rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 27 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 27 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2559 19:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 27 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

 

บทที่ 27

“คุณใหญ่ของคุณว่ายังไงบ้างที่ไปหามาเมื่อวาน?” ชลาธิปเอ่ยถามขณะที่มือก็ซดกาแฟของตัวเองไปด้วยในช่วงเช้าวันถัดมา
            “คุณใหญ่จะลงประกวดไวน์จริงๆครับ ก็อย่างที่คุณรู้นั่นแหละ โดยร่วมมือกับคุณนิก้า ซึ่งแยกออกมาจากพ่อของเธอครับ เป็นการประกวดกันในนามโรงแรมน่ะครับ ไวน์ตัวใหม่ คุณใหญ่ยังไม่บอกรายละเอียด แล้วผมก็ไม่ได้ถามด้วย” ปัณตอบ ชายหนุ่มตั้งใจไม่ถามรายละเอียดในลงลึกอยู่แล้ว เพราะเกรงว่ามันจะเป็นการระลาบละลล้วงคู่แข่งขันจนเกินไป
            “แล้วเขาเรียกที่รักไปทำอะไร?”
            “คุณใหญ่อยากให้ผมไปช่วยครับ แต่ผมไม่ได้ไป เพราะว่าผมช่วยคุณไปแล้ว มันไม่ยุติธรรมกับคุณใหญ่”
            “อืม ดีแล้วล่ะ พ่อของนิก้ากับไร่ของเขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวสำหรับเจริญตามาตลอด ตอนนี้เหมือนเสี่ยเวนิชเขาวางแผนใหม่ โดยเริ่มจากสี่ห้าจังหวัดแถบนี้ก่อน ซึ่งอีกไม่นานก็คง เข้ากรุงเทพฯ”
            “โดยมีคุณใหญ่เป็นตัวประสาน?”
            “ใช่ ครั้งนี้ไม่ว่าใครจะชนะ นิก้า หรือเสี่ยเวนิช ไร่ของพวกเขาก็มีแต่ได้กับได้ ผมว่าพี่คุณน่ะอยากจะชนะผม จนลืมดูอะไรรอบๆไปหมดแล้วล่ะ ปกติก็ดูเป็นคนฉลาดนะผมว่า”
            “ทำไมครับ จะเล่าก็เล่าให้หมดสิ คุณใหญ่ทำไม”
            “ก็ที่มาแข่งเนี่ย ผมว่าคุณใหญ่ของคุณคงแค่อยากเอาชนะผม เพราะโกรธเรื่องของคุณไงล่ะ ตอนนี้พวกเขาจับมือกันยิ่งดีกับทั้งสองฝ่าย ไวน์ของเสี่ยวานิชมีที่วางออกสู่สายตาลูกค้ามากขึ้น ตอนนี้เขาตีตื้นขึ้นมามาก  อีกไม่นาน ไวน์เจที คงไม่มีอยู่ในโรงแรมคุณที่กรุงเทพฯหรอก และอาจจะรวมถึงที่อื่นๆด้วยที่เป็นโรงแรมที่บ้านคุณทำน่ะ ตั้งแต่คุณใหญ่มาที่นี่และสนิทสนมกับนิก้า ยอดสั่งไวน์เจทีที่โรงแรมของคุณก็น้อยลงเรื่อยๆทุกเดือน”
            “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะคุยกับชายกลางเอง ไวน์ของคุณก็เหมือนกับลูกที่ชายกลางปั้นมาเองกับมือเหมือนกัน เขาต้องยินดีช่วยแน่ๆ ที่รักจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง คอยดูงานประกวดของที่รักไปเถอะครับ”
            “น่ารักจัง เมียใครน้า น่ารักจริงๆ” ชลาธิปวางถ้วยกาแฟ ก่อนจะจับเอามือบางของคนรักมาลูบไล้อย่างรักใคร่
            “ผมเหรอ? ผมเป็นเมียหมอครับ” ร่างเล็กทำเป็นหยิบของกินตรงหน้าใส่ปาก ทั้งที่ปากนั้นยังยิ้มกว้าง
            “เหรอ? ระวังเถอะ คืนนี้เมียหมอจะร้องครางทั้งคืน” ร่างหนากระซิบข้างหู เรียกขนเส้นเล็กตรงคอของปัณให้ลุกเกรียว

เสียงโทรศัพท์กรีดร้องอย่างผิดปกติในคืนที่มืดสนิท อีกสัปดาห์เดียวงานประกวดไวน์นานาชาติก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ปัณงัวเงียขึ้นมาพยายามหาต้นตอของเสียงก่อนจะพบว่า มันเป็นของคนที่นอนหลับไปอย่างอ่อนเพลียเพราะโหมทำงานหนักข้างๆตนนั่นเอง
            “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณกูร คุณหมอหลับน่ะครับ มีอะไรบอกผมได้” เสียงเล็กรับสาย เขาค่อนข้างแปลกใจ การโทรหาใครในยามวิกาลอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และยิ่งผิดปกติมากไปใหญ่เมื่อคนที่โทรมาคือ อังกูร ผู้ซึ่งไม่เคยอยากจะให้ชลาธิปต้องเหนื่อย หรือออกแรงทำอะไรเลยสักนิด”
            “ปลุกคุณธิปด่วนเลยครับ ไร่ไฟไหม้
!!

 

หัวใจของชลาธิปแทบสลายเมื่อเห็นว่าไร่เจริญตา ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตของเขา กำลังมอดไหม้อยู่ตรงหน้า ภาวนาขอให้สิ่งที่เห็นเป็นเพียงความฝัน แต่เสียงของอังกูรที่ดังกังวาน คอยสั่งให้คนงานฉีดน้ำสกัดไฟ กับเสียงตะโกนลั่นของคนงานให้ช่วยกันตักน้ำจากบ่อน้ำซึ่งยาวตลอดไร่นั้นตอกย้ำว่า สิ่งที่เห็นคือเรื่องจริง มือที่มีรอยพุพองเพราะเพิ่งไปช่วยคนงานที่เข้าไปเก็บเครื่องมือในโรงเก็บเครื่องมมือแล้วหาทางออกไม่ได้ มันยิ่งย้ำชัด
            ด้วยความร่วมมือของคนงานที่ รักชลาธิป รักอังกูร และรักไร่นี้ไม่ต่างกัน ทำให้ไฟที่โหมกระหน่ำเบาลงอย่างรวดเร็วก่อนที่รถดับเพลิงจะมาถึงซะอีก แต่เมื่อกำแพงไฟผสมผสานเข้ากับค่ำคืนที่ลมกรรโชก
            ... ไร่เจริญตา ที่พ่อกับแม่ของเขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงนั้น ... ถูกเผาไหม้แทบไม่เหลือดี
            ปัณที่ยืนอยู่ข้างๆเข้าใจดีกว่า หัวใจของชลาธิปคงแทบจะมอดไปพร้อมๆกับไร่ที่เห็นตรงหน้า ชายหนุ่มชวนต้นน้ำมาคอยดูแลยื่นน้ำ ยื่นผ้าเช็ดหน้าเย็นให้กับทุกคน ที่ตอนนี้สภาพไม่ต่างกับไปรบในสนามคลุกฝุ่น คราบไคลของไฟ ดิน เลน และน้ำ เกาะอยู่เต็มพวกเขาไปหมด
            ตำรวจกับรถดับเพลิงมาถึงเอาตอนที่ไฟเกือบจะมอดหมดแล้ว พวกเขาเข้าดูพื้นที่และพูดคุยกับชลาธิปหลายอย่างก่อนที่จะสะดุ้งเมื่ออังกูรโยนถังน้ำมันสี่ถังไปกลางวง
            “เราถูกวางเพลิงคุณธิป” อังกูรพูดเสียงนิ่ง ทว่าแววตากลับโกรธกร้าว นัยตาวาวโรจน์ที่มองมายังซากถังน้ำมันตรงหน้าก็ไม่ต่างกัน ชลาธิปอยากจะระบายความโกรธด้วยการฆ่าใครสักคนนัก
!
            “มันเริ่มมาจากโรงบ่มไวน์ครับ” นายตำรวจที่เข้าไปดูพื้นที่กับอังกูรเสริมขึ้น
            .. สารเลว .. นรก  กับอีกหลายคำผรุสวาทพ่นออกมาจากปากของคนงานในไร่ที่ยังไม่หายเหนื่อยจากการดับไฟมีให้ได้ยินกันอย่างต่อเนื่องเมื่อรู้ถึงที่มาของไฟที่ทำลายไร่ของพวกเขา

 

