vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 18:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ความใกล้ชิด (1/2)
แบบอักษร

[ชานม] 

ปากกาถูกกดอยู่บนหน้ากระดาษไม่ขยับไปไหนมาเกือบชั่วโมง  

ผมเอามือเท้าคางด้วยความเหม่อ ตั้งแต่ได้รับรู้ความจริงว่าสิ่งที่ผมเจออยู่คืออะไร ทำเอานอนไม่หลับ จิตใจมันยังระแวงและไม่สงบ แถมยังเพิ่งมานั่งคิดได้ว่าตัวเองพูดจาตัดพ้อใส่เซนเกินไปรึเปล่านะ  

แต่ถ้าให้พูดตามจริง ผมกับเขาก็ไม่ควรที่จะรู้จักกันอยู่ดี เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าที่เซนมาเข้าใกล้ผม มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงรึเปล่า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนจริงๆ ของเซนเป็นยังไง  

ทว่าคำพูดหนักแน่นจากปากเขา ทำไมถึงทำให้หัวใจผมเต้นแปลกไปแบบนี้  

แล้วอีกอย่างที่ผิดปกติกับตัวผมคือรอยปานตรงโคนขาผมมันเจ็บแปล๊บตั้งแต่ตอนกลับมาที่ห้อง มันดูชัดขึ้นจนเห็นเป็นรูปกุหลาบชัดเจนยิ่งกว่าตอนเด็กอีก ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้ผมคิดว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเจอแวมไพร์ไหม  

“เฮ้อ! เลิกคิดได้แล้วเรา คิดซะว่ามันเป็นแค่ความฝัน อย่าเก็บมาคิดให้วุ่นวายเลย”  

ผมถอนหายใจพลางเปิดสมุดดูการบ้าน ไม่โฟกัสเรื่องที่เกิดขึ้น  

วันนี้อาจารย์งดคลาสผมก็เลยไม่ได้ไปเรียน ใช่ว่าจะสบายเพราะท่านอาจารย์ไม่ปล่อยให้นักศึกษาว่างงานแน่นอน ท่านเลยสั่งงานผ่านทางไลน์มาว่าให้ไปค้นรายงานแทน ผมเหลือบมองเวลาตอนนี้มันเก้าโมงกว่าแล้ว  

เดี๋ยวไปหางานที่ห้องสมุดใหญ่ใจกลางเมืองเพื่อค้นรายงานกันดีกว่าครับ ไม่ค่อยอยากอยู่ห้องคนเดียว กลัวสมองฟุ้งซ่านคิดนู่นคิดนี่จนเป็นบ้าไปซะก่อน พอคิดได้ดังนั้นผมเลยเก็บพวกสมุด ปากกาใส่กระเป๋าเตรียมพร้อมทำการบ้านมาก 

 

หอสมุดใจกลางเมือง 

ห้องสมุดเป็นอีกสถานที่ที่โปรดของผมเลยครับ สูดลมหายใจเข้าก็มีแต่กลิ่นหอมของกระดาษทั้งใหม่ทั้งเก่าปนกัน คนที่รักหนังสือน่าจะเข้าใจความรู้สึกอาการของผม รู้สึกมีความสุขทุกครั้งตอนที่ได้เดินเข้ามา  

ผมมาใช้ห้องสมุดค่อนข้างบ่อยจนคุณบรรณารักษ์จะจำได้อยู่แล้ว  

ผมวางกระเป๋าลงตรงโต๊ะใกล้ริมหน้าต่างแล้วเดินไปบริเวณมุมที่เกี่ยวกับหนังสือสำหรับทำการบ้าน ด้วยความมาบ่อยและชอบมาค้นการบ้านที่นี่เสมอ เลยใช้เวลาในการหาไม่นานนัก  

ผมเดินกลับมาที่โต๊ะเพื่อวางหนังสือลงก่อนจะรู้สึกว่ามีคนมอง พอเงยหน้าขึ้นผมก็ไม่เห็นใคร มีคนนั่งอยู่แถวนี้เพียงสามโต๊ะ มีผู้หญิงสองคนโต๊ะนึง กับผู้ชายที่ใส่สูทนั่งหันหลังอยู่ ดูจากด้านหลังเขาลักษณะคุ้นตามาก 

