vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2563 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 แรกพบสบตา (1/2)
แบบอักษร

ว่ากันว่า...ความรักเอาชนะทุกสิ่ง 

ความรัก...คือตัวกลางสำคัญที่ทำให้โลกหมุนต่อไปได้ 

ความรัก...ถูกวางรากฐานไว้ว่าเป็นสิ่งสากลที่ทำให้ข้ามผ่านความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา  

ความรัก...คือสิ่งที่ไร้พรมแดน 

แต่มันคงไม่ใช่กฎเกณฑ์ของความรักระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ 

เพราะถ้าความรักมันไร้พรมแดนจริง คงไม่มีใครต้องอยู่ตามลำพังตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา... 

 

[ชานม] 

“ผมดูแลตัวเองได้ครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง ค่าใช้จ่ายที่แม่ส่งมาให้มันพอทุกอย่างครับ” ผมพูดเปรยกับคนในสายด้วยน้ำเสียงสดใส สองเท้าของผมก้าวเดินไปบนถนนข้างทาง ผู้คนเดินสวนกันไปมา  

แม้เป็นวันเสาร์แต่คนก็ไม่ได้น้อยไปกว่าวันปกติเลย  

(ลูกก็พูดแบบนี้ทุกที นี่จะไม่ยอมใจอ่อนมาอยู่กับแม่จริงเหรอ) เสียงผู้เป็นแม่ถามคำถามที่รู้คำตอบดี  

“ผมอยู่ทางนี้ได้ครับ ไว้ปิดเทอมคราวนี้จะแวะไปหาแม่นะครับ”  

(จริงนะคะ แม่เห็นชานมพูดแบบนี้แต่ไม่เคยมาหาสักที แล้วนี่ถ้าเงินพอ ทำไมลูกถึงยังทำงานพิเศษอยู่อีก)  

“ผมอยากทำน่ะครับ ดีกว่าอยู่คอนโดว่างๆ ผมเดินมาถึงร้านเบเกอรีแล้ว แค่นี้ก่อนนะครับแม่”  

(โอเคค่ะ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะ รักลูก)  

“รักแม่เหมือนกันครับ” ผมวางสายพลางมองโทรศัพท์ในมือแล้วยิ้มบางๆ  

ผมอยู่กับแม่มาตั้งแต่จำความได้ ส่วนเรื่องของพ่อผมไม่ทราบอะไรมาก เพราะท่านเลิกกับแม่ตั้งแต่ผมยังแบเบาะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น แม่เลี้ยงผมมาด้วยตัวของท่านเอง ความรักที่ท่านมอบให้เติมเต็มทุกอย่างที่ขาดหายไป ตอนผมขึ้นมัธยมปลาย แม่ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับ CEO ชาวต่างชาติและย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ด้วยความที่ผมไม่อยากย้ายโรงเรียนกะทันหัน ผมเลยตัดสินใจอยู่คนเดียวตั้งแต่นั้นมา ตอนแรกแม่คัดค้าน แน่นอนว่าท่านไม่อยากทิ้งผมให้อยู่ลำพัง สุดท้ายท่านก็เคารพการตัดสินใจของลูกชายคนนี้เสมอ นั่นก็เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับ  

ขอแนะนำตัวสักนิดให้ทุกคนได้รู้จัก ผมชื่อ ‘ชานม’ นะครับ มีหลายคนชอบเติมคำว่าไข่มุกใส่มาเพิ่มให้ผมด้วย อายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจปีสองครับ และตอนนี้กำลังทำงานพิเศษอยู่ร้านเบเกอรี  

ซึ่งเป็นร้านขนมปังที่อร่อยที่สุดในเมืองนี้ด้วยครับ โปรโมตร้านที่ตัวเองทำงานอยู่ไปในตัว 

ผมเปิดประตูร้านเข้าไปพร้อมเสียงกริ่งหน้าประตูดังต้อนรับลูกค้า เจ้าของร้าน ป้าเนทกำลังหยิบถาดขนมมาวางบนชั้นยิ้มทักทายพอหันมาเห็นคนเข้ามาในร้าน  

“อรุณสวัสดิ์ค่ะชานม วันนี้มาเช้าแฮะ”  

“สวัสดีครับป้าเนท ปกติผมก็มาเช้านะครับ ว่าแต่วันนี้มีขนมอะไรเป็นพิเศษไหมครับ กลิ่นหอมจัง”  

ผมยกมือไหว้ป้าพร้อมสูดกลิ่นหอม พลางเดินไปหลังร้านเพื่อหยิบผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลมีลายน้องหมีมาใส่ เป็นเอกลักษณ์ของร้าน ด้วยความที่เป็นร้านเปิดมานานเลยทำให้มีสูตรเป็นของตัวเอง ขนมปังร้านนี้ทั้งนุ่ม หอมหวาน กลมกล่อม ใครได้ลองกินแล้วรับรองว่าต้องติดใจแน่ๆ ครับ  

“วันนี้มีบราวนี่เพิ่มช็อกโกแลตสองเท่า คิดว่าชานมน่าจะชอบแน่ๆ”  

“สงสัยต้องอุดหนุนเอากลับไปกินด้วยแล้วล่ะครับ วันนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!”  