กว่าจะเคลียร์ปัญหาหลายอย่างได้ก็เกือบรุ่งสาง สองหนุ่มเจ้าของไร่เจริญตากลับมาเรือนรับรองในสภาพทรุดโทรม และอ่อนเพลียอย่างหนักทั้งกายใจ
            “รองเป๋าไปไหนน่ะกูร” ชลาธิปเอ่ยถามเมื่อเห็นว่ารองเป๋าพี่ชายคนสนิทของเขาไม่ได้มาอยู่ด้วยวันนี้ทั้งๆที่ เขาไม่เคยพลาดสักครั้งเวลาที่ไร่เจริญตาต้องการความช่วยเหลือ
            “แกบอกไว้ตั้งนานแล้วครับ ว่าช่วงนี้จะพาเมียไปเที่ยวเมืองนอก แต่จะกลับพรุ่งนี้ มะรืนอะไรนี่แหละ” อังกูรตอบก่อนจะชะงักเมื่อเห็น ปัณและต้นน้ำนอนสลบไสลอยู่บนโซฟาในเรือนรับรอง เพราะเมื่อคืนหลังจากที่ช่วยดูแลปฐมพยาบาลคนงานในไร่ ทั้งปัณณทัตและต้นน้ำก็ถูกบังคับให้มาพักผ่อนในเรือนรับรองซึ่งอยู่บริเวณหน้าไร่และห่างไกลจากโรงเก็บไวน์มาก
            “อย่าดื้อเลยปัณ พักผ่อนเถอะ ผมไม่อยากให้คุณเป็นอะไรไปอีกคน ไม่อยากจะห่วงหน้าพะวงหลัง” ชลาธิปพูด ร่างบางที่อ่อนล้าเต็มทีจึงตัดสินใจกลับมาที่เรือนรับรองกับต้นน้ำ และผลอยหลับไปหลังจากที่เตรียมของบำรุงกำลังสำหรับคนทั้งไร่เอาไว้ด้วย
          เรียกว่า แค่กลับมาที่เรือนพักตามใจคนเป็นห่วง แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะทำอะไรไว้ให้กับคนที่เหน็ดเหนื่อยอยู่ข้างนอกอยู่ดี

            “เรื่องไร่ คุณธิปไม่ต้องห่วงนะ เรือนเพาะชำไม่ได้โดนเผา ต้นเล็กๆหลายต้นใกล้จะเลี้ยงเถาแล้ว ผมสามารถฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ได้ภายในปีเดียว” อังกูรพูดกับชลาธิป “แต่เรื่อง โรงบ่มไวน์ ผมจนปัญญาจริงๆ” เขาเสริม ในแววตาคนฟังมันมีหลายอย่างรวมกันไปหมด ทั้งเสียใจ เสียดาย และเกลียดชัง ปัณงัวเงียตื่นขึ้นมาเต็มตาก็พบว่าทั้งสองคนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
            “เป็นไงกันบ้างครับ” ปัณงัวเงียถาม “ผมทำข้าวต้ม กับอย่างอื่นอีกนิดหน่อย เดี๋ยวผมไปตักให้พวกคนงานดีกว่า”
            “ไม่ต้องหรอกปัณ” ชลาธิปบอก พร้อมกับคว้ามือเล็กๆที่กำลังจะลุกขึ้นเอาไว้ “เดี๋ยวให้สันต์จัดการ” พูดจบ ก็เดินออกไปนอกชานตะโกนเสียงโวกเวก แล้วครู่เดียว สันต์ก็พาคนงานร่างใหญ่อีกสามคนขึ้นมาบนบ้าน ขนของกินทั้งหมดที่ปัณทำไว้ลงไปแจกจ่ายคนงานที่เหนื่อยด้วยกันมาทั้งคืน  
            .
            .
 
           “งั้นต่อจากนี้ เราก็ไปดูแลเรื่องอื่นกันเถอะครับ” อังกูรพูด สายตาของผู้นำสองคนแห่งไร่เจริญตานั้นราวกับจะฆ่าคนได้ ปัณนึกหวาดกลัวแทนคนที่จะต้องโดนสองคนนี้ลงโทษอย่างสาสม เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่ง ...
            .. คุณใหญ่มาที่นี่ และร่วมประกวดไวน์


ปัณชำเลืองมองคนรัก อยากรู้นักว่าเขาคิดอย่างไร แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นว่าชลาธิปมองเขาอยู่ก่อนแล้ว และดูเหมือนว่าทั้งคู่จะอ่านความในใจของอีกฝ่ายออก ร่างบางไม่ได้พูดอะไรคิดว่า ปล่อยความเงียบให้ทำหน้าที่ของมันน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะรู้ว่าชลาธิปอดทนอดกลั้นมากเพียงใดที่จะไม่ระเบิดออกมา หากชลาธิปไม่ได้คิดว่าคุณใหญ่คือพี่ชายของเขา ป่านนี้คุณใหญ่อาจจะไม่มีชีวิตเหลืออีกแล้วก็เป็นได้
            “ถ้าเปรียบว่าอาชีพหมอคือร่างกายของฉัน ไร่นี้ก็คือ ลมหายใจ และใครทำกับฉันแบบนี้ บอกไว้เลย ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้มันได้อยู่สบายอย่างเด็ดขาด
!” ชลาธิปพูดตาจ้องเขม็งไปที่อังกูร ที่เอาแต่พยักหน้ารับ
            ปัณอ้าปากอยากจะขอร้องเขาอีกหนไม่ให้เอาเรื่องคุณใหญ่ แต่ก็ต้องปิดปากสนิทเมื่อคิดได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนเลวร้ายที่ผ่านมา มันเกินไป ... มันเลวร้ายเกินไป ร่างบางได้แต่มองบุคคลที่เสมือนสูญเสียทุกอย่างตอนนี้ ชลาธิปหน้าขึงเครียด เอามือลูบหน้าตัวเองแรงๆบ่อยๆ

ในที่สุดรองเป๋าก็ปรากฎตัวในอีกสามวันหลังจากนั้น
           
  “คุณธิปมาพอดี ผมมีอะไรจะให้ดู” รองเป๋าเอ่ยทักทันทีที่เห็นชลาธิปก้าวเข้ามาในบ้าน เขามาปักหลักอยู่ที่ไร่เจริญตานานแล้ว โดยมีอังกูรขับรถไปรับ เนื่องจากทั้งตนเอง และอังกูรมีหลักฐานบางอย่างที่สอดคล้องกันพอดี ตอนนี้ด้านหน้าของเขามีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ควางอยู่ ในห้องแขกที่แทมมี่เคยอยู่นั้น ตอนนี้มีเพียงรองเป๋า อังกูร และ ชลาธิปที่เพิ่งมาถึงเท่านั้น
            “นี่ถ้าเป็นคนอื่นฉันจับขังคุกไปแล้วนะเนี่ย” รองเป๋าพูดกับอังกูรพอขำๆ เมื่อเห็นสิ่งที่อังกูรเอามาให้ในช่วงเช้าวันนั้น มันคือ ภาพบันทึกกล้องวงจรปิดภายในบ้านของเสี่ยเวนิช ซึ่งกว่าที่เขาจะได้มันมาก็มีลูกน้องที่รับหน้าที่เวรยามคนหนึ่งของเสี่ยเวนิชต้องอยู่ในอาการสาหัส นอนอยู่บนเตียงและพูดไม่ได้อีกอย่างน้อยก็เป็นเดือน
          “เอาน่า ท่านรอง ถือว่าผมช่วยงานตำรวจนะ”


