แทคฮยองจี
email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ช่วยใจดีกับเราด้วยนะคะ

น่านฟ้าล่ารัก 01 | Rewrite

ชื่อตอน : น่านฟ้าล่ารัก 01 | Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2563 07:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น่านฟ้าล่ารัก 01 | Rewrite
แบบอักษร

น่านฟ้าล่ารัก

 

01

 

ในตอนเช้าผมต้องสู้กับมลภาวะข้างนอกเพื่อมาห้างผมตั้งใจไว้ว่าจะออกมาดูหนังสือแม่และเด็ก แล้วก็หาอะไรอร่อยๆ ให้ตัวเองกับเจ้าตัวเล็กกินด้วย ฐานะที่บ้านผมไม่ได้ยากจนขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้รวยมากที่บ้านเป็นร้านทองอยู่ในตลาดที่ต่างจังหวัด แต่เพราะอยากเป็นสจ๊วตเลยสอบชิงทุนเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ทุกอย่างเป็นปกติดีผมใช้ชีวิตตามประสานักศึกษาทั่วๆ ไปไม่มีอะไรจนกระทั่งผมไปฝึกงานที่สายการบินหนึ่งที่คนข้างบ้านทำงานอยู่ ที่บริษัทไม่มีใครรู้ว่าผมกับพี่ยุ้ยเป็นคนรู้จักกัน จนกระทั่งถึงวันเลี้ยงส่งเด็กฝึกงาน ปาร์ตี้งานเลี้ยงหน้ากากที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใครทำให้ผมได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นนักบิน ผมเผลอมีอะไรกับเขาและหลังจากนั้นก็รู้เรื่องช๊อกโลกที่ว่าผมสามารถตั้งท้องได้และผมก็กำลังท้องลูกของเขาในขณะที่เขากำลังจะแต่งงานกันผู้หญิงอีกคน

 

“...ทารกในครรภ์มีความยาว 10.1 เซนติเมตร ขนาดพอ ๆ กับลูกน้อยหน่าแล้วนะ...” 

 

“ช่วงนี้แม่ท้องจะเป็นหวัดได้ง่าย ไอบ่อย ๆ สำหรับไข้หวัดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะแม่ท้องดูแลตัวเองได้ไม่ดี...” ผมยืนอ่านหนังสือคู่มือคุณแม่ที่หยิบขึ้นมาอ่าน

 

“มิน่าล่ะ” ผมพึมพำเมื่อนึกเปรียบเทียบกับอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ มือก็แตะเบาๆ ที่หน้าท้อง แม้ว่าจะไม่ได้นูนออกมาเพราะพึ่งจะได้สองสามเดือนแต่ก็พอจะรู้ว่าตัวเองอ้วนขึ้น

 

ผมยืนอ่านอยู่สักพักก็เดินเอาหนังสือเล่มนั้นไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์พลันสายตาก็เห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านหนังสือพร้อมกับผู้หญิงที่เดินเกาะแขนเข้ามา ผมเม้มปากเข้าหากันเมื่อเห็นว่าเป็นใครแต่ผมก็ไม่คิดที่จะเสียเวลาเข้าที่ทักหรอก ผมจึงรีบเดินผ่านคนทั้งคู่ออกไป แต่ระหว่างที่เดินสวนไปผมเผลอสูบกลิ่นน้ำหอมของร่างสูงเข้าไปเต็มปลอดจนเวียนหัวและมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอ โชคดีที่ร้านหนังสืออยู่ใกล้ทางไปห้องน้ำพอดี

 

ผมอาเจียนจนหมดแรงโชคดีที่มีพลเมืองดีช่วยพาส่งโรงพยาบาลไม่อย่างนั้นผมคงสลบอยู่ในห้องน้ำที่ห้างแน่ๆ และเมื่อพี่ยุ้ยรู้ข่าวก็รีบตามมาที่โรงพยาบาลและสวดผมยกใหญ่เรื่องปิดบังความจริงที่ว่าตัวเองกำลังท้อง

 

“เรื่องมันยังไงห๊ะ ที่บอกว่าไม่สบายนี่คือ? โกหกหรอ” 

 

