vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มี.ค. 2563 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (2/2)
แบบอักษร

“ฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ แต่ฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉัน...ไม่มีวันทำร้ายนาย” คำหนักแน่นถูกย้ำเตือนอีกครั้ง 

“ทำไมคุณถึงต้องมาช่วยผมทุกทีครับ ทำไมคุณถึงรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนตอนผมมีอันตราย” 

“คงเพราะฉันรู้จักนายวันนั้น” คำพูดเรียบง่ายดูไม่มีความหมายอะไรแต่ผมกลับรับรู้ถึงความเย็นชา ห่างเหิน  

“นายก็เห็น ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับนายบ้าง มันเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง มันย่อมมีครั้งต่อไปตามมา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ฉันถึงต้องปก....” เขาพูดต่อก่อนหยุดกึก     

“ต้องอะไรครับ”  

“ต้องคอยช่วยเหลือนาย เพราะเรารู้จักกันแล้ว” เขาแถไปเรื่อย  

ผมเค้นเสียงหัวเราะเล็กน้อย  

“เรารู้จักกัน เพียงเพราะคุณมาซื้อบราวนี่วันนั้น คุณก็เลยตามมาช่วยผมทุกที่และทุกทีด้วย คุณเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหรอครับ ถึงได้ทำแบบนี้” ผมถามประชด  

“ฉันไม่ได้เป็นฮีโร่ เพราะฉันไม่ได้ช่วยทุกคน” น้ำเสียงเรียบตอบกลับ  

ผมจ้องเขาแวบหนึ่งก่อนตัดสินใจถาม และก็หวังว่าจะได้คำตอบจากเขา  

“ผมอยากรู้ครับ ว่าทำไมเรื่องพวกนี้มันถึงเกิดขึ้นกับผม ทำไมผมถึงเจอแวมไพร์”  

เซนเบนสายตาหนี 

นั่นไงครับ เขาทำเหมือนไม่อยากให้ผมรู้อะไรทั้งนั้น  

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกมันถึงตามนาย”  

ผมพยักหน้าเข้าใจ เข้าใจดี...ว่าเขาจงใจปิดบังชัดๆ! 

“คุณโกหกเก่งจังเลยนะครับ คุณเซน” แววตาผิดหวังทำให้เซนเขยิบเข้ามาใกล้ ผมยกมือกันเขาไว้  

“ฉันไม่ได้โกหกอะไรนาย ในเวลาแบบนี้นายต้องเชื่อใจฉัน”  

“คุณจะให้ผมเชื่อใจได้ยังไงครับ ในเมื่อคุณไม่ยอมบอกอะไรผมสักอย่าง”  

“มันก็ไม่มีเรื่องอะไรที่นายต้องรู้นี่” เซนยืนยันคำเดิม  

ผมว่าเราสมควรเลิกพูดเรื่องนี้กันบนทางเดินที่มีคนเดินสวนไปมาสักที 

“โอเคครับ คุณไม่มีอะไรปิดบังผม แต่ผมอยากรู้ว่าคุณตามผมไปห้องสมุดทำไม” ผมแสร้งถามคำถามทำเอาอีกฝ่ายมีพิรุธออกมา นี่ผมเดาถูกเหรอ! เขากำลังจะพูดปฏิเสธ ผมเลยพูดต่อ  

“คุณใส่สูทสีดำใช่ไหมครับ” เซนเอามือข้างขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมทำหน้าชังใจเล็กน้อย  

“ก็ใครใช้ให้นายออกมาข้างนอกโดยไม่ระวังตัวล่ะ”  

“นั่นห้องสมุดนะครับ ไม่ใช่สถานที่เปลี่ยวหรือตึกร้าง นี่แสดงว่าคุณอยู่ใกล้ผมตลอดเวลางั้นเหรอครับ” 

“ใช่ ก็ไม่เชิง ฉันไม่ได้ตามนายขนาดนั้น...” เขาพูดเชิงยอมรับครึ่งไม่ยอมรับครึ่ง   

“ผมจะแวะไปทานข้าว คุณกลับไปก่อนเถอะครับ”  