มันไม่ใช่ความรู้สึกน่ากลัว แต่ผมกลับรู้สึกถึงเซน เหมือนเขาอยู่แถวนี้  

ผมว่าผมคงคิดมากเกินเหตุไปหน่อยหรือไม่ก็ระแวงจนเกิดเหตุถึงได้คิดวิตกไปเองว่ารับรู้ถึงเซนได้ ผมส่ายหน้า  

“เขาจะมาอยู่แถวนี้ได้ยังไงกัน ในเมื่อเราเป็นคนบอกเขาเองว่าอย่ามายุ่งกับเรา”  

เสียงพึมพำกับตัวเองบอกเพื่อเตือนสติไม่ให้ฟุ้งซ่าน ผมเหลือบมองชั้นหนังสืออีกครั้งอย่างครุ่นคิดก่อนเดินไปทางชั้นหนังสือเกี่ยวกับตำนานลึกลับ ที่รวมเรื่องราวไม่น่าเชื่อ เป็นมุมชั้นหนังสือที่ผมไม่เคยย่างกรายเข้ามาสักที  

มันเป็นชั้นที่อยู่มุมในสุดและมืดพอสมควร สายตาผมไล่ดูตรงชั้นเพื่อดูสันหนังสือหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ  

นิ้วไล่ทีละเล่มช้าๆ แสงสว่างเหมือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกก้าวที่ผมเดิน ทั้งที่ตรงนี้ยังไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ  

คงเป็นเพราะแสงพระอาทิตย์จากด้านนอกล่ะมั้ง  

ไล่หาได้สักพัก นิ้วผมก็หยุดอยู่ตรงสันหนังสือเล่มหนาที่เขียนชัดเจนว่า ‘vampire’ 

“มีหนังสือแบบนี้อยู่จริงด้วยแฮะ”  

ผมดึงออกมา ซึ่งมันมีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด คล้ายกับว่าไม่มีใครหยิบออกมานานแล้ว ผมถือหนังสือเล่มนี้กลับมานั่งอ่านอยู่ตรงโต๊ะ  

เนื้อหาด้านในมันก็เป็นเรื่องตำนานเล่าขานกันมาอย่างยาวนาน นานมากเท่าไหร่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ ผมอ่านดูเนื้อหา มันเหมือนกับเรื่องทั่วไปแบบในหนังที่เขาแสดงนะครับ ว่าลักษณะแวมไพร์เป็นยังไง  

ผมคิดทบทวนดูถึงลักษณะของเซนเพื่อเปรียบเทียบ เขาดูแตกต่างจากในหนังสือเล็กน้อย ผิวไม่ได้ซีดขาว ใบหน้าไม่ได้โทรม แต่กลับดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตร หล่อออร่ากระจายแถมยังเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โตอีก  

ไหนบอกว่าแวมไพร์ถูกแสงสว่างไม่ได้กัน  

แต่สมัยนี้อาจจะมีพัฒนาการทำให้ทนต่อแสงได้แล้วแหละมั้ง ผมว่าหนังสือมันคงมีเรื่องที่ถูกต้องอยู่ประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสิบเปอร์เซ็นต์คงเป็นเรื่องลี้ลับที่ยังไม่มีใครศึกษาหรือค้นพบ ผมไล่สายตาอ่านอีกครั้งก่อนเห็นข้อที่ถูกเน้นไว้   

 

แวมไพร์ดื่มโลหิตบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มกำลังและเป็นแหล่งอาหารสำคัญในการดำรงชีวิต 

 

ผมนึกถึงใบหน้าหล่อคมพลางคิดในใจว่า ปกติเซนดื่มเลือดจากที่ไหนกันนะ พอนั่งนึกถึงวิธีการดื่มเลือด มันต้องกัดจากตรงบริเวณคอใช่ไหมครับ  

ทำไมผมถึงรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาเมื่อคิดว่าเขาต้องไปดื่มเลือดแบบนี้จากหญิงสาวสวย...  

