันพูดเสร็จก็หันหลังกลับเข้าครัวไปและฉันก็กำลังเดินกลับไปที่ห้องแต่ก็มีเสียงเรียกเมื่อกี้ดังขึ้นมา

"นี่คุณ ไม่คิดจะมาทักทายเจ้าของบ้านหน่อยหรอ" เขาพูดหน้าตาย

"..."

"มานี่ก่อน ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ" เขาตบเบาโซฟาสองสามทีให้สัญญาณเชิงมานั่งตรงนี้ก่อน หน้าตาเขาดูจริงจังขึ้นฉันเลยปฏิเสธไม่ได้

"ท่านประธานมีอะไรจะคุยกับฉันหรอค่ะ" ฉันนั่งที่เดียวกับเขาแต่เว้นช่องว่างไว้ห่างกันเป็นคืบ

"เรียกผมธรรมดาก็ได้ ไหนๆคุณก็เป็นแฟนผมแล้ว"

"แฟนปลอมๆต่างหากละ" ฉันตอกกลับเขาไปในทันทีที่ได้ยินคำว่าแฟนออกจากปากเขา ฉันไม่ได้โกรธกรือน้อยใจเขาเรื่องเมื่อวานแล้วนะที่พาไปหาพ่อของเขาแล้วโดนว่ามาขนาดนั้น ฉันเป็นคนนอกไม่สมควรไปโกรธเขาด้วยซ้ำ

"ยังไงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนอะแหละ" เขาพูดลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลยที่พูดคำว่าแฟนออกมา ใช่สินายเป็นผู้ชายไม่เสียหายนิ ตาบ้า

ฉันเคยมีแฟนคนนึงตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นเขาเป็นคนไทยหน้าตาดีมาก นิสัยก็ดี ทุกอย่างเพอเฟคไปหมด ชีวิตตอนนั้นฉันแฮปปี้มาก เราไม่รู้ว่าเราสองคนคบกันได้ยังไงอาจจะเป็นเพราะความสนิทที่ทำงานที่เดียวกันและเรียนที่เดียวกันด้วยหรือเปล่า แต่เรื่องของเรามันก็จบลงไม่สวย ช่างมันเถอะอย่าไปคิดถึงเลยแค่ผู้ชายคนเดียว

"นี่คุณ ฟังที่ผมพูดอยู่หรือเปล่า"

"หะ หะ คุณว่าอะไรนะ" เมื่อกี้ฉันเผลอไปคิดถึงอดีตจนไม่ได้ยินเสียงเขาที่พูดมาเลย

"คุณว่าอะไรนะ บอกอีกทีได้ไหม" เขาทำหน้าตาบึ้งตึงอีกแล้ว ฉันแค่ไม่ได้ฟังเอง

"ผมบอกว่ากินข้าวเสร็จแล้วไปช่วยผมคุยเรื่องธุรกิจหน่อยได้ไหม" เขาพูดแล้วพรางยื่นเอกสารฉบับนึงให้ฉันเมื่อกวาดสายตาอ่านสัญญานี้แล้วก็พบว่าเป็นสัญญาร่วมธุรกิจการส่งออกสินค้าไปขายในต่างประเทศ ทั่วโลก ซึ่งต้องใช้ทุนเป็นจำนวนมาก เขาเลยต้องให้ฉันไปเป็นผู้ช่วยแปลให้เพราะต้องคุยกับผู้บริหารของบริษัทเรื่องความร่วมมือผลักดันสินค้าของเราและสินค้าของเขา

"คุณคงจะรู้เรื่องบริษัทมาบ้างแล้วใช่ไหม จริงๆบริษัทนี่ไม่ใช่ของพ่อผมไปทั้งหมด"

"แล้ว..." ฉันถามเขาด้วยความสงสัยอันที่จริงฉันพอรู้ข้อมูลมาบ้างหลังจากอ่านเอกสารที่ทำมาหลายวันฉันคิดว่าเป็นบริษัทในเครืองของยักษ์ใหญ่ในประเทศที่มีเครือเป็นเป็นลูกหลายแห่งในประเทศและต่างประเทศซะอีก

"บริษัทนี้แม่ผมก่อตั้งขึ้นมาคู่กับบริษัทของพ่อซึ่งเขาทั้งสองคนทำสัญญาร่วมกันว่าจะเป็นคู่ค้าที่จะร่วมมือและผลักดันกันไปให้รุ่งเรืองแต่วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แม่ผมมีหุ้นของบริษัท 80% ส่วนพ่อมีแค่10% ซึ่งเหมือนกันแม่มีหุ้นในบริษัทพ่อ10% ก่อนแม่จะตาย..." เขาหยุดพูดแล้วหายใจเข้าลึกจนได้ยินเสียงลมหายใจ ฉันมองหน้าเขาเหมือนเขากำลังสับสนที่จะบอกฉันดีไหม สายตาที่ดูแวววาวเมื่ิอกี้หายไปเป็นความเศร้าขึ้นมาแวบนึงก็กลับมาเป็นสายตาเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเหมือนเดิม

"ก่อนแม่จะทิ้งพวกผมสองพี่น้องไป อ้อ ผมมีพี่ชายคนนึงคุณคงน่าจะรู้อยู่แล้ว ตอนนี้อยู่โรงบาล " ฉันนั่งฟังเขาอย่างนิ่งเงียบ เมื่อวานฉันว่าเขาพูดเยอะแล้วแต่วันนี้กับพูดเยอะกว่าเหมือนเขามีอะไรอยากจะบอกแต่ก็ไม่อยากจะบอก

"ถ้าคุณไม่สบายใจที่จะเล่าให้ฟังก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันคิดว่าคุณยังไม่เชื่อใจฉันเหมือนที่คุณบอกฉันครั้งแรก" ฉันพูดบอกเขาไปเพราะเห็นท่าทีที่แปรเปลี่ยนจากเดิม

"บริษัทนี้เป็นของผมกับพี่ชายแม่โอนหุ้นให้คนละครึ่ง ตอนนี้กำลังเป็นคู่แข่งกับบริษัทพ่อ คุณคงเข้าใจเรื่องธุรกิจ "

"ที่ผมเล่าให้คุณฟังเพราะผมเชื่อใจคุณ ตอนนี้คุณคือแฟนผมผมอยากให้คุณช่วย.."

"โอเคค่ะ ฉันจะช่วยคุณ" เห็นใบหน้าจริงจังของเขาแล้วฉันก็อดใจที่จะไม่ช่วยคงไม่ได้

"มาแล้วค่ะ คุณหนูมาทานข้าวก่อนนะคะ" ป้าอุ่นเดินมาขัดจังหวะบทสนทนาของเราพร้อมกับอาหารที่หอมกรุ่นทำให้เสียงท้องฉันร้องขึ้น

จ๊อก จ๊อก

คนข้างๆนั่งขำคิกคิกเพราะว่าได้ยินเสียงท้องร้องของฉันดังมาก ด้วยความอายฉันจึงก้มหน้ามุดเดินไปกินข้าวที่โต๊ะที่ป้าเอามาตั้งไว้ให้

หลังจากจัดการกับอาหารตรงหน้าเสร็จฉันหันหน้ามาอีกทีคนที่นั่งอยู่ก็หายวับไปแล้วสงสัยจะขี้นไปเตรียมตัวแล้วละมั้ง ฉันหิวจนกินข้าวไม่เงยหน้าเงยตาเลยหรอ ไม่นานตอนนี้ฉันก็เข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เข้ากับสถานที่ที่จะไปคุยธุรกิจกับเขา ฉันใส่กระโปรงสีกรมไม่สั้นไม่ยาวตัดกับสีเสื้อสีขาวแขนพุ่มพอดีตัว ฉันเลือกรองเท้าที่ส้นไม่สูงมากนักเดียวจะไปล้มหัวฟาดพื้นแล้วเป็นภาระเขาอีก

ตอนนี้ฉันออกมารอเขาที่ห้องโถงกลางบ้านไม่นานก็เห็นเขาเดินลงมาจากชั้นสองด้วยเสื้อผ้าที่เป็นกึ่งทางการด้วยสูทสีเทาดูยังไงก็เข้ากับเขาซะจริงๆ

"เปลี่ยนรองเท้ามั้ย ผมอนุญาตให้คุณใส่รองเท้าไม่มีส้นได้นะ" เขาพูดขึ้นเมื่อเราเดินออกมาที่โรงจอดรถ กำลังจะขึ้นรถออกไป

"ฉันคิดว่าไม่เป็นไร นี่เป็นรองเท้าที่ส้นเตี้ยที่สุดแล้วที่ฉันมี เราไปกันเถอะ"

ตอนนี้เรามาถึงที่ที่นัดกันไว้แล้วเราใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเพราะต้องออกมานอกชานเมืองเนื่องจากนักธุรกิจท่านนี้พึ่งกลับมาจากการพักผ่อนที่ต่างจังหวัด

"สวัสดีครับคุณธนัตถ์ซัง" คนตรงหน้าพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นทักทายทันทีที่เราเจอกัน

"สวัสดีครับคุณยูสึกิ วันนี้ผมขอพาผู้ช่วยมาแปลให้ขอโทษด้วยนะครับ" เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษตอบกลับด้วยความสุภาพไปเพราะว่าอยากให้เกีรยติฝ่ายตรงข้ามในการพูดคุยเพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องพร้อมจับมือทักทาย

