facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

2.นางไม้น้อยของพ่อ

ชื่อตอน : 2.นางไม้น้อยของพ่อ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.1k

ความคิดเห็น : 118

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2563 04:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
2.นางไม้น้อยของพ่อ
แบบอักษร

2.นางไม้น้อยของพ่อ 

  

               หลังจากที่แจ้งให้ทางตำรวจภูธรทราบว่ามีศพหญิงสาวนับสิบคนถูกฆาตรกรรมในพื้นที่ชายป่าในเส้นทางที่เชื่อมไปยังเขตแดนระหว่างสองประเทศก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้ามาจัดการกับศพของหญิงสาวเหล่านั้นรวมทั้งคนร้าย มีเจ้าหน้าที่จากหลายๆ หน่วยงานเข้ามาจัดการตามขั้นตอนวิธีรวมถึงการเก็บหลักฐานต่างๆ จากที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็สรุปคดีนี้ออกมาว่าหญิงสาวที่เสียชีวิตน่าจะเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่พยายามจะหลบหนีระหว่างเปลี่ยนรถเพื่อข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพราะเจ้าหน้าที่พบรอยล้อรถจำนวนหลายคันในที่เกิดเหตุ แต่ระหว่างที่หลบหนีก็เลยถูกคนร้ายฆ่าก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มที่ออกลาดตระเวนกันอยู่จะมาพบเข้าและปะทะกับคนร้ายกลุ่มดังกล่าวจนสามารถวิสามัญคนร้ายได้ ในขณะที่คนร้ายที่เหลือกลับไหวตัวทันหลบหนีไปได้ 

               เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องคดีผู้กองพนาก็ให้ผู้หมวดเผ่าเทพจัดการให้ข้อมูลอื่นๆ กับทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อ ส่วนผู้หมวดศิระจะเดินทางนำเหล่าลูกน้องกลับฐานไปก่อนเพราะลาดตระเวนตามจุดเป้าหมายต่างๆ ครบแล้ว ผู้กองพนายังไม่ได้เดินทางกลับไปกับทุกคนแต่อย่างใดเมื่อเขามีเรื่องที่ยังสงสัยไม่หายและอยากจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อน จึงได้ปลีกตัวออกมาจากทีมเพียงลำพังแล้วเดินสำรวจลงไปยังด้านล่างของบริเวณหน้าผาเพราะคิดว่าเหมือนจะมีคนตกลงมาตามร่องรอยที่เขาเห็นบนริมหน้าผา 

               เสียงน้ำตกจากหน้าผาดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่าทึบที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ เสียงนกป่าร้องให้ได้ยินมาเป็นระยะๆ หรีดหริ่งเรไรดังมาจากทิศไหนสักทิศและหากสดับฟังเสียงแห่งผืนป่าดีๆ ก็จะได้ยินเสียงชะนีกู่ร้องออกมาจากพงไพร ซึ่งเป็นเสียงที่ผู้กองพนาได้ยินบ่อยจนคุ้นชินแล้วนับตั้งแต่ลงมาประจำการอยู่ที่นี่ เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการทำงานรับใช้ชาติและสานความฝันให้กับน้องชายที่ล่วงลับไปเมื่อปีก่อน ทุกพื้นที่ที่เขาดูแลรับผิดชอบจะต้องมีแต่ความสงบสุข ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและต้องไม่หวาดระแวงถึงสถานการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้น ร่างสูงเดินถือปืนแบกเป้เลียบไปตามลำธารใสเพื่อหาสิ่งผิดปกติและร่องรอยต่างๆ ที่คาดว่าจะมี เขาเดินอย่างระแวดระวังออกห่างจากน้ำตกไปตามลำธารเรื่อยๆ รู้ดีว่าการเดินป่าในพื้นที่ที่มีสถานการณ์แบบนี้เพียงลำพังมันจะเสี่ยงมากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้นึกหวั่น เขายังคงออกแกะรอยไปเรื่อยๆ คล้ายกับมีอะไรบางอย่างดลใจให้เขาต้องทำแบบนี้ ความจริงเขาจะให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาจัดการกับเรื่องนี้เองก็ได้ แต่เขากลับอยากจะทำงานนี้ด้วยตัวเองอย่างไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องทำ เขารู้แค่เพียงว่าเขาอยากทำและอยากจะทำเพียงคนเดียวด้วย 

               “...รองเท้า” รองเท้าผ้าใบสีครีมคู่หนึ่งลอยมาติดโขดหินทำให้ผู้กองพนาต้องรีบเข้าไปหยิบรองเท้าคู่นี้ขึ้นมาจากน้ำเพื่อสำรวจ รองเท้าที่ว่านี้เป็นรองเท้าผู้หญิงที่ไซส์เล็กมาก ซึ่งพอจะบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของรองเท้าคงจะตัวเล็กนิดเดียว แล้วนอกจากรองเท้าคู่นี้จะเป็นไซส์เล็กแล้วก็ยังเป็นรองเท้าแบรนด์ดังราคาหลักหมื่นด้วย คนที่ใส่ต้องมีฐานะระดับหนึ่งแล้วก่อนที่รองเท้าคู่นี้จะมาอยู่ตรงนี้ได้มันก็น่าจะลุยป่ามาเยอะพอควรเพราะคราบโคลนยังติดใหม่ๆ อยู่เลย กลางป่าทึบแบบนี้และที่นี่ก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวจึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีใครมาถอดแล้วลืมเอาไว้ ถ้าเขาสันนิษฐานไม่ผิดล่ะก็ยังมีหญิงสาวอีกคนที่หลบหนีขบวนการค้ามนุษย์มาที่นี่และเธอก็พลัดตกลงมาจากหน้าผา แต่จะเป็นการพลัดตกลงมาเองหรือถูกคนร้ายผลักลงมาเขาเองก็ไม่ทราบได้ แต่ที่พอจะคาดได้ก็คือเธอคงจะไม่รอดแล้วล่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้นผู้กองพนาก็ออกเดินตามหาศพของเธออีกครั้งโดยมีรองเท้าผ้าใบเพียงข้างเดียวที่เป็นเบาะแสถือติดมือมาด้วย 

               จากช่วงบ่ายจนจวนจะเย็นย่ำผู้กองพนาก็ยังไม่เห็นมีวี่แววของศพหญิงสาวเคราะห์ร้าย ช่วงเวลาแบบนี้ถ้าจะกลับฐานไปก็คงจะไม่ทันแน่ๆ การออกเดินลาดตระเวนในเวลากลางคืนนั้นเสี่ยงยิ่งกว่าตอนกลางวันและยิ่งเป็นการเดินคนเดียวก็ยิ่งอันตรายเขาจึงคิดว่าควรจะหาที่พักแรมสำหรับคืนนี้เสียก่อน 

               “ถ้ายังไม่เจอศพ เห็นทีคงต้องรอซักสามสี่วันให้ศพลอยขึ้นอืดขึ้นมาเอง” เขาสรุปพลางถอยหายใจก่อนจะเดินกลับไปที่ริมลำธารเพื่อล้างหน้าล้างตาและหาที่พักแรมสำหรับคืนนี้ เรื่องการใช้ชีวิตอยู่ในป่าสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องยากหรือแปลกใหม่แต่อย่างใด ตชด.อย่างเขาคุ้นชินกับพื้นที่ในทุกสภาพอยู่แล้ว เขาเป็นหน่วยรบพิเศษที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ในทุกสภาพพื้นที่ทั้งน้ำ ฟ้า ฝั่ง ทั้งในป่าหรือในเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แบบไหนหรือภารกิจอย่างไรเขาก็สามารถจัดการกับทุกอย่างได้อย่างชำนาญ 

               แล้วในระหว่างที่เขากำลังก้มลงไปกวักน้ำในลำธารขึ้นมาล้างหน้านั้น จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นร่างๆ หนึ่งนอนอยู่ในซอกหินขนาดใหญ่ริมตลิ่ง ร่างนั้นนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงและผิวน้ำรอบๆ กายก็เต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่ว่าจะเป็นผู้รอดชีวิตหรือศพก็ตาม ทันทีที่เห็นผู้กองพนาก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาในทันที ด้วยรูปร่างที่บอบบางและเส้นผมยาวสลวยทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าเธอเป็นผู้หญิง เสื้อเชิ้ตเข้ารูปสีขาวที่สวมทับเสื้อกล้ามตัวจิ๋วสีครีมแดงฉานไปด้วยเลือดโดยเฉพาะที่บริเวนสีข้างทางด้านซ้าย 

               “คุณ! คุณครับ” เข้ารีบดึงเอาตัวของเธอขึ้นมาจากน้ำอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าหญิงสาวร่างบอบบางนี้เธอยังหายใจอยู่ เธอยังไม่ตาย... 

