vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2563 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (2/2)
แบบอักษร

ขาสองข้างจู่ๆ มันก็ดันก้าวไม่ออกซะงั้น รังสีความมืดที่แผ่ออกมากำลังทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมา ทั้งที่ไม่ใช่คนกลัวอะไรง่ายขนาดนั้นสักหน่อย มือผมเอื้อมแบบอัตโนมัติจับแขนเสื้อร่างสูงไว้  

ทันทีที่จับแขนเสื้อเซน เงาสีดำที่เห็นกลับหายไปอย่างน่าแปลกใจ เขาหันมามอง  

“มีอะไร”  

“คุณเซน มีธุระที่ไหนต่อไหมครับ”  

“ไม่มี” เขาตอบสั้นๆ ได้ใจความ   

“เออ ถ้าคุณไม่อยากไปคลินิกงั้นคุณเซนไปทำแผลที่ห้องผมก่อนดีไหมครับ ผมมียา อีกนิดเดียวก็ถึงคอนโดผมแล้ว”  

ใบหน้าเขาไม่บ่งบอกความรู้สึกว่าคิดอะไรอยู่ 

ผมรู้ว่าการชวนคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันเข้าห้องมันทำไม่ได้และไม่สมควรไว้ใจใครง่ายๆ อย่างนี้ แต่รู้อะไรไหมครับ ความรู้สึกของผมตอนอยู่ใกล้เขากลับรู้สึกปลอดภัย แม้จะยังไม่รู้จักเขาดีแต่ในใจกลับรู้สึกได้แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกแบบนี้ แปลกมากๆ  

มันคงไม่ผิดใช่ไหม ถ้าหากจะขอให้เขาเดินกลับคอนโดเป็นเพื่อนกันเพราะผมไม่อยากเดินคนเดียว 

เซนใช้เวลาคิดอยู่สักพัก เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีแต่ความมืดก่อนพยักพเยิดไปทางข้างหน้า  

“เดินนำทางไปสิ เจ้าของคอนโด” 

 

คอนโดห้องนี้แม่จัดการซื้อไว้ให้เรียบร้อย ตอนแรกผมอยากได้แค่ห้องเช่าธรรมดา  

แต่ท่านบอกว่าจะได้สะดวกสบาย ไม่ทำให้ท่านกังวลผมก็เลยได้คอนโดนี้เป็นที่อยู่อาศัยไปโดยปริยาย ผมใช้คีย์การ์ดแตะเปิดประตูด้านหน้า แล้วเปิดไฟในห้อง เซนเดินตามหลังเข้ามาติดๆ  

“คุณนั่งรอได้ตามสบายเลยนะครับ เดี๋ยวผมไปหากล่องยาก่อน”  

ห้องผมไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก แต่ในความรู้สึกผมมันก็ยังดูกว้างไปสำหรับการอยู่คนเดียวอยู่ดี  

ผมเปิดตู้เพื่อหยิบกล่องแล้วเดินกลับมาหาเซนที่นั่งอยู่ตรงโซฟา เขามองไปยังหน้าต่างระเบียงด้านนอกที่เห็นตึกสูงหลายตึกภายในเมือง ผมเองก็ชอบวิวตรงนี้เหมือนกันนะครับ ตอนกลางคืนมันสวยดี  

เขาหันมามองเมื่อผมนั่งลงข้างๆ  

“ทำไมนายถึงอยู่คนเดียว ครอบครัวไปไหน”  

ผมเงียบและไม่ได้ตอบทันทีจนเขาพูดต่อ  

“ถ้าไม่สะดวกตอบ ก็ไม่เป็นไร...”  

