vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ที่แท้เขาก็คือ...แวมไพร์! (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ที่แท้เขาก็คือ...แวมไพร์! (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2563 18:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ที่แท้เขาก็คือ...แวมไพร์! (1/2)
แบบอักษร

[ชานม]  

“ฉันไม่มีวันทำร้ายนาย...” 

ประโยคของเขาที่พูดขึ้นเมื่อวาน พอมาลองคิดทบทวนดูแล้ว ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ 

เมื่อวานพวกเรานอนห้องเดียวกันก็จริง แต่เซนนอนห่างผมแทบจะแยกเตียงกัน เขาเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัด เซนมาส่งผมที่มหา’ลัยและก็กำชับว่าให้ดูแลตัวเองให้ดี  

ระหว่างเดินผ่านทางสวนหน้าอาคารเรียน มีเสียงเรียกจากทางด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับคนเรียกที่วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผู้ชายตัวสูงโปร่ง ใบหน้าจัดว่าหล่อสะอาดกับรอยยิ้มมีเสน่ห์ เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ผมรู้จัก ‘บอล’  

“ชานม! วู้ว เหมือนเราไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน” บอลดูหอบเล็กน้อย  

“ไงบอล”  

“ไม่ต้องมาไงเลย หายหน้าหายตา ผมว่าจะโทรถามการบ้านซะหน่อย ชานมก็ไม่รับโทรศัพท์”  

พอบอลพูดถึงโทรศัพท์เลยนึกขึ้นได้ว่า โทรศัพท์ผมไปไหน? ผมค้นดูในกระเป๋า มันกลับไม่มีเลย ลืมไว้ไหนเนี่ย  

“หรือว่าลืมไว้บ้านคุณเซน” ผมพึมพำโดยมีบอลยืนมองด้วยความสงสัย  

เขาเอื้อมมือมาแตะหน้าผากทำให้ผมผงะเล็กน้อย  

“ไม่สบายรึเปล่าชานม ดูเหมือนพักผ่อนไม่พอนะ”  

“เปล่า ผมสบายดี เรื่องโทรศัพท์สงสัยลืมไว้ที่คอนโดน่ะ”  

บอลส่ายหน้าแล้วยิ้มนิดๆ  

“ไม่เป็นไรหรอก นี่เราเรียนคลาสวิชาเดียวกันใช่ไหม ปกติไม่ค่อยได้เจอชานมสักเท่าไหร่” 

“ใช่ พวกวิชาเลือกผมลงทางสายประวัติศาสตร์หมดเลย”  

“คนละขั้วกับผมเลย ไปกันเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักก็ถึงเวลาเรียนแล้ว” บอลชวนพลางเดินนำหน้าไปทางอาคาร  

ขณะที่ผมกำลังจะเข้าไปในตัวอาคาร ความรู้สึกมันบ่งบอกว่าเหมือนมีใครมองอยู่จากทางด้านหลัง ผมหันขวับมองพุ่มไม้ใหญ่ตรงข้างอาคารจนบอลหันมา  

“มีอะไรเหรอชานม อยากแวะซื้อขนมก่อนเรียนเหรอ”  

“เปล่า ไม่มีอะไร แค่รู้สึกเหมือนพุ่มไม้มันขยับได้” ผมว่า  

บอลเลยหัวเราะเล็กน้อย “อาจจะเป็นพวกแมวก็ได้”  

ผมก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปยังชั้นสอง ห้องเรียนของคลาสวันนี้ บอลเดินอยู่ข้างกันเหลือบสายตามามองทางผม 

“นี่ ชานม”  

“หือ?”  

“ชานมมีแฟนแล้วใช่ไหม” คำถามจากเขาทำเอาผมเกือบสะดุดขั้นบันได  

“ผมไม่มี” ผมปฏิเสธตามความจริง บอลเลยใช้มือชี้ตรงตำแหน่งท้ายทอยของผม  

“รอยจูบตรงคอชานมน่ะ ชัดมากเลยนะ” ผมตาโตรีบเอามือจับตรงท้ายทอย  

พลางคิดว่ารอยจูบตรงนี้มันมีได้ยังไง มีคนเดียวเท่านั้นแหละครับที่สามารถทำได้ แต่รอยจูบอันก่อนมันจางไปแล้วนี่ ทำไมมันถึงเห็นชัด... 