ผมเริ่มทำงานอยู่ร้านเบเกอรีนี้ได้เกือบเดือนแล้วล่ะครับ ทำเฉพาะวันเสาร์กับอาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาผมมีเรียน เวลาเห็นลูกค้าแต่ละคนมาเลือกซื้อขนมและกลับออกไปพร้อมความสุข คนบริการก็พลอยมีความสุขไปด้วย รู้สึกดีมากตอนที่ได้มาทำงานพิเศษนี้  

เวลาคล้อยบ่าย ลูกค้าเริ่มบางตาลง  

ผมหันไปตรงอ่างล้างมือ ด้วยความไม่ระวังมือเลยไปโดนปลายแหลมของมีดที่วางอยู่จนโดนมันบาดเล็กน้อย 

“อึก” ผมยกมือขึ้นบีบเลือดแล้วรีบล้างออก ป้าเนทถือถาดขนมที่เพิ่งอบใหม่ออกมาพอดี  

“ชานม หนูเอาขนมไปวางไว้ให้ป้าที”  

“ได้ครับป้า” ผมรับถาดมา มันเป็นขนมปังเนยนมกลิ่นหอมเย้ายวนชวนหิวมาก  

ตอนผมเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ด้านในเป็นจังหวะที่มีลูกค้าเข้ามาใหม่พอดี ผมเงยหน้าสบตากับคนตัวสูง น่าจะราวๆ หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร สูงกว่าผมมาก! ใบหน้าหล่อคมเหมือนเทพบุตรที่เขาชอบบรรยายกันว่าทุกอย่างดูสมส่วนไปหมด  

นัยน์ตาดูเฉยชาแต่ที่ทำให้สะดุดตาคือดวงตาของเขาเป็นสีฟ้า... 

ผมไม่เคยเห็นเขาเข้าร้านมาก่อนเลย ลูกค้าใหม่เหรอ  

“ยินดีต้อนรับครับ” ผมทักทายด้วยรอยยิ้มปกติ เขาปรายตามอง ไม่ได้พูดตอบ ไม่ได้ยิ้มด้วย  

ผมเลยเดินไปวางถาดขนมไว้ตรงที่มันว่างอยู่ ตรงบริเวณนิ้วที่โดนมีดบาดเมื่อกี้ดันมีเลือดไหลซึมออกมาอีกรอบ คิดว่าเมื่อกี้มันบาดไม่ลึกซะอีก ทำไมมันยังไหลอยู่นะ  

ผมที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านในร้านถึงกับหยุดกึก ข้อมือผมถูกคว้าไว้ แรงกำมือแน่นจนผมเจ็บแปล๊บ 

“คุณลูกค้า? มีอะไรเหรอครับ” ผมสบตากับเขาอีกครั้ง  

จังหวะนั้นเหมือนเวลาหยุดลงชั่วขณะ ในดวงตาสีฟ้ามีประกายแสงวิบวับคล้ายอัญมณีจนผมเผลอจ้องมองนิ่งสายตาเข้มมองตรงนิ้วผมแวบหนึ่งก่อนปล่อย  

“ฉันอยากได้ขนมอันนั้น ทั้งหมด” เขาชี้ไปยังบราวนี่ คำว่าทั้งหมดทำให้ผมมองหน้าคนซื้ออีกครั้ง  

“ทั้งหมด? หมายความว่าคุณจะซื้อบราวนี่ทุกชิ้นที่มีเหรอครับ”  

“คำว่าทั้งหมดแปลว่าสองชิ้นสำหรับนายรึไง”  

เสียงเรียบถามกลับทันควัน ผมเลยส่ายหน้ารีบหยิบถาดขนมเพื่อเอาไปใส่กล่องให้เขา  

“คุณลูกค้ารอสักครู่นะครับ” ผมกดเครื่องคิดเงิน ในขณะที่เขาเดินมาหยุดอยู่เคาน์เตอร์ สายตายังคงจ้องผม  

“นายทำงานอยู่ที่ร้านนี้มานานแล้วเหรอ” คำถามจากคนตรงหน้าถูกเอ่ยขึ้น  

“ได้เดือนกว่าแล้วครับ” ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ ทำไมต้องเผลอตอบเขาด้วยเนี่ย  