“แม่ผมท่านแต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่ต่างประเทศครับ แต่ผมอยากอยู่ที่นี่เพราะไม่อยากย้ายโรงเรียน”  

ผมตอบพลางหยิบตลับยาทาแก้ช้ำมาทาให้เขาไปด้วย ผมใช้นิ้วแตะมุมปากเขาแผ่วเบา ก่อนสะดุ้งกับมือเซน เขากุมมือผมแน่นจนรู้สึกเจ็บ เขาแรงเยอะจัง ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าจับมือผมแรงเกินไป เขาเลยปล่อยมือผมออก 

“ทาแค่นี้ก็พอ แผลแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”  

ผมพยักหน้าและปิดตลับยา ก่อนเอ่ยชวนเขาด้วยความอัธยาศัยดีตามประสาตัวเอง  

“คุณเซนทานข้าวเย็นมารึยังครับ ผมว่าจะชวนคุณทานด้วย เพื่อเป็นการขอโทษที่ต่อยคุณ”  

“ไม่จำเป็นต้องขอโทษ”  

แป่ว เขาตอบกลับทันควัน เหมือนโดนปฏิเสธยังไงไม่รู้  

“ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณไม่อยาก....”  

“ฉันยังไม่ได้พูดว่าไม่อยาก แค่พูดว่าไม่ต้องขอโทษ แต่ว่าตอนนี้ฉันยังไม่หิว ขอบคุณที่ชวน”  

ผมพยักหน้ารับรู้แล้วมองเขาที่ลุกขึ้น คิดว่าเขาคงจะกลับ ทว่าประโยคต่อมาทำเอาผมขมวดคิ้ว  

“ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายตอนกินข้าวก่อน แล้วค่อยกลับ นายก็ไปทำกับข้าวซะ”  

“อะไรนะครับ”  

“ฉันบอกให้นายไปทำกับข้าว” 

“คุณบอกว่าจะนั่งดูผมกินข้าวเหรอครับ?”  

“ใช่ ไปทำกับข้าวได้แล้ว เดี๋ยวมันจะดึกจนเกินเวลากินไปซะก่อน” เขาไล่อีกรอบ  

ผมเลยจำเป็นต้องเดินไปห้องครัวด้วยความงงเล็กน้อยถึงปานกลางว่าเขาจะมานั่งเป็นเพื่อนกินข้าวผมทำไม แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงได้รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกพอเห็นเขามาอยู่ด้วยแบบนี้ คงเพราะเขาดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี พึ่งพาได้มั้งครับ  

ผมมองหม้อหุงข้าวใบจิ๋วกับซองมาม่าและข้าวสวยกลิ่นหอมที่เอาไปอุ่นก็กินได้ มันคืออาหารเมนูง่ายแสนง่าย ที่ชอบทำกินประจำ มันประหยัดเวลาด้วยแหละ ตอนอยู่คนเดียวไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ใช่ว่าผมกินแต่เมนูนี้อย่างเดียว วันอื่นถ้าผมว่างผมก็ไปหาทานอะไรข้างนอกเหมือนกันครับ นี่กินคนเดียวเอาเมนูง่ายๆ อันนี้ละกัน  

พอคนที่นั่งอยู่โซฟาฝั่งตรงข้ามเห็นอาหารเย็นอันแสนอร่อยของผม คิ้วเขาขมวดเป็นปม แถมพิจารณาหม้อหุงข้าวใบเล็กด้วยความสงสัย   

“นายเอาหม้อเล็กนี่มาทำอะไร”  

“ต้มมาม่าไงครับ อร่อยนะครับ รสนี้เป็นมาม่ารสชีส”  

ผมเสียบปลั๊ก บีบมาม่าใส่ลงไปพร้อมเทน้ำปรุงรสเพื่อรอให้มันเดือด แค่นี้ก็ใช้ตะเกียบคีบมากินได้แล้ว...ผมนั่งขัดสมาธิลงตรงพื้นที่อยู่ใกล้โต๊ะตรงโซฟาและนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเซน  

“ชานม” จู่ๆ ชื่อจากปากผมถูกเอ่ยจากปากเขาครั้งแรกทำให้ผมเงยหน้าขึ้นทันที  

“ครับ?”  

