แทคฮยองจี
email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ช่วยใจดีกับเราด้วยนะคะ

น่านฟ้าล่ารัก 00 | Rewrite 22-09-20

ชื่อตอน : น่านฟ้าล่ารัก 00 | Rewrite 22-09-20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2563 11:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
น่านฟ้าล่ารัก 00 | Rewrite 22-09-20
แบบอักษร

“หมอไม่แน่ใจว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า” 

“ผมมีอะไรผิดปกติหรอครับหมอ” 

“คือ...” หมอไม่ได้ตอบทำเพียงแค่ยื่นกระดาษผลตรวจให้ผม 

อิหยั๋งวะ? 

“หมอครับคือ...” 

“ผมเข้าใจว่ามันยากที่จะทำใจแต่ผมตรวจซ้ำ 5-7ครั้งผลก็เหมือนเดิม” หมออธิบาย 

“ไม่ใช่ครับคือผมอ่านไม่ออก” ลายมือหมอนี่มันอ่านยากจริง ๆ นะ หมอถอนหายใจแล้วจิ้มปากกาลงบนกระดาษตรงที่พิมพ์ว่าผลตรวจนั่นแหละ 

“คุณตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์แล้วครับ” 

WTF 

หมอตรวจผิดหรือเปล่า? ผมเนี่ยนะจะท้องต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ผมเป็นผู้ชายจะท้องได้ยังไงไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่สีหน้าของหมอไม่ได้มีท่าทีว่าจะล้อเล่น ก็แหงล่ะ ใครจะเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกันแล้วเรื่องบ้า ๆ นี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงนะตั้งแต่เกิดมา 23 ปีผมยังไม่เคยมีอะไรกับใครเลยยกเว้นก็แต่ตอนนั้นที่บังเอิญ... 

 

***** 

สามเดือนก่อน 

“แสงเหนือคืนนี้มีงานเลี้ยงส่งเด็กฝึกงานนะคะ” เสียงของหัวหน้าแอร์ฯ ดังขึ้นในช่วงเย็นที่ผมกำลังเก็บของเตรียมกลับอพาร์ทเม้น 

“อ่า...ครับ” 

“ไม่ลืมนะคะ ตรีมbeauty and the beast นะคะ” 

“ครับ” 

“ว่าแต่แสงเหนือจะเป็นบิวตี้หรือเดอะบีสท์คะเนี่ย แต่พี่ว่าหน้าหวานแบบนี้เป็นบิวตี้ได้สบายมากค่ะ” เธอตีไหล่ผมอย่างถูกใจ 

พี่ยุ้ยเป็นหัวหน้าแอร์ฯ สายการบินที่ผมมาฝึกงานอยู่ และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ฝึกงานที่สายการบินนี้ และทุกคนก็พร้อมใจกันจัดงานเลี้ยงส่งเด็กฝึกงานทุกคน ซึ่งตรีมปาร์ตี้คืนนี้ก็อย่างที่พี่ยุ้ยบอกเพราะเป็นตรีมที่ได้รับเลือกมากที่สุด ผมยิ้มจนตาเป็นสระอิก่อนที่จะขอตัวกลับก่อน ส่วนเรื่องงานเลี้ยงเห็นที่จะต้องไปหายืมชุดที่ร้านมาใส่เสียแล้วล่ะ เห้อ... ลำพังเงินที่มีไม่พอที่จะซื้อชุดดีๆ หรอกอย่างดีก็ไปเช่าเอา เมื่อทุกอย่างพร้อมผมก็เดินทางไปตามสถานที่ที่นัดกันไว้ 

 

***** 

โรงแรมหรูระดับห้าดาวพร้อมห้องจัดเลี้ยงที่อยู่จัดเตรียมไว้อย่างดีสมกับเป็นงานของสายการบินแนวหน้าของประเทศ นักศึกษาฝึกงานทุกแผนกถูกเลี้ยงส่งเป็นอย่างดีด้วยอาหารชั้นเลิศระดับมิชลินสตาร์ หนุ่มสาวในชุดเจ้าหญิงเจ้าชายตามตรีมงาน ใบหน้าสวยหล่อถูกปกปิดด้วยหน้ากากคานิวัลหลากหลายรูปแบบ 

“มาอยู่นี่เองทำไมไม่เข้าไปล่ะ” พี่ยุ้ยเดินเข้ามาหาและเปิดหน้ากากที่ปิดหน้าตัวเองขึ้นมองผมที่ยังไม่ได้สวมหน้ากาก “มานี่มาพี่ใส่ให้แล้วเข้าไปในงานกัน” 