            “มีอะไรครับ” ชลาธิปเอ่ยถาม
            “อันนี้กูรหามาได้ คุณลองดูสิ ว่ามีอะไรพอจะคุ้นๆในภาพบ้าง” เมื่อเห็นชลาธิปก็รู้ได้ทันทีว่า ภาพตรงหน้านั้นเป็นภาพบริเวณส่วนนั่งเล่นของบ้านเสี่ยเวนิช เพราะเขาก็เคยไปที่นั่นมาสองสามครั้ง แต่มันกลับมีคนที่เขาคุ้นหน้าอยู่ในนั้นด้วยคนหนึ่ง
            “นั่น นายโอ คนงานไร่ของเรานี่ครับ” ชลาธิปบอก
            “ครับ ผมว่ามันหาลำไพ่พิเศษแล้วล่ะ ได้ยินว่าเมียมันกำลังท้อง แต่หมอดูแล้วคิดว่าคลอดธรรมชาติไม่ได้เพราะเมียมันป่วย ต้องผ่าคลอดและต้องไปโรงพยาบาลในกรุงเทพฯด้วย ค่าใช้จ่ายคงมากพอดู” อังกูรให้ข้อมูลเพิ่ม ชลาธิปถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
            “แล้วเดี๋ยวคุณดูนี่อีก” รองเป๋าพูด พร้อมคลิกนิ้วสองสามที เพื่อย้อนภาพไปยังสองวันก่อนภาพเดิม สิ่งที่เขาเห็นในภาพนั้นทำให้เขาโกรธมากกว่าถูกลูกน้องตัวเองหักหลังซะอีก
            “ไอ้คุณใหญ่ มึง
!!!” เสียงกร้าว ร่างกายเคร่งเครียดขึ้นจนเส้นเลือดปูดพองไปทั่ว
            “ใจเย็นก่อน คุณธิป อังกูร นี่เราเห็นแค่ภาพ ยังไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน” เจ้าของบ้านไม่เถียง แต่รองเป๋ารู้ ในใจน่ะ พวกเขาคิดกันไปไกลแล้ว
            “แล้วนี่ปัณรู้หรือยัง?”
            “ยัง ผมไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้าออกห้องนี้ และยังไม่มีใครได้ดูภาพนี้” อังกูรตอบ
            รองเป๋ายังเปิดคลิปไปเรื่อยๆ อีกอันที่อังกูรพอหาได้และยังไม่ถูกตำรวจในคืนนั้นเอาไปเป็นหลักฐานก็คือ ภาพกล้องวงจรปิดที่อยู่ท้ายไร่ เขาพบโอ คนงานคนเดิม กับพวก เดินถือถังน้ำมันเดินมาจากบริเวณนั้น แต่หลักฐานภายในโรงบ่มไวน์นั้น ตำรวจเก็บไป ซึ่งรองเป๋าคงต้องทำเรื่องตามขั้นตอนเพื่อขอเข้าไปมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง
            “แต่อย่างหนึ่งที่ผมพบก็คือ นายโอคนนี้น่าจะเป็นมือใหม่ในการหาเงินแบบผิดๆนี่จริงๆ เพราะนอกจากจะรับจ้างเผาไร่คุณแล้ว เขายังขายยาด้วยนะ ลูกน้องผมส่งนี่ให้ดู” รองเป๋าโชว์ภาพภาพหนึ่งในโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนของเขาให้ดู เป็นภาพของโอที่ตลาด ในมือถือขวดยาแก้ไออยู่ ซึ่งประกอบกับท่าทางลับๆล่อๆของโอแล้ว ก็เดาได้ว่าที่ใส่อยู่ในยาแก้ไอนั้น คืออะไร
            “จริงๆลูกน้องผมจะไปจับอีกคน แต่เจอคนนี้ซะก่อน เลยส่งรูปมาให้ดู เราวางแผนกันว่าจะยังไม่จับตัวเขาจนกว่าจะรู้ว่าตัวการที่แท้จริงคือใคร แต่ก็ดีเหมือนกันที่เขาจะถูกจับเรื่องเผาไร่ ขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ แต่พวกค้ายาจะได้ไม่ระแคะระคายว่าผมจับเขามาเพื่อเค้นสอบเรื่องยาด้วย
            อังกูรอยากจะซ้อมตัวเองให้ตายเหมือนที่ไปซ้อมลูกกะจ๊อกของบ้านเสี่ยเวนิชซะจริงๆ คนใกล้ตัวเป็นขนาดนี้เขาไม่รู้ได้ยังไง??? ชลาธิปเห็นอาการนั้นก็ได้แต่ยกมือขึ้นเค้นต้นคอของอังกูรเป็นการปลอบใจ
            ชลาธิปมาส่งนายตำรวจคนสนิทที่ด้านหน้าไร่ โดยมีอังกูรอาสาขับรถไปส่งเพราะเป็นผู้ไปรับมาเอง ท้องฟ้าในวันนี้ของไร่เจริญตา แม้จะไม่ได้หมองมัวแต่ในหัวใจของชลาธิปนั้นกลับไม่ได้รู้สึกดีอะไรเลย ความสิ้นหวัง หดหู่คอยแต่จะตีขึ้นมาบดบัง สมอง และ หัวใจของเขาให้มืดมน

“สวัสดีปัณ ไม่คิดเลยว่าปัณจะโทรหาพี่”
            “สวัสดีครับคุณใหญ่” ปัณกรอกเสียงลงโทรศัพท์ มือกำโทรศัพท์แน่นเพื่อไม่ให้มันสั่น แต่สำหรับเสียงที่กำลังสั่นรัวราวกับจ้าวเข้าในตอนนนี้เขาทำอะไรมันไม่ได้เลย
            “ทำไมเสียงเป็นแบบนั้นล่ะ ยังตกใจไม่หายจากเรื่องเมื่อคืนเหรอ?”
            “คุณใหญ่ทราบได้ยังไงครับ เรื่องเมื่อคืน” ปัณชะงัก
            “ทราบจากนิก้าน่ะ แต่ก็ข่าวใหญ่นะ เห็นก็พูดกันทั่วไป” ศรัณย์ภัทรยังตอบสบายๆก่อนที่จะชะงักไปเช่นกัน “นี่ปัณคงไม่คิดว่า พี่เป็นคนสั่งวางเพลิงไร่บ้านั่นหรอกนะ”
            “อย่าเรียกว่าไร่บ้านะครับคุณใหญ่ นอกจากไร่เจริญตาจะเป็นชีวิตทั้งชีวิตของคุณหมอกับคุณกูรแล้ว ที่นี่ยังเป็นชีวิตของคนอีกหลายคน คนงานในไร่ ถ้าไม่มีไร่ แล้วเขาจะไปทำอะไรกินกัน” ปัณตะโกนออกมา เขาลืมไปสนิทว่าตอนนี้กำลังหลบทุกคนออกมาโทรศัพท์ที่ระเบียงทางด้านหลัง หลังจากได้ยินคำว่า “ไอ้คุณใหญ่” ตะโกนลั่นออกมาจากห้องรับรองแขก แต่ถึงปัณจะทำเสียงเบาลงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะด้านหลังของเขามีร่างถมึงทึงของใครบางคนอยู่มาสักพัก
            ยังไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ปัณเสียใจจนน้ำตาไหล
            “ชู่ว” ชลาธิปบอก ก่อนจะรวบตัวของคนที่กำลังร้องไห้ไปพูดไปเข้ามาไว้ในอ้อมกอด เขาเข้าใจจิตใจของคนรักดี คุณใหญ่ ในความคิดของปัณ คือผู้ปกครองที่แสนดีเสมอมา ร่างบางคงไม่คิดว่าจะทำเรื่องแบบนี้ได้
            “นี่ปัณกำลังคิดว่าพี่เป็นคนทำหรือไง?” เสียงจากโทรศัพท์เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
            “แล้วทำไมคุณใหญ่ไม่ยืนยันกับปัณล่ะครับ ว่าคุณใหญ่ไม่ได้ทำ” ร่างเล็กพูดสะอึกสะอื้น รู้สึกเหมือนตัวเองไร้เรี่ยวแรง ต้องเอาศีรษะพิงไว้กับอกกว้างตลอดเวลา
            “ถ้าพี่บอก แล้วเราจะเชื่อพี่เหรอปัณ พี่ยังพอมีความน่าเชื่อถือให้ความรู้สึกของปัณอยู่หรือเปล่า?”
            “ก็ลองบอกมาก่อนสิครับ ทำไมคุณใหญ่ไม่ลองดูล่ะ”
            “มาฟังจากปากพี่เองปัณ พี่จะไม่พูดเรื่องนี้กับปัณทางโทรศัพท์” เสียงห้วนจัดบ่งบอกว่าเริ่มโกรธอยู่ไม่น้อยเอ่ยขึ้น
            “คุณญะ...” ยังไม่ทันที่ปัณจะได้พูดจบ มือถือก็ถูกดึงเอาไปจากมือเสียก่อน
            “นัดมาสิ กูจะไปกับปัณด้วย” ชลาธิปพูด ความโกรธทำให้เขาเปลี่ยนคำเรียกอีกคนไปแล้ว
            “แก??”
            “กล้ามั้ย?”
            “มาเลย แกรู้อยู่แล้ว ว่าฉันอยู่ที่ไหน แกมาเมื่อไรก็เจอฉันเมื่อนั้น”

50%

ทั้งคู่ยืนกอดปลอบกันอยู่ตรงนั้น ปัณยังคงร้องไห้กับอกคนรักของตัวเองอีกครู่ใหญ่ โดยเจ้าของอกก็คอยลูบหลังปลอบใจไปด้วย
            “ผมขอโทษ” ปัณบอก หลังจากสะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่
            “อย่าเพิ่งขอโทษเลย มันยังไม่มีอะไรชัดเจน เรายังไม่รู้ว่าเขาทำจริงหรือเปล่า” ชลาธิปพูด “ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำมากที่สุด คือ หาคนผิด คนบงการมาลงโทษให้ได้ ผมไม่ชอบถูกโกง ไม่ชอบถูกทำร้าย และ การแข่งครั้งนี้ ผมต้องไม่แพ้” หมอหนุ่มพูดอย่างมุ่งมั่น

ข่าวคราวการถูกลอบวางเพลิงของไร่เจริญตามันถูกแพร่กระจายไปกว้างมากอย่างที่ศรัณย์ภัทรว่าเอาไว้ ตอนนี้ทั้งชลาธิปและอังกูรต่างก็ต้องรับโทรศัพท์จากคู่ค้าและพันธมิตรหลายราย ด้วยความที่ทั้งคู่นั้นเป็นคนจริง ทำงานอย่างหนัก ล้มลุกคลุกคลานด้วยกันมานานพอที่คนที่ทำธุรกิจด้วยจะมองเห็น เสียงส่วนใหญ่ที่มาถึงหู จึงเป็นคำให้กำลังใจ
           