               “คุณ ได้ยินเสียงผมมั้ย ผมเป็นตำรวจนะ” เขาถามพลางมองลงมาที่สีข้างด้านซ้ายของเธอซึ่งมีร่องรอยถูกยิงจนเลือดไหลออกมาไม่หยุดและมีเลือดไหลออกมาที่ศีรษะของเธอด้วย ผู้กองพนาประคองเธอเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วค่อยๆ เกลี่ยเส้นผมที่ปิดบังใบหน้าของเธอออกเพื่อจะดูแผลให้ แต่ทว่าทันทีที่เขาเกลี่ยเส้นผมออกแล้วเขาก็ต้องนิ่งอึ้งไปเมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอแบบชัดๆ หัวใจที่เคยด้านชามาตลอดหนึ่งปีกลับมาเต้นและมีความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง ไม่...นี่ต้องไม่ใช่ความจริงแน่ๆ เธอจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าจะเป็นเพียงแค่คนหน้าเหมือนเท่านั้น 

               แต่ใบหน้าที่งดงามสวยหวานแบบนี้มีเพียงแค่เธอคนเดียวในโลกเท่านั้น คิ้วเข้มๆ ได้รูปสวย ขนตายาวงอนๆ อย่างเป็นธรรมชาติ จมูกเรียวสวยที่เชิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติดูรั้นๆ ริมฝีปากอิ่มสวยที่เคยแดงระเรื่อแต่ตอนนี้กลับดูซีดเผือด ผิวกายขาวเนียนผุดผ่อง แม่นางฟ้าเดินดินที่เขาเจอเมื่อปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทำไมเธอถึงถูกจับมาเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์แบบนี้ คนรักของเธอเป็นถึงลูกชายของรองแม่ทัพภาค มีอำนาจบารมีมากมายที่จะสามารถปกป้องเธอได้ แล้วทำไม...เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน 

               ผู้กองพนามองมาที่สร้อยคอที่เธอสวมอยู่ มันเป็นสร้อยคอทองคำขาวห้อยจี้รูปดอกแก้วเจ้าจอมสีม่วงครามแล้วสลักตัวอักษรอ่านว่า นางไม้น้อยของพ่อ คำว่านางไม้ที่สลักนี้ทำให้ผู้กองพนาอดนึกถึงบทสนทนาของเขากับผู้หมวดศิวะเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้ ผู้หมวดศิระบอกเขาว่าผู้ที่รอดจากการตกหน้าผาน้ำตกนี้มาได้ก็มีแค่ผีสาง เทวดาแล้วก็นางไม้เท่านั้นแหละ 

               “นางไม้จริงๆ ด้วย” เขาว่า คงเพราะความสวยหยาดฟ้าแบบนี้พ่อของเธอถึงเรียกเธอว่านางไม้สินะ 

               “คุณ คุณได้ยินผมมั้ย” แก้วเจ้าจอมยังคงไม่รู้สึกตัว แรงกระแทกจากการตกลงมาจากที่สูงทำให้เธอบอบช้ำไม่น้อย ตกลงมาสูงแบบนี้ผู้กองพนาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะยังมีชีวิตรอด ผิวกายที่ขาวผุดผ่องยิ่งเห็นได้ชัดเจนถึงรอยช้ำ หัวใจของผู้กองพนาเต้นระรัวบอกไม่ถูกว่าตัวเองควรดีใจที่ได้เจอกับเธออีกครั้งหรือห่วงในอาการของเธอก่อนดี ทุกอย่างมันประดังเข้ามา ดีใจก็ส่วนหนึ่งแต่ที่เด่นชัดที่สุดก็คือความห่วงใย 

               เมื่อแก้วเจ้าจอมยังหมดสติอยู่ผู้กองพนาก็ค่อยๆ ช้อนเธอขึ้นอุ้ม ที่เท้าของเธอสวมรองเท้าแค่ข้างเดียวซึ่งเป็นรองเท้าอีกข้างของรองเท้าที่เขาเก็บได้เมื่อก่อนหน้านี้ แล้วจังหวะที่เขาอุ้มเธอขึ้นนั้นก็ได้มีของบางอย่างหล่นออกมาจากตัวของเธอ ผู้กองพนาจึงนั่งลงอีกครั้งแล้วประคองแก้วเจ้าจอมเอาไว้ในอ้อมแขนเพื่อดูสิ่งของที่หล่นลงมา แล้วของสิ่งนั้นก็ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นนอกจากมีดพกเล่มสวย มีดพกเล่มนี้เขาจำได้ดีไม่มีวันลืมเพราะมันเป็นมีดที่เขายกให้เธอในวันที่ได้เจอกันครั้งแรกเพื่อชดใช้แทนตุ๊กตาของเธอที่เขาทำพัง เขานึกว่าเธอจะเอามีดพกเล่มนี้ไปเป็นของขวัญให้กับคนรักของเธอเสียอีก แต่เปล่าเลย เธอเก็บมีดของเขาเอาไว้ มีดที่เขาสั่งทำขึ้นมาพิเศษสองเล่มเพื่อเก็บเอาไว้เองและอีกเล่มเพื่อมอบให้น้องชาย มีดที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาคู่กัน ในที่สุดตอนนี้มีดทั้งสองเล่มก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง น้ำตาของผู้กองพนาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อคิดถึงน้องชายขณะหยิบมีดที่น้องชายให้ไว้ก่อนตายขึ้นมาวางเคียงคู่กันกับมีดของแก้วเจ้าจอม เขารวบมีดทั้งสองเล่มเอาไว้ด้วยกันแล้วอุ้มแก้วเจ้าจอมขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพาเธอไปหาที่ปลอดภัยแล้วจะได้ทำแผลให้ นับว่ายังดีที่เป้ของเขามีกล่องยาติดมาด้วย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ เขาคิดว่าการที่เขาได้มาเจอเธออีกครั้งมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ในวันที่เขาต้องการใครสักคนเธอก็เข้ามา แต่ไม่นานเธอก็จากไปแล้วอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็ได้มาเจอเธออีกครั้งพร้อมกับมีดพกของเขา การที่เขาได้เจอเธออีกครั้งมันย่อมมีเหตุผลแน่นอน 

  

 

 

               ผู้กองพนาพาแก้วเจ้าจอมมาพักอยู่ที่เพิงหินเล็กๆ ริมลำธาร เขาต้องรีบทำแผลห้ามเลือดให้เธอก่อนจะค่ำมืดแล้วจะมองอะไรไม่เห็น แก้วเจ้าจอมยังคงหมดสติอยู่ขณะที่เขาทำแผลที่สีข้างด้านซ้ายให้ โชคดีที่กระสุนแค่เฉี่ยวไปเท่านั้น ส่วนแผลที่ศีรษะคาดว่าตอนที่เธอตกลงมาจากหน้าผา กระแสน้ำคงจะพัดร่างของเธอไปกระแทกเข้ากับโขดหินเข้าเลยมีแผลศีรษะแตกและบวมช้ำอยู่ที่หน้าผาก คืนนี้เขาจำเป็นที่จะต้องพักอยู่กับเธอในป่าเพราะเขาไม่อยากเสี่ยงที่จะเดินทางในเวลากลางคืน ยิ่งเขามีตัวคนเดียวและมีคนเจ็บ หากเกิดเรื่องฉุกเฉินอะไรขึ้นเขาเกรงว่าจะต้านอะไรไม่ไหว ปืนกระบอกเดียวมีหรือจะสู้ปืนอีกนับสิบๆ กระบอกได้ 

               “ผมจะเรียกคุณว่าอะไรดี แก้วเจ้าจอมหรือนางไม้น้อย...พ่อคุณเรียกคุณว่านางไม้น้อยใช่มั้ย” เขาถามกับสร้อยคอจี้ดอกแก้วเจ้าจอมเมื่อทำแผลให้เธอเสร็จแล้ว แต่กลางป่าแบบนี้การจะทำแผลให้เธออย่างประณีตมันก็คงเป็นไปได้ยาก เขาก็เลยทำแผลให้เธอเท่าที่พอจะทำได้ ไว้พรุ่งนี้ออกจากป่าแล้วค่อยพาเธอไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล 

               ร่างบางสั่นสะท้านเพราะความหนาว เธอขดตัวนอนกับลานหินด้วยความทรมานทั้งจากความหนาวเหน็บและเจ็บที่แผลจนต้องครางเสียงในลำคอออกมา ผู้กองพนาจึงหยิบผ้าห่มผืนเล็กจากเป้ของเขาออกมาห่มให้เธอด้วย แต่พอคิดอะไรบางอย่างได้เขาก็ต้องเครียดขึ้นมาอีกเพราะชุดเสื้อผ้าที่เธอสวมตอนนี้มันเปียก ผืนป่าทางใต้ชุ่มชื้นมากขนาดนี้คงเป็นเรื่องยากที่ชุดของเธอจะแห้งไวแล้วถ้าคืนนี้อากาศเย็นเธออาจจะเสี่ยงกับการเป็นปอดบวมได้ 

               “ตัวร้อนจี๋เลย” ผู้กองพนาเอามือมาอังที่หน้าผากของเธอดูหลังจากที่ก่อกองไฟเสร็จแล้ว ผ้าห่มของเขาแทบไม่ได้ช่วยให้เธออุ่นขึ้นแต่อย่างใด การที่จะทำให้ร่างกายของเธออบอุ่นขึ้นก็คงจะเป็นการเปลี่ยนชุดให้กับเธอแล้วให้เธอนอนใกล้ๆ กับกองไฟเท่านั้น ในเป้ของเขายังมีเสื้อผ้าที่เขาเอาติดมาด้วยเพื่อใช้ในการผลัดเปลี่ยนระหว่างที่ออกลาดตระเวนหลายวัน เธอจะใส่ชุดเสื้อผ้าของเขาก่อนก็ได้แต่...จะเปลี่ยนให้ยังไงล่ะทีนี้ 

               “คุณ คุณได้ยินผมมั้ย” เขาลองปลุกเธออีกครั้งเผื่อเธอจะพอตื่นขึ้นมาเปลี่ยนชุดเองได้ แต่ไม่ว่าเขาจะปลุกอย่างไรแก้วเจ้าจอมก็ยังไม่ได้สติ ยิ่งมีสายลมเย็นพัดมากระทบร่างเธอก็ยิ่งหนาวสะท้าน ผู้กองพนามองเธอสลับกับมองผ่านความมืดไปรอบๆ เพื่อหาตัวช่วย แต่ตัวช่วยใดๆ ก็ไม่มีแล้วตอนนี้ ถ้าเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ว่าไปอย่างสิ เอาวะ! ถือว่าเป็นการช่วยเหลือชีวิตคนก็แล้วกัน หวังว่าถ้าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วคงจะไม่โวยเขาเอานะเพราะดูท่าเธอจะไม่ใช่คนที่ยอมให้กับใครง่ายๆ อยู่ด้วย ไม่งั้นเมื่อปีที่แล้วเธอคงไม่หาเรื่องกวนประสาทเขา ให้เขาช่วยแกล้งนายตำรวจนายหนึ่งที่มาทำเจ้าชู้ใส่หรอก 