มือเรียวคว้าหน้ากากในมือผมขึ้นมาใส่ให้ก่อนที่จะใส่หน้ากากของตัวเองกลับไป เธอดันหลังผมให้เข้าไปในงาน และโบกมือลาขอแยกไปอีกทาง ผมยืนมองไปรอบ ๆ อยู่กลางงานไม่รู้จะไปทางไหนก่อน ยืนหันซ้ายหันขวาก่อนจะตัดสินใจเดินไปโต๊ะของกิน  

มาแล้วก็หาอะไรกินก่อนแล้วกัน 

“มาคนเดียวหรอคะ” 

“ครับ” 

“มีคู่เต้นรำหรือยังคะ” เสียงหวานเอ่ยถามเพลงเต้นรำจังหวะช้าก็ถูกเปิดขึ้น ผมมองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่าหลายคนเดินจับคู่ออกไปโยกตัวเบา ๆ ตามจังหวะเพลง 

“ก็ได้ครับ” 

ผมพาหญิงสาวออกมาเต้นรำที่ฟลอร์จัดท่ามาตรฐานและเริ่มขยับตามจังหวะเพลงช้า ๆ โดยมีผมเป็นคนนำ ขยับเดินหน้า ถอยหลัง และหมุนตัวตามจังหวะ 

“เต้นเก่งจังเลยค่ะ” 

“ไม่หรอกครับ” ผมบอกอย่างเขินอายเล็กน้อย หลังจากที่เราโค้งให้กันและกันหลังจากจบเพลง 

“ฉันเกรทค่ะ คุณชื่ออะไร” 

“แสงเหนือครับ” ผมยิ้มให้เธอ 

“ไว้เจอกันนะคะ” เธอบอกแล้วแยกออกมา 

ผมก็ยืนคนเดียวอยู่ที่มุมห้องโดยไม่ได้เป็นจุดเด่นในงานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว แต่ระหว่างที่กำลังให้ความสนใจกับเครื่องดื่มในมือแสงไฟก็เปลี่ยนมุมสาดไปยังร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามา 

“นั่นกัปตันน่านฟ้านี่” เสียงกรี๊ดจากกลุ่มหญิงสาวดังขึ้นเรียกความสนใจของผมได้เป็นอย่างดี 

ผมมองไปยังชายร่างสูงในชุดสีดำทั้งชุดรวมถึงหน้ากากที่เขาสวมอยู่ ท่าทางสมาร์ทนั้นช่างดูดีเหลือเกินไม่แปลกใจเลยที่สาวๆ จะกรี๊ดกันขนาดนี้ เขามาเป็นตัวแทนของผู้จัดการใหญ่ในการกล่าวขอบคุณและอำลาแก่นักศึกษาฝึกงานในปาร์ตี้และมอบของที่ระลึก 

ผมยืนดื่มไวน์อยู่ที่มุมห้องจัดเลี้ยงหมดไปหลายแก้ว รู้สึกเบื่อกับงานเลี้ยงเอามาก ๆ ทั้งยังเริ่มง่วงนอนแล้วหัวหนักไปหมดจนต้องพิงกับผนังห้องจัดเลี้ยงเอาไว้ 

“มายืนทำอะไรตรงนี้ครับ ทำไมไม่เข้าไปในงาน” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถามทำให้ผมต้องเพ่งมองใบหน้าของคนที่เข้ามา แต่ก็มองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ 

“เอ่อ...” 

“ไม่สบายหรอ?” 

“ปวดหัวนิดหน่อยครับ” 

อ่า... ตอนนี้ผมว่าผมเห็นหน้าเขาจัดแล้วนะ นึกว่าใครที่แล้วก็ร่างสูงที่สาว ๆ กรี๊ด ตอนนั้นนั่นเอง กลิ่นน้ำหอมแบร์นดังที่เคยได้ยินสาว ๆ คุยกันว่าเขาชอบฉีดลอยปะทะจมูกของผมจนฉุนกึก 

“ไหวหรือเปล่า” มือใหญ่หิ้วปีกผมขึ้นข้างหนึ่งเมื่อทำท่าจะร่วงลงไป 

“ไหว...ครับ” 

“ไม่ไหวหรอกไปพักดีกว่า” เขาบอกแล้วลากผมออกไปจากห้องจัดเลี้ยงทันที หลังจากนั้นผมก็จำได้ไม่ได้เลยจนกระทั่งตอนเช้า... 