ผมเผลอถอนหายใจอย่างไม่รู้ตัวสองถึงสามครั้งในห้องสมุด  

ใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดไปเกือบครึ่งค่อนวัน นาฬิกาบ่งบอกเวลาว่าสี่โมงเย็นแล้ว ผมเลยขนหนังสือที่เอามาอ่านไปคืนและเลือกยืมเฉพาะที่ต้องทำการบ้านเท่านั้น ผมสะพายกระเป๋าตัวเองเดินออกมาตรงเคาน์เตอร์ยืม  

“ขอดูบัตรสมาชิกห้องสมุดด้วยค่ะ” เจ้าหน้าที่ยิ้มรับ  

“นี่ครับ” ผมเปิดกระเป๋าและหยิบบัตรมายื่นให้อีกฝ่าย  

จังหวะนั้นประตูห้องสมุดบานใหญ่ถูกเปิดออก สายลมพัดผ่านพร้อมกับใครบางคนที่รีบเดินผ่านประตูออกไปอย่างรวดเร็ว ผมเหลือบมองผู้ชายตัวสูงในชุดสูท แผ่นหลังกว้างดึงดูดสายตาให้ผมมองนิ่ง  

ก่อนเสียงเจ้าหน้าจะดังขึ้น  

“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ นี่บัตรค่ะ” ผมรับหนังสือกับบัตรมา 

“ขอบคุณมากๆ เลยครับ”  

 

ในช่วงเวลาเย็นแบบนี้คนคึกคักกันน่าดู ยิ่งอยู่ในใจกลางเมืองใหญ่ผู้คนเดินตามถนนกันเยอะแยะ กำลังคิดว่าผมควรหาอะไรกินข้างนอกดีไหมนะ ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ผมหยิบโทรศัพท์มากดดูร้านอาหารพลางเดินตามถนนไปด้วย  

นิ้วเลื่อนหน้าจอไปมา ส่วนมากมีแต่ร้านอาหารหรูหราทั้งนั้นเลยครับ  

“มีร้านริมทางน่ารักๆ ไหมนะ” ผมเงยหน้าขึ้นก่อนจะหยุดเดิน เมื่อมองทางฝั่งตรงข้ามของถนน 

จอมอนิเตอร์โฆษณาขนาดใหญ่กำลังโฆษณาน้ำหอมแบรนด์ดังของเซนอยู่ มองต่ำลงมาก็เห็นป้ายชื่อแบรนด์สาขาใหญ่  

จริงสิ...ตรงนี้มันเป็นที่ตั้งของสาขาใหญ่ของเขานี่ ไม่รู้อะไรดลใจให้สองเท้าของผมก้าวไปอีกฝั่ง พอเห็นไฟเขียวที่ปล่อยสัญญาณให้คนข้ามถนนไปได้  

กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็มายืนอยู่หน้าร้าน ONLY YOU ซะแล้ว แค่อยากมาดูน้ำหอมเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรหรอกน่า 

ประตูกระจกบานใสถูกเปิดอัตโนมัติเมื่อมีคนยืนอยู่หน้าประตู ผมเดินเข้าไปถึงกับรู้สึกร้อนวูบตรงบริเวณคอขึ้นมาทันที ผมเลื่อนมือขึ้นแตะตรงท้ายทอยตัวเองเบาๆ ก่อนเสียงเพราะพริ้งจะดึงความสนใจจากผม 

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจน้ำหอมกลิ่นไหนเป็นพิเศษ สามารถถามได้เลยนะคะ”  

พนักงานหน้าสวยยกมือไหว้ด้วยความสุภาพ ผมโค้งเล็กน้อย น้ำหอมถูกจัดโชว์ไว้เหมือนเครื่องเพชร ภายในดูกว้างขวางและอลังการมาก  

มันดูหรูหราจนผมคิดว่ามันคงไม่ใช่ราคาที่ผมจะซื้อไปใช้แน่ 

“ผมเห็นโฆษณาน้ำหอมจากด้านนอก เลยรู้สึกสนใจอยากเข้ามาดูน่ะครับ”  

