Pillow_Mellow
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตรัยคุณ 02 :: น้ำหอมเจ้าปัญหา (Rewrite)

ชื่อตอน : ตรัยคุณ 02 :: น้ำหอมเจ้าปัญหา (Rewrite)

คำค้น : นิยายวาย, Yaoi, Boy's Love, ตรัยคุณ, จินเจต, ตรัยคุณเป็นคนพิเศษ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2563 13:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตรัยคุณ 02 :: น้ำหอมเจ้าปัญหา (Rewrite)
แบบอักษร

  

“ผมชอบนะ” ตรัยคุณออดอ้อนด้วยยิ้มหวานทีไรเรื่องลำบากใจตามมาทุกทีจนจินเจตนึกขยาดถึงแม้ยิ้มนั้นจะทำให้สดชื่นก็ตาม 

“ของคุณแม่” 

“ถ้าผมไม่พูด คุณหนูไม่พูดก็ไม่มีใครรู้หรอก” นั่นไง ตัวเองเก็บไว้ใช้เองไม่พอยังขอให้จินเจตเก็บเป็นความลับอีก 

“เลิกเรียกคุณหนูได้ยัง” ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ  

“อะไรกัน ทีแม่กับยายยังเรียกได้เลย สองมาตรฐานชัดๆ” 

“เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเรียกฉันอย่างนั้นได้” 

ตรัยคุณเกิดหลังจากที่คุณยายซึ่งเป็นแม่นมย้ายออกจากบ้านเมื่อคุณแม่แต่งงาน เป็นเช่นนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่ตรัยคุณต้องเรียกเขาตามผู้ใหญ่ในบ้าน 

“งั้นก็เรียกนายใหญ่” 

“กะอีแค่เรียกพี่เจตมันยากนักหรือไง” 

“มาก” ที่จริงก็ไม่ยาก บางครั้งก็เรียกแต่ตอนนี้ไม่อยากเรียกก็เลยรู้สึกว่ามันยากที่จะต้องฝืนใจตัวเอง 

ตรัยคุณตอบหน้าตายด้วยน้ำเสียงยียวนพร้อมกับฉีดน้ำหอมลงบนข้อมือตนเองอีกครั้งก่อนยกขึ้นมาใกล้จมูก 

หอมมาก ลองดมอีกครั้งก็รู้สึกราวกับว่าตนยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์  

อยากได้จังเลยน้า ถ้าขอแม่ดีๆ แม่ต้องยอมให้ง่ายๆ แน่ แต่คนซื้อมาฝากนี่สิปัญหาใหญ่ 

“มันเข้ากับผมมากเลยนะคุณหนู” คนถูกเรียกคุณหนูถอนหายใจมองตรัยคุณที่กำลังฉีดน้ำหอมลงบนซอกคอของตน “ถ้าไม่เชื่อลองดมดูก็ได้” 

“ถ้าเธอไม่เลิกเรียกฉันว่าคุณหนูล่ะก็...” จินเจตหยุดประโยคบอกเล่าเอาไว้ก่อนก้าวเพียงหนึ่งก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ด้วยความตกใจที่อยู่ๆ คนเป็นคุณหนูก็เปลี่ยนท่าทีตรัยคุณจึงก้าวถอยแต่ช่างโชคร้ายเมื่อด้านหลังของเขาคือโซฟา 

เจ้าของร่างสมส่วนเสียหลักนั่งลงบนเบาะนุ่มๆ 

เจ้าของห้องลอบยิ้มชอบใจเมื่อเห็นคนเก่งแสดงท่าทางคล้ายหวาดกลัว 

มาถึงขนาดนี้แล้วแกล้งซักหน่อยจะเป็นไรไป 

คิดอย่างนั้นพลางโน้มลำตัวลงมา ฝ่ายตรัยคุณที่ตั้งสติได้แล้วก็ไม่มีท่าทีจะล่าถอย กลายเป็นว่าระยะห่างของทั้งคู่ค่อยๆ ลดลงจนกลายเป็นใกล้ชิด 

“ถ้าผมไม่หยุดเรียกคุณหนูว่าคุณหนูจะทำไมเหรอครับ” ตรัยคุณถามพร้อมกับมือเรียวที่ยกขึ้นสัมผัสปกเสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกฝ่าย ใช้นิ้วลูบไล้มันคล้ายกับยั่วอารมณ์ จะเป็นอารมณ์โมโหหรืออะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับจินเจตแล้ว 