ผมตื่นขึ้นมาในห้องที่ไม่คุ้นตาเมื่อปรับสายตาจึงรู้ว่าห้องนั้นเป็นห้องภายในโรงแรมผมพยายามที่จะลุกแต่มันก็เจ็บตึงๆ ที่สะโพกจนต้องนิ่วหน้า 

“เหี้ยไรวะเนี่ย” ผมสบถ  

ไม่ใช่ว่าใสซื่อจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ผมไม่เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับผมได้ยังไง ผมขอสาบานต่อตัวเองเลยว่าจะไม่ดื่มเหล้าจนเมาไม่มีสติอีกแล้ว ผมมองสำรวจรอบ ๆ ห้องก็ไม่เจอใครมีเพียงกระดาษโน้ตใบเล็กที่วางไว้ข้างเตียงเขียนด้วยหนังสือหวัด ๆ บอกว่าจ่ายค่าห้องให้แล้ว และนอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลยนอกจาก... 

“ของใครล่ะเนี่ย” ผมหยิบแหวนที่มีขนาดใหญ่กว่านิ้วของตัวเองขึ้นมาดูอย่างใคร่รู้ 

แหวนทองคำขาวที่ไม่มีเจ้าของถูกวางไว้อยู่บนโต๊ะข้างเตียง และในห้องนี้ก็ไม่มีใครนอกจากผมในตอนนี้ งั้นมันก็ต้องเป็นของคนเมื่อคืนแน่ ๆ ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูพบว่าเหลือเวลาอีกมากจึงตั้งนาฬิกาปลุกและนอนต่ออีกหน่อย  

ภาพความทรงจำแสนจะเลือนรางของเมื่อคืนไหลเข้ามาในหัวเหมือนน้ำลาก ทั้งซุ่มเสียงทุ้มที่กระซิบกระซาบ สัมผัสร้อนจากปลายนิ้วที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนกาย กับใบหน้าคอที่ซุกไซร้อยู่ตรงซอกคอ  

คุณน่านฟ้า 

 

***** 

 

หลังจากปาร์ตี้วันนั้นผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลยจนกระทั่งผมกลับมาเรียนปกติแต่มาเรียนได้ไม่นานผมก็มีอาการแปลก ๆ จนต้องลาไปหลายวันและในที่สุดผมก็ตัดสินใจไปหาหมอ 

“ผมท้องจริงๆ หรอหมอ หมอไม่ได้อำกันนะ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ 

“เรื่องแบบนี้หมอจะอำทำไมครับ แต่ถ้าอยากรู้ว่าตั้งท้องได้ยังหมดจะนัดมาตรวจละเอียดอีกทีนะครับ” หมอจดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษแล้วยื่นให้ผม “ยื่นให้พยาบาลหน้าห้องนะครับ” 

“ครับ” ผมรับกระดาษมาอย่างงงๆ 

“ถ้าคราวหน้ามาพาแฟนมาด้วยนะครับ” 

“เอ่อ...” ผมชะงัก หมอเองก็มองหน้าผมอย่างใคร่รู้ “คือว่า...ไม่มีอะไรครับ” 

ผ่านมาสามสี่วันแล้วหลังจากที่ผมไปหาหมอ ผมทำเรื่องดรอปเรียน และออกมาอยู่เฉยๆ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลยแค่แพ้ท้องทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะตายแล้ว อีกใจนึกอย่างจะเอาออกเสียให้สิ้นเรื่อง และกลับไปใช้ชีวิตปกติแต่ก็ทำไม่ลง 

“ไอ้เด็กบ้า รู้ไหมว่าทำให้ฉันลำบาก” ผมตีหน้าท้องตัวเองเบา ๆ จริง ๆ จะตีแรงก็ได้แต่ไม่กล้า “อุ๊บ...” สงสัยเด็กมันจะโกรธเล่นงานจนผมวิ่งไปโกงคออาเจียนแสบคอไปหมด น้ำหูน้ำตาไหลจนหมดสภาพ 

“ว๊าย!! แสงทำไมสภาพแบบนี้เนี่ย โอ๊ยตายๆ” เสียงโวยวายของพี่ยุ้ยดังขึ้นพร้อมกับปรี่เข้ามาพยุงผมขึ้นไปนั่งที่เตียง กุลีกุจอไปหาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ 

“พี่มาได้ยังไง” 