               ผู้กองพนาค่อยๆ ปลดเสื้อเชิ้ตของเธอออกจากตัวแล้วจากนั้นจึงตามด้วยเสื้อกล้ามตัวจิ๋วที่เลอะไปด้วยคราบเลือดสีเข้ม เขากลั้นหายใจแทบตายเมื่อเห็นว่าพอถอดเสื้อกล้ามของเธอออกแล้วปราการชิ้นบนเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ก็คือเสื้อชั้นในสีขาวที่ปกปิดทรวงอวบเต่งตึงขนาดคัพดีเอาไว้ ผู้กองพนาพยายามที่จะไม่มองกายในส่วนสงวนของเธอให้มากเพราะเขาก็อดนึกละอายใจไม่ได้เหมือนกันที่ต้องทำแบบนี้ ความเป็นสุภาพบุรุษและการให้เกียรติผู้หญิงเขายึดถือและยึดมั่นปฏิบัติมาทั้งชีวิต เขาจะไม่ยอมให้ความปรารถนาที่เก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจต้องมาทำลายหรือทำร้ายผู้หญิงเด็ดขาด เขาเอาผ้าห่มมาห่อคลุมเนื้อตัวของเธอเอาไว้แล้วจึงปลดเสื้อชั้นในภายใต้ผ้าห่มนั้นออก ก่อนจะรีบเอาเสื้อยืดสีดำของเขาที่ยังไม่ได้ใส่มาสวมให้กับเธอให้เร็วที่สุด ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ทำเอาหายใจหายคอไม่ทั่วท้อง ส่วนกางเกงนั้นเขาก็ใช้ผ้าห่มห่อคลุมกายส่วนล่างของเธอเอาไว้แล้วปลดกางเกงขายาวออกให้ก่อนจะสวมกางเกงเครื่องแบบของเขาอีกตัวให้แทน ซึ่งชุดชั้นในชิ้นล่างนั้นเขาไม่ได้ปลดออกมาเพราะใจไม่กล้าพอ แต่กว่าจะเปลี่ยนชุดให้เธอเสร็จก็ทำเอาเหงื่อตกจนลืมหนาวไปเลยทีเดียว 

               “เอาไว้คุณฟื้นก่อนแล้วผมจะให้คุณตบผมเป็นการไถ่โทษแล้วกันนะ” เขาเอาชุดที่เปียกของเธอไปผึ่งแล้วจึงขยับเข้ามาหา เอาเสื้อเครื่องแบบตำรวจพลร่มของเขาอีกตัวมาใส่ทับให้เธออีกชั้นเพื่อความอบอุ่น เสื้อยืดของเขามันก็ไม่ได้หนาอะไรมากมาย ยิ่งเธอมาโนบราด้วยแบบนี้แทบจะมองเห็นหมดว่าเนื้อนวลภายใต้เสื้อตัวนี้มันอวบ ขาวและเต่งตึงมากแค่ไหน แค่เขานึกภาพตามก็ทำเอาใจเต้นระรัวแล้ว ชีวิตนี้ใช่ว่าจะเป็นชายโสดและสดมาทั้งชีวิต แฟนสาวก็เคยมีกับเขาเหมือนกันแต่ก็ไปกันไม่รอดด้วยอาชีพอย่างเขานั้นมีเวลาให้คนใกล้ตัวน้อยมาก ผู้หญิงที่ไหนเขาจะมาทนรอ ดีไม่ดีเผื่อเขาเป็นอะไรขึ้นมาได้ซวยหนักเป็นม่ายซ้ำ ดังนั้นเมื่อหลายปีก่อนเขาจึงปล่อยให้อดีตแฟนสาวเดินเข้าประตูวิวาห์ไปกับผู้ชายคนอื่น แม้จะเสียใจแต่เขาก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวให้ผู้หญิงคนไหนมาร่วมเสี่ยงไปกับเขาได้ ถ้าเธอไปแล้วมีความสุขเขาก็ยินดี นับจากนั้นมาเขาก็เลยไม่กล้าที่จะจีบหรือเอาผู้หญิงคนไหนเข้ามาในชีวิตอีก เขากับอดีตแฟนจบกันด้วยดีและต่างคนต่างก็ใช้ชีวิตไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก และชีวิตที่เหลือต่อจากนี้เขาคงจะไม่ดึงเอาใครเข้ามาในชีวิตอีกแล้ว เขาเจ็บมาเยอะกับการสูญเสียคนที่รักไปโดยเฉพาะน้องชายที่จากไปเมื่อปีก่อน เขาไม่อยากสูญเสียเช่นเดียวกับที่ไม่อยากให้ใครต้องมาเสียใจที่ต้องสูญเสียเขาหากว่าเขาเป็นอะไรไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ชีวิตตอนนี้เขามีแค่ตัวคนเดียว ถ้าจะตายก็ควรตายคนเดียวไม่ใช่มาทำให้คนอื่นตายไปด้วย 

               เขามองกลับมาที่แก้วเจ้าจอมอีกครั้งเมื่อเธอยังคงขดตัวนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม ก่อนหน้านี้เขาให้เธอกินยาลดไข้กับแก้อักเสบไปแล้ว ก็หวังว่าพอถึงเช้าพรุ่งนี้เธอจะอาการดีขึ้น ดวงตาคู่คมที่เคยแข็งกร้าวและไร้ร้างห่างความอ่อนโยนมานานนับตั้งแต่เสียน้องชายไปกลับมาเป็นประกายขึ้นอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัวขณะมองหญิงสาวที่ขดตัวนอนอยู่ข้างๆ แม่นางฟ้าเดินดินของเขา หลงคิดว่าเป็นนางฟ้ามาตั้งนานที่แท้ก็เป็นนางไม้แสนสวยนี่เอง การที่เธอรอดชีวิตจากหน้าผาน้ำตกมาได้นั้นเรียกได้ว่าปฏิหาริย์สุดๆ เพราะถ้าเป็นเขา เขายังไม่รู้เลยว่าจะรอดมาได้มั้ยแล้วอีกเรื่องที่เขาสงสัยในตัวเธอก็คือเธอถูกจับตัวมาได้ยังไง ที่ด้านหลังของเธอเหมือนกับมีร่องรอยถูกทุบตีด้วยของแข็ง การแต่งกายก็ไม่เหมือนหญิงสาวที่เสียชีวิตเหล่านั้น หญิงสาวที่เสียชีวิตเหล่านั้นแต่งกายคล้ายกับคนที่มาเที่ยวในสถานบันเทิง แต่กับเธอคนนี้แต่งกายรัดกุมมากกว่าทั้งรองเท้าผ้าใบ กางเกงขายาว เสื้อเชิ้ต หน้าตาก็ปราศจากคราบเครื่องสำอางแล้วยังพกมีดของเขาติดตัวอีก จะมีผู้หญิงสักกี่คนกันที่พกมีดเล่มแบบนี้ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ที่ศพของหญิงสาวรายอื่นนั้นไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายมาก่อน มีแค่บางคนที่มีรอยถูกตบตีแต่กับเธอ...ถูกทุบตีจากด้านหลังหรือว่า...ความจริงแล้วเธอจะไม่ได้เป็นเหยื่อค้ามนุษย์มาตั้งแต่แรก แต่คนร้ายจับเธอเอาได้ระหว่างทาง จากที่เขาดูสถานที่เกิดเหตุเมื่อก่อนหน้านี้นั้นเหมือนคนร้ายต้องการจะพาหญิงสาวทุกคนเปลี่ยนรถเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย คนร้ายมีอาวุธครบมือแล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ หรือจะกล้าขัดขืนพยายามหลบหนีแบบนี้ เสียงปืนที่เขาได้ยินครั้งแรกเป็นเสียงปืนที่คล้ายกับจงใจที่จะยิงขึ้นราวกับอยากจะให้ใครมาได้ยิน เสียงปืนดังสม่ำเสมอราวกับคนที่ยิงปืนนั้นเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนเป็นอย่างมาก แต่จากการที่เขายิงปะทะกับกลุ่มคนร้าย คนร้ายเหล่านั้นดูจะไม่ได้ชำนาญในการใช้อาวุธเลยเสียงปืนที่เขาได้ยินในตอนแรกกับตอนที่ยิงปะทะกับคนร้ายมันต่างกันลิบลับราวกับเป็นคนละคนกัน เขาไม่กล้าคิดจริงๆ ว่าเสียงปืนที่เขาได้ยินความจริงแล้วคนที่ยิงอาจเป็นคนที่นอนเจ็บตัวอยู่ข้างๆ เขานี้ ที่ตัวของเธอมีกลิ่นเขม่าดินปืนด้วย หรือว่าระหว่างที่เปลี่ยนรถเธอกับหญิงสาวเหล่านั้นจะพยายามหลบหนี แต่หนีกันไม่รอดบางส่วนถูกจับได้ บางส่วนถูกฆ่าปิดปากในขณะที่เธอนั้นพลัดตกลงมาจากหน้าผา แต่ว่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ ท่าทางเหมือนลูกคุณหนูแบบนี้น่ะหรอจะสามารถใช้อาวุธสงครามได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นตำรวจทหาร หรือว่าที่เขาสันนิษฐานมานี้มันจะผิด เขาแค่คิดมากไปเท่านั้น อย่างเธอหรือจะยิงปืนได้นิ้วมือออกจะนุ่มนิ่มเสียขนาดนี้ เดี๋ยวสิ! นิ้วมือ...ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอสวมแหวนอยู่ด้วย แหวนทองสามสมอฝังเพชร...นี่มันแหวนญาติของทหารเรือไม่ใช่หรอ อะไรของเธอกัน เธอเป็นแฟนกับผู้หมวดที่ชื่อรีคอน ซึ่งเขาเป็นทหารบกแต่ทำไมเธอถึงมาสวมแหวนญาติของทหารเรือแบบนี้ ตกลงนี่เธอเป็นแฟนใครกันแน่ล่ะเนี่ย ตอนที่เขาเจอเธอครั้งแรกเธอก็ควงแขนไอ้หนุ่มตี๋หน้าโอปป้า ดูจากหุ่นและทรงผมก็พอจะเดาได้ว่าไอ้ตี๋หน้าโอปป้านั้นเป็นคนในเครื่องแบบ แต่ต่อมาเธอก็มาควงหนุ่มทหารบกแล้วบอกว่าเป็นแฟนกัน สวีทกันหวานชื่นแล้วตอนนี้กลับมาสวมแหวนญาติของทหารเรืออีก ตกลงเป็นแฟนใครกันแน่ล่ะแม่คุณ เสน่ห์แรงนัก ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทั้งตำรวจ นี่กะจะมีแฟนให้ครบทุกเหล่าทัพเลยรึยังไงยัยนางไม้จอมเจ้าชู้เอ้ย! 