กลิ่นกาแฟสีเข้มจัดในแก้วเนื้อดีถูกยกขึ้นจิบช้าๆ ดวงตาคมเข้มยังคงจับจ้องอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ได้เปิดงานของเขาอยู่เลย หลายหน้าต่างในจอนั้นล้วนเป็นข่าวและบทวิเคราะห์ว่าด้วย ไร่องุ่นของมือวางอันดับหนึ่งในการแข่งขันไวน์นานาชาติถูกวางเพลิง บ้างก็ว่าไม่เกี่ยวกัน อาจจะเป็นเพราะคนงานไม่พอใจอะไรเจ้าของไร่สักอย่าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มันชี้เป้ามายังผู้เข้าร่วมแข่งขันในการประกวดไวน์ครั้งนี้ ที่จะได้ทั้งชื่อเสียง และเงินทองมากมายจากธุรกิจนี้หากได้เป็นผู้ชนะ ซึ่งรวมทั้งตัวเขาเองด้วย
            ศรัณย์ภัทรเหลือบสายตาขึ้นนิดเมื่อมีเสียงเคาะประตู ก่อนที่จะยิ้มที่มุมปากเบาๆ ทว่าสายตาเข้มนั้นกลับนิ่งขรึม เคร่งเครียด
            “คุณใหญ่สวัสดีครับ”
            “สวัสดีปัณ เป็นไงเราซูบไปนะ” ศรัณย์ภัทรเอ่ยถามไม่สนใจคนที่โอบเอวน้องชายของเขาเอาไว้หลวมๆเลยสักนิด
            “ว่าไงล่ะ อยากฟังอะไรจากพี่”
            “คำสารภาพไง” ชลาธิปพูด เขาไม่ได้แน่ใจนักว่าศรัณย์ภัทรจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งหมด จึงทำเป็นโยนหินถามทางไปก่อน
            “หึ นั่งสิ” ประธานโรงแรมผายมือเชิญให้แขกนั่งก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้าง ราวกับพญาราชสีห์กำลังนั่งมองกระต่าย โดยไม่ลืมว่าคนที่มากับกระต่ายก็ไม่ต่างจากเสือที่เขี้ยวเล็บครบครัน
            “ฉันไม่มีอะไรจะสารภาพ เพราะฉันไม่ได้ทำ”
            “แล้วนี่อะไร?” ชลาธิปเหวี่ยงแฟ้มใสที่ในนั้นบรรจุกระดาษอยู่สองสามแผ่นให้ ศรัณย์ภัทรหยิบมาดูพบว่าเป็นรูปตัวเองกำลังพูดคุยกับเสี่ยเวนิช และเวณิกาอยู่ในห้องรับแขกของบ้าน ตาเข้มกระตุกเล็กน้อย แต่ร่างกายกลับนิ่งเฉย เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับภาพที่เห็น
            “ทำไม? รูปแค่นี้ มันไม่ได้บอกหรอกนะ ว่าฉัน หรือ คุณเวณิช หรือว่านิก้า อยากจะลุกขึ้นมาเผาไร่ของนาย”
            “แต่ก็น่าสงสัยไม่ใช่เหรอ คนที่ไปรวมตัวกันที่นั่น ล้วนเป็นคนแพ้ ที่อยากเอาชนะผมทั้งนั้น” ชลาธิปกร้าว ปัณต้องคอยจับมือของเขาไว้ให้ใจเย็นลง
            “ที่นายพูดแบบนี้เพราะกำลังกลัวอยู่หรือเปล่า ว่าคนอื่นจะชนะ”
            “ถ้าชนะกันแบบบริสุทธิ์ คงไม่มีใครว่าอะไรหรอก”
            “ฉันไม่เคยทำแบบนั้น” สายตาเกรี้ยวกราดจ้องมาที่ชลาธิปอย่าเอาเรื่อง หมอหนุ่มมองกลับนิ่ง
            “คุณจะพูดยังไงก็ได้นะ คุณใหญ่” ศรัณย์ภัทรนั่งนิ่ง ... มันไม่ควรเรียกเขาด้วยชื่อนี้ “แต่นี่คือการประกวดระดับประเทศ ไม่ใช่ที่เล่นขายของ ที่คุณนึกอยากจะเล่นด้วยก็แค่ยกมือแล้วมานั่งรวมกลุ่ม” ศรัณภัทรจ้องเขาตาเขม็ง
            “หึ ฟังให้ดีนะหมอ ฉันไม่ได้มาเล่นขายของ และสิ่งที่นายกำลังทำอยู่ตอนนี้มันก็เป็นปฏิกิริยาของคนที่กลัวว่าจะแพ้นั่นแหละ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะนายมันไม่เหลืออะไรแล้วไงล่ะ?”
            “คุณใหญ่
! / มึง!” สองเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ทว่าเสียงหนึ่งโกรธจัด แต่อีกเสียงกลับรวดร้าว ไม่คิดว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของพี่ชายที่แสนใจดีได้
            “พูดยังงี้หมายความว่ายังไง ห๊ะ? หมายความว่ายอมรับแล้วใช่มั้ยว่า มึงเป็นตัวการเผาไร่กู” ชลาธิปตะโกนลั่น แทบจะถลาไปบีบคอคนฝั่งตรงข้าม
            “คุณหมอใจเย็นๆก่อนครับ” ปัณเกาะแขนคุณหมอ แต่ดูเหมือนหมอชลาธิปจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะความโกรธมันบดบังไปหมดแล้วทุกอย่าง “ใจเย็นๆก่อนนะครับ คุณบอกผมเองว่า ยังไม่แน่ใจว่าใครทำ” ปัณกระซิบ ทำให้คุณหมอชลาธิปพอจะสงบและมีสติขึ้นมาบ้าง
            “หมายความว่า ฉันไม่เคยทำเรื่องทุเรศๆแบบนั้น และแกก็กำลังจะแพ้ไงล่ะ”
            “คุณใหญ่ก็อย่าพูดแบบนี้อีกเลยครับ” ปัณหันมาปรามพี่ชายบ้าง ทำให้ศรัณย์ภัทรชะงักไปนิด ไม่คิดว่าจะถูกน้องชายพูดแบบนี้ใส่
            “มึงจำไว้นะ กูจะไม่แพ้ แล้วกูก็จะลากไอ้สารเลวที่มันทำระยำกับไร่กูมายำตีนให้ได้” ชลาธิปพูดเสียงเข้มต่ำ บ่งบอกให้รู้ว่า แม้จะไม่ลุกขึ้นมาอาละวาดเหมือนเมื่อครู่ แต่ความโกรธนั้นไม่ได้ลดลงเลย
            “ฉันอยากคุยกับน้องชายของฉัน” ศรัณย์ภัทรพูด น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น หลังจากนับหนึ่งถึงสิบในใจไปได้หลายรอบ เขาอยากคุยกับปัณ อยากให้ปัณกลับมารักและเชื่อใจเขาเหมือนเดิม
            “ก็คุยสิ แต่กูจะนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย กูไม่เสี่ยงที่จะทำความผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง” ชายหนุ่มกระแทกเสียง เขาไม่มีทางปล่อยให้คนคู่นี้อยู่ตามลำพังอีกเด็ดขาด
            “ปัณ” เสียงศรัณย์ภัทรกร้าวและบีบบังคับคล้ายกับจะให้ปัณพูดออกมาว่าอยากจะคุยกับเขาตามลำพัง
            “คุณใหญ่ครับ” แต่ปัณกลับไม่มีทีท่าจะทำตามใจเขาเลย
            “
อย่ามองหน้าพี่แบบนั้นนะปัณ คิดว่าพี่เป็นไอ้ขี้โกงหรือไง?” ศรัณย์ภัทรถาม เมื่อเห็นว่าสายตาของปัณกำลังเต็มไปด้วยความไม่เชื่อใจ และจะไม่มีทางอยู่ห่างจากไอ้คนที่มันทำหน้าเหม็นตูดอยู่ข้างๆเขาด้วย
            “คุณใหญ่ครับ เรื่องนี้ ไม่มีใครกล้าทำอะไรแบบนี้นะครับ ไม่เคยมีใครกล้าทำ” ปัณพูดเสียงแผ่ว
            “ปัณ ถ้าคนอื่นพูด พี่จะตั๊นหน้าให้หงายเลย แต่นี่เราพูด ปัณจะให้พี่ทำยังไง ปัณไม่รู้เหรอ ว่าพี่ก็ไม่ทำเรื่องนี้ ไม่ทำ ไม่เคยทำ แล้วก็จะไม่ทำด้วย พี่สู้กับใครก็สู้ซึ่งหน้าตลอด”
            “เรื่องจริงเหรอที่พูดน่ะ” เสียงเข้มแทรกขึ้น เขาคิดไปถึงเรื่องที่ปัณถูกหลอกไปมอมยาคราวก่อน
            “แก
!
            “คุณหมออย่าครับ เราอย่าเสียเวลาด้วยเรื่องอื่นเลย คุณใหญ่ครับ ปัณว่า..”
            “พี่ไม่ได้ทำ” เสียงนั้นกร้าวไม่ต่างจากดวงตาที่จ้องเขม็งไปยังน้องชายสุดที่รักของตน “และเพื่อความบริสุทธิ์ใจของพี่ พี่จะช่วยเราตามหาคนทำก็แล้วกัน”
            “ไม่จำเป็น เรื่องนี้กูทำเองได้” คนข้างๆปัณเป็นคนตอบ
            “งั้นแกก็ทำของแกไป ส่วนฉันจะทำเรื่องของฉัน”