ผมเปลี่ยนเรื่องและหาทางจบบทสนทนาเตรียมเดินหนี ทว่ามือหนากลับรั้งแขนผมไว้เช่นเดิม  

แรงสัมผัสเหมือนรั้งให้อยู่กับที่ ไม่กล้าแม้แต่จะปัดมือเขาทิ้ง  

“ไปกินด้วยสิ ฉันหิวพอดี” ประโยคต่อมาสร้างความแปลกใจให้เล็กน้อย แต่ด้วยความที่อยู่ตรงทางเดินมีคนอยู่เยอะผมเลยเดินเข้าไปใกล้เซนและถามเสียงเบา  

“คุณกินข้าวไม่ได้ แล้วคุณจะตามผมไปทำไมครับ”  

“รู้ได้ยังไงว่าฉันกินไม่ได้”  

“เอ๊ะ ก็คุณเป็น...คุณเซนจะดึงผมไปไหนครับ”  

ยังไม่ทันได้พูดโต้ตอบอะไรกันเสร็จ ผมถูกเขาดึงอย่างเอาแต่ใจให้เดินตามไปยังร้านอาหารร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งซึ่งมันเป็นร้านเล็กๆ ข้างทาง ภายในร้านให้บรรยากาศเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเป๊ะ  

เซนพาผมมานั่งมุมด้านในสุด เขานั่งลงฝั่งตรงข้าม เมนูถูกเลื่อนมาตรงหน้า 

“สั่งเมนูที่นายอยากกิน ฉันเลี้ยงเอง ถือเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพของเรา” เขาพูดเองเออเอง  

“ใครอยากเริ่มต้นมิตรภาพกับคุณครับ ผมจ่ายเองได้”  

“เลิกพูดแล้วดูเมนูได้แล้ว นายเหมาะจะกินข้าวไก่ทอดราดซอสนะ” จู่ๆ เซนก็พูดเมนูโปรดของผมขึ้นมา เขาชี้  

ผมมองหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วหันไปพูดกับพนักงานว่าเอาเมนูที่เขาบอกนั่นแหละ  

“คุณล่ะครับ กินอะไร”  

“ขอเป็นชาเขียวสองแก้ว” เซนสั่งแล้วหันมาสนใจผม 

“แล้วทำไมสั่งชาเขียวล่ะครับ”  

“ฉันชอบชาเขียว” เสียงเรียบตอบกลับทันควันแถมยังไม่ตรงคำถามอีก ไม่รู้พูดจริงหรือพูดเล่น  

แวมไพร์กินชาเขียวเนี่ยนะ?!  

“กำลังนินทาอะไรฉันในใจอยู่ใช่ไหม”  

“ผมไม่ได้นินทาอะไรครับ แค่คิดว่าผมบอกไว้เองแท้ๆ ว่าจะไม่มาเจอคุณอีก ทำไมถึงได้มานั่งกินข้าวกับคุณก็ไม่รู้...” ผมบ่นอุบอิบให้ตัวเองและแน่นอนว่าอีกฝ่ายได้ยินชัดเจน เพราะเขามีประสาทสัมผัสไวกว่าคนอื่น  

“นายก็ลืมๆ สิ่งที่นายเคยพูดไปซะสิ ช่างมัน บางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดตามมันหมดทุกเรื่องก็ได้”  

เขาพูดอย่างปล่อยวางเหมือนทุกเรื่องมันเป็นเรื่องธรรมชาติไม่มีอะไรซีเรียส  

“ที่คุณพูด หมายความว่าเราอยู่ใกล้กันได้เหรอครับ?” เซนยักไหล่เชิงไม่ใส่ใจมากนัก  

“ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อนายเองก็ยังไม่รู้ว่าถูกแวมไพร์ตนอื่นตามเพราะอะไร ตราบใดที่ยังไม่รู้สาเหตุ นายก็ยังไม่ปลอดภัย” เขาว่าแบบมีเหตุผล ผมมองเซนก่อนเอ่ยถาม 

“แล้วแวมไพร์อย่างคุณ มีอำนาจเหนือแวมไพร์ตนอื่นเหรอครับ ทำไมคุณถึงพูดเหมือนว่าดูแลผมได้”  

เซนเงียบทันทีเมื่อเจอคำถามนี้ และสิ่งที่ผมได้รับกลับมาก็คือความเงียบ...  