“ผมขอโทษนะพี่แต่ผมเองก็ช๊อกตั้งรับไม่ทันเหมือนกัน” 

 

“เห้อ...อย่าพึ่งทะเลาะกันเลยตอนนี้มาคิดกันดีกว่าว่าจะเอายังไง” เป็นพี่ยุทธสามีของพี่ยุ้ยที่เข้ามาห้ามทัพ “แล้วไปทำยังไงถึงเป็นลมเป็นแล้งได้” 

 

“ผมแค่ออกไปซื้อหนังสือเองพี่”

 

“แค่ซื้อหนังสือ แล้วไปทำยังไงให้อาเจียนจนเป็นลมแบบนั้น” พี่ยุ้ยยกผ้าหมาดๆ ขึ้นมาเช็ดหน้าให้ผม พี่ยุ้ยน่ะโกรธผมได้ไม่นานหรอก “ไม่คิดเป็นห่วงตัวเองก็คิดถึงลูกบ้างนะแสง”

 

“พี่ยุ้ย”

 

“พี่จะบอกแม่เรานะเรื่องนี้พี่ว่าแสงจัดการคนเดียวไม่ไหวหรอกสักวันคุณป้าก็ต้องรู้” พี่ยุ้ยยืนยันที่จะบอกแม่และผมจะห้ามอะไรเมื่อหล่อนเดินออกไปคุยโทรศัพท์เสียแล้ว

 

“พี่ยุ้ยไม่น่าทำแบบนั้นเลย” ผมบ่นอุบเมื่อคนที่ออกไปกลับเข้ามา

 

“ไม่รู้แหละ พี่บอกคุณป้าแล้วเดี๋ยวคุณป้าจะลงมาหาพรุ่งนี้”

 

“ห๊ะ!!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อรู้ว่ากำลังจะลงมาหาที่กรุงเทพฯ

 

ผมนั่งคอตกเมื่อคิดว่าแม่จะต้องมาอาละวาดแน่ๆ ที่ผมมีเรื่องอะไรแล้วไม่ยอมบอก แถมเรื่องที่ผมท้องแม่คงจะเอาเรื่องน่าดูเลย นี่ยังไม่รวมพ่อนะไม่รู้ว่าจะช๊อกหรือเปล่าที่ลูกชายคนเดียวดันมีลูกน้อยติดท้องเหมือนลูกสาวใจแตก ไหนจะเรื่องเรียนอีกโอ๊ยยยยปวดหัว

 

“หน้ามุ่ยเชียว”

 

“พี่ยุ้ยแหละหาเรื่องยุ่งยากมาให้” ผมบ่นแล้วหยิบหนังสือที่วางอยู่บ้างๆ ขึ้นมาอ่าน

 

“หนังสือแม่และเด็กหรอ” พี่ยุ้ยถามแล้วขยับเข้ามานั่งจนชิดเตียง

 

“ครับ ผมตั้งใจแล้วว่าจะเลี้ยงเขาให้ดี”

 

“ดีแล้วล่ะ แสงคิดได้แบบนี้พี่ก็ดีใจ” พี่ยุ้ยลูบหัวผมเบาๆ “แล้วนี่ได้เวลากินยาหรือยัง”

 

ก๊อกๆ

 

“มาพอดีเลยครับ” ผมพูดขึ้นเมื่อประตูถูกพยาบาลเปิดออกพร้อมกับรถเข็นอาหารและยาเข้ามา

 

ผมนั่งกินข้าวได้ไม่กี่คำก็อาเจียนออกมาจนหมดแต่พอยิ่งฝืนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่เลยกินแค่ยาแล้วนอนพัก ตอนนี้พี่ยุ้ยกลับไปแล้วส่วนผมก็อยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลเพียงคนเดียว แต่ผมก็ใช้เวลาที่มีในการศึกษาข้อมูลของคุณแม่อายุครรภ์ช่วง 1-3 เดือนแรก ในเมื่อเลือกที่จะเก็บเขาไว้ผมก็จะเลี้ยงเขาให้ดี แม้ว่าจะไม่มีพ่อก็ไม่เป็นไรแค่มีผมที่รักเขามากๆ ก็พอแล้ว

 