 

ค่ำวันนี้ชลาธิปพาปัณกลับมานอนที่บ้านใหญ่ พร้อมกับต้นน้ำ พอตกดึกอังกูรที่เพิ่งดูแลความเรียบร้อยของไร่เสร็จก็ไหว้วานให้สันต์ดูแลไร่ให้เขาสักสองวัน แล้วรีบพาตัวเองมาพบกับทั้งหมดที่บ้านใหญ่เช่นเดียวกัน
            ต้นน้ำถูกอังกูรบังคับให้เก็บตัวอยู่ในห้องนอนของเขา แล้วอ่านหนังสือ เพราะอีกสัปดาห์เดียวก็จะถึงช่วงสอบปลายภาคแล้ว
            ทั้งชลาธิปและอังกูร ต่างก็เร่งปรึกษาหารือกัน หมกตัวอยู่แต่ในห้องเก็บไวน์เล็กๆชั้นใต้ดิน ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสเปิดใช้งานบ่อยนัก ในนั้นมีไวน์อยู่ไม่กี่ขวด กับ อากาศทีเปิดแอร์คงที่ตลอดเวลามาแล้วไม่ต่ำกว่าห้าปี โดยมีปัณคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
            “นอนกันเถอะครับ พรุ่งนี้พวกคุณต้องตื่นกันแต่เช้านะ” หลังจากเคาะประตูแล้วไม่มีเสียงตอบปัณจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องบ่มไวน์ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องทำงานของสองหนุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
            “นั่นสิครับ คุณธิป ผมว่าเราไปนอนเอาแรงไว้ดีกว่า พรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่เราต้องทำอีกมากทีเดียว
            “ฉันอยากจะต่ออีกสักนิด ให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด” ชลาธิปพูดพลางมองแก้วไวน์ในมือที่ยังคงมีไวน์เหลือติดแก้วอยู่
            “คุณกำลังเครียดและหมกมุ่นเกินไปนะผมว่า พอเถอะ ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น คุณธิปได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดไปแล้วครับ” อังกูรพูด ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วไวน์ในมืออีกฝ่าย ยื่นให้กับปัณ คล้ายจะบอกว่าให้ชิมดู และมองจนปัณยกไวน์แก้วนั้นดื่มจนหมด “และผมเชื่อว่า ผลตอบแทนที่เราทำกันในวันนี้มันจะนำมาซึ่งสิ่งที่เราหวัง”
            “เฮ้อ...ขอบใจนายมากกูร ฉันคงเครียดเกินไปอย่างนายว่าจริงๆนั่นแหละ”
            “ผมฝากดูแลคุณธิปด้วยนะครับคุณปัณ ผมก็จะไปดูต้นน้ำบ้างแล้ว” อังกูรพูดติดตลกเพราะรู้ว่า ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้อังกูรไม่ขอ ปัณก็คงจะดูแลคุณหมออย่างดีอยู่แล้ว
            “ต้นน้ำหลับแล้วล่ะครับ หลับคาหนังสือเลย เมื่อกี้ผมขึ้นไปดูมา”
            “อ้าวเหรอครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

“มองอะไรครับ?” คนที่นั่งอยู่บนเตียงถามขึ้นหลังจากเห็นว่าตั้งแต่ออกมาจากห้องน้ำ ชลาธิปยังไม่เลิกจ้องเขาเลย
            “เปล่าครับ ไม่มีอะไร แค่มองให้หายเหนื่อย เท่านั้นเอง” พูดไปก็ยิ้มไป ก่อนจะหันไปหยิบบ๊อกเซอร์มาใส่เปลี่ยนกับผ้าขนหนูตัวเดียวที่ใส่อยู่
            “เฮ้ย ทำอะไรครับ?” ปัณร้องอย่างตกใจเมื่อคนตัวใหญ่กว่าโถมทั้งตัวมาที่เขาแล้วยังลากเขาจากท่านั่งให้กลายเป็นท่านอนด้วย
            “ขอกอดหน่อย ไม่ทำอะไรมากกว่านั้น ผมสัญญา” ชลาธิปพูดกระชับร่างให้อ้อมกอดให้แนบสนิทกับตนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ใบหน้าของปัณอยู่ตรงอกแกร่งของคนรัก โดยมีอ้อมกอดใหญ่รัดร่างโดยรอบ ต้นแขนข้างหนึ่งรองรับศีรษะมนของร่างบางอยู่
            “เอ่อ .. ครับ” ปัณรับคำเบาๆ ก่อนจะนอนเกร็งตัวอยู่นิ่งๆ เพราะเกรงว่าหากขยับตัวจะเป็นการทำลายการพักผ่อนของอีกคน
            “ที่รัก เหนื่อยมากเหรอครับ?” ปัณถามขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปสักครู่
            “นิดหน่อย แต่ได้กอดปัณแบบนี้เดี๋ยวก็หายเหนื่อย”
            “ถ้าเหนื่อย แล้วยังจะไปสรรหาคำอะไรมาพูดหวานๆอีกนะครับ ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมดูแลที่รักเอง”
            “พูดกับปัณหวานๆน่ะ ผมไม่ต้องเหนื่อยเลยนะ ผมเต็มใจ” ยิ่งพูดอ้อมกอดแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น จนอีกคนเกือบจะหายใจไม่ออก แต่เพราะอยากให้อีกคนสบายใจจึงไม่พูดอะไรออกมา
            “ผมไม่ต้องการคำหวานๆพวกนั้นหรอกนะครับ แต่ผมอยากให้ที่รักของผมมีความสุขมากกว่า”
            “พรุ่งนี้จะเป็นวันตัดสินแล้วนะปัณว่า ผมจะมีความสุขหรือเปล่า? จะเป็นผู้ชนะ หรือ จะเป็นไอ้ขี้แพ้”
            “อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ” มือน้อยยกขึ้นมาปิดปากชลาธิปเอาไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากมือมาเป็นริมฝีปากนุ่มที่แตะลงไปในจุดเดียวกัน “ในความคิดของผม ที่รักน่าชื่นชมมากนะครับ ที่รักเป็นคนเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แล้วก็มุ่งมั่นมาก แค่นี้ที่รักก็เป็นผู้ชนะในใจผมแล้ว อย่าพูดคำว่า ไอ้ขี้แพ้ อีกนะครับ”
            “พูดเหมือนมั่นใจมากว่าผมจะแพ้ใช่ไหม?”
            “ผมมั่นใจว่าที่รักจะต้องชนะ ไวน์แก้วเมื่อกี้รสชาติดีมากนะครับ สมกับที่คุณคุยเอาไว้” ชลาธิปยิ้มก่อนจะบรรจงจูบลงบนกระหม่อมบางแล้วพากันหลับสนิทไปทั้งคู่

 

โรงแรมหรูที่อยู่ข้ามเขตไปถึงสองจังหวัดทางเหนือถูกตกแต่งและประดับประดาอย่างสวยงามให้เป็นสไตล์คันทรี่แบบตะวันตก ผู้คนจากวงการไวน์แทบจะทั่วโลกมารวมกันอยู่ที่นี่เพื่อคอยสอดส่องดูวิวัฒนาการของวงการไวน์ในประเทศไทย, กระชับมิตรกับคู่ค้าเก่า และทำความรู้จักกับคู่ค้าใหม่
            ศรัณย์ภัทรอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน เขามาดูแลความเรียบร้อย และก็ไม่ต่างจาคนอื่น คือต้องการมาหาไวน์ที่ดีที่สุดเข้าไปไว้ในโรงแรมของเขา และอีกไม่นาน อาจจะเป็นหาไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ในชาร์โตขายไวน์ของเขาที่กำลังคิดว่าจะเปิดขึ้นอย่างใหญ่โตด้วย
            “เป็นยังไงคุณใหญ่” เสียงทักททายของเสี่ยเวนิชดังขึ้นทางด้านหลังในห้องอาหารหรูในโรงแรมนั้นเอง ศรัณย์ภัทรหันมามองเห็นบอดี้การ์ดของเสี่ยเวนิชยืนอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเขาก็เชื่อว่า คนอื่นๆที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ก็คงเป็นบอดี้การ์ดของใครสักคนที่นี่ด้วยเหมือนกัน
            “นั่งทานข้าวด้วยกันสิครับคุณเวนิช”
            “อ๊ะ ไม่ชวนก็ต้องนั่งอยู่แล้วล่ะ” เสี่ยพูดขึ้นอย่างขบขัน คล้ายทำให้มันเป็นเรื่องตลก แต่ศรัณย์ภัทรกลับรู้สึกว่า มันมีแววน่ากลัวผสมอยู่มาก มากจนเกินไป เสี่ยเวนิชคงทำตัวเป็นเจ้าพ่อมานานเกินไปสักหน่อย กิริยาความเป็นเจ้าพ่อผู้มีอำนาจมหาศาลมันเลยเข้าเส้นเลือดทีเดียว
            “คุณพ่อคะ” เวณิกายิ้มหวานภายใต้ลิปสติกสีแดงสดที่ไม่เหมาะกับช่วงเช้านัก
            “อ้าวนิก้า นั่งตรงนี้เร็ว เอ่อ ให้นิก้านั่งด้วยคุณคงไม่ว่า”
            “ไม่เป็นไรครับ ยังไงคุณนิก้าก็เป็นหุ้นส่วนของผมสำหรับงานนี้อยู่แล้ว”
            “จะเป็นอย่างอื่น ผมก็ไม่มีปัญหานะ” เสี่ยเวนิชพูดขึ้น พร้อมจ้องมาที่ศรัณย์ภัทรและเห็นชายหนุ่มมองตอบกลับอย่างเข้าใจความหมาย
            “เป็นอะไรคะคุณพ่อ อย่างอื่นน่ะ”
            “ไม่ต้องรู้หรอก”
            “อ้าว อะไรกันคะ คุณพ่อนี่ชอบมีความลับกับลูก” หญิงสาวพูดปากจีบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆศรัณย์ภัทรนั่นเอง  “แล้วเลขาของคุณใหญ่ล่ะคะ?”
            “น่าจะกำลังอาบน้ำน่ะครับ”
            “เป็นเลขา ตื่นสายกว่าเจ้านายได้ด้วยเหรอคะ?” เวนิกาพูด รู้สึกหมั่นไส้เจ้าเลขาหน้าสวยนั่นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งแววตาที่ดูเหมือนหวงแหนเจ้านายเหลือเกินนั่นอีก .