“แล้วนายชื่ออะไร” เขายังคงถามต่อ  

“ผมชื่อ...ชานมครับ แล้วคุณลูกค้าล่ะครับ ชื่ออะไร” ผมยื่นถุงขนมพร้อมกับถามชื่อคืน  

อีกฝ่ายรับไปถือไว้พร้อมยื่นเงินมาให้ ทั้งที่ยังไม่ทันบอกเพราะเขาเห็นราคาเองแล้ว  

“ฉันชื่อเซน”  

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเซน”  

ผมยิ้มกว้างและยื่นเงินทอนให้ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยมีความเฟรนลี่เอาซะเลย คนตัวสูงเดินออกไปจากร้านทันที ผมมองตามด้วยความงง จู่ๆ มาถามชื่อกัน รึว่าอยากรู้จักกันซะอีก  

“เอ๋ นี่มันถาดบราวนี่ใช่ไหม ขายหมดเกลี้ยงเลยเหรอคะ” ป้าเนททำตาโต ผมพยักหน้า 

“ครับ คุณลูกค้าคนเมื่อกี้เหมาไปหมดเลย ผมก็ไม่ได้ถามว่าเขาเอาไปจัดเบรกประชุมเหรอ”  

“แล้วนี่ได้ให้ส่วนลดอะไรเขาไปไหมคะ ซื้อเยอะขนาดนั้น” ป้าเนทเปิดประเด็นทำเอาผมเป็นฝ่ายตาโตแทน  

“จริงด้วยครับ ผมไม่ได้ลดให้เขาเลย”  

“ไม่เป็นไรๆ ไว้วันหลังเดี๋ยวคุณลูกค้าของชานมก็มาอีก ไว้ค่อยลดให้เขาวันนั้นก็ได้ค่ะ”  

“ได้ครับ”  

“แต่ว่าแปลกมากนะ ปกติไม่มีใครเคยซื้อเยอะขนาดนี้ เป็นเพราะมีพนักงานน่ารักแบบเรารึเปล่านะ หนุ่มคนนั้นถึงได้ซื้อยกถาดแบบนี้” ป้าแกล้งแซวเล่นด้วยความเอ็นดู ผมหัวเราะเล็กน้อย  

“ใช่ซะที่ไหนล่ะครับป้าก็ว่าไป”  

 

หลังเลิกงานพาร์ตไทม์ 

ผมดูนาฬิกาข้อมือพบว่ามันจะหกโมงเย็นแล้ว เดี๋ยวแวะซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของกินกลับไปแช่ไว้ในตู้เย็นดีกว่าครับ ที่คอนโดของผมอยู่ไม่ไกลจากร้านเบเกอรีสักเท่าไหร่ เลยใช้การเดินได้สบายๆ ไม่เหนื่อยแถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว ซูเปอร์ฯ ก็เหมือนกัน อยู่แถวคอนโดของผมนี่แหละ  

ผมกระชับเสื้อกันหนาวตัวโปรดให้รัดกุมกว่าเดิมเมื่อรู้สึกถึงลมหนาว พอเดินมาได้สักพักกลับรู้สึกว่าเหมือนมีใครกำลังเดินตามมาด้วย ผมหันกลับไปมองถนนที่มันว่างเปล่าก่อนรีบเดินไปยังจุดหมาย สักพักก็มาถึงซูเปอร์มาร์เก็ต  

“ซื้ออะไรกลับไปแช่ดี นมจืด นมเปรี้ยว ขนมปัง” ภายในตู้แช่เย็นมีของกินวางเรียงอยู่จนเลือกไม่ถูก  

ผมหยิบของมาถือไว้โดยไม่ได้หยิบตะกร้ามาด้วย พอเดินมาถึงโซนผักผลไม้สีสันน่ากิน สายตาไล่หาสิ่งที่อยากกิน และไปสะดุดตากับมะเขือเทศสีแดงสด ยังไม่ทันหยิบ ความสนใจของผมก็เปลี่ยนไปมองคนที่เพิ่งเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ  

โอ๊ะ คุณลูกค้าบราวนี่นั่นเอง บังเอิญจัง  

“คุณเซน มาซื้อของเหรอครับ” ผมทักทายด้วยความที่รู้จักชื่อแล้ว  

ในตะกร้าของร่างสูงมีขวดไวน์สีโทนแดงอยู่สี่ห้าขวด อย่าบอกนะว่าเขาซื้อไปกินคนเดียวหมดนั่น  

“ใช่...” เขาตอบสั้นๆ และมองเลยไปด้านหลัง ผมหันไปมองตามสายตาเขา มีผู้ชายใส่เสื้อกันหนาวมีหมวกสีดำเลือกของอยู่ไม่ไกล ทำท่าทางมีพิรุธ พอมีคนมองเขาเลยเดินหนีไปทางอื่น  

ผมหันกลับมาถึงกับผงะกับใบหน้าหล่อก้มลงมาใกล้ ในระยะประชิด ตกใจหน้าหล่อของเขา!  