               “แค่กๆๆ” พอถูกเขาแอบต่อว่าในใจเธอก็ถึงกับไอออกมาทันที ตอนที่ไม่สบายนี่ดูน่าสงสารจนไม่เหลือคราบยัยห้าวตัวแสบที่ชอบกวนบาทาคนเดิมเลย 

               “ไว้ฟื้นก่อนแล้วค่อยสอบปากคำละกัน” เขาว่าก่อนจะหันมาดับกองไฟเพราะไม่อยากให้แสงไฟหรือกลิ่นควันไฟทำให้จุดที่เขาพักแรมอยู่เป็นที่สังเกตของใคร ทนหนาวเอาหน่อยแล้วกัน เขาคิดก่อนจะเปิดไฟฉายแล้วหรี่แสงให้มากที่สุดขณะจัดแจงห่มผ้าให้แก้วเจ้าจอมเป็นอย่างดีแล้วจึงนั่งหลับพิงโขดหินอยู่ข้างๆ เธอ 

               แต่นอนๆ ไปได้ไม่ทันไรก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อมือเล็กๆ ของคนที่นอนอยู่ข้างๆ เขาเอื้อมมากอดขาของเขาเอาไว้แน่นเพราะความหนาว แล้วพอรู้ว่าสิ่งที่ตนกอดอยู่มันอุ่น หญิงสาวก็ยิ่งขยับตัวเข้ามากอดเอาไว้แน่นจนผู้กองพนาต้องเปิดไฟฉายขึ้นมาอีกครั้ง พอเห็นเธอนอนตัวสั่นกอดขาเขาเอาไว้เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ เขาแกะมือของเธอออกจากขาแล้วจึงค่อยๆ ประคองเอาตัวของเธอเข้ามากอด ร่างบางตัวร้อนจี๋และสั่นสะท้านแต่มือนุ่มๆ นี่กลับเย็นเฉียบ เขาถอดเสื้อเครื่องแบบของตัวเองออกแล้วเอามาห่มให้เธออีกชั้นนอกจากผ้าห่ม สองแขนกอดเธอไว้แนบอกซึ่งเธอก็รีบซุกตัวเข้าหาเขาในทันที จนเมื่อความอบอุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านถึงเธอ จากที่หนาวจนตัวสั่นแก้วเจ้าจอมก็ค่อยๆ หลับสนิทอีกครั้งแม้อาการไข้จะยังไม่ดีขึ้นก็ตาม ในรอบหลายปีมานี้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้กองพนาได้โอบกอดร่างนุ่มนิ่งของหญิงสาว ซ้ำยังเป็นหญิงสาวที่สวยเอามากๆ อีก เนื้อตัวของเธอทั้งนุ่มทั้งหอมทำให้หัวใจของเขาโครมครามจนกลัวว่าเธอจะได้ยินเข้า อดยอมรับกับตัวเองไม่ได้ว่ารู้สึกอ่อนไหวไปกับเธอ ทุกครั้งที่เขาได้เจอเธอเธอมักจะทำให้เขายิ้มได้เสมอ แต่ตอนนี้...เขาไม่อยากเจ็บเพราะต้องสูญเสียใครไปอีกแล้วเพราะฉะนั้นเขาจะตัดใจแล้วไม่คิดอะไรกับเธอเด็ดขาด ถ้าเธออาการดีขึ้นเมื่อไหร่เขาจะรีบเอาเธอไปคืนให้กับหนุ่มๆ ของเธอคนไหนซักคน อาจจะเป็นไอ้ตี๋หน้าโอปป้า หนุ่มทหารบกหรือไม่ก็หนุ่มทหารเรือ ให้คุณๆ ทหารเขาแย่งชิงกันเอาเองตำรวจอย่างเขาไม่ขอต่อสู้ด้วยจะดีกว่า สวรรค์ฟ้าดินเกลียดชังเขาจะตาย เขาเหมือนคนที่ถูกสาปที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังไปชั่วชีวิต แม่นางไม้น้อยคนนี้เธอแค่บาดเจ็บแล้วเขาเก็บเธอได้ในป่า ไว้เขารักษาเธอจนหายดีแล้วเขาก็จะปล่อยเธอไป เขาไม่กล้าเข้าไปแย่งชิงเอาเธอมาจากใครหรอก 

               “แม่นางไม้น้อย...กลับขึ้นไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์เหมือนเดิมเถอะนะ ผมมันคนอาภัพ ผมไม่กล้าแย่งชิงแม่นางไม้มาจากใครเขาหรอก ไว้หายดีแล้วผมจะพาไปส่งบ้าน” ใจบอกให้ปล่อยแต่แขนกลับกอดเธอแน่น ของที่เก็บได้ยังไงก็ไม่ใช่ของเขาอยู่วันยันค่ำ เขาเป็นตำรวจ ตำรวจอย่างเขาก็ต้องนำของที่เก็บได้ไปคืนให้กับเจ้าของ จะงุบงิบเก็บเอาไว้เองไม่ได้เด็ดขาด 

  

 

 

               จนรุ่งเช้าอาการของแก้วเจ้าจอมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ตัวของเธอยังคงร้อนเป็นไข้ขึ้นสูงจนผู้กองพนาต้องอุ้มพาเธอเดินออกมาจากป่า เขาเดินลัดเลาะชายป่าขึ้นไปยังผืนป่าที่อยู่ด้านบนตรงไปยังที่เกิดเหตุเมื่อวานนี้เพราะเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้กับถนนมากที่สุด เผื่อว่าจะมีรถของชาวบ้านผ่านมาเขาจะได้ขอความช่วยเหลือให้พาแก้วเจ้าจอมไปส่งที่โรงพยาบาลได้ ดีว่าฝึกตำรวจและหน่วยรบพิเศษมาเยอะรวมทั้งยังออกกำลังกายเป็นประจำ การอุ้มหญิงสาวตัวเล็กๆ เดินลัดเลาะไปตามผืนป่าใหญ่เลยเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนาอะไร เขายังคงห่อตัวของแก้วเจ้าจอมเอาไว้กับผ้าห่มเพราะเธอยังคงหนาวสั่นอยู่ทั้งๆ ที่ตัวร้อนจนเขาเหงื่อซึมตาม จะว่าไปเขาก็อดสงสัยเรื่องหนึ่งไม่ได้ แก้วเจ้าจอมตัวเล็กและบอบบางมากๆ เนื้อกายก็นุ่มแต่ทำไมกล้ามเนื้อที่หน้าท้อง ท้องแขนหรือแม้แต่หน้าขากลับดูแข็งแรงนัก อย่างกับคนที่ออกกำลังกายบ่อยจนกล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงงเลย 

               ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในที่สุดผู้กองพนาก็พาแก้วเจ้าจอมมาถึงชายป่าที่เกิดเรื่องเมื่อวานได้ ในระหว่างที่เขากำลังจะเดินออกจากชายป่าไปยังท้องถนนนั้นจู่ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่ริมถนน ที่ท้ายกระบะมีชายฉกรรจ์นับสิบพร้อมอาวุธครบมือนั่งมาด้วยทำให้ผู้กองพนาต้องรีบหาที่หลบเพราะคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มโจรใต้ แต่ดูไปดูมากลับไม่ใช่ ทุกคนมีผ้าปกปิดใบหน้า ชายคนสุดท้ายที่เพิ่งลงมาจากรถดูท่าทางคล้ายกับเป็นนายใหญ่ เขาเองก็ปกปิดใบหน้าด้วยเช่นกัน แต่การแต่งกายของชายคนนี้นี่สิ...เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำปักตราของทางกรมตำรวจ กางเกงสีกากีแบบนี้นี่มันกางเกงของตำรวจชัดๆ จะว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุเพิ่มเติมก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เหมือนจะเป็นตำรวจ แต่พวกลูกน้องที่เหลือไม่ใช่ 

               “มึงแน่ใจนะว่าเห็นนังคนสวยนั่นตกลงไปที่หน้าผา” ชายที่ดูคล้ายกับเป็นตำรวจถามลูกน้องคนหนึ่ง 

               “ครับนาย ผมเห็นมันถูกพวกลูกพี่ต้อนไปจนถึงริมหน้าผาแล้วมันก็กระโดดลงหน้าผาเองเลย มันใจเด็ดมากๆ ครับ น่าเสียดายที่พอมันกระโดดลงหน้าผาไปแล้วพวกตำรวจพลร่มมาลาดตระเวนแถวนี้พอดีผมก็เลยต้องรีบหนีไปตั้งหลักก่อน” 

               “ตำรวจห่าอะไรมาลาดตระเวนกันแถวนี้วะ” 

               “ก็นังคนสวยตัวแสบนั่นไงครับนาย มันเล่นงานพวกเราจนน่วมเลยแล้วก็แย่งปืนจากพวกเราไปยิง ผมว่ามันคงรู้ว่าแถวนี้มีพวกเจ้าหน้าที่อยู่กันเยอะเลยยิงปืนขึ้นฟ้าเรียกให้พวกทหารตำรวจที่ลาดตระเวนกันอยู่เข้ามาช่วย” 

               “ไอ้พวกโง่! แค่ผู้หญิงคนเดียว พวกมึงมีกันเป็นฝูงก็จัดการอะไรไม่ได้ ก็สมควรแล้วที่ถูกวิสามัญฯ ไป” ผู้เป็นนายด่าซ้ำ ทำให้ผู้กองพนาต้องก้มลงมามองหญิงสาวในอ้อมกอด นังคนสวยที่พวกมันพูดถึงน่ะหมายถึงเธอใช่มั้ย เธอเป็นคนกระโดดลงไปที่หน้าผาน้ำตกเอง เธอเป็นคนยิงปืนเรียกทีมของเขาให้มาช่วย บ้าน่า! เธอเนี่ยนะจะยิงปืนเป็น ก็เสียงปืนที่เขาได้ยินเมื่อวานนี้มันเป็นการยิงปืนของพวกมืออาชีพเลยนะ แล้วดูเธอสิ มีอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าเป็นนักยิงปืนมืออาชีพ ตัวนิดเดียว นิ้วเล็กๆ จะเหนี่ยวไกปืนได้ยังไง 