“เธอนี่มัน...” ครั้นจะผละออกเพราะไม่สามารถสบตากับอีกฝ่ายในระยะประชิดได้อีกต่อไปก็ถูกรั้งคอเสื้อเอาไว้ “ไม่รู้จักกลัวบ้างหรือไง” ว่าพลางขืนตัวไว้ 

“กลัวอะไรครับ คุณหนูแค่จะลองดมน้ำหอมไม่ใช่เหรอ” ไม่พูดเปล่าตรัยคุณยังเอียงคอให้คนตรงหน้าดมน้ำหอมได้อย่างถนัด เป็นคนอายุมากกว่าเสียเองที่ทำตัวไม่ถูก 

“กลิ่นมันไม่เหมาะกับเธอหรอก และถึงแม้จะเหมาะฉันก็ไม่มีทางยกให้” 

“ใจร้ายจัง ยังไม่ลองดมเลยด้วยซ้ำ” 

“กลับเลยมั้ย” เมื่อเจ้าเด็กเอาแต่ใจไม่มีท่าทีเปลี่ยนใจจินเจตจึงเปลี่ยนเรื่อง 

“อยากได้น้ำหอมอะ” ตรัยคุณว่าอย่างเอาแต่ใจก่อนยกตัวขึ้นให้ใบหน้าอยู่ในระดับซอกคอของคนเป็นเจ้าของห้อง เป็นอีกครั้งที่จินเจตทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ๆ ก็มีคนมาทำจมูกฟุตฟิตแถวซอกคอ ถ้าไม่ตกใจสิแปลก 

“อะไรของเธอเนี่ยต่อ” 

“กลิ่นนี้ก็หอม ผมขอแลกเสื้อกับน้ำหอมคุณหนูได้มั้ย” 

“แค่ได้น้ำหอมทุกอย่างก็จบใช่มั้ย” 

คนถูกถามพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย มองหน้าคุณหนูแล้วก็นึกขำ ด้วยวุฒิภาวะแล้วเขาน่าจะเก็บอารมณ์ได้ดีกว่านี้หน่อยใช่มั้ยล่ะ แต่นี่อะไรกัน คิดอะไรอยู่ก็แสดงออกทางสีหน้าหมดเลย 

“รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันมา” เจ้าของห้องชี้นิ้วออกคำสั่ง 

“คุณหนูจะไปไหน” 

“เธออยากได้อะไรล่ะ” 

“น้ำหอมแน่นอนอยู่แล้ว” 

“ฉันก็จะไปเอาน้ำหอมมาให้เธอไง” ทั้งที่อยากแกล้งต่ออีกซักหน่อยแท้ๆ แต่เดี๋ยวเอาไว้แกล้งหลังจากได้ของแล้วก็ได้ อย่างไรก็ไม่สายเกินไปหรอก 

พูดถึงน้ำหอม ที่จริงตรัยคุณก็ไม่ได้โปรดปรานมันขนาดนั้น แต่จินเจตดูหวงของที่ซื้อมาให้อดีตพี่เลี้ยงตัวเองมากๆ ก็เลยอดแกล้งไม่ได้ 

รอไม่นานคนเป็นเจ้าของห้องก็กลับออกมาพร้อมกับขวดน้ำหอม เขามาหยุดตรงหน้าแล้วยื่นมันให้คนที่ร้องขอว่าอยากได้นักหนา 

“ขอบคุณครับ ผมลองเลยได้มั้ย” 

“ก็แล้วแต่เธอ” ถึงแม้จินเจตจะไม่อนุญาตตรัยคุณก็คงดื้อด้านลองมันอยู่ดี เขาลองฉีดมันที่ท้องแขนตรงข้อมือคนละข้างกับที่เคยลองน้ำหอมคุณแม่ ก้มดมก่อนจะทาที่หลังใบหู 

“ใช่กลิ่นที่คุณหนู เอ้ย คุณเจตใช้แน่เหรอ” เพราะว่าอีกฝ่ายยอมตามใจก็เลยคิดว่าทำตัวเป็นเด็กดีซักหน่อยดีกว่า 

“ใช่สิ” 

“กลิ่นไม่เห็นจะเหมือน หลอกปะเนี่ย” 

