vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 รอยจูบสัญลักษณ์ (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 รอยจูบสัญลักษณ์ (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2563 19:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 รอยจูบสัญลักษณ์ (1/2)
แบบอักษร

คฤหาสน์ 

เป็นครั้งที่สองกับการได้มาเหยียบภายในตัวบ้านของเซน อาการประหม่ายังคงมีอยู่เพียบ คิดว่าถ้าได้เข้าบ้านเขาอีกสิบรอบผมก็เกร็งอยู่ดี การมาครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนเพราะผมได้รู้ความลับของเขาแล้ว  

เซนคือ ‘แวมไพร์’ อาการเกร็งมันเลยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถึงเขาจะบอกหนักแน่นว่าไม่มีวันทำร้าย แต่มันก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดีใช่ไหมล่ะครับทุกคน  

พ่อบ้านโทระยืนต้อนรับอยู่ตรงทางขึ้นของบันไดหรู 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับท่านเซน ผมได้จัดเตรียมห้องไว้ให้คุณชานมตามที่ท่านสั่งแล้วครับ...ยินดีต้อนรับครับคุณชานม” พ่อบ้านหันมาทักทาย  

ผมทำหน้าแปลกใจเมื่อได้ยิน เขาบอกให้เตรียมห้องไว้ให้ผมแล้ว? 

“คุณเซนสั่งคุณโทระตั้งแต่ตอนไหนเหรอครับ ตอนอยู่บนรถ ผมไม่เห็นคุณใช้โทรศัพท์นี่”  

“ท่านเซนสั่งผมไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะครับ ปากบอกไม่ดูแลแล้ว แต่ท่านก็...” พ่อบ้านแกล้งพูดต่อจนคนตัวสูงหันขวับมาทำหน้าขรึมใส่  

“โทระ ฉันว่าวันนี้นายดูพูดเยอะกว่าปกติ ไปทำงานตัวเองต่อได้แล้วไป”  

“ส่วนนาย เดินตามฉันมา” เขาพูดเสียงเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์เดินก้าวขึ้นบันไดก่อนผม  

 

ห้องที่ถูกจัดไว้ให้เป็นห้องนอนขนาดใหญ่ไม่แพ้กับห้องของเซน แถมยังอยู่ห้องติดกันด้วย ที่แตกต่างคือสีพวกผ้าปูเป็นโทนสว่างสดใสสบายตา ไม่ดูลึกลับเหมือนห้องร่างสูง  

สายตาผมสำรวจรอบห้อง  

“ของในห้อง นายใช้มันได้ตามสบาย อยากทำอะไรก็เชิญ”  

“ขอบคุณครับ”  

“พวกเสื้อผ้า ฉันให้โทระเตรียมไว้ให้หมดแล้ว คิดว่านายคงใส่ได้” เขาเปิดตู้เสื้อผ้าเป็นเชิงบอก 

“อยากได้อะไรเพิ่มเติมบอกฉัน หรือบอกโทระก็ได้ เขาหามาให้นายได้”  

ผมพยักหน้ารับรู้ เซนกำลังจะเดินออกจากห้องแต่อยู่ๆ ก็หันกลับมา ผมที่เดินตามหลังกะออกมาส่งเขาถึงกับผงะ ระดับปากของเขาเกือบถูกตรงบริเวณหน้าผากผมพอดี ถึงกับต้องรีบถอยห่างกันทั้งสองฝ่าย  

“เอ่อ โทษครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะหันกลับมา” 

“นายอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะที่นี่เป็นอาณาเขตของฉัน ไม่มีใครสามารถเข้ามาทำอันตรายได้”  

เมื่อได้ยินแบบนี้ รู้สึกสบายใจขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ครับ...  

“ปกติแวมไพร์เขาจะไม่เข้ามายุ่งกับอาณาเขตของคนอื่นเหรอครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้  

เซนทำหน้าเหมือนไม่อยากตอบสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นแววตาผมอยากรู้มากเขาเลยยอมเปรยๆ ออกมาเล็กน้อย  

“ใช่ เพราะเขตพื้นที่ส่วนตัวถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเคารพกฎของกันและกัน” เขาเว้นวรรคแล้วบอกต่อ “และแวมไพร์จะไม่ยุ่งกับสิ่งที่มีเจ้าของแล้ว มันเป็นการหยามเกียรติของตัวเอง หากมายุ่งกับของของคนอื่น”  

“อ๋อ...” ผมพยักหน้าฟังตาม ยังมีอีกหลายคำถามที่อยากรู้  

พอทำท่าจะถามอีก เขาถึงกับตัดบทไร้เยื่อใย  

“ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว นายควรไปอาบน้ำแล้วนอนซะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านขนมปังไม่ใช่เหรอ”  

“จริงด้วยครับ พรุ่งนี้ผมทำงานพาร์ตไทม์นี่!” ผมพูดอย่างนึกขึ้นได้  

“คุณเซนครับ” เขากำลังเปิดประตู เซนเลิกคิ้ว  

“มีอะไร...”  