               “ไปเลยนะ ไปตามหาศพของมันให้เจอ ถ้ากูยังไม่เห็นศพของมันกูจะไม่เชื่อเด็ดขาดว่ามันตายไปแล้ว อีนังนี่มันรู้จักกู แล้วก็รู้ความลับของกูหมดแล้ว คนใกล้ชิดมันก็มีแต่พวกนายใหญ่ๆ ถ้ามันคาบข่าวของกูไปบอกคนพวกนั้นกูกับพวกมึงได้จบเห่แน่” ชายที่เป็นนายใหญ่ออกคำสั่งด้วยท่าทีไม่สบายใจเพราะกลัวว่าความลับของตนจะรั่วไหล ถ้าแก้วเจ้าจอมรอดไปได้เขาต้องซวยแน่ๆ 

               “นาย...เมื่อวานนี้พวกตำรวจมากันเยอะ ถ้าตำรวจไปเจอมันแล้วล่ะ” ลูกน้องอีกคนถาม ทำให้นายใหญ่รายนี้ยิ่งคิดหนัก 

               “งั้นพวกมึงแบ่งทีมกัน ส่วนหนึ่งไปตามหามันที่ใต้หน้าผา อีกส่วน...ไปเช็คที่โรงพยาบาลให้ทั่ว ถ้ามันตายแล้วก็ถ่ายภาพศพของมันมาให้กูดู แต่ถ้ามันยังไม่ตายแล้วไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลล่ะก็ หาทางปิดปากมันด่วน อย่าทันให้มันได้พูดอะไรกับตำรวจ กระจายกำลังกันออกไปเฝ้าโรงพยาบาล คลินิก อนามัยแล้วก็สถานพยาบาลให้ทั่วสามจังหวัดชายแดน ถ้าเห็นมันไปรักษาตัวที่ไหนให้ฆ่ามันที่นั่น แล้วกำลังอีกส่วนก็ไปเฝ้าตามโรงพักเอาไว้ด้วย เผื่อมันจะไปแจ้งความเดี๋ยวกูจะให้ลูกน้องกูอีกส่วนที่แฝงอยู่กับพวกตำรวจทหารช่วยดูตามด่านตรวจอีกทีว่ามันแอบเดินทางไปที่ไหนรึเปล่า งานนี้เราจะให้มันรอดไปไหนไม่ได้เด็ดขาด”  

คำสั่งของนายใหญ่รายนี้ทำให้ผู้กองพนามั่นใจนักว่าคนที่พวกมันต้องการจะปิดปากก็คือแม่นางไม้น้อยคนนี้ พวกมันเล่นกัดเธอไม่ปล่อยแบบนี้ก็แปลว่าเธอคือคนที่รู้ความลับเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ของพวกมันทุกอย่าง ท่าทางตำรวจนายนี้จะมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย ซ้ำยังมีสายอยู่กับพวกตำรวจทหารอีก ถ้าเขาพาแม่นางไม้น้อยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือพาออกไปรักษาตัวนอกพื้นที่อย่างไรเสียก็คงไม่พ้นหูพ้นตาของพวกมันแน่ แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่ามันมีใครเป็นพวกด้วย ถ้ามันมั่นใจในการส่งหญิงสาวออกจากชายแดนได้แบบนี้ทั้งๆ ที่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนมีตำรวจทหารอยู่กันเยอะ นั่นย่อมหมายความว่ามันต้องมีพรรคพวกและเส้นสายเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันแน่นอน ไม่งั้นมันคงไม่ย่ามใจส่งหญิงสาวมาตามเส้นทางนี้หรอก 

               “นาย ถ้ามันรอด มันคงไม่ติดต่อหาญาติของมันหรอกใช่มั้ย” 

               “เออ จริงของมึง” นายใหญ่ว่าเมื่อเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นได้ “เดี๋ยวกูจะส่งสายคอยตามประกบพวกคนใกล้ชิดของมัน ถ้ามันติดต่อหาญาติของมัน เราจะได้ชิงไปตามหาตัวมันแล้วฆ่าปิดปากมันก่อนที่ญาติของมันจะรู้ งานนี้อาจจะเป็นงานยากแต่กูถือว่าคุ้ม ไว้ปิดปากนังนั่นมันได้แล้วพวกมึงก็ไม่ต้องเหนื่อยกันอีก เอาล่ะ รีบๆ ไปตามหาศพมันก่อนไป ถ้าเจอศพมันเมื่อไหร่งานนี้เป็นอันปิดจ๊อบ” 

               “ครับนาย!” เมื่อรับคำสั่งจากผู้เป็นนายแล้วชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ก็กระจายกำลังกันตามหาเป้าหมายคนที่ว่า ผู้กองพนาจึงต้องหมอบและพรางตัวอยู่กับพุ่มไม้เพื่อหลบพวกมัน ในใจเริ่มเครียดหนักเข้าไปทุกทีแล้ว พวกมันปิดช่องทางการหลบหนีของเธอทุกอย่าง จะไปรักษาตัวตามสถานพยาบาลก็ไม่ได้ ไปโรงพักก็ไม่ได้ เดินทางออกจากพื้นที่ก็ไม่ได้อีกเพราะเขาไม่มั่นใจว่าสายของพวกมันจะกระจายกันอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วถ้าเขาติดต่อไปหาญาติของเธอ...เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเธอเป็นลูกเต้าใคร เขารู้แค่ว่าเธอเป็นคนรักของผู้หมวดที่ชื่อรีคอน ลูกชายรองแม่ทัพภาค 3 แต่ถ้าเขาติดต่อหารองแม่ทัพภาค 3 สายของพวกมันก็จะรู้และจะตามมาทำร้ายเธออีก มันต้องมีซักทางสิที่เขาจะช่วยเธอได้ แต่ก่อนที่เขาจะช่วยเธอเขาคงต้องรอให้เธอฟื้นขึ้นมาก่อน ไว้เธอฟื้นขึ้นมาแล้วบอกเขาว่าบ้านอยู่ที่ไหน ยังไงเขาก็จะต้องหาทางพาเธอกลับบ้านให้ได้ เป็นตำรวจมาขนาดนี้ ฝึกการรบมาตั้งมากมายถ้าเขาจะช่วยพาเธอกลับบ้านไม่ได้ก็ให้รู้ไปสิ 

               “อดทนเอาไว้ก่อนนะ ผมจะหาทางช่วยคุณให้ได้” เขาบอกแก้วเจ้าจอมที่ยังหมดสติและตัวสั่นเทาด้วยพิษไข้ในอ้อมกอด 

               ผู้กองพนารอจังหวะที่ชายกลุ่มนั้นกระจายกันออกตามหาแก้วเจ้าจอมเข้าไปในป่าแล้วเขาจึงรีบอุ้มเธอข้ามถนนไปยังป่าอีกด้านแล้วพลางตัวเดินเลียบถนนไปตามชายป่าเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถดังใกล้เข้ามาจึงวางแก้วเจ้าจอมซ่อนเอาไว้ที่หลังพุ่มไม้แล้วจึงเดินออกไปที่ถนนเพื่อโบกรถ พอเห็นว่าคนที่ขับรถมาเป็นชายสูงวัยชาวไทยพุทธก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย กลัวก็แต่จะเป็นคนร้ายหรือบุคคลต้องสงสัยเสียอีก แล้วชายสูงวัยคนนี้ก็เดินทางมาพร้อมกับเด็กหญิงวัยสิบขวบแต่งชุดนักเรียนด้วย ดูจากอักษรย่อที่ปักตรงอกเสื้อนักเรียนของเด็กหญิงก็รู้ได้ทันทีว่ามาจากโรงเรียนในชุมชนแถบนี้ 

               “อ้าวคุณทหาร มีอะไรรึเปล่าครับ” พอถูกทักแบบนี้ก็อดน้อยใจไม่ได้เหมือนกัน ด้วยชุดเครื่องแบบที่คล้ายทหารทำให้เขาถูกเข้าใจผิดอยู่เรื่อยเลย 

               “สวัสดีครับคุณตา ผมเป็นตำรวจตระเวนชายแดนจากฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม กองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ ผมออกลาดตระเวนแล้วปะทะกันกับคนร้ายจนพลัดหลงกับทีมแล้วผมก็มีคนเจ็บมาด้วย ผมขอติดรถคุณตาไปด้วยได้มั้ยครับ” เขาบอกพลางแสดงบัตรของเจ้าหน้าที่ให้ดู ที่เขาไม่ได้บอกไปตามความจริงก็เพื่อความปลอดภัยของแก้วเจ้าจอม จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ว่าเธอเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และกำลังถูกปองร้าย คุณตารายนี้มองเขาอย่างไม่ค่อยจะไว้ใจ แต่พอเห็นเขาเดินกลับเข้าไปในป่าแล้วอุ้มเอาหญิงสาวที่ตอนนี้อาการไม่ค่อยสู้ดีกลับมาหาก็เลยพยักหน้ารับว่าจะให้เขาติดรถไปด้วย 

               “จะให้ผมไปส่งที่สถานีอนามัยมั้ยครับคุณตำรวจ ท่าทางน่าจะอาการหนัก” คุณตารายนี้ถามเมื่อเห็นอาการของหญิงสาวในอ้อมกอดของเขา ซึ่งเขากอดเธอเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

               “ผมไปสถานพยาบาลไม่ได้ครับ ผมกลัวว่าคนร้ายจะไปดักรอเล่นงาน ไม่ทราบว่าคุณตาพอจะรู้จักหมอชาวบ้านที่สามารถรักษาอาการของเธอได้มั้ยครับ” ถ้าขืนเขาไปสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลคงไม่แคล้วเจอกับคนของขบวนการค้ามนุษย์แน่ๆ น่าเสียดายที่เขามาคนเดียวแล้วยังต้องดูแลคนเจ็บอีก ไม่อย่างนั้นล่ะก็ไอ้พวกแมงดาทั้งหลายเมื่อกี้นี้เขาคงจัดการกับพวกมันไปแล้ว แต่ตอนนี้การรักษาชีวิตของแก้วเจ้าจอมสำคัญกว่า เพราะเธอเป็นพยานคนสำคัญของคดีนี้ 

               “ไปหาหมอกับหนูมั้ย คุณยายของหนูเป็นหมอ” เด็กหญิงในชุดนักเรียนที่นั่งอยู่ในรถด้วยหันมาถามเขาพลางสูดน้ำมูกฟืดใหญ่แล้วก็ไอแค่กๆ คุณตาของเด็กหญิงที่ขับรถอยู่ก็เลยหันมาทางผู้กองพนา 