“หนาวไหมครับลูก เดี๋ยวแม่ห่มผ้าหนาๆ เลย” ผมพูดคนเดียวในช่วงหัวค่ำมือก็ลูบหน้าท้องไปด้วย

 

 

 

เสียงโหวกเหวกเหมือนเจ๊กตลาดแตกดังขึ้นทำให้ผมที่กำลังกลับสบายหลังจากที่ลุกไปอาเจียนช่วงตีสี่ตื่นขึ้นมา ภาพของชายหญิงวัยห้าสิบกำลังเถียงกันเสียงดังเป็นภาษาไทยสลับกับภาษาจีนจนผมปวดหัว

 

“ม๊า..ป๊า”

 

“ไอ้หยา!! อาตี๋น้อย”

 

“ม๊า อย่าเสียงดังตี๋ปวดหัว” ผมบอกแล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน

 

“เห็นไหมลูกปวดหัวเพราะลื้อเลยนะม๊า”

 

“ป๊าด้วย”

 

“คุณลุงคุณป้าใจเย็นๆ นะคะ แสงมันยิ่งไม่สบายอยู่”

 

พี่ยุ้ยรีบห้ามคนแก่สองคนที่โวยวายให้เงียบลงไม่อย่างนั้นผมคงได้ประสาทแดกแน่ เมื่อทุกอย่างสงบลงม๊าก็เป็น คนแรกที่ถามขึ้น

 

“เรื่องเป็นยังไงอาตี๋”

 

“ไอ้นั่นมันเป็นใครมาทำลูกป๊าแบบนี้ได้ยังไง”

 

“ป๊าใจเย็นๆ”

 

ผมถอนหายใจแล้วตัดสินใจเล่าออกมาแต่ไม่ได้บอกว่าคุณน่านฟ้าเป็นพ่อของลูกผม เพราะผมตั้งใจจะตัดขาดจากเขาแล้ว

 

“ลื้อคิดดีแล้วใช่ไหมอาตี๋”

 

“ครับม๊า” ผมบีบมือม๊าเบาๆ

 

“ป๊าจะทำเรื่องลาออกจากเรียนให้ลื้อ ไม่ต้องเรียนแล้วกลับบ้านไปดูร้านทองของเรานะตี๋” ป๊าเข้ามากอดผมไว้และลูบหัวผมเบาๆ

 

ทุกอย่างมันต่างจากที่ผมคิดไว้ว่าพ่อแม่คงจะมาโวยวายตราหน้าว่าเป็นลูกไม่รักดีแต่พวกท่านกลับโกรธคนที่ทำให้ผมต้องเป็นแบบนี้

 

“ไม่กลับได้ไหม ตี๋อยากอยู่ที่นี่”

 

“ทำไม?”

 

“อั้วมีหมอที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้วถ้าใกล้ๆ น่าจะดีกว่า” ผมบอกเสียงแผ่วกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่ยอมให้อยู่ “นะป๊า ม๊า” ผมเงยหน้ามองทั้งสองคนที่หน้าลำบากใจ

 

“แล้วใครจะดูแลลื้ออาตี๋”

 

“เดี๋ยวให้ไปอยู่บ้านยุ้ยก็ได้ค่ะคุณป้ายังไงก็คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนะคะ” พี่ยุ้ยอาสาแต่เหมือนพ่อกับแม่ก็ยังลังเลอยู่ “ถ้าเกรงใจพี่ยุทธ์นี่ไม่ต้องเกรงใจเลยนะคะ พี่ยุทธ์บอกให้ยุ้ยมาชวนแสงไปอยู่ด้วย แต่แสงไม่ยอมไป”

 

“ไอ้หยา!! ม๊าจะเป็นลม ทำไมลื้อถึงไม่ห่วงลูกลื้ออย่างนี้อาตี๋” แม่โบกมือขึ้นพัดๆ หน้าตัวเองจนพี่ยุ้ยต้องเข้ามาพยุงไว้กลัวว่าจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน

 

“อั้วไม่ได้เป็นอะไร”

 

“ลื้อไม่ตัวคนเดียวแล้วนะตี๋ คิดถึงลูกเยอะๆ เข้าใจไหมถ้าไม่ไปอยู่กับอายุ้ยงั้นลื้อก็กลับบ้านกับป๊ากับม๊า”

 

‘...ผ่านมาแล้วนะคะสำหรับงานวิวาห์สุดหวานชื่นของไฮโซสาวเสาวรสกับสามีหนุ่มสุดหล่ออย่างกัปตันน่านฟ้าที่สาวทั้งประเทศอยากเป็นเจ้าของ แต่ก็ต้องเสียใจด้วยนะคะเมื่อหนุ่มหล่อของเรามีเจ้าของหัวใจซะแล้ว...’