            มันน่าจับควักลูกตานัก!!!  
            นี่หวังว่าคงจะไม่ถูกผู้ชายแย่งผู้ชายไปอีกคนหรอกนะ
            “เมื่อคืนเขาทำงานให้ผมดึกไปหน่อยน่ะครับ อย่าไปสนใจเลย สนใจเรื่องเราดีกว่า”
            “เรื่องของเรา?”
            “ครับ ผมชอบบรรยากาศการประกวดไวน์นี่มากเลย ผมว่าได้มาเห็นก็คุ้มแล้วนะครับ ไม่รู้ผมไปอยู่ที่ไหนมา ทำงานโรงแรมซะเปล่า แต่ไม่เคยมางานแบบนี้เลย”
            “คุณใหญ่เอาแต่ทำงานสิคะ โรงแรมของคุณใหญ่ถึงได้ใหญ่โตคับประเทศแบบนั้น แต่เรื่องงานวันนี้คุณใหญ่ไม่ต้องห่วงนะ ยังไงเราก็ชนะ” เวณิกากระเง้ากระงอด คิดว่า “เรื่องของเรา” จะเป็นเรื่องอื่นที่มัน “ส่วนตัว” มากกว่านี้ซะอีก
            “ทำไมคุณนิก้า มั่นใจนักล่ะครับ คุณพูดคำนี้บ่อยมากๆเลยช่วงนี้”
            “ก็เพราะว่า นิก้าจะทำทุกอย่าง ให้พวกเราชนะไงคะ”  ทันทีที่เวณิกาพูดคำนี้จบ เสียงแอพพลิเคชั่นไลน์ของศรัณย์ภัทรก็ดังขึ้น เขาขอตัวเดินออกไปข้างนอก แล้วไม่ได้กลับมาหาวงสนทนานั้นอีกเลย


การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด ทว่าก็หรูหรามีระดับสมกับเป็นการประกวดไวน์นานาชาติ เวณิกาติดใจนิดหน่อยว่าทำไม ศรัณย์ภัทรจึงได้เงียบอยู่ทั้งวัน ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่เพิ่งจะเข้าประกวดครั้งแรก แต่กลับมีชื่อเข้าชิงถึงรอบลึกขนาดนี้
            “คุณใหญ่คะ น้ำค่ะ คุณใหญ่ดูเพลียๆ นิก้าเลยเอาน้ำมาให้น่ะค่ะ”
            “ขอบคุณมากครับ ผมกำลังอยากได้พอดีเลย” ศรัณย์ภัทรยิ้มให้ เวณิกาถึงกับเพ้อ
            “วันนี้คุณใหญ่ดูไม่ค่อยสบายเลยนะคะ เป็นอะไร เมื่อเช้ายังดีอยู่เลยค่ะ แล้วนี่อะไร ทำไมวันนี้โชว์เดี่ยวทั้งวันเลยล่ะคะ เลขาไปไหน วันนี้ยังไม่เห็นเลย”

 

ชลาธิปยืนมองดูคณะกรรมการที่ตอนนี้อยู่ระหว่างพัก พวกเขายังอยู่บริเวณงาน เดินไปเดินมา ก่อนจะถึงเวลาชิมไวน์ของผู้เข้าประกวดคู่กับอาหารจานต่างๆที่ถูกจัดวางและเตรียมพร้อมโดยผู้เข้าแข่งขันเอง ไวน์ที่วางอยู่ตรงนั้นเป็นไวน์ที่มีค่าที่สุดเท่าที่เขาเคยมี .. ไม่ใช่สิ เท่าที่ไร่เจริญตาเคยมี หมอหนุ่มจำได้ว่า เขาแทบจะกระอักเลือดเมื่อเห็นเปลวไฟลุกโชนเผาไหม้ไร่ของเขาเมื่อคืนก่อน แต่คำพูดของพ่อ กับ แม่ ก็เข้าในหัวซะก่อน
            “เกิดเป็นลูกผู้ชาย มันต้องสู้” พ่อของเขาเคยพร่ำบอกแบบนั้น ขณะที่แม่มักจะตีพ่อเบาๆ
            “หมายถึง ใจสู้ นะลูก อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคอะไร ส่วนใครที่จะมาท้าตีท้าต่อย ก็ปล่อยเขาไป ไม่ต้องไปสู้กับเขา คนเราทำดีกับคนอื่นไว้ไม่เสียหายหรอก” ติดอยู่ตรงที่ เขากลายเป็นคนใจสู้อย่างที่พ่อกับแม่หวัง แต่ก็ยังคงใช้กายสู้ไม่หยุดหย่อนนี่สิ
            เขากระชับมือที่กอดอกแน่นขึ้น  และยืนตรงอย่างสง่าเมื่อคณะกรรมการที่กำลังคุยกันหันมามองหน้าเขาเป็นระยะๆ เอาสิ อยากวิเคราะห์วิจารณ์อย่างไร จะคน จะไวน์ก็ได้ทั้งนั้น และเขายังรู้ด้วยว่า ที่ด้านหลังไกลออกไป สายตาวาววับของคู่แข่งก็กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
            “หึหึ”
            “คุณหมอครับ”
            “ปัณ” ชลาธิปค่อนข้างประหลาดใจที่เสียงของปัณที่เรียกเขานั้นช่างดูเป็นงานเป็นการ และมีความกังวลอยู่เหลือเกิน
            “เชิญทางนี้หน่อย” ปัณบอก และทันทีที่ชลาธิปออกจากบริเวณนั้นไป อังกูรก็เข้าทำหน้าที่ตรงนั้นแทน
            ชลาธิปถูกปัณนำทางให้มาทางห้องพักในโรงแรมห้องหนึ่ง เมื่อเปิดเข้าไปก็พบว่าในนั้นมี เลขาของศรัณย์ภัทร กับผู้ชายอีกคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้า ชวัลกรทักทายชลาธิปพร้อมกับแนะนำให้เขาได้รู้จักชายแปลกหน้าคนนั้น เขาชื่อ ภาส เป็นนักข่าวที่ก่อนหน้านี้เคยสัมภาษณ์ชวัลกรลงหนังสือมาแล้ว แต่ตอนนี้รับหน้าที่เป็นนักข่าวส่วนภูมิภาคให้กับหนังสือพิมพ์ดังหลายฉบับในกรุงเทพฯ และเมื่อชวัลกรบอกว่า เขามีสกู๊ปข่าวที่เกี่ยวกับการลอบวางเพลิง อันอาจจะนำมาซึ่งการโกงในงานระดับประเทศอย่างการประกวดไวน์ในครั้งนี้ นักข่าวผู้นี้ก็ไม่รีรอที่จะช่วยเหลือชวัลกรเต็มที่
            สกู๊ปข่าวของเขา ต้องเด็ดกว่าใครในรอบสัปดาห์นี้แน่นอน
!
            “ผมได้รับการติดต่อจากคุณกรตั้งแต่วันแรกที่ไฟไหม้แล้วครับ” ภาสเริ่มต้น ทำให้ชลาธิปหันมามองหน้าปัณด้วยความสงสัย แต่ปัณซึ่งรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วได้แต่พยักหน้าเป็นการบอกให้เขาฟังต่อไป “แล้วคุณกรยังให้ผมรู้จักกับเพื่อนของเขาที่เป็นตำรวจที่ดูแลภูมิภาคนี้ด้วย เรื่องตลกคือ เขาเป็นตำรวจที่เรารู้จักกันอยู่แล้วครับ เรื่องทั้งหมดก็เลยง่ายหน่อย” ชลาธิปถอนหายใจยาว ในใจก็นึกถามว่า
            .. เมื่อไรไอ้ขี้เต๊ะนี้มันนจะเริ่มเรื่องที่สำคัญกว่านี้สักที
            “คืองี้ครับ พอเราได้พูดคุยกันก็เริ่มร่วมมือกันในการขุดคุ้ยเพิ่มเติม แล้วก็ได้อันนี้มา” ภาสเปิดไอแพดส่วนตัวที่กำลังเริ่มเล่นคลิปบางอย่างให้กับชลาธิปดู คราวนี้ภาพไม่ค่อยชัดนัก แต่ว่ามีเสียงด้วย เสียงของการสั่งการเกี่ยวกับการวางเพลิงไร่ของเขา และเสียงนั้นฟังครั้งแรกชลาธิปก็จำได้ทันที
!
            “ขอบคุณมากนะครับ ผมไม่คิดว่านักข่าว สายเศรษฐกิจโรงแรม จะชอบทำข่าวแบบนี้ด้วย” ชลาธิป
บอก หลังจากได้ดูคลิปจนจบ และทราบรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย
            “ผมเป็นนักข่าวส่วนภูมิภาคครับ ต้องทำตั้งแต่ข่าวอาชญากรรมยันงานวันเด็กนั่นแหละ” ภาสตอบกลับหัวเราะลั่น เขาจัดการส่งไฟล์คลิปนั้นให้กับชวัลกร โดยไม่ขอลบต้นฉบับที่เขามี เพราะต้องการนำไปส่งให้ต้นสังกัดเพื่อนำไปลงประกอบข่าวในเว็บไซต์ด้วย

บรรยากาศภายในงานประกวดเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้คนในงานมีจำนวนหนาตามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะใกล้จะถึงเวลาประกาศผลแล้ว ตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงสองราย รายแรก คือ ไวน์ยี่ห้อใหม่ ทว่า รสชาติและฝีมือในการนำเสนอไม่ใหม่เลย ผู้นำเข้าประกวดคือ เวณิกา หญิงสาวอยากจะกรีดร้องใส่คณะกรรมการการประกวดนัก ที่ตกหล่น ไม่ยอมเขียนป้ายว่า ไวน์มีระดับของเธอนั้นมาจาก โรงแรมดังอย่าง เหนือน้ำ บูทีค รีสอร์ท เธอรีบขอโทษขอโพยศรัณย์ภัทรก่อนทำท่าจะเข้าไปโวยจริงๆ แต่ชายหนุ่มกลับบอกว่า ไม่เป็นไร เพราะยังไงซะไวน์ยี่ห้อนี้ก็จะต้องถูกจดจำเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาอยู่แล้ว หญิงสาวจึงยอมสงบลง ศรัณย์ภัทรไม่แปลกใจเลยที่ไวน์ของเวณิกาเข้ารอบ นั่นก็เพราะเสี่ยเวนิช ยอมถอย โดยให้ไวน์ที่ดีที่สุดของตนเองให้ลูกส่งเข้าประกวดแทนน่ะสิ
            ส่วนผู้เข้ารอบตัดสินอีกรายคือ เจทีไวน์ ที่หลายคนค่อนข้างแปลกใจเพราะข่าวว่าโรงบ่มไวน์ของไร่เจริญตานั้นไม่ใช่ข่าวเล็กเลย บางคนเดาได้อยู่แล้วว่า ในบ้านคงมีห้องเก็บไวน์เอาไว้ด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไวน์ที่เอาไว้สำหรับดื่มเท่านั้น ไม่มีใครคิดว่า ไวน์ที่ถูกเก็บไว้ในบ้านจะนำมาประกวดได้ ที่สำคัญ มันเข้ารอบลึกถึงรอบชิงแชมป์ทีเดียว
            คณะกรรมการค่อยๆชิมไวน์ทีละคน ทีละจิบอย่างช้าๆ พูดคุยกันเบาๆ จบท้ายด้วยการขอให้ผู้เข้าประกวดพูดถึงไวน์ของตัวเอง ซึ่งกว่าที่ชลาธิปจะกลับมา อังกูรก็เริ่มพูดไปแล้ว ท่วงท่าของอังกูรนั้นสง่างาม สมกับเป็นน้องชายคนเล็ก สุดที่รักแห่งไร่เจริญตา เขาบรรยายสรรพคุณ และที่มาที่ไม่เคยมีคนนอกได้รู้มาก่อนของไวน์
Ngam-Ta Valley White 2006 ไวน์ที่ตั้งชื่อตามแม่ของเขา เพราะพ่อตั้งใจจะทำไวน์ล็อตนี้ให้แม่ได้ชิมเพียงคนเดียวเท่านั้น รสชาติของไวน์นั้นหนุ่มเคราครึ้มในชุดสูทรไหล่กว้างเล่าว่า เนื่องจาก ผลิตจากองุ่นพันธุ์ Malaga Blanc ที่ปลูกจากไร่เจริญตาร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงมีรสชาติเฉพาะตัวได้รสสัมผัสขององุ่นรสชาติเยี่ยม ผสมผสานกับการหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก ไวน์ที่ได้จึงเผยถึงรสชาติและกลิ่นของโอ๊กด้วย
            เมื่ออังกูรกล่าวจบ ก็ถึงคราวของเวณิกาบ้าง หญิงสาว พูดจาถึงไวน์ที่ตัวเองส่งเข้าประกวดอย่างฉะฉาน ท่วงท่ามั่นใจนั้น เป็นที่ชื่นชม และเรียกให้ทุกคนในที่นั้นหยุดฟังเธอได้ง่ายๆ ไวน์ของเวณิกาเป็นไวน์แดงผลิตเมื่อห้าปีก่อน มีส่วนผสมของพรุนและพลัมแต่งกลิ่นวนิลาจนหอมฟุ้ง ผสมกับกลิ่นไม้โอ๊ก
            เอาเข้าจริง ทั้งชลาธิปและอังกูรรู้ว่า ไวน์ของเวณิกา ก็น่ากลัวใช่เล่นอยู่เช่นกัน
            หลังจากพรีเซ็นต์โดยเจ้าของไวน์ทั้งสองจบ ก็เข้าสู่การตัดสินแบบ ไบลด์เทสต์ (
Blind test) คือให้คณะกรรมการปิดตา จากนั้นก็ชิมไวน์ และตัดสิน

ศรัณย์ภัทรมายืนอยู่ข้างๆเวณิกาเมื่อถึงเวลาประกาศผล หญิงสาวยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจว่า เธอจะต้องเป็นผู้ชนะแน่นอน เพราะได้ไปสอบถามกับสายของเธอมาแล้วว่า คะแนนล่าสุดนั้น เธอเป็นต่ออยู่มากโขทีเดียว หญิงสาวแทบจะนับถอยหลังให้กับเสียงกรี๊ดเพื่อแสดงความดีใจของตัวเอง
            //ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง การแข่งขันการประกวดไวน์นานาชาติ ประจำปีนี้ได้แก่ ...//
            “คุณใหญ่คะ เตรียมไปกระชากวิญญาณพวกนั้นได้เลยค่ะ เราชนะแน่ๆ” หญิงสาวจับมือของศรัณย์ภัทรเอาไว้แน่น มือของเธอเย็นเฉียบ แต่แล้วก็ต้องชะงัก และปล่อยมือศรัณย์ภัทรให้ล่วงลงไป เมื่อได้ยิน ..
            // .. ได้แก่
Ngam-Ta Valley White 2006 //