               “งั้นไปบ้านผมก่อนก็ได้ครับ เมียผมเขามีความรู้ด้านสมุนไพร ชาวบ้านแถบนี้ก็ไปรักษากับเขาเยอะ เนี่ย! หลานผมก็เหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าไข้ลดแล้วก็เลยให้ไปโรงเรียน คุณครูเขาเพิ่งจะโทรมาตามว่าไข้ขึ้นสูงอีกผมก็เลยต้องไปรับกลับบ้าน ถ้าดื้อไม่ยอมกินยาอีกตาจะตีแล้วนะ” คุณตาหันมาขู่หลานสาว เด็กหญิงตัวน้อยที่ท่าทางจะซนอยู่ไม่เบาเลยทำแก้มป่องงอนคุณตา 

               “ตาไม่กล้าตีหนูหรอก ถ้าตาตีหนู หนูจะแจ้งตำรวจ” ว่าแล้วเด็กหญิงก็หันมาทางผู้กองพนา เพราะได้ยินเขาบอกว่าเขาเป็นตำรวจ คุณตาหมั่นไส้หลานสาวช่างพูดนักก็เลยหยิกแก้มเข้าให้ 

               “ดี! ถ้าเราไม่ยอมกินยา ตาก็จะแจ้งตำรวจจับเราไปขังคุกเหมือนกัน” คุณตาขู่กลับทำให้เด็กหญิงยิ่งทำหน้างอเข้าไปใหญ่ ก็ไปขู่เด็กซะแบบนี้ไง เด็กก็เลยกลัวตำรวจ เฮ้อ! 

  

 

 

               บ้านของคุณตารายนี้อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทั้งหมู่บ้านมีทั้งชายไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวไทยมุสลิมเสียมากกว่า ถึงจะมีความแตกต่างทางด้านศาสนาและความเชื่อแต่ผู้คนในหมู่บ้านก็อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ชุมชนก็มีความเข้มแข็งด้วยความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของทุกคนในหมู่บ้าน บ้านของคุณตาเป็นบ้านหลังเล็กๆ อยู่ติดกับป่าสวนยางพารา ที่หน้าบ้านมีศาลาเล็กๆ ที่เด็กหญิงตัวน้อยอวดกับผู้กองพนาว่าคุณยายของตนจะมารักษาคนไข้ที่นี่ 

               “เอาเข้ามาๆ ข้างนอกท่าทางฝนจะตกพาเข้ามาในบ้านก่อน” เสียงคุณยายร้องบอกเมื่อเห็นผู้กองพนาอุ้มคนเจ็บลงมาจากรถ เขาจึงรีบพาแก้วเจ้าจอมเข้าไปในบ้านซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในบ้านโล่งเป็นระเบียบแต่ก็มีข้าวของเครื่องใช้เช่นบ้านของชาวบ้านทั่วไป คุณยายเป็นหญิงร่างท้วนแต่ท่าทางใจดีรีบหาเสื่อหาหมอนมาปูให้เขาวางคนเจ็บลง ผู้กองพนาเห็นการเตรียมความพร้อมแบบนี้แล้วก็พอจะเดาออกว่าคุณยายท่านนี้น่าจะเคยรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยมาเยอะ แล้วที่หลังบ้านเขาก็ได้กลิ่นยาต้มสมุนไพรด้วย 

               “คุณทหารบาดเจ็บมาหรอ” นั่นไง ทหารอีกรายละ  

               “น้าเขาเป็นตำรวจยาย” เด็กหญิงตัวน้อยบอก คุณยายท่านนี้ก็เลยมองมาทางผู้กองพนาใหม่อีกรอบ ก็แหม เครื่องแบบเหมือนทหารก็นึกว่าเป็นทหารน่ะสิ 

               “โห นังหนูนี่ทำไมมันไข้ขึ้นสูงแบบนี้กันล่ะเนี่ย ตาเอ้ย ไปเอายาต้มมาให้ยายหน่อย ในหม้อที่ต้มอยู่น่ะ เอามาสองถ้วยนะให้นังหนูนามันกินด้วย ไม่รู้ว่าจะเอาไข้หวัดไปติดเพื่อนที่โรงเรียนรึเปล่า บอกว่าอย่างเพิ่งไปโรงเรียนก็ไม่เชื่อ” คุณยายแอบทำตาเขียวใส่หลานสาว เด็กหญิงที่ชื่อหนูนาก็เลยรีบวิ่งไปซ่อนในห้องนอนเพราะไม่อยากจะกินยาขมๆ ของคุณยายตน  

               “ทำไมถึงมีไข้สูงแบบนี้ล่ะคะคุณตำรวจ” คุณยายหันกลับมาถามผู้กองพนาอีกครั้ง ส่วนคุณตาออกไปตักยาต้มที่ว่ามาให้ 

               “ถูกยิงครับแล้วก็จมน้ำ ผมปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปบ้างแล้ว” เขาบอกแล้วเปิดเสื้อของแก้วเจ้าจอมให้คุณยายดู รวมถึงแผลที่ศีรษะของเธอด้วย คุณยายดูอาการของแก้วเจ้าจอมแล้วก็ทำหน้าเคร่งเครียดออกมา 

               “แผลที่สีข้างเนี่ยยายรักษาได้เพราะแค่ถูกยิงเฉี่ยว อาการไข้ยายก็มียารักษา เดี๋ยวกินยาต้มของยายไปซักหม้อก็จะดีขึ้น แต่ว่า...ที่หัวเนี่ยเหมือนจะกระแทกกับอะไรมาอย่างจังเลยนะ คุณตำรวจจะลองพาไปรักษาที่โรงพยาบาลดูมั้ยเดี๋ยวให้ตาขับรถไปส่ง” 

               ใช่ว่าเขาจะไม่อยากไป แต่เพราะไปไม่ได้ต่างหาก ยิ่งคุณตาขับรถไปส่งเกิดพวกมันจะทำร้ายครอบครัวของคุณตาคุณยายด้วยล่ะ 

               “ผมไปโรงพยาบาลไม่ได้ครับ ผมไม่แน่ใจว่าคนร้ายจะดักรออยู่ที่โรงพยาบาลรึเปล่า” 

               “เออแปลกจริง มีแต่คนร้ายไม่กล้าไปหาหมอเพราะกลัวถูกจับ นี่เป็นตำรวจแต่ไม่กล้าไปหาหมอเพราะกลัวคนร้าย” คำพูดของคุณยายทำให้ผู้กองพนาเกิดความสงสัยบางอย่างอยู่ในใจ ตอนที่นั่งรถมาหนูนาบอกเขาว่ายายของตนรับรักษาอาการเจ็บไข้ให้กับทุกคน ตอนนี้เขาล่ะสงสัยนักว่าคำว่าทุกคนที่ว่าเนี่ย...รวมถึงคนร้ายที่หลบหนีเจ้าหน้าที่มาด้วยรึเปล่า ถ้าหากว่าใช่เขาก็คงจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้วล่ะเพราะจุดที่เขาอยู่นี้เป็นพื้นที่สีแดงที่มีเหตุการณ์ตึงเครียดอยู่ 

               “เอาไว้ผมมั่นใจก่อนว่าปลอดภัยแล้วผมจะรีบพาคนเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาลต่อครับ” 

               “แล้วคุณตำรวจเป็นอะไรกับคนเจ็บล่ะ” คุณยายถามพลางทำแผลตรงที่ถูกยิงให้กับแก้วเจ้าจอมใหม่ด้วยสมุนไพรควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน 

               “เออ...เธอเป็นภรรยาของผมครับ” 

               “อ้าว ไหนบอกว่าปะทะกันกับคนร้ายแล้วพลัดหลงกับทีมไง” คุณตาเดินมาวางถ้วยยาต้มลงข้างๆ แก้วเจ้าจอมแล้วมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ 

               “ครับ ภรรยาของผมเธอก็เป็นเจ้าหน้าที่ด้วยเหมือนกัน” พอเขาบอกแบบนี้คุณตากับคุณยายก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ 

               “ก็ดูเหมาะสมกันดีนะ ผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย แต่งงานกันมานานแล้วล่ะสิ” 

               “คะ...ครับ” เขาไหลไปตามน้ำ แก้วเจ้าจอมที่ยังหมดสติอยู่เลยเกิดผวาเพ้อออกมาด้วยพิษไข้ ผู้กองพนาจึงรีบเข้าไปกอดเธอเอาไว้เพราะเมื่อคืนนี้เธอผวาเพ้อแบบนี้บ่อยมาก แล้วพอเขากอดเธอเอาไว้อาการของเธอก็จะสงบลง คุณยายเห็นแบบนี้ก็เชื่อสนิทใจว่าเขากับเธอเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ยิ่งเห็นเขากอดเธอเอาไว้อย่างทะนุถนอมแบบนี้ก็ยิ่งฟันธงแล้วล่ะว่าเป็นสามีภรรยากันอย่างแน่นอน 

               “แล้วมีลูกมีเต้ากันรึยัง” คำถามนี้ของคุณตาทำให้ผู้กองพนาถึงกับร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า นี่จะซักถามอะไรเขาให้มากเนี่ย 

               “ยังไม่มีครับ” 

               “แต่อาชีพแบบนี้ถ้าจะมีลูกมีเต้าก็ต้องคิดกันหนักแล้วล่ะ ถ้าเกิดพ่อกับแม่เป็นอะไรไปแล้วลูกจะอยู่ยังไง เฮ้อ! บ้านเมืองมันก็เป็นซะแบบนี้” คุณยายถอนหายใจออกมาเมื่อทำแผลที่สีข้างและที่ศีรษะให้แก้วเจ้าจอมเสร็จแล้ว ซึ่งการทำแผลของคุณยายนั้นดูสะอาดเรียบร้อยมากกว่าที่เขาทำเยอะมาก 