ถ้ามันชัดก็แสดงว่ามันเป็นรอยใหม่ แล้วเขาไปทำรอยตอนไหน! คุณเซน! 

“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องอายหรอก มันเป็นเรื่องธรรมชาติ” บอลว่า  

“ไม่ใช่นะ ผมกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน...”  

“การมีคนรักน่ะ มันดีกว่าอยู่คนเดียวเยอะเลยนะ ผมเพิ่งเลิกกับแฟนสาวมาเมื่อวานแหละ เฮ้อ” น้ำเสียงถอนหายใจดูเจ็บปวด ผมเอื้อมมือไปแตะบ่าบอลเบาๆ  

“ไม่เป็นไรนะ” บอลส่งยิ้มให้ 

“ผมไม่เป็นไร ผมเคารพการตัดสินใจของเธอ แต่ตอนนี้มันยากที่จะตัดใจนั่นแหละ”  

บอลหยุดเดินเมื่อเราเดินมาใกล้ถึงหน้าห้องที่ต้องเข้าเรียน  

“ชานมบอกว่า คนที่ทำรอยจูบตรงคอ ไม่ใช่แฟนชานมใช่ไหม” ผมที่ยังคงเอามือจับตรงท้ายทอยพยักหน้า  

ผมพูดความจริง เพราะผมกับเซนไม่ได้เป็นอะไรกัน... 

“แต่ดูท่าทางเขาหวงชานมมากนะ ถึงได้ทำรอยจนเห็นชัดขนาดนี้” 

“รอยจูบพวกนี้มันมีความหมายเหรอ” ผมถามด้วยความไม่รู้และคิดไม่ถึงว่ามันมีความหมายแฝงอะไรด้วยเหรอ  

“ส่วนมากรอยจูบตรงคอ มันมีไว้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่านายมีเจ้าของแล้ว”  

นั่นเป็นประโยคจบบทสนทนาของพวกผม หลังจากเรียนเสร็จตอนสี่โมงเย็น พวกผมก็แยกย้ายพากันกลับไปทำภารกิจของตัวเอง ปกติผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเล่นอะไรกับเพื่อนเท่าไหร่ อย่างที่บอกแหละครับ ผมไม่ค่อยถูกกับการเข้าสังคม หรืออยู่ในหมู่คนมากๆ  

 

ผมสะพายกระเป๋าข้างประจำตัวเดินลงมาจากตึกพลางคิดไปด้วยว่าควรจะไปเอาโทรศัพท์ที่บ้านเซนดีไหม หรือว่ารอให้เขาเอามาคืน แต่นั่นมันของๆ เรา ผมเลยตัดสินใจจะไปบ้านคุณเซน  

ผมเดินตามทางเดินเพื่อแวะตลาดข้างทาง ผลไม้สดถูกวางเรียงไว้เพียบ กะจะหาอะไรติดไม้ติดมือสักอย่างสองอย่าง จริงๆ ก็นานแล้วนะครับกับการมาเดินเลือกซื้อพวกผลไม้แบบนี้ ปกติผมไม่ค่อยได้กิน เลยไม่ค่อยได้มาบ่อยนัก  

“สนใจผลไม้อะไรจ๊ะหนุ่มน้อย มีแต่ผลไม้หวานๆ ทั้งนั้น ชิมดูก่อนได้นะคะ” คุณน้าใจดียิ้มแย้มรับลูกค้า  

ผมยิ้มตอบ “ยังไม่รู้เลยครับว่าจะซื้ออะไรดี...คนอายุสักประมาณสามสิบนี่เขาชอบกินผลไม้อะไรเหรอครับ”  

“ซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่เหรอคะ”  

“ไม่ใช่ครับ พอดีซื้อไปฝากคนรู้จัก แต่ไม่รู้ว่าชอบกินอะไร” ผมหยิบส้มขึ้นมาดูก่อนรับรู้ถึงความเย็นจากทางด้านหลัง ไม่รู้ทำไมความรู้สึกผมมันถึงบอกว่าเป็นเขา คุณเซน...  