 

ผมฟังข่าวในทีวีไม่ได้สนใจเสียงของป๊าม๊าและพี่ยุ้ยที่พูดเลย ในหัวคิดแต่เรื่องในข่าวแต่มันไม่ใช่เรื่องแบบที่ทุกคนคิดหรอก ผมแค่คิดว่าเขาเหมาะสมกันดีเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยและบ้านรวยทั้งคู่ ส่วนผมก็แค่เด็กใจแตกนอนกับคนแปลกหน้าจนท้อง ตลกชิบหาย แต่ผมคงไม่เอาลูกไปรั้งเขาหรอกอยากไปไหนก็ไปไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว 

 

“เอ๊ะ? ดูข่าวอะไร” พี่ยุ้ยเดินเข้ามาถาม พอดีกับเป็นช่วงเปลี่ยนเรื่องพอดี 

 

“ข่าวบันเทิงอะ รอดูตัวอย่างละครใหม่กับสัมภาษณ์นักแสดง” 

 

“อ่อเรื่องนี้ใช่มั้ย มันเคยเล่นแล้วนี่ เรื่องนี้นะนางเอกหอบลูกหนีฟพระเอกไปเป็น 10 ปีเลย พระเอกก็โง๊โง่...”

 

พี่ยุ้ยบรรยายพล๊อตละครใหม่ซะจนหมดเปลือกไม่ต้องดูแล้วก็ได้มั้งเพราะสุดท้ายก็จบบริบูรณ์รักกันครอบครัวสุขสันต์ แต่คงไม่ใช่กับเรื่องของผมแน่ เพราะเขาจะไม่มีวันรู้เรื่องลูก

 

หลังจากที่ออกมาจากโรงพยาบาลผมก็ถูกย้ายมาอยู่ที่บ้านของพี่ยุ้ยห้องชั้นหนึ่งถูกจัดไว้ให้ผมโดยเฉพาะห้องนั้นปลอดโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวกมากทำให้ผมไม่ค่อยแพ้ท้องเท่าไหร่

 

“เป็นไงบ้างพออยู่ได้ไหม”

 

“ได้ครับ ขอบคุณพี่ยุ้ยมากเลยนะครับ” ผมหันไปยกมือไหวคนอายุมากกว่า

 

“พักไปเถอะเดี๋ยวตอนเย็นพี่มาเรียกไปกินข้าว”

 

“ให้ผมช่วยทำกับข้าวไหม”

 

“แพ้ท้องเยอะก็พักเฉยๆ”

 

“โอเคๆ”

 

ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ผมอยู่บ้านของพี่ยุ้ย ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายผมนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ริมหน้าต่างไปเรื่อยๆ มือก็คอยลูบหน้าท้องของตัวเองไปด้วย ผมหยิบไดอารี่ออกมาจากกระเป๋าและเอารูปอัลตร้าซาวน์ที่ขอจากโรงพยาบาลติดลงไปในหน้าว่าง

 

‘15 สัปดาห์ของตัวเล็ก’

 

ผมยิ้มกับลายมือหวัดของตัวเองที่เขียนด้วยเมจิกสีดำใต้รูปอัลตร้าซาวน์ ตอนนั้นเจ้าตัวเล็กตัวเท่าเม็ดถั่วเองต้องขอบคุณคุณหมอที่เก็บรูปนี้ไว้ให้และอีกไม่กี่วันผมก็ต้องไปตรวจเมื่ออายุครรภ์ได้18สัปดาห์แล้วเร็วมากๆ เลย แค่คิดว่านี่ผ่านมาเกือบสี่เดือนแล้วก็ใจหายขึ้นมาแปลกๆ สี่เดือนแล้วที่พ่อของเจ้าตัวเล็กไม่รู้เรื่องนี้ แต่ช่างเถอะยังไงเราก็ไม่เกี่ยวข้องกัน