               “ยายทำแผลให้แล้วนะ คุณตำรวจก็ป้อนยาให้เมียแล้วกัน พักที่นี่ซักคืนก่อนถ้ายังไม่กล้าออกไปไหน ไว้กินยาต้มของยายหมดหม้อแล้วเดี๋ยวไข้ก็ลด ยายขอตัวไปป้อนยานังหนูนามันก่อน” คุณยายบอกแล้วก็ก็หยิบถ้วยยาไปหาหลานสาวที่นั่งอยู่ห่างๆ พอเห็นว่ายายถือถ้วยยาไปหาเด็กหญิงก็วิ่งหนีไม่ยอมกินยาง่ายๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอดถูกจับป้อนยาจนได้ 

               ผู้กองพนาค่อยๆ ตักยาต้มที่ว่าขึ้นมาเป่าเบาๆ จนหายร้อนก่อนจะป้อนแก้วเจ้าจอม แต่เพราะยามีรสที่ขมจัดแก้วเจ้าจอมเลยสำลักยาออกมา ผู้กองพนาเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมหนูนาถึงไม่อยากจะกินยา แค่กลิ่นของยาก็ขมนักแล้ว 

               “แค่กๆๆ” 

               “ผมรู้ว่ามันขม แต่คุณกลั้นใจกินมันหน่อยนะ” เขาบอกแล้วพยายามจะป้อนยาเธอ แต่ไม่ว่าจะพยายามป้อนยังไงแก้วเจ้าจอมก็สำลักยาออกมาตลอดจนเขาต้องกอดเธอเอาไว้แน่นแล้วลูบหลังเบาๆ ก่อนจะก้มลงไปพูดด้วย 

               “แม่นางไม้น้อย กินยาหน่อยนะจะได้หายไวๆ คุณเป็นนางไม้ไม่ใช่หรอ นางไม่น้อยต้องห้ามยอมแพ้ให้กับอะไรง่ายๆ นะ” คำว่า นางไม้น้อย มีผลต่อจิตใต้สำนึกของแก้วเจ้าจอมเป็นอย่างมาก คำนี้เป็นคำที่เธอได้ยินบ่อยจนชินหู แล้วคนที่ชอบเรียกเธอแบบนี้ก็คือ... 

               “พ่อ...พ่อจ๋า...” 

               “คุณว่าอะไรนะ” ผู้กองพนาได้ยินไม่ชัดจึงก้มลงไปฟังเสียงแผ่วๆ ของเธอ 

               “พ่อจ๋า...พ่อ...” หยดน้ำตาใสๆ ร่วงรินออกมาจากหางตาของแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนาเห็นแล้วก็สงสารเธอนักที่เธอละเมอร้องไห้หาพ่อแบบนี้เขาจึงก้มลงมากระซิบบอกเธออีก 

               “ผมจะตามหาพ่อให้คุณนะ ถ้าคุณยอมกินยาคุณก็จะหาย พอคุณหายแล้วคุณก็จะได้กลับบ้านไปหาพ่อของคุณ” จากนั้นผู้กองพนาก็ค่อยๆ ตักยาขึ้นมาป้อนเธออีกครั้ง ซึ่งได้ผล คราวนี้แก้วเจ้าจอมยอมกินยาแต่โดยดีจนหมดถ้วย แล้วพอเธอกินยาหมดสองแขนเล็กๆ ของเธอก็สอดเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น ดวงหน้าหวานที่ซีดเซียวซุกอยู่กับอกอุ่นและไม่เพ้ออะไรออกมาอีกทำให้ผู้กองพนาไม่กล้าขยับตัวไปไหนเลยได้แต่กอดเธอเอาไว้นิ่ง ตอนนี้ข้างนอกฝนได้ตกลงมาแล้ว คุณยายกำลังง่วนอยู่ที่หม้อต้มยาส่วนคุณตาก็ดูแลหลานสาวที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่บนเบาะนอนเล็กๆ ฟ้าฝนที่ตกลงมาอย่างแรงทำให้แก้วเจ้าจอมสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เธอสะดุ้งตกใจกับเสียงฟ้าร้องผู้กองพนาก็จะช่วยลูบหลังปลอบเธอตลอด เขานั่งกอดเธออยู่นานแค่ไหนแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ สิ่งเดียวที่รู้ก็คือตอนนี้ตัวของแก้วเจ้าจอมค่อยๆ เย็นลงแล้วและเธอก็ไม่ได้มีอาการสั่นสะท้านไปทั้งตัวเหมือนก่อนหน้านี้ เธอหลับสนิทมากขึ้นคาดว่าน่าจะเป็นเพราะยาต้มของคุณยาย 

  

 

 

               ผู้กองพนาไม่กล้าปล่อยแก้วเจ้าจอมเอาไว้คนเดียวเขาจึงต้องคอยเฝ้าเธอเอาไว้ตลอด ดูๆ แล้วสองตายายคู่นี้เหมือนจะเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดา จากที่เขาสอบถามคุณตากับคุณยายก็พอจะรู้ว่าทั้งสองคนมีลูกสาวและลูกเขยแต่ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ สองตายาเลยอยู่บ้านดูแลหลาน คุณตามีอาชีพทำไร่ทำสวนทั่วไป ส่วนคุณยายมีความรู้ทางด้านสมุนไพรก็เลยเป็นเสมือนหมอชาวบ้านคอยรักษาผู้คน แต่จากเท่าที่สังเกตดู ผู้กองพนาก็เชื่อแน่ว่าคุณตากับคุณยายน่าจะเคยให้ความช่วยเหลือเหล่าคนร้ายมาก่อน แล้วถ้าเกิดมีคนร้ายเข้ามาขอทำการรักษา มันคงไม่ดีแน่หากเขากับแก้วเจ้าจอมจะอยู่ที่นี่นาน หากพรุ่งนี้เช้าเธออาการดีขึ้นเขาจะขอซื้อยาจากคุณยายแล้วรีบพาแก้วเจ้าจอมกลับฐานปฏิบัติการของเขาก่อน อย่างน้อยเธอก็จะปลอดภัยถ้าอยู่ที่ฐานของเขา ไว้เธอหายดีแล้วและบอกที่อยู่บ้านของเธอมา เขาจะหาทางพาเธอไปส่งที่บ้านเอง 

               “ไข้ลดลงแล้วใช่มั้ย” คุณยายเดินเข้ามาถามพลางส่งหมอนกับผ้าห่มมาให้ผู้กองพนา ตั้งแต่เมื่อเช้าจนตอนนี้เย็นย่ำชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมอยู่ห่างจากหญิงสาวที่บาดเจ็บเลย เขาเฝ้าเธอไม่ยอมให้เธอคลาดสายตาแม้แต่น้อย 

               “ไข้ลดจนตัวเย็นลงแล้วครับ คาดว่าพรุ่งนี้อาการน่าจะดีขึ้น ขอบคุณคุณตากับคุณยายมากนะครับที่ช่วยเหลือ” เขายกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจเพราะก่อนหน้านี้เขาบอกจะให้เงินเป็นค่ารักษาแล้ว แต่คุณตากับคุณยายก็ไม่ยอมรับและบอกว่าเต็มใจที่จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ โชคดีที่วันนี้ฝนตกทั้งวันเลยไม่มีใครมาหาคุณยายเพื่อรักษาตัวผู้กองพนาจึงขอร้องกับคุณตาคุณยายทั้งสองว่าเรื่องที่เขากับแก้วเจ้าจอมมาพักอยู่ที่นี่ขอให้เก็บเป็นความลับอย่าบอกใคร ซึ่งทั้งสองคนก็รับปากตามที่เขาขอ 

               “คุณตาคุณยายครับ ผมขอถามอะไรตรงๆ หน่อยสิครับ” ผู้กองพนาตัดสินใจถามขึ้นเมื่อไม่อาจทนความสงสัยของตัวเองได้อีกต่อไป “เคยมีคนร้ายที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยมารักษาตัวอยู่ที่นี่รึเปล่าครับ” พอเขาถามแบบนี้คุณตากับคุณยายก็ได้แต่มองหน้ากันทำท่าอ้ำๆ อึ้งๆ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคำตอบ 

               “ผมดูๆ แล้วที่หมู่บ้านก็สงบสุขดีนี่ครับ แล้วทำไม...” 

               “เพราะใครๆ ต่างก็ลือกันว่ายายเขาสามารถรักษาคนได้ บางคนเขาไม่กล้าออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็เลยมาที่นี่แทน เราก็อยู่กันแค่สองคนตายายกับหลาน ใครจะไปกล้าหือกันล่ะคุณตำรวจ” คุณตาเป็นคนตอบขึ้นอย่างจนใจ 

               “หมายความว่าเคยมีคนร้ายมาขอความช่วยเหลือจากที่นี่จริงๆ ใช่มั้ยครับ” คุณตากับคุณยายพยักหน้ารับ ผู้กองพนาเลยมองไปทางหนูนา เด็กหญิงตัวน้อยที่ตอนนี้หลับอุตุอยู่ในห้องนอน เพราะที่บ้านมีแต่คนแก่กับเด็กแบบนี้สินะก็เลยไม่มีใครกล้าหือ จะโทษชาวบ้านตาดำๆ ไปก็คงจะไม่ได้ 

               “แล้วที่นี่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลเลยหรอครับ” 

               “ก็มีอยู่ แต่เราก็พูดหรือบอกอะไรเจ้าหน้าที่ไม่ได้ อย่างคุณตำรวจเนี่ยความจริงเราก็ไม่กล้าช่วยเหลือหรอกเพราะถ้าพวกมันรู้เราจะเดือดร้อนเอา แต่ว่ายายสงสารนังหนูคนนี้ ถ้าจะไม่รักษาก็เท่ากับปล่อยให้ตายเปล่า ยายเองก็ไม่กล้าบอกใครเหมือนกันว่ายายให้ความช่วยเหลือตำรวจ” คุณยายว่าพลางถอนหายใจออกมา 

               “แล้วชาวบ้านแถวนี้เขารู้เรื่องมั้ยครับ” 

               “ไม่หรอก เวลาพวกมันมาก็จะมากันตอนกลางคืน ส่วนกลางวันก็จะมาแบบชาวบ้านทั่วไปเลยไม่มีใครสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรเราหรอกนะ เขาก็แค่มาซื้อยาไปเหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ” 

               “แต่เราก็รับประกันไม่ได้นี่ครับว่าคุณตากับคุณยายจะปลอดภัย ยิ่งมีเด็กอยู่ด้วยแบบนี้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ ถ้ายังไงผมกลับฐานไปแล้ว ผมจะประสานงานให้เจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลคุณตากับคุณยายแล้วก็ชาวบ้านในหมู่บ้านนะครับเพื่อความปลอดภัย” 

               “มันจะดีหรอคุณตำรวจ คือเรากลัว...” 