เมนูอาหารที่เพิ่งสั่งส่งกลิ่นหอมชวนท้องร้องถูกวางลงตรงหน้า  

ผมเลยยอมพักยกหยุดเถียงกับคนตรงหน้าเพื่อกินอาหารญี่ปุ่นเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย ส่วนเซนเขากินแค่ชาเขียวอย่างเดียวไปสองแก้ว พวกผมไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว  

 

จนกระทั่งแท็กซี่มาจอดหน้าคอนโดของผม พวกผมลงมาจากรถ  

“ขอบคุณนะครับ สำหรับอาหารและขอบคุณด้วยที่มาส่งถึงคอนโด” เซนยืนอยู่ข้างกันพยักหน้ารับรู้ 

เขาดูเงียบ เงียบมาก...  

“แล้วนี่คุณกลับยังไงครับ” ผมถามต่อ  

“ฉันบอกคนขับรถมารับที่นี่” เซนพูดจบก็เงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนคอนโดคล้ายกับว่ารู้สึกอะไรบางอย่าง  

“อีกนานไหมครับกว่าคนขับรถคุณจะมา ถ้านาน...ขึ้นไปรอบนห้องผมก่อนก็ได้”  

“นายกำลังชวนฉันขึ้นห้อง?”  

ชวนด้วยความมีน้ำใจไง!  

“ครับ ผมไม่อยากให้คุณมานั่งตากอากาศอยู่ข้างนอก เดี๋ยวยุงกัด”  

ผมว่าด้วยความเป็นห่วงใสซื่อจนลืมคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแวมไพร์ ยุงมันจะไปกัดได้ยังไงกันเล่า ใบหน้าหล่อเรียบเฉยไม่มีแม้แต่รอยยิ้มคิ้วขมวดเหมือนใช้ความคิดบางอย่างอยู่ 

ถามจริง ไม่ทราบว่าเขายิ้มเป็นรึเปล่า?  

“ถ้างั้นฉันขอขึ้นไปรอบนห้องนายก็แล้วกัน”  

ตอนแรกเห็นเงียบไปสักพัก ผมก็รึว่าแต่เขาจะไม่ยอมขึ้นไปบนห้องด้วย ทว่าจู่ๆ เขาดันตอบตกลงเฉยเลย  

พวกผมสองคนเดินผ่านระบบความปลอดภัยของคอนโด ภายในลิฟต์มีเพียงแค่เรายืนอยู่ด้วยกัน  

ผมเหลือบมองคนตัวสูงที่ดูไม่พูดไม่จามาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว 

“คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ...อึก! คุณเซนทำอะไรน่ะครับ”  

ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ เขาโอบไหล่ผมพร้อมกับก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากจูบตรงซอกคอผมพอดี  

จูบธรรมดาไม่ว่า นี่เขาเม้มทำรอย! 

ผมผลักเขาออกเมื่อเห็นว่ามีคนทยอยเดินเข้ามาในลิฟต์เพิ่ม คนตัวสูงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่เพิ่มก้มลงมาจูบผม! ครั้นจะยกมือขึ้นถูรอยตรงคอที่มันร้อนวูบวาบ มือของเซนก็รีบจับข้อมือเล็กไว้ทันที 

“คุณทำแบบนี้ทำไมครับ” ผมถามเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน  

“ฉันแค่สร้างอาณาเขต นายแค่อยู่เฉยๆ ก็พอ”  

“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ สร้างอาณาเขตอะไรของคุณ ผมไม่เข้าใจ” คิ้วจะขมวดเป็นโบว์อยู่แล้ว  

“ก็ไม่ต้องเข้าใจ”  

คำตอบสั้นกระชับแต่ไม่ได้ใจความทำเอาผมแทบอยากเอาหัวไปโขกกับผนังลิฟต์ 

บอกทีว่าเขาตอบคำถามกวนประสาทผมใช่ไหม พอลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นของผม  

ผมถึงกับรีบเดินออกมาโดยมีเซนเดินตามมาด้วยติดๆ และเริ่มรับรู้ว่าร่างกายมันเริ่มมีปฏิกิริยาแปลก  

ตรงคอร้อนผ่าว ร้อนจนเหมือนมันจะละลาย  

บ้าจริง เขาจงใจทำอะไรกับผมกันแน่ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!  