“ราตรีสวัสดิ์นะครับ” ประโยคจากปากผมไม่รู้ว่าทำไมถึงทำให้อีกฝ่ายอึ้ง  

เขานิ่งสักพักก่อนพยักหน้าพร้อมกับตอบกลับแบบเย็นชา  

“อืม” คำเดียวสั้นๆ ไม่มีอะไรเพิ่มเติม  

หลังจากเขาปิดประตู ผมทิ้งตัวนั่งลงตรงเตียงกว้างนอนได้เกือบห้าคนคล้ายเตียงในห้องเซนไม่มีผิด เมื่อกี้คิดว่าเขาจะตอบกลับมาว่าราตรีสวัสดิ์เหมือนกันซะอีก นี่อะไร ตอบกลับมาสั้นๆ ว่าอืม... 

สรุปว่าตอนนี้ผมคงต้องอาศัยอยู่บ้านกับเซนไปก่อน และไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไหร่ถึงจะรู้คำตอบว่าแท้จริงแล้วพวกคนที่คอยตามรังควานอยู่นั้นต้องการอะไรจากผมกันแน่  

มือสองข้างถูกยกมาแตะแก้มเพื่อเรียกกำลังใจกับความกล้า 

“เอาน่าชานม! ไม่ว่าเรื่องอะไรนายก็ผ่านมันมาได้เสมอ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน” 

 

ผมยืนมองกระจกบานใหญ่ พิจารณาชุดที่หยิบมาใส่จากตู้เสื้อผ้า มันเป็นเสื้อยืดสีขาวเนื้อผ้านุ่มใส่สบายกับกางเกงขาสั้นเลยเข่าสีดำที่ใส่สบายไม่แพ้กันกับเสื้อ ทุกคนครับ...ในตู้เสื้อผ้าน่ะ มีชุดนี้เกือบสิบชุด!  

ไม่มีเสื้อผ้าแบบอื่นเลย อย่าบอกนะว่าถ้าหากผมอยู่ที่นี่หลายวันก็คือมีแต่ชุดนี้? 

ระหว่างพิจารณาชุดอยู่ ท้องน้อยๆ ของผมมันดันร้องโครกครากขึ้นมาทั้งที่กินข้าวไปแล้ว แต่ที่จริงตอนอยู่คอนโด ผมแอบกินมื้อดึกบ่อยนะครับ เช่นพวกขนมปังกับนมอะไรแบบนี้ แฮะๆ  

“หิวจัง ลงไปหาอะไรกินในตู้เย็นพอจะมีไหมนะ” ผมพึมพำพลางคิดว่าควรออกจากห้องนอนไหม  

คงไม่เป็นหรอก เขาก็เพิ่งบอกไปว่าในบ้านไม่มีอันตราย น่าจะเดินออกไปได้  

ผมเดินลงบันได้มาด้วยความเงียบ ภายในบ้านเปิดไฟสว่างไสวทั้งโคมไฟระย้า ชนิดที่เรียกว่าไม่หวั่นเกรงกับค่าไฟใดๆ ทั้งสิ้น ลืมไปว่าเขารวยขนาดนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร จะว่าไปแล้วไม่เห็นรูปครอบครัวเซนอยู่ในบ้านเลยครับ  

พอเดินลงมาถึงบันไดขั้นแรก ยังไม่ทันเดินถึงห้องครัวผมก็ก้าวช้าลงเมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันดังลอดมาจากห้องรับแขก ผมไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่มันดันได้ยินพอดี  

มองเข้าไปเห็นเซนนั่งอยู่โซฟาโดยมีแฟ้มงานวางอยู่บนตัก ในมือถือแก้วไวน์ ส่วนคุณพ่อบ้านก็กำลังยืนอยู่ไม่ไกลนักด้วยท่าทีสุภาพ  