“นายควรรีบกลับ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน” เสียงเข้มดังทุ้มเหมือนมันดังก้องในความคิด  

“ครับ ถ้างั้นผมขอตัวไปจ่ายเงินก่อนนะครับ พอดีได้ของที่จะซื้อครบแล้ว”  

“มะเขือเทศ ไม่เอาไปด้วยเหรอ เห็นนายมองมัน” เขาหยิบมะเขือเทศมาถือไว้ ผมส่ายหน้า  

“ไม่ครับ ผมแค่เห็นว่าสีมันสวยดี ไม่ได้อยากกินหรอกครับ” ผมโค้งให้เขาเล็กน้อยเป็นการขอตัว  

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยผมเดินมุ่งหน้ากลับคอนโด จากท้องฟ้าที่เคยสว่างเพราะมีแสงพระอาทิตย์อยู่กลับดูมืดลงทันที เมื่อตะวันตกดิน คำพูดเมื่อกี้ของเขาเหมือนยังดังก้องอยู่ในความคิด  

“เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญเลยแฮะ เราเจอเขาตั้งสองครั้งในวันเดียวกัน”  

ผมพึมพำก่อนชะลอความเร็วในการเดิน  

เมื่อรู้สึกอีกแล้วว่ามีคนเดินตามหลังมา ผมหันกลับไปมองก็พบแต่ความมืด โอ๊ย หวังว่าคงไม่ได้เป็นประสาทคิดมากไปเองหรอกนะ ผมส่ายหน้าไล่ความกลัว ทางนี้มันเปลี่ยวไม่แปลกหรอกที่จะรู้สึกแปลก รีบเดินให้ถึงคอนโดดีกว่า แต่คราวนี้กลับได้ยินฝีเท้าคนเดินตามมาด้วย หรือว่าเป็นพวกโรคจิต... ผมเริ่มกำมือเตรียมปล่อยหมัดป้องกันตัว  

เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ก่อนมีมือยื่นมาจับข้อมือผมไว้ ผมหันขวับกลับไปพร้อมกับปล่อยกำปั้นหนักหน่วง  

ปึก! 

“โอ๊ย!” เสียงเข้มร้อง ผมเบิกตากว้าง เพราะว่าเขาคือคุณเซน!  

“คุณเซน!!” รอบที่สามกับการเจอเขา มุมปากเซนมีรอยช้ำแดงๆ ที่เกิดจากแรงปะทะ เฮือก 

“ผมขอโทษครับ! ผมคิดว่าเป็นโรคจิต ขอโทษ...” คนตัวสูงยกมือเป็นเชิงไม่ถือสา  

เขาปรายตามองไปทางความมืดที่ผมเพิ่งเดินมาผ่านแวบหนึ่งแล้วหันกลับมามองผม   

“ฉันผิดเองที่เดินตามนายมาเงียบๆ”  

“คุณ...เดินตามผมมาทำไมเหรอครับ”  

“ฉันว่าจะเอาอันนี้มาให้ ฉันเห็นนายเดินกลับคอนโดทางมืดๆ คนเดียว เลยไม่อยากเรียก กลัวทำให้นายตกใจ” แผ่นพลาสเตอร์ติดแผลลายการ์ตูนถูกยื่นให้ ผมรับมาด้วยความงง เขาเลยชี้แผลตรงนิ้ว ทำไมเขาดูใจดีจัง 

“มันยังมีเลือดออกอยู่ไม่ใช่เหรอ” ช่างสังเกตอะไรขนาดนั้น...  

“ขอบคุณนะครับ แต่ผมคิดว่าแผลเล็กแค่นี้ไม่ต้องติดพลาสเตอร์ก็ได้ครับ”  

“ใครจะรู้ว่าแผลเล็กๆ นำพาอะไรมาบ้าง” เสียงเข้มพึมพำจนไม่ได้ยิน ผมมองมุมปากเขาที่เจ็บเพราะโดนต่อย 

“คุณเซนเจ็บตรงปากมากไหมครับ แวะไปคลินิกใกล้ๆ ดีไหม” 

“ฉันจะไปทำไม แผลแค่นี้มันเล็กยิ่งกว่าเด็กอนุบาลวิ่งหกล้มซะอีก นายรีบกลับได้แล้ว”  

เขาบอก ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ สายตาของผมดันมองเลยไปทางด้านหลังเซน เงาสีดำหลบอยู่ตรงมุมมืดหลังเสาไฟฟ้าไกลๆ เป็นรูปคนชัดเจน พวกมิจฉาชีพรึเปล่า...  

ความคิดเห็น