“ก็ขับรถมาสิ แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง” ผมส่ายหน้า “เห้อ...แสงแกจะไม่บอกพี่จริง ๆ ใช่ไหมว่าไปทำอะไรมา” 

“พี่ยุ้ย” 

“ถ้าแกยังนับฉันเป็นญาติก็เล่ามาว่าแกป่วยเป็นอะไร” คำสั่งเด็ดขาดของคนที่เป็นทั้งพี่ที่ฝึกงานและเป็นพี่ข้างบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจที่จะตอบ 

“ไม่มีอะไรผมแค่เครียดเรื่องเรียนแหละ” 

ผมรู้ว่าที่พูดเมื่อกี้ตัวเองโกหกทั้งนั้น เรื่องที่ผมดรอปเรียนผมยังไม่ได้บอกใครด้วยซ้ำแม้กระทั่งม๊ากับป๊าที่อยู่ต่างจังหวัด ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะบอกออะไรใครทั้งนั้นผมขอเวลาใคร่ครวญอีกสักหน่อยก็แล้วกัน 

“แน่ใจนะว่าแค่นั้น” พี่ยุ้ยลูบหลังผมเบา ๆ “แล้วไปหาหมอหรือยัง อาการไม่ค่อยจะดีเลย” 

“ไปแล้วครับ” 

“ให้พี่บอกม๊าเราไหมว่าไม่สบาย” 

“พี่อย่าบอกม๊านะ ผมขอ” ผมจับแขนพี่ยุ้ยพร้อมกับส่งสายตาขอร้อง “ผมไม่อยากให้ม๊าเป็นห่วง” 

“อือ ตามใจเราเถอะ แต่ถ้ามีอะไรต้องบอกพี่นะ” พี่ยุ้ยคว้ามือผมมากุมไว้หลวมๆ “อย่าคิดมาก ใกล้จบแล้วก็แบบนี้แหละ สมัยพี่ก็เป็นธีสีสตัวร้ายกับนายปีสี่ ฮ่า” 

“ครับ ๆ ฮ่า ๆ” 

“งั้นมากินข้าวกินยากันดีกว่า” 

พี่ยุ้ยบอก และลุกไปจัดแจงหาข้าวหาน้ำให้ส่วนผมก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนโทรเข้ามาเบอร์พี่ยุ้ยเห็นว่าเป็นที่ทำงานจึงตะโกนบอกให้คนในครัวออกมารับสาย 

“ค่ะ ยุ้ยพูดค่ะ” พี่ยุ้ยคุยอยู่ครู่หนึ่งก็วางสายไป ผมจึงมองอย่างสงสัยเพราะพี่ยุ้ยมีสีหน้าแปลก ๆ “กัปตันกำลังจะแต่งงาน” 

“กัปตัน?” 

“ก็กัปตันน่านฟ้าไง เมื่อกี้เพื่อนที่ทำงานบอกว่าเขาฝากการ์ดเชิญมาให้” 

แต่งงานหรอวะ ไอ้เหี้ยตลกฉิบหายเลยว่ะ 

ในขณะที่ผมกำลังอุ้มท้องลูกของเขา แต่เขากลับกำลังจะไปแต่งงานกับคนอื่นคิดแล้วก็สมเพชตัวเองฉิบหาย เพราะความรู้สึกชั่ววูบในคืนนั้นทำให้ผมชีวิตแทบพัง ผมคิดว่าเขาคงจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำมั้งถ้าเกิดว่าเจอหน้ากันขึ้นมาอีกครั้ง 

“ร้องไห้ทำไม” 

“ห๊ะ? เอ่อไม่มีอะไรพี่แค่ปวดท้อง สงสัยเครียดลงกระเพาะ” 

ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังร้องไห้ จนกระทั่งถูกพี่ยุ้ยทักขึ้นมาผมจับที่หน้าของตัวเองรู้สึกถึงความชื้นจากน้ำตาที่ข้างแก้ม แต่ว่าผมไม่ได้ร้องเพราะรู้สึกเสียใจเรื่องที่เขาแต่งงาน ผมแค่นึกสมเพชตัวเองก็เท่านั้น 

“กินข้าวเถอะ” พี่ยุ้ยเลื่อนเก่าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วตักอาหารใส่จานให้ผม 

เมื่อทานอาหารเรียบร้อยพี่ยุ้ยก็จัดการล้างจานให้ผม บ่นผมอยู่พักหนึ่งเรื่องที่ไม่ยอมบอกที่บ้านแล้วก็กลับออกไป เมื่อต้องอยู่คนเดียวความคิดฟุ้งซ่านก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