“ท่านเซน เหตุผลที่ท่านไม่ยอมลบความทรงจำของคุณชานมเรื่องที่คุณชานมรู้ว่าท่านเป็นแวมไพร์ เป็นเพราะเด็กหนุ่มคนนี้เริ่มมีความสำคัญต่อท่านใช่หรือไม่ครับ”  

“อย่าไร้สาระน่าโทระ เขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉันขนาดนั้น นายก็รู้ว่าฉันมีคนที่อยู่ในใจ”  

“คนที่ท่านเซนเองก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคือใครน่ะหรือครับ”  

ผมค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับขึ้นไปทางบันได จากที่ว่าจะลงมาหาอะไรทานเลยเปลี่ยนใจกะทันหัน  

ผมรีบกลับขึ้นมาบนห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง หัวใจมันรู้สึกเจ็บจี๊ดเหมือนมีใครเอามือมาบีบ และจู่ๆ ตรงบริเวณโคนขามันก็เจ็บขึ้นมาด้วยซะงั้น  

ทำไมคำว่า ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉัน น้ำเสียงเขามันดังก้องไปทั่วความคิดผมแบบนี้ แถมคำพูดเขาต่อมาที่บอกว่า มีคนอยู่ในใจ ยิ่งย้ำชัดเจนถึงตอนที่เขาเคยพูดว่าเซนมีคนรักอยู่แล้ว... 

“ทำไมเราต้องรู้สึกช็อกด้วยนะ ก็แค่เขามีคนรัก มันไม่เกี่ยวอะไรกับเราสักนิด” 

เปลือกตาคู่สวยปิดลงด้วยความเหนื่อยมาทั้งวัน ผมหลับทันทีที่หลับตาไปสักพักก็เริ่มรับรู้ถึงความเย็นที่แตะตรงหน้าผากพร้อมกับความอบอุ่นของผ้าห่มถูกเลื่อนมาคลุมห่มกายผมไว้  

“แม่ครับ แม่มาห่มผ้าให้ชานมเหรอ...”  

เสียงละเมอพึมพำของผมดังขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ดังสม่ำเสมอ 

 

รุ่งเช้าวันต่อมา 

ปกติผมไม่ค่อยได้กินอาหารเช้าสักทีครับ ส่วนมากเลยดื่มนมแก้วเดียวกับขนมปังหนึ่งแผ่นก็เพียงพอแล้ว ต่างจากมื้อเช้าในวันนี้มาก บนโต๊ะมีชามโจ๊กหมูไข่ลวกสีแดงบวกกับมีปาท่องโก๋เสิร์ฟคู่กันด้วย คนที่นั่งหัวโต๊ะทานเพียงกาแฟเข้มข้นเท่านั้น เซนอยู่ในชุดลำลองเสื้อคอปกคล้ายคนจะออกไปตีกอล์ฟ  

แค่ใส่แค่นี้ก็ดูดีมาก อิจฉาคนตัวสูง ใส่อะไรก็โอเคไปหมด 

“กินเข้าไปให้มันเยอะๆ โจ๊กเจ้านี้อร่อยมาก” เซนพูดขึ้นพลางยกกาแฟจิบไปด้วย  

“คุณเคยทานเหรอครับ ถึงรู้ว่ามันอร่อย”  

“...”  

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจถาม” ผมว่า  

เขาเลยตอบเสียงเอื่อยๆ “ไม่ แต่ได้ยินเขาบอกต่อๆ กันมาอีกที”  

ผมก้มหน้าลงมองชามพลางตักโจ๊กในชามกินดู มันอร่อยดีครับ อย่างที่เขาบอกเลย  

“ปกตินายเลิกงานกี่โมง” เขาถามขึ้นหลังจากที่ผมวางช้อนลง ผ้าเช็ดหน้าบนโต๊ะถูกหยิบมาเช็ดมือไปด้วย  

“ปกติห้าโมงเย็นครับ มีหกโมงบ้าง ถ้าผมต้องอยู่เคลียร์ขนมช่วยป้าเนท”  

“ฉันจะให้คนขับรถไปส่ง และไปรับ”  

ผมรีบส่ายหน้า  

“ไม่ต้องครับ ผมไปเองได้ อีกอย่างคุณจะให้คนไปรับทำไม ผมกลับคอนโดเองได้”  

พอได้ยินคำว่า ‘กลับคอนโด’ เซนถึงกับวางหนังสือพิมพ์ลงปึก!  