               “ขอให้เชื่อใจในเจ้าหน้าที่เถอะครับ พวกเรามีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านและสร้างสันติให้กับที่นี่ มันเป็นหน้าที่ของเราครับ ต่อไปคุณตาคุณยายก็จะได้ไม่ต้องคอยระแวงอีก ชาวบ้านทุกคนก็จะได้ปลอดภัยด้วย” แม้คนเป็นตำรวจจะยืนยันเองแบบนี้แต่ชาวบ้านตาดำๆ ก็ไม่อาจวางใจได้อยู่ดี เห็นเขาบอกว่าหากเมียอาการดีขึ้นพรุ่งนี้ก็จะขอกลับฐานปฏิบัติการเลยสองตายายก็ค่อยเบาใจหน่อย เพราะหากเขาจะอยู่ที่นี่นานๆ ตากับยายก็อดเป็นห่วงในความปลอดภัยของเขาไม่ได้จริงๆ 

  

 

 

               พอตกดึกฝนที่หยุดตกไปแล้วเมื่อช่วงค่ำก็ได้ตกลงมาอีก คุณตากับคุณยายเข้าไปนอนในห้องนอนกับหลาน มีเพียงแค่ผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมเท่านั้นที่นอนกันอยู่ด้านนอกใกล้กับประตูบ้าน ผู้กองพยายังคงทำหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาลให้กับเธอ ทั้งจัดแจงห่มผ้าให้ ป้อนยาป้อนน้ำ วัดไข้ให้และอยู่ข้างๆ เธอไม่ยอมห่าง อาการของแก้วเจ้าจอมดีขึ้นตามลำดับและไม่มีไข้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะฟื้นซักทีเขาจะได้ให้ความช่วยเหลือเธอถูกว่าต้องพาเธอไปส่งที่ไหน ก็หวังว่าเธอจะจำเขาได้นะ ไม่ได้เจอกันมาตั้งปีหนึ่งไม่รู้เธอจะลืมเขาแล้วหรือยัง 

               “แค่กๆๆ น้ำ...น้ำ” เสียงไอและเรียกแผ่วๆ ที่เรียกหาน้ำทำให้ผู้กองพนาที่นั่งหลับพิงผนังบ้านอยู่รีบขยับเข้าไปหาเธอทันที แล้วก็ต้องดีใจจนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมค่อยๆ ลืมตาขึ้น 

               “หิวน้ำใช่มั้ย” เขาถามเธอแล้วหันไปรินน้ำฝนใส่ขันใบเล็กก่อนจะค่อยๆ ประคองเธอขึ้นมาจิบน้ำ ซึ่งแก้วเจ้าจอมก็ดื่มไปจนหมดขันด้วยความกระหาย ดวงตาคู่สวยไร้แววก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นมากุมศีรษะตัวเองเอาไว้เมื่อรู้สึกปวด 

               “อื้มมมม” เธอหลับตาปี๋กุมศีรษะแน่น ปวดราวกับศีรษะจะระเบิดออกมาจนผู้กองพนาต้องประคองเธอเอาไว้ ก่อนหน้านี้คุณยายบอกเขาว่าเธออาจจะมีอาการปวดศีรษะบ้างเพราะได้รับความกระทบกระเทือน แต่ก็คงจะไม่เป็นอะไรมาก หากเธอฟื้นขึ้นมากลางดึกก็ให้กินยาที่คุณยายเตรียมเอาไว้ให้ 

               “คุณ กินยาหน่อยนะ ผมรู้ว่าคุณปวดหัว กินยานะจะได้หาย” เขายื่นถ้วยยามาจรดที่ริมฝีปากของเธอ แต่พอลองจิบไปแค่นิดเดียวแก้วเจ้าจอมก็พ่นยาออกมาเพราะความขม 

               “อย่าคายยาแบบนี้สิ ถ้าไม่กินยาคุณจะหายได้ยังไง ยาที่ไหนมันก็ขมทั้งนั้นแหละ” เขาเริ่มดุเมื่อเห็นเธอปวดศีรษะมากแต่ก็ยังดื้อไม่ยอมกินยาซ้ำยังเอามือมาผลักถ้วยยาหนีอีก 

               “คุณ อย่าดื้อสิ ถ้าไม่ยอมกินดีๆ ผมจะจับกรอกปากแล้วนะ” แก้วเจ้าจอมไม่ได้สนใจคำขู่ของเขาเมื่อยังปวดศีรษะอยู่ เธอปวดจนน้ำตาเล็ด ปวดจนทนแทบจะไม่ไหวนึกอะไรก็ไม่ออก ยิ่งพยายามนึกเท่าไหร่ก็ยิ่งปวดจนกระทั่ง... 

               “อื้มมมม” คราวนี้ดวงตาคู่สวยถึงกับเบิกกว้างหยุดดิ้นหนีแทบจะในทันทีด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ชายที่ประคองตัวเธอเอาไว้ก็ก้มลงมาประกบปากกับเธอ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเขาป้อนยาน้ำขมๆ เข้ามาในปากของเธอด้วย ด้วยความตกใจทำให้แก้วเจ้าจอมเผลอกลืนยาลงคอไปในทันที จนเมื่อเขาถอนริมฝีปากออกเธอก็ยังชะงักนิ่งอยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูก อะไรน่ะ เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม...เธอเผลอกลืนอะไรลงคอไป ทำไมมันถึงขมแบบนี้ 

               “ดื่มน้ำตามเร็ว” ขณะที่ยังอึ้งอยู่เขาก็ป้อนน้ำฝนในขันให้เธอดื่มอีก ความอึ้งตกใจทำให้ลืมไปสนิทว่าตนกำลังปวดหัวอยู่ แก้วเจ้าจอมมองหน้าของชายหนุ่มรายนี้ สงสัยว่าเขาคือใครและนึกไม่ออกสักทีว่าเคยรู้จักเขารึเปล่า 

               “...ใคร” เธอถามเขาเสียงแผ่ว ผู้กองพนาที่ยกขันขึ้นดื่มน้ำอยู่เพราะความขมปากเลยหันมามองหน้าเธออีกครั้ง 

               “จำผมไม่ได้หรอ ผมก็ผู้กองพนาไง ร้อยตำรวจเอกพนาธร วรธีดล” เขาหวังว่าเธอจะจำเขาได้ แต่สีหน้าของเธอตอนนี้กลับนิ่งมาก เหมือนกับว่าเธอไม่ได้คิดอะไรเลยในตอนนี้ ส่วนแก้วเจ้าจอมก็พยายามนึกตามชื่อที่เขาบอก แต่...ใครคือผู้กองพนาคนที่ว่า เขาน่ะหรอ แล้วผู้กองพนาคนนี้เป็นใคร 

               “ไม่รู้จัก...” เธอยังคงตอบเขาเสียงแผ่วๆ ทำเอาชายหนุ่มเกิดใจแป้วขึ้นมาทันที ไม่ได้เจอกันมาเป็นปีนี่เธอลืมเขาไปแล้วหรอ 

               “ผมคือคนที่เคยให้ไอ้นี่คุณไง จำได้มั้ย” เขาดึงมีดพกที่เขาเคยให้เธอขึ้นมา แก้วเจ้าจอมจึงมองมาที่มีดตามแต่ไม่ว่าจะมองมีดเล่มนี้ยังไงเธอก็ยังนึกอะไรไม่ออกอยู่ดี มีดงั้นหรอ... 

               “มีดอะไร ของฉันหรอ” 

               “นี่ จะจำผมไม่ได้น่ะมันก็ไม่แปลกหรอกนะ แต่ถ้าจะจำมีดเล่มนี้ไม่ได้นี่มันจะเกินไปหน่อยมั้ย อย่ามาอำผม ไหน คุณชื่ออะไรบอกผมมาซิ” จะได้รู้จักชื่อจริงๆ ของเธอก็คราวนี้แหละ เมื่อก่อนเขาเคยเรียกเธอว่ายัยห้าวตัวแสบ ต่อมาก็เป็นนางฟ้าเดินดิน ล่าสุดนี่เขาเรียกเธอตามพ่อของเธอแล้ว แม่นางไม้น้อย 

               แก้วเจ้าจอมยกมือขึ้นกุมศีรษะอีกครั้ง การพยายามจะนึกชื่อของตัวเองทำให้เธอยิ่งปวดที่ศีรษะมากขึ้น ทำไมกันล่ะ เกิดอะไรขึ้นทำไมเธอถึงนึกอะไรไม่ออกเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว 

               “ชื่อ...ฉันชื่ออะไร...” 

               “เฮ้ย! ผมไม่ตลกนะ” 

  

************************************************************ 

เอาแล้วววว จำชื่อตัวเองไม่ได้แล้วจะกลับบ้านได้มั้ยน้อ จะรู้ตัวรึเปล่าว่ามีสามีแล้ว 555 

  

ในบรรดาแก๊งฟันน้ำนม ใครหวงนางไม้น้อยมากที่สุดให้ดูที่แหวนญาติที่น้องไนเปอร์สวม  

ถึงจะเป็นคู่กัดกันแต่ก็รักก็หวงกันสุดๆ 

********************************** 

เนื่องจากไรท์จะเขียน พิทักษ์รักริมฝั่งโขง เป็นหลัก ดังนั้น ดวงใจรักยอดนักรบ จะมาอาทิตย์ละ 1 ตอนนะคะ 

แต่หากอาทิตย์ไหนไรท์ปั่นทัน อาจได้อ่าน 2 ตอนต่ออาทิตย์ 

(พิทักษ์รักริมฝั่งโขง 2 ตอน/อาทิตย์... ดวงใจรักยอดนักรบ 1 ตอน/อาทิตย์ 

หรือบางทีอาจจะเป็น 

ดวงใจรักยอดนักรบ 2 ตอน/อาทิตย์... พิทักษ์รักริมฝั่งโขง 1 ตอน/อาทิตย์) 

ตามนี้เด้อ เจอกันตอนหน้าค่ะ 

  

ความคิดเห็น