มือรีบล้วงหาคีย์การ์ดเพื่อเปิดห้อง ร่างกายเซเล็กน้อยจนชนกับแผงอกด้านหลังที่เขยิบมายืนใกล้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผมถอยออกห่างทันที  

“ขอโทษทีครับ ผมรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย” 

“ให้ฉันช่วยไขให้ดีไหม” เขาใจดียื่นมือมาช่วย ผมส่ายหน้า  

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองได้”  

“แต่ฉันว่า” เขาเหมือนอยากเปิดประตูแทนผมเองมาก ไม่รู้ทำไม แต่ผมไม่ให้  

“ไม่ต้องครับ นี่ห้องผม ผมจะเปิดเอง” พอได้ยินคำยืนยัน เซนถอนหายใจเล็กน้อยแล้วยอมถอยออก  

“โอเค ได้ตามที่นายต้องการ เชิญ”  

ผมใช้คีย์การ์ดเปิดประตูออก  

ก่อนเบิกตากว้างกับสิ่งตรงหน้า ตัวแข็งทื่อ มือไม้อ่อนแรงเมื่อมองภายในห้องตัวเอง มือเย็นของเซนเลื่อนมาโอบเอวผมไว้เพื่อไม่ให้ล้ม  

“นี่มันอะไรกันครับคุณเซน...เกิดอะไรขึ้นในห้องของผม”  

ภาพตรงหน้าที่ทำให้ตกใจ ประตูกระจกตรงระเบียงมันแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนโดนอะไรทุบ เศษแก้วกระจัดกระจายเต็มพื้น ทั้งที่ชั้นสูงขนาดนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาโดนสิ  

ไม่อยากคิดเลยถ้าหากผมกลับมาคนเดียว จะเกิดอะไรขึ้นกับผม.... 

อาการตัวสั่นเกิดจากความกลัวจับใจของผมส่งไปถึงเซน จนเขาต้องใช้มือตบบ่าปลอบผมแผ่วเบา  

“ไม่เป็นไร ฉันอยู่กับนาย ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” หน้าผมซบลงตรงแขนเขานิ่ง จิตใจเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  

เซนพาผมออกมานอกห้องแล้วเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับผู้จัดการคอนโดมาดู ตอนแรกเกือบมีไทยมุงเกิดขึ้นแล้ว แต่ดีหน่อยที่เซนทำหน้าดุ จึงไม่มีประชาชีมามุงดู ทุกคนต่างก็ตกใจพอมาเห็นสภาพห้องถูกทำลายจนเสียหายแบบนี้ รปภ. เข้าไปตรวจดูจนทั่วก็ไม่พบใครหรือรอยเท้าใครเลย  

“คิดว่าช่างน่าจะมาซ่อมกระจกได้พรุ่งนี้นะครับ วันนี้เดี๋ยวทางเราจะหาห้องพักให้คุณชานมก่อน”  

พี่ผู้จัดการคอนโดเตรียมจัดหาห้อง เซนเลยพูดขึ้น  

“เดี๋ยวคืนนี้ ผมดูแลเขาเอง พวกคุณไม่ต้องเป็นห่วง ค่อยตามช่างมาจัดการพรุ่งนี้ให้เรียบร้อย”  

“ได้ครับๆ ยังไงพวกเราจะรีบจัดการซ่อมให้เร็วที่สุดนะครับ”  

พวกเขากล่าวทิ้งไว้เพียงเท่านั้นก่อนเหลือเพียงพวกผมสองคนยืนอยู่หน้าห้อง เซนปิดประตูห้องเมื่อเห็นว่าผมยังมองเข้าไปภายในห้องอยู่  

“เป็นฝีมือพวกแวมไพร์ที่ตามรังควานผมอยู่เหรอครับ...”  

“ฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะฉันสัมผัสไม่ได้ ไม่มีแม้แต่กลิ่นหรือร่องรอยอะไรเลย” เซนพูดตามความจริง  

“อันที่จริง ผมให้ผู้จัดการคอนโดหาห้องพักให้ก็ได้นะครับ ผมไม่อยากรบกวนคุณ”  

“ไม่ได้!” เขาขึ้นเสียงดุ ก่อนเบาลงพอเห็นผมสะดุ้งเล็กน้อย  

“ฉันขอล่ะ วันนี้ไปพักที่บ้านฉันก่อน ยิ่งนายอยู่ใกล้ฉันมากเท่าไหร่ ยิ่งปลอดภัยต่อตัวนายมากขึ้นเท่านั้น”  

ประโยคจากปากเซนไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสั่งธรรมดาแต่มันเหมือนการบังคับให้ต้องตัดสินใจ 

และการตัดสินใจของผมที่ต้องเลือกมันก็มีทางเลือกเดียวเท่านั้น  

คือผมต้องไปอยู่กับเขา.... 

ความคิดเห็น