 

“แสงทำอะไร”

 

“เขียนไดอารี่ครับ” ผมยื่นสมุดเล่มไม่ใช่มากให้พี่ยุ้ยดู เธอรับไปแล้วเลิกคิ้วนิดๆ เมื่อเปิดดู “รูปเจ้าตัวเล็กตอนสิบห้าสัปดาห์ครับ ตอนที่เข้าโรงพยาบาลคุณหมอเอามาให้ครับ”

 

“อื้อ หลานพี่ตัวเล็กนิดเดียวเองเน้อะ”

 

“ครับ”

 

“แสงจะไม่บอกเขาจริงๆ ใช่ไหม” พี่ยุ้ยถามแบบนี้อยู่ทุกวันหลังจากที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ด้วย “คิดดีแล้วสินะว่าจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กเอง”

 

“ครับ บอกไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกตอนนี้เขามีครอบครัวของเขา ก็ควรที่จะให้เขามีความสุขกับครอบครัวของเขา” ผมพูดจริงผมเป็นผู้ชายไม่ได้มาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพวกนี้หรอก ชีวิตใครชีวิตมันและผมกับเขาคงไม่ต้องมาเจอกันอีก

 

•••

 

ร่างสูงเดินเข้ามาทำงานอย่าปกติทุกวันหลังจากที่แต่งานได้ไม่นานน่านฟ้ายอมรับว่าชีวิตมันห่วยภรรยาคนสวยของเขาอยู่ไม่ติดบ้านสักวันเรื่องลูกหรอเลิกคิดไปได้เลยเสาวรสเป็นคนรักสนุก ชอบเข้าสังคม ชอบเที่ยวจะให้เธอมามีลูกท้องโย้นั้นไม่ใช่เรื่องที่เธอชอบนัก จะว่าไปคืนเข้าหอวันแต่งงานเธอก็หนีหายอแกไปไหนก็ไม่รู้ทิ้งให้น่านฟ้าอยู่ในห้องหอคนเดียว

 

“สีหน้าไม่ดีเลยนะคะกัปตัน”

 

“พี่ยุ้ย สวัสดีครับมาทำงานแต่เช้าเลยนะครับ”

 

“ค่ะ” หญิงสาวยิ้มมองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจ “ชีวิตหลังแต่งานเป็นยังไงบ้างคะ มีความสุขดีหรือเปล่า”

 

“เห้อ...จืดสนิทครับ”

 

“อ้าวทำไมล่ะคะ” ยุ้ยทำท่าตกใจทั้งที่ความจริงเธอรู้อยู่แล้วว่าชีวิตคู่ของน่านฟ้าเป็นยังไงดูได้จากภรรยาของชายหนุ่มที่ออกงานสังคมไม่เว้นวัน “ทำงานหนักสินะ รีบๆ มีน้องนะคะเดี๋ยวจะไม่ทันใช้” เหมือนเป็นการพูดแหย่เล่นๆตามประสาคนรู้จักแต่มันก็เป็นคำจิกกัดที่เจ็บแสบอยู่ไม่น้อย 

 

“ผมก็อยากมีครับ แต่ว่าเสาเขายังไม่พร้อม”

 

“หรอคะ น้องพี่น่ะท้องได้สามสี่เดือนแล้วนะคะ” ยุ้ยแกล้งพูดให้ชายหนุ่มสนใจ

 

“คงเป็นครอบครัวที่มีความสุขมากเลยนะครับ” น่านฟ้าเอ่ยปากบอก เขาอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นบ้างมีภรรยาและลูกเล็กสักสองคนคงมีความสุขไม่น้อย

 

“ไม่หรอกค่ะ น้องพี่น่ะท้องไม่มีพ่อ”

 

“อ้าว” น่านฟ้าตกใจไม่น้อยที่ยุ้ยพูดเรื่องนี้ขึ้นมา “แล้วพ่อเด็กไปไหนครับทำไมทิ้งให้แม่ลูกอยู่กันสองคน” ทำไมเขาต้องสงสัยคนที่ไม่รู้จักด้วยนะ

