vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 อย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัว (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 อย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัว (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2563 18:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 อย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัว (1/2)
แบบอักษร

[ชานม]  

เช้านี้เหมือนแสงอาทิตย์ไม่ได้สาดส่องเข้ามา ในห้องแทบไม่มีความสว่าง 

เสียงลมหายใจดูติดขัด ร่างกายดูหนักอึ้งกว่าปกติ ผมพยายามฝืนลืมตาขึ้นมองตรงหน้าต่างที่ดูเหมือนจะมีพายุเข้ายังไงยังงั้น ผมใช้หลังมือแตะหน้าผากตัวเองที่อุ่นๆ อย่าบอกนะว่าเป็นไข้ ร้อยวันพันปีไม่เป็น ทำไมถึงเป็นได้ 

“เฮ้อ สงสัยต้องโทรไปลางานป้าเนทก่อนว่าไม่ได้ไปทำงานวันนี้” ผมพึมพำแล้วพลิกตัวด้วยความยากลำบาก  

พอมือหยิบโทรศัพท์มาได้ก็พบว่ามันเลยเวลาทำงานมาเกือบชั่วโมงแล้ว โอ๊ย นี่เป็นไข้ไม่พอ ผมยังตื่นสายอีก ผมรีบกดโทรหาป้าทันที เสียงในสายดังไม่นานก็มีคนรับ  

(ชานม! ป้ากำลังจะโทรหาหนูพอดีเลยค่ะ กำลังเป็นห่วงว่าหนูทำไมไม่มาทำงาน)  

“ผมขอโทษครับป้า ผมมีไข้เลยตื่นสาย วันนี้ผมขออนุญาตลานะครับ”  

(ได้ค่ะ แล้วนี่เป็นอะไรมากรึเปล่า ให้ป้าไปหาไหมคะ)  

“ไม่เป็นไรครับป้า ผมพักสักหน่อยก็หายแล้ว ขอบคุณครับ” 

(งั้นพักผ่อนเยอะๆ นะ เมื่อกี้คุณลูกค้าสุดหล่อของหนูมาถามหาด้วยล่ะ)  

คำว่าคุณลูกค้าสุดหล่อทำให้ผมชะงัก เพราะรู้ได้ทันทีว่าป้าหมายถึงใคร จะมีใครนอกจาก ‘คุณเซน’  

“เขาแวะไปซื้อขนมที่ร้านเหรอครับ”  

(ใช่ค่ะ เขากำลังเลือกขนมอยู่ในร้านนี่แหละ ให้ป้าบอกเขาไหมว่าหนูไม่สบาย)  

“ไม่ต้องครับ ไม่ต้องบอกอะไรเขานะครับ แค่นี้ก่อนนะครับป้า” ผมกดวางสายแล้วทิ้งโทรศัพท์ลงบนเตียง และดันตัวเองลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ก่อนอื่นผมคงต้องไปหายามากินเพื่อไม่ให้อาการมันรุนแรงไปมากกว่านี้ 

ทุกก้าวที่ก้าวดูลำบากและโซเซมาก พื้นมันอยู่เฉยๆ ของมัน แต่ตัวผมนี่สิมันโอนเอนชะมัด ฝืนเดินเข้ามาถึงในห้องครัว ยังไม่ทันเข้าใกล้ตู้เย็น โลกทั้งใบของผมก็เริ่มหมุน  

“ทำไมมันมึนแบบนี้นะ...”  

ตุบ... 

จังหวะที่ร่างกายวูบทรุดลงกระแทกกับพื้น ผมรับรู้ได้ถึงความเจ็บ และจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงทุ้มเข้มเรียกชื่อผมซ้ำไปซ้ำมา แถมยังรับรู้ถึงวงแขนที่อุ้มผมขึ้นด้วย  

ใครกัน? ใครเข้ามาในห้องผม  

 

ชานม 

“...” 

ชานม... 