“ฉันไม่ชอบกินผลไม้” ผมหันขวับไปเจอเซนยืนอยู่ มือข้างขวาล้วงอยู่ในกระเป๋า ใบหน้าหล่อคมดึงดูดผู้คนในตลาดให้หันมามองเป็นตาเดียว  

“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันครับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่กลับยื่นโทรศัพท์มาแทน  

“นายลืมมันไว้ ฉันเอามาคืน” น้ำเสียงเข้มดูเย็นชา ผมรับมาถือไว้ 

“ขอบคุณครับ...เออ คุณเซนว่างไหมครับวันนี้ ผมอยากเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อ”  

“ฉันไม่ว่าง ฉันมีประชุมภาคค่ำต่อ นายควรรีบกลับคอนโดได้แล้ว” เขาปฏิเสธทันทีและเดินไปขึ้นรถคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล บ่งบอกถึงความรีบจริงๆ เขารีบขนาดนี้ ทำไมถึงยังเอาโทรศัพท์มาคืนด้วยตัวเอง แม้รู้ว่าเขามีงาน ทว่าคำปฏิเสธเมื่อกี้ มันกลับสร้างความเจ็บแปล๊บตรงหัวใจให้ผม  

“สนใจรับผลไม้อันไหนกลับไปกินด้วยไหมคะ” เสียงคุณน้าปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ผมชี้ส้มสีสวยตรงหน้า  

“เอาเป็นส้มก็แล้วกันครับ”  

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” ผมพยักหน้าแล้วมองของอย่างอื่นไปเรื่อย “นี่ค่ะ ได้แล้วค่ะ”  

“ขอบคุณครับ” เงินถูกยื่นให้คุณน้าก่อนผมจะรับถุงกระดาษใส่ส้มจนเต็มถุงมาถือไว้  

บนถนนแห่งนี้เป็นย่านร้านค้าหลากหลายร้าน มีของน่ากินหลายอย่างเลยครับ ผมเดินเล่นได้สักพัก พอเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกทีมันก็มืดลงแล้ว พลอยทำให้นึกถึงคำพูดย้ำเตือนจากร่างสูงว่าให้รีบกลับคอนโด ผมกระชับถุงกระดาษแน่นพลางเดินคอนโดในเส้นทางใหม่ มันเป็นถนนเส้นใหญ่มีรถราวิ่งเต็ม คิดว่าทางนี้คงปลอดภัยกว่าทางเปลี่ยวที่ชอบกลับเป็นประจำ แต่ทางนี้มันเดินไกลกว่า  

สองเท้าก้าวต่อเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงมุมตึกสูงมีซอยทางเดินลึกเข้าไปด้านในระหว่างตึกสองตึก ด้านหลังมันเป็นเหมือนโกดังร้างที่สร้างไม่เสร็จแล้วกลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไป สายตาผมหยุดมองอยู่ชั่วครู่ก่อนละสายตาเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ตัวเองดังขึ้น  

‘แม่’ รายชื่อโชว์อยู่บนหน้าจอทำให้ผมรีบรับ  

“ครับแม่”  

(คิดถึงจังเลย ทำอะไรอยู่ หนูกลับบ้านรึยังคะ แม่ไม่เห็นโทรมาหาก็เลยเป็นห่วง)  

ขืนท่านรู้ว่าไม่สบาย ต้องเป็นห่วงมากแน่เลย...  

“เออ พอดี ผมมัวแต่ยุ่งๆ ทำการบ้าน น่ะครับเลยไม่ได้โทรหาแม่ ผมสบายดี แม่เป็นยังไงบ้างครับ”  

(แม่สบายดีค่ะ แต่จะดีกว่านี้ถ้าลูกย้ายมาอยู่ด้วยกัน)  

“แม่...”  