 

“พ่อเด็กแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นค่ะ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องของพี่ท้อง”

 

“น่าสงสารนะครับ”

 

“ค่ะ” เธอลอบสังเกตคนตรงหน้าก่อนที่จะส่งบางอย่างให้

 

“อะไรครับ”

 

“รูปหลานค่ะ น่ารักมากเลย”

 

น่านฟ้าหยิบรูปอัลตร้าซาวด์ใบเล็กขึ้นมาดู ภาพสีขาวดำที่มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษอยู่มุมขอบภาพบอกรายละเอียดต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคงเป็นลายมือการ์ตูนแบบหวัดๆที่อยู่มุมภาพ

 

‘15สัปดาห์ของเจ้าตัวเล็ก’ 

 

“ผมดูไม่รู้เรื่อง”

 

ชึบ! 

 

“พี่ขอคืนนะคะ” 

 

“ครับๆ” น่านฟ้ามองยุ้ยแบบงงๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

 

จนถึงเลิกงานน่าฟ้าก็ไม่สามารถสลัดความคิดในหัวเรื่องการมีลูกออกไปจากหัว เขาอยากมีลูกมากอายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่การที่หาใครสักคนดีๆมาเป็นแม่ของลูกมันก็ยากซะจนพ่อของเขาต้องจัดแจ้งการแต่งงานคลุมถุงชนนี้ให้ทเขาไม่ได้อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคน เขาสองคนเป็นเหมือนเจ้าหญิงและเจ้าชายของสกายแอร์ หลายคนคิดว่าเขาเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แต่มันไม่ใช่

 

การแต่งงานครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์ร่วมกันของสองบริษัทขอเพียงแค่การร่วมลงทุนในเซี่ยงไฮ้สำเร็จการแต่งงานนี้ก็ไม่มีความหมาย 

 

ครืด ครืด 

 

‘เสาวรส’ 

 

“ฮัลโหล มีอะไร” 

 

‘คืนนี้ไม่กลับบ้านนะ ฉันจะไปข้างนอกไม่ต้องฟ้องพ่อฉันล่ะ’ 

 

“ผมไม่เคยฟ้อง” 

 

‘ก็ดี ไว้การลงทุนที่เซี่ยงไฮ้ผ่านไปเมื่อไหร่เราค่อยหย่ากัน’ 

 

“ผมนับวันรอไม่ไหวแล้ว” ใช่ เขานับวันรอมาตลอดตั้งแต่แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ 

 

น่านฟ้าวางสายแล้วได้แต่ถอนหายใจพ่อเขาคิดอะไรอยู่คิดว่าการคลุมถุงชนมันช่วยให้คนรักกันหรือไง ไหนจะยังหวังให้เขามีลูกกับเธอ หวังอะไรลมๆอล้งๆไปหรือเปล่า 

 

ถ้าคำนวณไม่ผิดกว่าการลงทุนที่เซี่ยงไฮ้จะสำเร็จลุล่วงก็น่าจะเกือบปี พ่อเขาคิดว่าเวลาหนึ่งปีจะทำให้คนรักกันได้จริงๆหรือไง

 

ไร้สาระ

 

•••

 

Talk; ฉันกลับมาแล้วๆๆๆๆ ขอบอกไว้เลยว่าเปลี่ยนพล๊อตจ้าไม่เอาเนื้อเดิมแล้วล้างใหม่หมดยกเซ็ต ไทม์ไลน์ตอนนี้จะเร็วนะคะขอเดินเรื่องแบบเร็วๆเพราะเราจะเอาดีเทลไปลงที่ช่วงกลางกับช่วงหลัง ตอนนี้ไปอ่านเกี่ยวกับคนท้องที่แอป the Asian parent ต้องบอกว่าดีมากๆอ่านง่ายเข้าใจง่ายจนตอนนี้คิดว่าตัวเองมีลูกและ 5555 ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์นะจริงๆ 555 แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่ยังอ่านอยู่ถึงพล๊อตมันจะป่วยๆในตอนแรก 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น