ผมค่อยๆ ลืมตามองเจ้าของเสียงถึงกับกระเด้งตัวลุก เซนรีบจับให้ผมนอนลง  

“อย่าลุกเร็วนักสิ! นายไม่สบายอยู่” เสียงเข้มดุ  

“คุณเซน คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วคุณเข้ามาในห้องผมได้ยังไงกันครับ” ผมพยายามดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง เขาเลยช่วยหยิบหมอนมาให้พิง 

“ฉันบอกเจ้าหน้าที่คอนโดให้ช่วยเปิดประตูเข้ามา เพราะนายไม่ยอมรับโทรศัพท์ของเจ้าของร้านเบเกอรีที่โทรซ้ำกลับมาหานาย ฉันบังเอิญได้ยินจากเจ้าของร้านเบเกอรีว่านายไม่สบาย ก็เลยจะมาเยี่ยม”  

ผมเหลือบมองข้างเตียงที่มีถุงยากับถุงกระดาษที่มีของสดสำหรับทำอาหาร  

“ฉันซื้อเจลลดไข้กับยามาให้” เขาพูดเมื่อเห็นผมมองถุงกระดาษ เซนหยิบเจลลดไข้ออกมาหนึ่งแผ่น  

“คุณทำแบบนี้ทำไมครับ ที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องมาดูแลผมเลยด้วยซ้ำ”  

“อยากรู้เหตุผลเหรอ” เซนนั่งลงข้างเตียง ผมเขยิบออกทว่ากลับตัวแข็งทื่อพอโดนสายตาเข้มจ้อง  

“เหตุผลคือ ฉันรู้ว่านายอยู่คนเดียว และฉันรู้...ว่าการอยู่ตามลำพังมันอ้างว้างขนาดไหน”  

เขาใช้แผ่นเจลแปะกลางหน้าผากผมดังปุจนแทบหงายหลังไปชนกับหัวเตียง  

“ผมไม่ได้รู้สึกอ้างว้างซะหน่อยครับ” ผมใช้มือแตะแผ่นเจลทำหน้ามุ่ยโดยไม่รู้ตัว เพราะค่อนข้างไม่ชอบเวลาคนมาเห็นใจตอนเห็นผมอยู่คนเดียว ผมไม่ได้เหงาอะไรซะหน่อย  

ไม่ได้เหงา...  

เซนลุกขึ้นยืนแล้วหยิบถุงกระดาษที่มีของทำกับข้าวไว้ในมือ  

“ฉันจะไปทำกับข้าวมาให้นายกิน จะได้กินยา” ยังไม่ทันได้เอ่ยปากห้ามหรือคัดค้านอะไร เขาเดินหายเข้าไปในห้องครัวเรียบร้อย ทำตัวสบายราวกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของห้องและผมเป็นผู้อาศัยแทน  

เนื่องจากร่างกายหนักอึ้งจากพิษไข้ทำให้ผมที่นั่งพิงขอบเตียงอยู่หลับตาลงด้วยความปวดตา แผ่นเจลเย็นช่วยบรรเทาความร้อนบนใบหน้า เซนใช้เวลาทำอาหารอยู่สักพักผมก็เริ่มได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากห้องครัว  

มันหอมมาก! หอมเหมือนอยู่ร้านอาหารเลย  

ผมลืมตาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ เซนถืออาหารมาด้วย เขานั่งลงพร้อมกับยื่นมันให้  

“หวังว่ามันจะถูกปากนาย ระวังด้วย มันร้อน” ผมรับเมนูน่ากินมาถือไว้ มันคือข้าวผัดหมูที่มีผักปะปนอยู่ด้วย  

“ขอบคุณนะครับ”  

“กินเองได้รึเปล่า หรือต้องให้ป้อน”  

“ไม่ต้องครับ ผมกินเองได้” ผมตักข้าวขึ้นมาเป่าเล็กน้อยก่อนตักมันเข้าปาก  

คำแรกที่กิน มันอร่อยมาก! ทุกคนครับ รสชาติกลมกล่อมมาก เขาทำอาหารเก่งขนาดนี้เลย 

“อร่อยรึเปล่า” เสียงเข้มถามขึ้น เมื่อเห็นผมกินไปได้สักพัก  

“ก็กินได้ครับ...” ไม่ชมออกนอกหน้าหรอก เดี๋ยวเขารู้ เซนมองก่อนหันไปหยิบถุงยาสำหรับกินหลังอาหารมาดู 

มองจากมุมด้านข้าง ใบหน้าหล่อของเขาไม่มีที่ติ  

“จ้องหน้าฉันแล้วกินข้าวไปด้วยมันทำให้นายอร่อยขึ้นเหรอ ชานม” เขาช้อนสายตาขึ้นมาสบตา  

ช้อนในมือผมแทบหล่น  

“ผมไม่ได้จ้องหน้าคุณสักหน่อยครับ คิดไปเอง....” ผมว่า  

เซนไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะเขาสนใจเม็ดยาอยู่  

“คุณเซนครับ ขอบคุณนะครับที่ซื้อทั้งยามาให้ แถมยังทำกับข้าวให้ผมกินอีก” ผมกล่าวขอบคุณกับความมีน้ำใจ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว เขากลับทำตัวสนิทเหมือนรู้จักกันมานานแสนนานยังไงก็ไม่รู้  