“อาหารพวกนี้มันทำให้นายไม่โต”  

ตะเกียบกำลังจะจุ่มลงในหม้อถึงกับชะงัก 

“ผมโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องโตเพิ่มอีกหรอกครับ” ผมว่า  

“นายใช้ส่วนไหนมองว่าตัวเองโตแล้ว กินแบบนี้บ่อยรึเปล่า”  

ผมคีบเส้นที่สุกแล้วขึ้นมาใส่ชามข้าว  

“ไม่บ่อยเท่าไหร่ครับ” ผมตอบตามความจริงก่อนเริ่มกินโดยมีสายตาเข้มจ้องเอา จ้องเอา... 

การมีคนมานั่งมองหน้าตอนกินข้าว มันเพิ่มความเกร็งและทำให้กินไม่ลง กินไปได้สักพักก็วางตะเกียบในมือลงพร้อมกับยกมือไหว้ชามข้าว  

“ทำไมกินแค่นั้น อิ่มแล้วเหรอ ข้าวยังหมดไม่ถึงครึ่งชามด้วยซ้ำ” เขาถามจี้  

ผมไม่คิดว่าเซนจะเป็นคนช่างถาม ดูบุคลิกของเขาไม่น่าใช่คนช่างถามนี่นาครับ  

“อิ่มแล้วครับ คุณเซนหิวน้ำไหมครับ ผมยังไม่ได้เอาน้ำมาให้คุณดื่มเลย เดี๋ยวผมเอามาให้” ผมลุกขึ้นหยิบหม้อใบเล็กกับชามเดินไปทางห้องครัวด้านใน ผมวางของลงแล้วหันไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำ  

เซนเดินมาหยุดอยู่ตรงประตูห้องครัว  

“นายรู้ใช่ไหมว่า คนเราต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ ไม่ใช่กินแต่นมอย่างเดียว”  

ผมรีบปิดตู้เย็นที่มีนมแช่อยู่เต็ม  

“ปกติผมไปกินข้าวข้างนอกครับ ถ้ากินที่ห้องก็มีแค่มาม่า” ผมยื่นน้ำให้ “นี่น้ำครับ”  

“ขอบใจ” เขารับน้ำไปถือไว้และมองภายในแก้วอยู่สักพักก่อนยกขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนส่งคืน “ฉันจะกลับแล้ว”  

เซนเหลือบมองเวลาที่ติดอยู่ ผมเลยเดินตามเขาออกมากะมาส่งหน้าประตู แต่จู่ๆ ร่างสูงดันหยุดเดินกะทันหันเป็นเหตุให้ผมชนแผ่นหลังเขาเต็มแรง  

พลั่ก! 

เซนหันกลับมาจับไหล่สองข้างของผมไว้จนผมสะดุ้งเล็กน้อย  

“มีอะไรเหรอครับคุณเซน”  

แววตาคมเข้มสีฟ้าสวยจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม เขาจ้องหน้าผมทำไม? ทำยังกับว่าเขาจะสะกดจิตผมเหมือนในหนังยังไงยังงั้น ผมจ้องตาเซนกลับนิ่ง  

ผมชอบแววตาคู่นี้ของเขาจัง มันดูสวยและดูลึกลับ....และช่างดูคุ้นเคย 

“ชานม” เสียงเข้มดังเรียบ  

“ครับ” 

“อย่าเปิดประตูห้องตอนกลางคืน ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไรก็ตาม” เขาพูดเสียงเบาราวกระซิบ ผมกะพริบตา 

“คุณหมายถึงเสียงอะไรเหรอครับ ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณบอก”  

คำตอบจากผมทำให้เซนเป็นฝ่ายแปลกใจ เขายกมือขึ้นโบกไปมาหน้าผมเล็กน้อย  

“คุณเซน คุณไม่ได้มีไข้ใช่ไหมครับ” ผมถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเขามีท่าทีแปลกไป เขาถอยห่าง 