ข่าวการแต่งงานของคุณน่านฟ้ากับคุณเสาวรสลูกสาวเจ้าของสายการบินที่ผมเคยไปฝึกงานเป็นข่าวดังมากในแวดวงการบินและวงสังคมไฮโซ ผมนั่งดูข่าวซุบซิบดาราที่พูดถึงคุณเสาวรสและคุณน่านฟ้าด้วยสมองว่างเปล่า มือจับหน้าท้องของตัวเองอย่าไม่รู้ตัว 

“พ่อแกยังไม่รู้เลยว่ามีแก” 

 

***** 

 

การใช้ชีวิตคนเดียวของผมในตอนนี้เป็นเรื่องยากลำบากมากเพราะไม่มีคนคอยดูแล ผมตื่นมาตอนเช้าอาเจียนจนหวิดจะเป็นลมก็หลายครั้ง หนักหน่อยก็ช่วงหัวค่ำที่กินอะไรไม่ได้เลยมีแต่อาเจียนจนเวียนหัวไปหมดจนได้แต่นอนเฉยๆ ผมรู้ว่ามันไม่ดีต่อเด็กในท้อง แต่มันกินไม่ได้จริง ๆ ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นไปหมด 

“แสงพี่ว่าไปอยู่บ้านพี่ดีไหม อาการไม่ค่อยดีเลย” พี่ยุ้ยถามแบบนี้ทุกครั้งที่มากินข้าวด้วย 

“ถ้าเกรงใจพี่แทนนะพี่บอกเลยว่าไม่ต้องเกรงใจพี่แทนก็อยากให้เรามาอยู่ด้วย ดีเสียอีกเวลาพี่แทนไปทำงานเราจะได้อยู่เป็นเพื่อนพี่” 

“แต่ว่า” 

“ไม่มีแต่นะแสง เราไม่สบายอยู่คนเดียวแบบนี้จะทำยังไง” 

“ขอผมคิดก่อนนะพี่” 

“เห้อ...ตามใจเราแล้วกัน” พี่ยุ้ยถอนหายใจเหมือนเหนื่อยกับความดื้อของผมเต็มที 

“พี่ยุ้ย” 

“แล้วนี่ได้ไปหาหมอบ้างไหม” 

“พรุ่งนี้ครับ” ผมบอกแต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียด “พี่ยุ้ยคุณน่านเขาจะแต่งงานตอนไหนหรอครับ” 

“ถามทำไม” พี่ยุ้ยหันมามองผมอย่างสงสัย 

“ผมแค่อยากรู้” 

“อือ มะรื้นน่ะ” 

“ครับ” 

“เออ...พี่กลับก่อนนะพอดีนึกได้ว่าพรุ่งนี้มีธุระน่ะ” พี่ยุ้ยบอกและเก็บกระเป๋าเดินออกไป 

 

***** 

 

ผมไปหาหมอตามเวลานัดแต่กว่าจะไปถึงก็ลำบากมากเหลือเกินพอไปถึงก็โดนหมอเอ็ดเรื่องที่ไม่ดูแลตัวเองและเด็กในท้องให้ดี และยังเดินทางมาคนเดียวอีก 

“เชิญที่ห้องตรวจเลยครับ” 

“ครับ” 

หลังจากที่ตรวจจนละเอียดแล้วผมก็มารอฟังผลที่ห้องของหมอ คุณหมอมีสีหน้าเคร่งเครียดมากเมื่อเห็นผมวินิจฉัยในมือ เขายื่นให้ผมและถอนหายใจ 

“หมอคิดว่าคุณคงมีมดลูกแฝงในร่างกายนะครับ” หมอบอกและเอาภาพทางการแพทย์อะไรบ้างก็ไม่รู้ขึ้นมาเป็นเรฟเฟอร์เรนซ์ให้ผมดู 

“หมายความว่ายังไงครับ” 

“คือคุณสามารถตกไข่ได้เหมือนผู้หญิงแต่ระยะเวลาไม่แน่นอนครับ ในบางครั้งมดลูกส่วนนี้จะมีสภาวะคล้ายกับคนที่อยู่ในช่วงวัยทอง[1] (พิมพกา, 2018) ทำให้การตกไข่ไม่สมบูรณ์” หมออธิบาย “ครรภ์ของคุณต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจะส่งผลถึงเด็กในท้อง”  