วางรุนแรงไม่เกรงใจคนขวัญอ่อนเลย แง... 

“ใครอนุญาตให้นายกลับคอนโด”  

เสียงเข้มถามทำเอาบรรยากาศรอบตัวดูตึงเครียด ทั้งที่เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่  

“วันนี้พวกเขาคงซ่อมหน้าต่างให้เสร็จแล้ว ผมก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ที่นี่นี่ครับ”  

“ซ่อมหน้าต่างเสร็จ แล้วนายคิดรึไงว่าตัวการที่ทำลายห้องนายมันจะไม่กลับมาอีก”  

ที่เขาว่ามันก็มีเหตุผลน่าคิดตาม จริงสิ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น... 

“ฉันคิดว่าเมื่อวานเราคุยกันเข้าใจแล้วซะอีก ฉันไม่อนุญาตให้นายกลับคอนโด นายต้องอยู่ที่นี่กับฉัน”  

“แต่มันรบกวนคุณเกินไป”  

“ฉันให้รบกวนได้ หยุดพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว เพราะฉันไม่เปลี่ยนใจให้นายไปอยู่คนเดียวเด็ดขาด!”  

เขาพูดรวบรัดและไม่เปิดโอกาสให้เถียงอะไรทั้งสิ้น คล้ายกับว่าเขาคือคนใหญ่สุดในบ้าน ไม่มีสิทธิ์ค้านใดๆ  

 

ผมเดินหน้ามุ่ยสะพายกระเป๋าข้างประจำตัวออกมาหน้าบ้านเพื่อรอคนขับรถวนรถออกมา พ่อบ้านโทระเดินออกมาส่งด้วย ส่วนอีกคนไม่รู้หายไปไหน ผมส่งยิ้มให้พ่อบ้าน  

“โจ๊กวันนี้อร่อยมากเลยครับ ขอบคุณนะครับคุณโทระ”  

“อันที่จริง โจ๊กนั่น ผมไม่ได้เป็นคนไปซื้อนะครับ” พ่อบ้านพูดเสียงเบาเหมือนกลัวใครมาได้ยิน 

“แล้วใครซื้อ?...” ผมเลิกคิ้วก่อนมองไปในบ้าน ก็ในบ้านมีกันไม่กี่คน ถ้าไม่ใช่พ่อบ้านซื้อ ก็หมายความว่า... 

“คุณเซนเป็นคนไปซื้อมาเหรอครับ”  

“ครับ ท่านตื่นนอนไปซื้อตั้งแต่เช้าตรู่ ท่านเซนเป็นพวกไม่ค่อยชอบพูดเลยทำให้มีคนเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าไม่แคร์หรือไม่สนใจ แต่ท่านเป็นห่วงคุณจากใจจริงนะครับ”  

“คุณเซนเป็นคนดีมากๆ เลยครับ ผมรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ และตอนนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม”  

พ่อบ้านทำหน้าซึ้งปลื้มปริ่มกับคำพูดเพียงเท่านี้ของผม  

“ผมดีใจนะครับที่ท่านเซนได้พบกับคุณ”  

“ดีใจเหรอครับ แต่ผมทำให้เจ้านายคุณโทระเดือดร้อนจนต้องมาช่วยผมหลายครั้งแล้วนะครับ”  

ผมกับพ่อบ้านหัวเราะด้วยกันเล็กน้อย ก่อนผมจะเอ่ยถามบางอย่างที่สงสัย  

“คุณโทระครับ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม” 

“ครับ ว่ามาได้เลย”  

“ปกติแวมไพร์เนี่ย เขาชอบทำรอยจูบทำสัญลักษณ์ตรงคอคนอื่นเหรอครับ เขาทำไปทำไม”  

“ทำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของนะครับ แต่เป็นแบบชั่วคราว ความเป็นเจ้าของจะหายไปเมื่อรอยจาง...”  

พ่อบ้านยังไม่ทันพูดจบดี พวกผมถึงกับสะดุ้งกับเสียงเย็นเฉียบเปิดประตูใหญ่ออกมา  

“โทระ! ฉันอยากย้ายชั้นตรงนี้ไปไว้ที่อื่น มาจัดการให้หน่อย...ชานม นายต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอ ขึ้นรถ”  

น้ำเสียงก็ไม่ได้ดุดันอะไรทว่าแววตาเข้มกลับออกคำสั่งสุดฤทธิ์ว่าควรไปได้แล้ว... 

ความคิดเห็น