“เปล่า ฉันก็แค่บอกเพราะเห็นนายอยู่คนเดียว ถึงจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย”  

ผมหลุดยิ้ม...เขาใช้คำว่า ‘เด็กผู้ชาย’ กับผมด้วย  

“นายยิ้มอะไร” เซนมองรอยยิ้มสดใสตรงหน้า  

“คุณดูเหมือนผู้ปกครองผมเลยครับ เอาเป็นว่าผมจะล็อกห้องอย่างดี ไม่เปิดประตูให้ใครตอนกลางคืน”  

“ก็ดี รีบไปอาบน้ำแล้วรีบเข้านอนซะ” เสียงเข้มพูดราวกับสั่งแถมยังมีน้ำเสียงแกมกำชับให้ทำตามอีก  

“ครับๆ จริงสิ พรุ่งนี้คุณจะแวะไปร้านเบเกอรีไหมครับ ถ้าไป ผมมีส่วนลดให้คุณด้วยนะครับ” ผมพูดอย่างนึกขึ้นได้ เซนกำลังจะเปิดประตู เขาหันกลับมา 

“ฉันไม่แน่ใจว่าจะได้แวะไปรึเปล่า”  

“ผมจะรอคุณแวะมานะครับ” ผมยิ้มพร้อมกับยกมือบ๊ายบาย ก่อนเบิกตากว้างเมื่อเซนจับข้อมือผมไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเขา เท่านั้นยังไม่พอ เขาดันก้มหน้าลงมาตรงซอกคอด้านขวาของผม ริมฝีปากเขาจูบลงพร้อมกับใช้ปากเม้มจูบเพื่อกดให้เป็นรอย ผมรีบผลักเซนออกด้วยความตกใจ 

“ทะ...ทำอะไรของคุณน่ะ! มาจูบผมทำไม” ผมยกมือจับตรงบริเวณซอกคอที่ร้อนผ่าว เซนทำหน้านิ่งเหมือนเดิม 

“มันเป็นเพียงการทักทายตามธรรมเนียมของบ้านฉัน ว่าเราได้รู้จักกันแล้ว” เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินเปิดประตูออกไปจากห้องทันที แถมยังปิดประตูราวกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของห้องซะเอง  

ผมกดปิดล็อกประตูจากด้านในให้เรียบร้อย เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียงพลางยกมือลูบต้นคอบริเวณที่โดนเขา ‘จูบ’ พอส่องกระจกมันเห็นเป็นรอยแดงเล็กๆ และจู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บตรงบริเวณโคนขาขวาขึ้นมา ผมถอดกางเกงตัวนอกออกเหลือแค่กางเกงขาสั้นตัวจิ๋วจนเห็นขาเนียนขาวชัดเจน มือเลิกกางเกงขึ้นเพื่อดูรอยปานที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  

แม้มันจะสีอ่อนแต่ก็เห็นชัดเจนว่ามันคล้ายรูปดอกกุหลาบ  

ทำไมถึงเจ็บขึ้นมาได้นะ 

ผมเงยหน้ามองกระจกเห็นรอยแดงตรงคออีกครั้ง ราวกับว่าสัมผัสจากปากเขามันตรึงอยู่ตรงนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำแบบนี้กับผู้ชายสักหน่อย อีกอย่างถึงจะบอกว่าเป็นการทักทายก็เถอะ    

“เพิ่งรู้ว่ามีการทักทายแบบนี้ด้วย นี่เขาไปทำกับทุกคนที่เพิ่งรู้จักรึไงกันนะ แถมยังพูดจาแปลกๆ...ฮะ ฮัดชิ้ว!!”  

ผมจามออกมาเสียงดังด้วยความคันจมูก 

ความคิดเห็น