(แม่รู้ว่าชานมรักที่จะอยู่ทางนั้น แต่แม่ก็ยังหวังเล็กๆ ว่าถ้าลูกเรียนจบเมื่อไหร่ จะย้ายมาอยู่กับแม่)  

ท่านพูดกล่อมประโยคเดิม 

“ไว้ตอนเรียนจบ เราค่อยพูดเรื่องนี้กันอีกทีนะครับ”  

(ได้สิจ๊ะ ลูกก็รู้ว่าแม่ตามใจลูกอยู่แล้ว) ผมยิ้ม โทรศัพท์สั่นเล็กน้อยเพื่อเตือนว่ามีอีกสายโทรซ้อนเข้ามา 

ผมเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูเพื่อดูว่าใครโทรมา ถึงกับแปลกใจเมื่อเห็นว่ามันเป็นเบอร์ของ ‘คุณเซน’  

“แม่ครับ แม่ดูแลตัวเองด้วยนะครับ ไว้ผมจะโทรไปหาแม่อีก” 

(ได้ค่ะ ลูกโทรมาได้ตลอดเลย แค่นี้นะจ๊ะ อย่าลืมกินข้าวเยอะๆ ด้วย) ท่านไม่วายบอกด้วยความเป็นห่วง ผมกดรับสายจากอีกคน พอกดรับเสียงปลายสายดังออกมาทันที  

(นายทำอะไรอยู่ ถึงห้องรึยัง) เพียงแค่เสียง ทำไมหัวใจผมต้องตื่นเต้นด้วย... 

(ชานม?) 

“ผมใกล้ถึงแล้วครับ ตอนนี้อยู่แถว...” 

(ทำไมยังกลับไม่ถึงห้องอีก นี่มันกำลังจะค่ำแล้ว) น้ำเสียงเข้มดุผ่านสายมาเชียว 

“ทางเดินกลับทางนี้มันสว่างอยู่ครับ ไม่มืดไม่อันตรายด้วย”  

(รีบกลับ ก่อนที่มันจะดึกไปมากกว่านี้ ถ้าถึงห้องแล้วส่งข้อความมาบอกฉันด้วย.../ คุณเซนคะ ขออนุญาตค่ะ ได้เวลาประชุมแล้วค่ะ) เสียงหญิงสาวหวานพริ้งดังแทรกเข้ามาในบทสนทนา และก็ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมถามออกไปแบบนั้น  

(ฉันต้องไปประชุมแล้ว) 

“เสียงผู้หญิง ใครเหรอครับ”  

(เลขา) เสียงเข้มตอบกลับเรียบเฉย  

“อ๋อ เลขา...” ก็เลขาไง ผมจะไปถามเขาทำไมกัน “งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้ผมถึงห้องแล้วจะส่งข้อความบอก”  

ผมกดตัดสายโดยไม่ทันได้ฟังเสียงเรียกจากเซนที่เหมือนจะพูดอะไรต่อ ผมมองหน้าจอโทรศัพท์สีดำแล้วถอนหายใจเล็กน้อย  

“จู่ๆ ถามอะไรออกไปก็ไม่รู้เรา เขาก็ต้องอยู่กับเลขาสิ เขาเป็นประธานบริษัท”  

“โทษนะ...” เสียงเย็นเฉียบทางด้านหลังดังขึ้นแบบไม่ได้ตั้งตัวเลยทำให้ผมสะดุ้ง พอหันไปมองก็เจอผู้ชายตัวสูงใส่หมวกจนเห็นหน้าไม่ชัด แจ็คเก็ตสีดำคลุมมิดชิด  

“มีอะไรเหรอครับ”  

“พอดีอยากถามทางน่ะ พอจะรู้ทางไปร้านนี้ไหม” คนมาถามทางนี่เอง ผมยิ้มและพร้อมช่วยเหลือ  

“ร้านไหนเหรอครับ เผื่อผมรู้จักแล้วช่วยคุณได้...อือ!!” ผมเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวปิดตรงจมูกจากทางด้านหลัง ถึงได้รู้ตัวว่ามีผู้ชายอีกคนยืนอยู่ด้านหลังผมด้วย  

กลิ่นยาเย็นแสบจมูก สติผมหลุดลอยก่อนหมดสติลงผมได้ยินเสียงผู้ชายสองคนคุยกันไม่ชัดนัก  

“จะดีเหรอพี่ที่เรามาจับมนุษย์แบบนี้”  

“เรามีทางเลือกที่ไหนวะ แค่จับผู้ชายคนนี้ไปให้นายจ้าง เขาก็น่าจะให้เงินเราไปซื้อเลือด”  

พวกเขาพูดถึงเรื่องอะไร... 

ซื้อเลือดหมายถึงอะไร?  

ความคิดเห็น