"นี่คือเลขาของผมและเป็นผู้ช่วยแปลวันนี้ คุณอินครับ" เขาพูดจบก็หันหน้ามาทางฉันเชิงบอกว่าวันนี้ช่วยเป็นธุระให้หน่อย

"สวัสดีค่ะยูสึกิซัง" ฉันทักทายกับคุณยูสึกิเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ชำนาญดังภาษาบ้านเกิดตัวเองหลังจากทักทายกันเสร็จเราก็เข้าเรื่องการทำสัญญาร่วมธุรกิจกันโดยมีฉันเป็นตัวกลางในการสื่อสาร การเป็นล่ามหรือผู้ช่วยแปลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยไม่ว่าจะภาษาไหนเพราะแต่ละคนมีสำเนียงที่แตกต่างกันการพูดแต่ละคนทำให้ยากง่ายต่างกันตอนเรียนอยู่ฉันได้มีโอกาสเจอเพื่อนหลายประเทศเลยทำให้ได้ฝึกฝนภาษาต่างๆไปในตัว หลังจากพูดคยเรื่องธุรกิจใกล้จะเสร็จก็ปาไปหลายชั่วโมงแล้ว เรานั่งคุยกันแบบไม่เครียดบรรยากาศสบายๆ แต่เพราะคุณยูสึกิเป็นคนตรงไปตรงมา ดูเป็นคนหัวหมออยู่พอควร ข้อตกลงของเขาทำให้คนข้างกายคิดหนักเลยว่าจะยอมตกลงหรือไม่

 

"ถ้าคุณยินดีที่จะจ่ายผลประโยชน์ตามข้อตกลงของผม ผมก็ยินดีที่จะร่วมลงทุนไปกับคุณ ขอให้เราได้ร่วมมือกันนะครับ" เขาพูดก่อนจะจับมืออำลาก่อนเดินขึ้นรถออกไปในตอนที่เราเดินคุยกันมาถึงหน้าโรงแรม

"คุณโอเคมั้ยคุณบอม" ฉันหันไปถามเขาหลังจากเห็นสีหน้าเขาที่เปลี่ยนไปหลังจากคุณยูสึกิขึ้นรถออกไปแล้ว

"ผมโอเค เรากลับบ้านกันเถอะ"

"คุณหิวมั้ย" ฉันถามเขาเพราะเห็นใบหน้าเขาหลังจากคุยเรื่องธุรกิจก็ยังขมวดคิ้วอยู่ไม่คลาย

"หน้าคุณย่นเหมือนตูดลิงแล้ว"

"...."

"อีกนิดนึงจะเป็นตูด.."

"นี่คุณ ว่าผมหน้าเหมือนตูดอะไรนะ" เขาหันมาพูดกับฉันเมื่อเดินมาถึงรถ วันนี้เราไม่ได้มีคนขับรถมาเพราะเขาคิดว่าน่าจะให้คนขับรถได้หยุดพักผ่อนบ้างหลังจากที่เขากลับมาก็ให้ช่วยทำงานหนักมาตลอด

"กลับบ้านกันเถอะ"

"อืม"

ครืด ครืด ครืด ครืด

เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นตอนที่เขาขับรถอยู่ เขาหันมามองหน้าฉันสลับกับโทรศัพท์แวบนึงก่อนจะใส่บูทูธและกดรับสาย มีอะไรกันทำไมต้องมองหน้าฉันแบบนั้นด้วย

"อืม ว่าไง"

"อืม"

"จัดการเลย"

"แค่นี้ก่อน ไว้ค่อยคุยกัน"

เขาพูดแค่ประโยคสั้นๆ ฉันไม่ได้จะแอบฟังนะแค่สงสัยเฉยๆว่าทำไมก่อนรับโทรศัพท์เขาต้องมองหน้าฉันแบบนั้นด้วย ตอนนี้รถได้มาจอดอยู่ที่โรงจอดรถเราใช้เวลาขับรถนานเพราะกลับมาช่วงเย็นรถเข้าตัวเมืองติดแหง็ก

'รถคันสีแดงของใคร ไม่คุ้นตาเลย'

ฉันเหลือบไปเห็นแวบนึงแต่ไม่ได้สนใจเพราะรู้สึกเหนื่อยกับการนั่งรถติดนานๆ ตอนนี้อยากอาบน้ำกินข้าวแล้วพักผ่อนเอามากๆ

ฉันเดินเข้าบ้านมาก็เจอกับผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มนั่งอยู่ที่โซฟาตัวหรูมองฉันเดินเข้าบ้านมาด้วยสายตาเกลียดชังปนสงสัยตั้งแต่หัวจรดเท้า

หน้าคุ้นแหะ

แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยมากอยากพักผ่อนจริงๆ

"นี่เธอ" เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็โดนเรียกจากเสียงผู้หญิงแป๊นแหล๊นที่นั่งอยู่ที่โซฟา

"..." ฉันหยุดและหันไปมองแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ เพราะตอนนี้ไม่อยากมีเรื่องกับใครประจวบเหมาะกับผู้ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาพอดี

"พี่บอม พี่เอาใครเข้าบ้านมาเนี่ย"

"..." เธอรีบวิ่งเข้าไปควงแขนพร้อมพูดจีบปากจีบคอกระแหนะกระแหน่และทำหน้าทำตาใส่ฉัน

"พี่บอมพี่ไม่เคยเอาผู้หญิงที่ไหนเข้าบ้านนะ พี่ทำกับดีดี้แบบนี้ได้ยังไงกัน" เธอกระทืบเท้าเหมือนเด็กน้อยน่ารักที่เข้ากับหน้าเธอแต่นิสัยนั้นอย่าให้พูดถึงเลยแค่มองก็รู้แล้ว

"เธอเป็นเมียเก็บพี่บอมหรอ อย่าคิดว่าจะมาแทนที่ฉันได้นะ" หล่อนชี้หน้าฉันและพูดประโยคหยาบคายออกมาตอนนี้ฉันจะทนไม่ไหวแล้วนะ

"ให้เกีรยติคนของพี่ด้วยดี้ อย่ามาทำนิสัยแย่ๆแบบนี้ในบ้านพี่ ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้ว" เขาพูดด้วยเสียงเย็นชาพยายามที่จะข่มความหงุดหงิดเอาไว้ก่อนที่จะระเบิดออกมา

"ดี้ไม่ยอมนะพี่บอม พี่จะทำแบบนี้กับดี้ไม่ได้ บอกมานังนี่คือใคร ทำไมพี่ต้องเอามันมาอยู่ในบ้านด้วย" เธอชี้หน้าฉันอีกแล้ว ตั้งแต่เข้ามาบ้านหลังนี้ฉันก็เจอแต่คำด่าหมูหมาข้างถนนบ้าง โดนชี้หน้าบ้าง วันนี้ยังโดนว่าเป็นเมียเก็บอีก นี่มันปีชงของฉันหรือเปล่า

"ดี้!!" เขาพูดเสียงดังขึ้นและแกะมือปลาหมึกของเธอที่เกาะแขนเขาออก

"กลับไป!"

"พี่บอม" หน้าเธอดูสลดลงหลังจากเห็นเขาระเบิดอารมณ์ออกมาฉันยืนดูเขาทะเลาะกันได้ไม่นานก็กำลังจะเดินกลับเข้าห้อง แต่ว่า

"นี่เธอ ฉันบอกไว้ก่อนนะ ผู้หญิงอย่างเธอมันก็แค่ของเล่น อีกไม่นานพี่บอมเขาก็จะทิ้งเธอทางที่ดีรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ"

ไม่ไหวแล้ว

"นี่คุณ คุณเป็นใครฉันไม่รู้จักคุณ และคุณรู้จักฉันหรอมาถึงยืนชี้หน้าด่าคนอื่นปาวๆ เป็นบ้าอะไรของคุณ มารยาทที่บ้านไม่ได้สอนมาหรือไง หน้าตาก็ดูดีไม่คิดว่านิสัยจะสถุนแบบนี้" ฉันร่ายคำด่ายาวเพราะว่าไม่คิดจะทนให้ยืนด่าฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้วตอนนี้หมดความอดทนแล้ว

"อีกอย่างฉันเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้จำเป็นด้วยหรอที่ต้องบอกคุณอะ ฉันเป็นเมียเก็บเขาหรอถ้าฉันจะเป็นเป็นได้มากกว่านั้นอีก ช่วยแหกตาดูก่อนที่จะว่าคนอื่นด้วย"

"นี่ นี่ แก.."

"ถ้ายังไม่หยุดด่า ฉันจะสั่งสอนมารยาทการเป็นผู้ดีให้คุณนะ เอามั้ย"

"แก แก .." เธอกำลังจะพุ่งเข้ามาทำร้ายฉันแต่ก็ถูกเขาก็ดึงไว้ก่อน

"กลับไปได้แล้ว อย่าให้โมโห ไม่งั้นฉันจะบอกใอ่เบย์ให้ส่งเธอไปอยู่ที่อื่นสักพัก เอามั้ย!!" เขาตะคอกใส่เธอเพราะคิดว่าเธอจะไม่ยอมหยุด

"ฝากไว้ก่อนเถอะ"

ตึ้ง ตึ้ง

เธอเดินกระแทกเท้าออกจากบ้านไปด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ฉันหันหลังกลับเดินเข้าห้องพักไปเพราะตอนนี้เหนื่อยมากๆ อยากอาบน้ำและนอนหลับตาพักผ่อนสักที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น