          “เรื่องไร่ ฉันไม่ห่วงหรอก ฉันไว้ใจแกเสมอนะกูรเรื่องนี้ เรื่องไวน์ก็ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันมีวิธีแก้ไขได้ แต่ฉันขออย่างเดียว ขอให้การประกวดครั้งนี้เราชนะ และตัวคนผิดต้องได้รับโทษ ซึ่งเป็นโทษจากพวกเรา” ปัณฟังแล้วสะดุ้ง เขาเคยเห็นชลาธิปในมาดคนดุมาก็หลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะมีดวงตาที่มุ่งมั่นในการทำลายล้างแบบนี้มาก่อนเลย
          “ที่รักจะเอาไวน์ที่ไหนไปประกวดครับ”
          “ไวน์ของพ่อกับแม่ ยังจำได้มั้ยกูร” ชลาธิปตอบ พร้อมหันไปถามอังกูรที่ตอนนี้ดึงให้ร่างน้อยๆที่กำลังงัวเงียของต้นน้ำให้มาอยู่ในอ้อมกอด
          “จำได้สิ ไวน์นั้นน่ะ เป็นรุ่นพิเศษที่พ่อทำให้แม่ บรรจุขวดเมื่อสิบปีก่อน ทุกกรรมวิธีพ่อทำมันด้วยมือทั้งหมด ไม่อาศัยเครื่องจักรเข้าช่วยเลย หมักไว้หนึ่งปีแล้วก็เอามาให้แม่ชิม แม่ชมใหญ่ บอกว่าอร่อยดี” อังกูรตอบ ไวน์รุ่นนี้ถูกบรรจุและเก็บไว้ที่ห้องเก็บไวน์ในบ้านใหญ่ที่ไม่เคยปรับเปลี่ยนอุณหภูมิ เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆที่พ่อของเขาทำให้กับแม่
          “ใช่ ฉันไม่เคยบอกใครว่าที่บ้านมีไวน์ตัวนี้อยู่ด้วย เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องดีๆที่เฉพาะจริงๆของพ่อกับแม่ แต่เมื่อเป็นแบบนี้ ก็หวังว่าพ่อกับแม่จะช่วยพวกเราด้วย”
          “งั้นผมก็คลายกังวลตรงนี้แล้ว” อังกูรพูด “ปีที่พ่อทำไวน์นี้เป็นปีที่สภาพอากาศดี ปริมาณน้ำฝนก็ใช้ได้ เหมาะกับการที่เราจะบ่มไวน์ที่ทำให้ปีนั้นไว้นานๆ แม่ต้องชอบแน่ ถ้าได้ชิมไวน์ขวดเดิมในวันนี้” อังกูรตอบพร้อมรอยยิ้ม เขาทำไวน์มานานจนรู้แล้วว่า  ปีที่เห็นบนฉลากไวน์น้น
หมายถึงปีที่เก็บเกี่ยวองุ่น และจะบันทึกสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝนของปีที่ผลิตไวน์ด้วย และไวน์บางประเภทจะมีรสชาติดีเบื่อบ่มนานๆในถังบ่มและบ่มต่ออีกในขวด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไวน์เก่าๆจะดีเสมอไป แต่ต้องรู้ว่าไวน์ประเภทไหนที่บ่มนานแล้วดีต่างหาก
          “งั้นต่อจากนี้ เราก็ไปดูแลเรื่องอื่นกันเถอะครับ”

คำพูดในวันที่เพลิงไหม้ที่ไร่ค่อยๆไหลวนเข้ามาในหัวของปัณ และรู้แล้วว่าปฏิบัติการตีกลับคนเลว เริ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

 

“มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ มันเป็นไปได้ยังไงคะคุณพ่อ มันเป็นไปได้ยังไงคะ คุณใหญ่” เวณิกากรีดเสียงทันทีที่เข้ามาอยู่ในห้องพักที่พวกเขาจองเข้าไว้เป็นที่พักระหว่างการประกวด
            “เราเพิ่งลงแข่งปีแรก ได้แค่นี้เราก็น่าจะพอใจแล้วนะครับนิก้า” ศรัณย์ภัทรพูดเสียงเย็น
            “นั่นสิ แกจะโวยวายทำไมนักหนา แค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว” พ่อของเวณิกาเอ่ยเตือนสติบ้าง
            “ไม่ค่ะพ่อ
ทำไมพ่อไม่เข้าข้างนิก้าล่ะคะ”
            “โอ๊ย นิก้า เลิกโวยวายซะทีเถอะ พ่อปวดหัว นี่เดี๋ยวไปกินกาแฟข้างล่างก่อนก็แล้วกัน ได้สติแล้วค่อยตามไป คืนนี้จะมีงานฉลองด้วย อย่าทำให้ฉันแล้วก็ตัวแกเองเสียหน้าล่ะ” เสี่ยเวนิชบอกอย่างรำคาญก่อนจะออกจากห้องไปพร้อมกับบอดี้การ์ดของตัวเองทั้งหมด
            “คุณจะโกรธขนาดนี้ไปทำไมล่ะครับ ผมยังไม่เห็นว่ามันเสียหายเลย เป็นเรื่องดีซะอีก ที่เรามาถึงตรงนี้ได้”
            “ไม่ค่ะ นิก้าจะไม่เสียอะไรให้กับไร่เจริญตาอีกแล้ว”
            “ทำไมครับ?”
            “เอ่อ.. คือ .. เอ่อ นั่นแหละค่ะ นิก้าไม่อยากแพ้ นิก้าอยากชนะการประกวดครั้งนี้ และนิก้าก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เราชนะการประกวดครั้งนี้แล้ว”
            “ทุกอย่าง?”
            “หึ”
            “ทุกอย่างนี่หมายถึง การสั่งให้วางเพลิงเผาไร่เจริญตาด้วยหรือเปล่า?”
            “คุณ
! คุ.. คุ..”
            “เราคงต้องคุยกันแล้วล่ะ” พูดยังไม่ทันขาดคำ ศรัณย์ภัทรก็ลากเวณิกาให้ไปยังที่ที่เขานัดกับชวัลกรเข้าไว้ ซึ่งนั่นก็คือห้องที่ ชลาธิปเคยเข้ามาเมื่อช่วงบ่ายนี้เอง

หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อพบว่าภายในห้องนั้นมีผู้นำของไร่เจริญตาอยู่ครบทุกคน รวมทั้งคนแปลกหน้าอีกสองคนที่เธอไม่รู้จัก และยังมีผู้ก่อคดี ผู้ที่ถูกว่าจ้างโดยเวณิกานอนอยู่กับพื้นในสภาพที่ร่างกายถูกซ้อมอย่างหนัก จนคำว่า “สะบักสะบอม” คงเอาไม่อยู่
            “ว่าไง ตอบกูมา ว่าคนที่จ้างมึงมาเผาไร่กู ใช่คนนี้หรือเปล่า” ชลาธิปพูดเสียงดังจนก้องทั่วห้อง แต่คนที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไร คนใจร้อนอีกคนเลยประเคนเท้าหนักๆเข้าไปที่ลำตัวสองสามทีจนคนที่นอนอยู่กระอักเลือด
            “ไอ้โอ ก็แค่ตอบกูมา มึงจะคิดมากอะไรนักหนาวะ” ชายหนุ่มพูดจบก็เตะเข้าไปที่กลางลำตัวของคนงานทรยศนั่นอีกครั้ง
            “คุณกูร ผม ขอ..โท...” เสียงที่ฟังจนไม่ได้เป็นคำ
            “กูบอกว่า กูอยากได้ยินคำขอโทษหรือไง?” อังกูรประเคนเท้าไปที่ลำตัวของคนที่ถูกเรียกว่า ไอ้โอ อีกที
            “พี่กูร” เสียงเรียกอย่างตกใจและขวัญเสียของต้นน้ำทำให้อังกูรชะงักเท้า ต้นน้ำไม่เคยเห็นเขาโกรธมากขนาดนี้ และเขาก็ไม่คิดว่าจะทำให้ภาพที่เขาซ้อมคนอื่นจนปางตายต่อหน้า เป็นภาพที่ดีนักที่ต้นน้ำจะได้เห็นจากเขา
            ในที่สุดโอก็ยอมรับสารภาพ ทว่าเวณิกากลับยืนกรานที่จะปฏิเสธ โดยไม่รู้เลยว่า คลิปที่ภาสมีนั้นถูกบรรณาธิการข่าวปล่อยลงเว็บทันทีที่ได้มา และมันก็ถูกแชร์ ถูกโพสต์ กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็รู้ถึงหูคณะกรรมการในงาน
            ภาพลูกสาวเสี่ยคนดังถูกตำรวจควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องหาคดีจ้างวานให้วางเพลิงเผาไร่เจริญตา กลายเป็นข่าวใหญ่ในคืนนั้น ในขณะเดียวกัน ไวน์จากไร่เจริญตา ก็ถูกยกย่องในฐานะผู้ชนะการประกวดไวน์อย่างเต็มภาคภูมิมากกว่าเดิมซะอีก

 

“ขอบคุณคุณใหญ่มากนะครับที่ช่วยพวกเรา” ปัณพูดขึ้นเมื่อได้มีโอกาสอยู่กับศรัณย์ภัทรสองคนในบริเวณงาน  
            “พี่ก็ต้องช่วยน้องพี่สิ” ศรัณย์ภัทรว่า ก่อนจะโยกหัวเล็กๆเล่น “แต่คงต้องให้เครดิตกรเขานะ เพราะเขาทำเรื่องนี้จนไม่ได้หลับได้นอนมาทุกคืน แล้วก็เป็นคนสะกิดพี่เรื่องนี้” เขาพยักหน้าให้ปัณมองตาม เห็นชวัลกรนั่งเหม่ออยู่ตรงที่ไกลออกไป
            “ท่าทางคุณกรจะเหนื่อยจริงๆนะครับ งั้นให้พวกเราเลี้ยงอาหารเป็นการตอบแทนนะครับ มื้อเช้าพรุ่งนี้ก็ได้ ปัณจะทำให้ทาน ปัณทำอาหารพื้นเมืองที่นี่เก่งแล้วนะ” เสียงนั้นออดอ้อนน้อยๆ เหมือนตอนที่ชายหนุ่มยังสนิทใจในฐานะพี่-น้องของพวกเขา
            “เรานี่ใจร้ายนะ ที่จะให้พี่ไปเจอเจ้านั่น”
            “ไม่หรอกครับ คุณหมอฝากขอบคุณคุณใหญ่ และเรื่องทำอะไรเพื่อตอบแทนคุณใหญ่ คุณหมอก็เป็นคนคิดนะครับ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น