ผมไม่ได้เข้าใจอะไรที่หมอพูดเท่าไหร่ แต่เข้าใจว่าผมสามารถตั้งท้องได้เพราะมีมดลูกแฝงในตัว ตกไข่ได้เหมือนผู้หญิงแต่เพราะมีสภาพร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนเพศชายด้วยทำให้ร่างกายสับสนส่งผลให้ไม่มีประจำเดือนเป็นเหมือนผู้หญิงในช่วงวัยทอง 

“แล้วแบบนี้เด็กในท้องจะเป็นยังไงครับ” 

“ไม่ต้องกังวลนะครับยิ่งกังวลจะยิ่งส่งผลถึงเด็กในท้องนะครับ” 

“ถ้าผมอยากจะเอาเด็กออก...” 

“ผิดกฎหมาย[2] (nuttynui, 2562) นะครับ ผมเองก็เป็นหมอไม่ได้มีความรู้ด้านนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็พูดกันตามตรงผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน หมออยากให้คุณลองกลับไปคิดดูอีก”  

ผมเม้มปากเข้าหากันอย่างประหม่าผมจะบอกหมอได้ยังไงว่าผมน่ะท้องไม่มีพ่อ รู้ไปถึงไหนก็คงอายไปถึงนั้น แล้วถ้าเกิดว่ารู้ถึงหูป๊ากับม๊ามีหวังผมคงถูกตำหนิอีกเป็นกระบุ ทั้งที่อีกปีเดียวก็จะเรียนจบแล้วแต่กลับทำเรื่องงามหน้าให้พวกท่านอับอาย เป็นขี้ปากชาวบ้าน 

“แต่ผมเป็นผู้ชาย ถ้าเกิดว่าเขาเกิดมาแล้วพิการหรือว่า...” 

“ไม่ต้องกังวลนะครับหมอดูแลคุณเต็มที่ไม่ต้องห่วงครับ” คุณหมอพูดให้กำลังใจ แต่ประเด็นไม่ใช่เรื่องนั้นแต่เป็นเรื่องที่ผมท้องไม่พร้อมต่างหากที่กังวล “อย่าคิดแบบนั้นเลยครับ” 

“แต่ว่า...” 

“เรื่องนี้หมอว่าคุณลองคิดดูอีกสักทีนะครับ แต่หมอจะดูแลคุณให้สุดความสามารถ” 

ผมนั่งเงียบไม่รู้จะพูดอะไรพยายามที่คิดหาเหตุผลต่าง ๆ มารองรับ ผมนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นที่ผมยอมรับว่าผมมีความสุขกับมันมากจนลืมนึกถึงผลที่จะตามมา เป็นเพราะควาทคึกคะนอง ความใคร่ที่ยอมทอดกายให้อีกคนได้เฉยชมครั้งแล้วครั้งเล่า และผมเองที่รู้จักห้ามใจตัวเองให้มากกว่านี้จนเป็นต้นเหตุให้เด็กคนนี้เกิดมา แล้วตอนนี้กลับคิดที่จะเอาเขาออก เพียงเพราะไม่พร้อมทั้งที่ความจริงผมเองก็ยังไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับใคร ในขณะที่หมอพยายามทำอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงก็ตาม ผมยกมือแตะเบา ๆ ที่หน้าท้องตัวเองแล้วตัดสินใจว่าจะเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ เพราะสุดท้ายยังไงเขาก็คือลูกของผม แม้ว่าผมจะไม่อยากให้เขาเกิดมาก็ตาม 

“ขอบคุณหมอมากนะครับ ผมจะดูแลเขาให้ดีครับ” ผมลูบหน้าท้องของตัวเองแผ่วเบาหวังให้ความอบอุ่นแผ่เข้าไปถึงเจ้าตัวเล็ก ให้เขาได้รับรู้ว่าผมคนนี้จะรักและจะทนุถนอมเขาเหมือนดั่งแก้วตาดวงใจ 

***** 

 

เชิงอรรถ:

[1] วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง (Menopause) คือ ช่วงอายุที่รังไข่ของผู้หญิงหยุดทำงาน หยุดการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและหยุดการเจริญของไข่เพื่อการตกไข่ ทำให้ไม่มีประจำเดือน และหมดความสามารถในการมีบุตร

[2] ประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้ทำแท้งได้ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี 2. การตั้งครรภ์ในครั้งนั้น ถูกบังคับ ล่อลวง ข่มขืน ตามที่กฎหมายระบุ 3. จำเป็นเพราะสุขภาพของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์

ความคิดเห็น