“ได้ค่ะ ยินดีต้อนรับมากๆ น้ำหอมที่โฆษณาอยู่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งปล่อยตัวออกไป เชิญทางนี้ค่ะ”  

เธอผายมือไปยังแท่นวางมีกระจกครอบอยู่ น้ำหอมขวดเรียวสวยวางอยู่ในนั้น มันดีไซน์สวยดูดีมีระดับมาก  

ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเข้มทุ้มดังแว่วมาแต่ไกล  

“ไม่มีเอกสารอะไรที่ฉันต้องเข้ามาเซ็นอีกใช่ไหม...” เซนในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเดินออกมาพร้อมเลขาชุดเดรสสีแดงรัดรูปพอดีตัว ดูมีระดับเมื่อยืนเทียบกับร่างสูง  

“ไม่มีแล้วค่ะคุณเซน ส่วนเอกสารสรุปการประชุมวันนี้ รีน่าจะรีบสรุปให้นะคะ” เธอโปรยยิ้มหวาน  

แต่สายตาของเซนกลับมองมาทางผมด้วยความแปลกใจ ก็แหงล่ะ ผมบอกเองว่าพวกเราไม่ควรใกล้กัน  

ผมดันมาโผล่อยู่ร้านเขา! 

“ชานม” ชื่อถูกเอ่ยออกมา แค่ชื่อที่ออกมาจากปากเขา  

หัวใจ...ทำไมต้องเต้นรัวขนาดนี้  

“คนรู้จักของคุณเซนเหรอคะ” พนักงานแนะนำน้ำหอมอยู่ตอนแรกโค้งให้เจ้านายเธอเล็กน้อย ผมเลยนึกขึ้นได้ว่า ไม่ควรเข้ามาที่นี่ด้วยซ้ำ ทั้งที่รู้ทำไมยังเข้ามาอีกชานม  

“เออ ผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้วันหลังผมจะแวะมาดูน้ำหอมใหม่ ขอบคุณที่แนะนำนะครับ”  

“เดี๋ยว ฉันกำลังจะกลับบ้านพอดี ให้ฉันไปส่งนาย” เสียงเข้มดังขึ้นแผ่วเบา  

สร้างความแปลกใจให้กับพนักงานในบริษัท ทุกสายตามองมาที่ผมเป็นตาเดียว  

“ไม่เป็นไรครับ พอดีผมยังไม่ได้กลับคอนโดตอนนี้” ผมรีบเดินหนีออกมาจากร้านด้วยความงงตัวเองว่าเดินก้าวเข้าไปในร้านเหมือนมีแรงดึงดูดแบบนั้นได้ยังไงกัน  

แต่เรื่องราวคงไม่จบง่ายๆ แน่ เพราะเซนดันก้าวฉับๆ เดินตามหลังผมมาด้วยเนี่ยสิ!  

“นายเป็นฝ่ายมาหาฉันเอง มันหมายความว่ายังไง” เซนก้าวสักสองสามก้าวดันตามทันคนขาสั้นอย่างผม  

มือกำสายสะพายกระเป๋าแน่น เม้มปากในสิ่งที่ตัวเองก็ตอบไม่ได้ 

“ผมไม่ได้มาหาคุณซะหน่อยครับ แค่จะเข้าไปดูน้ำหอม” สองเท้าพยายามก้าวให้เร็วขึ้น หวังเดินหนี  

ทว่าเซนกลับเดินตามมาด้วยทุกฝีก้าว เขาเดินอยู่ข้างๆ ไม่ยอมห่าง  

“ความจริงที่นายได้รู้เมื่อวาน มันทำให้นายเกลียดฉันมาก หรือกลัวในสิ่งที่ฉันเป็นงั้นเหรอ” เขาหยุดเดินพร้อมเอ่ยถามจริงจัง ผมหยุดแล้วหันกลับไปมองคนตัวสูง สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาสีฟ้ากลับดูสงสัย ต้องการรู้คำตอบ 

เกลียดเหรอ... 

ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นสักนิด  

ความคิดเห็น