“ฉันจะอยู่เฝ้านายที่นี่ จนกว่านายจะหาย” ประโยคต่อมาจากปากเขาทำเอาผมแทบสำลักข้าว  

“ไม่ต้องก็ได้ครับ แค่นี้ผมก็เกรงใจจะแย่แล้ว ผมอยู่คนเดียวได้” ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธเขา  

“อยู่คนเดียวได้? แล้วถ้านายล้มไปกองกับพื้นอีกจะทำยังไง”  

“...”  

“ให้ฉันอยู่จนกว่านายจะหายไข้ มันไม่ได้ลำบากอะไร”  

“แล้วคุณไม่กลับบ้านคุณรึไงครับ จะมาอยู่กับผมทั้งวันทั้งคืนได้ยังไงกัน แฟนคุณจะว่ายังไง”  

“ฉันไม่มี”  

“ถ้าไม่มี งั้นก็คนรักของคุณ...” ผมพูดต่ออีก เซนเป็นฝ่ายชะงัก แววตาเข้มดูเย็นชาและว่างเปล่า  

“ฉันสูญเสียเขาไปตั้งนานแล้ว” ประโยคนั้นแฝงไปด้วยความเจ็บจนผมรู้สึกได้  

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจพูดให้คุณนึกถึง”  

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็จำอะไรไม่ได้เหมือนกัน มีเพียงแค่ความรู้สึกจางๆ เท่านั้น” เสียงเข้มพูดปกติ แววตาคมเปลี่ยนมามองผมอีกรอบพร้อมกับยื่นยาหลายเม็ดมาให้ 

“รอสักห้านาทีค่อยกินยา แล้วนอนพักผ่อนซะ ดูเหมือนวันนี้พายุจะเข้า ไม่มีแสงอาทิตย์โผล่มาให้เห็นเลย”  

“ผมไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยครับ มันดูไม่สดใสเอาซะเลย”  

เซนลุกขึ้นหยิบจานที่ผมทานอิ่มแล้วเพื่อไปเก็บ หลังจากนั้นคนตัวสูงก็เดินกลับมาหยุดอยู่ปลายเตียง “แล้วอากาศแบบไหนที่นายชอบ” เสียงเข้มเอ่ยถาม 

“ผมชอบอากาศเย็นสบาย ท้องฟ้ามีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาครับ ในวันที่พระอาทิตย์ไม่ได้แผ่ความร้อน แต่แผ่ความอบอุ่นออกมา” ผมยกมือสองข้างมาประกบกันทำรูปเป็นวงกลม มองลอดผ่านไปเห็นเซนอยู่ตรงหน้าพอดี  

เซนมองด้วยสายตานิ่งๆ แวบหนึ่งก่อนนั่งลงปลายเตียงและหันหลังให้  

“ในวันที่พระอาทิตย์ไม่ได้แผ่ความร้อน แต่แผ่ความอบอุ่น มันมีวันแบบนั้นด้วยเหรอ” เขาพึมพำ  

“แล้วคุณชอบอากาศแบบไหนเหรอครับ”  

“ฉันชอบอากาศเย็นๆ เหมือนตอนกลางคืน ในวันที่ไม่มีแสงอาทิตย์ที่ทำให้แสบตา”  

“คุณแพ้แสงแดดด้วยเหรอครับ” ผมเผลอถามต่อด้วยความอยากรู้  

เซนหันมามอง ผมเลยคิดว่าตัวเองไม่ควรถามรึเปล่านะ... 

“ใช่ ฉันแพ้แสงแดด แค่เมื่อก่อนน่ะ แต่พอนานวันเข้า มันก็เริ่มชิน แต่ฉันก็ยังถูกกับตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวันอยู่ดี”  

ผมพยักหน้ารับรู้  

“ความชอบของคนเรามันก็มีต่างกันแบบนี้แหละครับ” ผมหยิบยามากินเมื่อเห็นว่าผ่านมาได้สักพักแล้ว  

“สิ่งสองสิ่งที่มันไม่เหมือนกัน ทำยังไงมันก็ไม่มีทางมาบรรจบกันได้สินะ” เซนพูดประโยคที่ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร แต่น้ำเสียงเขาดูไม่ร่าเริงเอาซะเลย  

จะว่าไปแล้ว ผมยังไม่เห็นเขายิ้มสักทีเลยครับ เห็นแต่ทำหน้านิ่ง ขนาดพูดประโยคแสนดีขนาดไหนก็ยังไม่เห็นยิ้ม นี่ถ้ายิ้มขึ้นมามีหวังสาวคงกรี๊ดหนักแน่ๆ ขนาดขรึมแบบนี้ ผมว่าเขาก็คงโดนสาวตามกรี๊ดอยู่แล้วแน่เลย  

“ถ้ามีอะไรอยากจะถามฉันก็ถามมาได้เลย นายมองหน้าเหมือนมีคำถาม”  

ผมก็ว่าผมไม่ได้มองเขาแบบตรงๆ นะ ทำไมเขารู้ทันตลอด  

“คุณเซน ทำงานเกี่ยวกับอะไรเหรอครับ” ทำไมดูเหมือนว่าง...  

“ในความคิดนาย นายเดาไว้ว่าฉันทำงานอะไร” เขาถามกลับ ขี้โกงนี่นา ใครใช้ให้มาถามคืนเนี่ย  

“เป็นท่านประธาน เจ้าของบริษัทไหมครับ” ผมแกล้งสุ่มมั่ว แต่ดูจากลักษณะเขาน่าจะเป็นไปได้มากสุด  

“เดาเก่งนี่”  

“หือ จริงเหรอครับ! ถูกเหรอ” ผมตาโต เซนพยักหน้าเล็กน้อย  

“ใช่ ฉันเป็นเจ้าของบริษัท ONLY YOU” เขาเอ่ยชื่อบริษัททำให้ผมรู้สึกว่ามันคุ้นชื่อมาก เคยได้ยินมาจากที่ไหน  

“เดี๋ยวนะครับ ผมว่าชื่อบริษัทมันคุ้นมาก” ผมหยิบโทรศัพท์มาค้นดูด้วยความอยากรู้ ก่อนรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อเห็นรายละเอียดบริษัทที่เขาเพิ่งพูดมา  

“คุณเป็นเจ้าของแบรนด์น้ำหอมกลิ่นกุหลาบนี้เหรอครับ!”  

จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง ก็ในเมื่อ ONLY YOU เป็นน้ำหอมชื่อดังที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ยอมรับเลยครับว่ากลิ่นมันหอมมาก โดยเฉพาะเอกลักษณ์กลิ่นกุหลาบของยี่ห้อนี้  

“นายรู้จักด้วยเหรอ” เซนถามอย่างแปลกใจ คงไม่คิดว่าผมรู้จัก  

ก็แหงล่ะครับ มันเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิงนี่นาแต่ผมบังเอิญได้เข้าไปลองดมกลิ่นดูตอนน้ำหอมกลิ่นนี้เปิดตัวใหม่ๆ  

“ครับ ผมว่ากลิ่นมันเป็นเอกลักษณ์เหมาะกับผู้หญิงดี ถ้าพวกเธอใส่กลิ่นนี้แล้วดูเป็นสาวหวานขึ้นมาทันที”  

“จะถือว่านี่เป็นคำชมจากปากลูกค้าก็แล้วกัน นายไม่ลองซื้อมาใช้บ้างล่ะ”  

“โหย ไม่เอาหรอกครับ ผมเป็นผู้ชาย จะไปใส่น้ำหอมกลิ่นหวานของผู้หญิงได้ยังไง” ผมว่าและรู้สึกเริ่มง่วง เนื่องจากฤทธิ์ยาทำงาน ผมเลยเลื่อนตัวเขยิบเข้าไปในผ้าห่มแล้วนอนลงบนเตียง  

เซนลุกขึ้นเพื่อให้ผมขยับผ้าห่มได้  

“ถ้าง่วงก็พักผ่อนซะ ฉันอยู่นี่แหละ ถ้าอยากได้อะไรก็ค่อยเรียก”  

ผมพลิกตัวนอนตะแคง  

“คุณใจดีจังเลยครับ ใจดีมากๆ มากกว่าทุกคนที่ผมเคยเจอ”  

ในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ เสียงเข้มดังขึ้นอยู่ทางปลายเตียง คล้ายกับว่าเขาพูดกับตัวเองแต่ผมดันได้ยิน 

“ชานม”  

“...”  

“นายไม่ต้องใส่น้ำหอมอะไรก็ดีแล้ว เพราะแค่กลิ่นของนาย มันก็หอมมากพอแล้ว”  

กลิ่นของผมเหรอ? ผมมีกลิ่นหอมออกมาจากตัวด้วยเหรอ... 

ความคิดเห็น