“ฉันจะหลอกเธอให้ได้อะไรขึ้นมาเหรอต่อ” 

“ก็ไม่รู้ ดูท่าทางคุณก็ไม่ค่อยเต็มใจให้มันกับผมซักเท่าไหร่ด้วยสิ” 

“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงให้เธอเข้าใจในเมื่อเธอมองฉันในแง่ร้ายขนาดนี้” 

“งอนหรือเปล่าครับเนี่ย บอกไว้ก่อนเลยว่าผมไม่ง้อนะ” 

“ฉันก็ไม่เคยหวังให้เธอทำแบบนั้น” 

“ดีแล้วครับจะได้ไม่ผิดหวัง ผมกลับเลยดีกว่า” ขวดน้ำหอมถูกวางลงก่อนตรัยคุณจะลุกขึ้นยืน 

“ไม่เอาเหรอ” ถามด้วยความสงสัยทั้งที่เมื่อครู่อยากได้มากแท้ๆ แต่พอได้รับกลับไม่ยอมเอากลับบ้านด้วยซะงั้น 

“มันไม่ใช่กลิ่นที่ผมอยากได้” 

“ฉันไม่ได้โกหกนะต่อ”  

“ผมไม่คิดว่าคุณเจตโกหกหรอก ที่จริงที่ผมชอบน้ำหอมกลิ่นนี้คงเพราะมันอยู่บนตัวคุณมั้ง” ตรัยคุณว่าพร้อมยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ 

ไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวตั้งใจหรือเปล่าแต่คนได้รับรอยยิ้มนั้นตกอยู่ในภวังค์แล้ว 

  

นายใหญ่ต้องรีบบึ่งรถกลับเข้าประชุมด่วนที่กรุงเทพในเช้าวันต่อมาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นคนเห่อของใหม่ 

“ขี้อวดฉิบหาย” 

“ได้ใช้ของแพงก็ต้องอวดกันหน่อยสิ” คนเห่อของว่าพลางสะบัดมือปัดฝุ่นที่ปลิวมาเกาะเสื้อตัวใหม่ 

ถามว่าตรัยคุณเห่อของขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าไม่ยอมตัดป้ายราคาทิ้งนั่นแหละ น่าเสียดายที่คนซื้อมาฝากไม่มีโอกาสได้เห็น 

“ของฝากจากนายใหญ่เหรอ” 

“อือ” ตรัยคุณตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย 

“อิจฉาว่ะกูก็อยากสนิทกับนายใหญ่บ้างเหมือนกัน” 

“แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ว่ะ แต่แข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งไม่ได้จริงๆ”  

พิพิธเพื่อนวิศวกรรุ่นราวคราวเดียวกันที่อายุงานมากกว่าตรัยคุณเพียง 2 เดือนส่ายหน้าหน่ายให้กับความขี้โม้โอ้อวด เพราะเป็นอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตรัยคุณจะถูกเพื่อนวิศวกรคนอื่นๆ ในโรงงานเหม็นขี้หน้า แต่เจ้าตัวก็หาได้สนใจไม่ เป็นเด็กเส้นก็คือเด็กเส้น ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ 

“ไปแข่งกันทำงานก็จะดีนะพวกมึง” ขณะคุยกันอย่างออกรสหัวหน้าก็เดินเข้ามา ทั้งคู่หันขวับไปมอง พิพิธหน้าซีดเผือดต่างจากเด็กเส้นที่ยังมีสีหน้าปกติ 

“โธ่หัวหน้า นายใหญ่ก็ไม่อยู่ หยวนๆ หน่อยน่า” 

“ไม่ได้ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังนายใหญ่เราก็ต้องทุ่มเทให้กับการทำงานเข้าใจไหม” ทั้งคู่พยักหน้ารับด้วยท่าทางหน่ายใจ  

หัวหน้าน่ะจริงจังจนเกินเหตุ แต่ถึงอย่างนั้นตรัยคุณก็รู้สึกชื่นชมเขาอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานจนถึงตอนนี้หัวหน้าไม่เปลี่ยนแปลงเลย ช่างเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ 

ในห้องประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเมื่ออยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 

วัตถุดิบสำคัญในการผลิตเบียร์ตัวใหม่ถูกไฟไหม้เสียหายไปกว่า 80% ส่งผลให้ต้นทางไม่สามารถส่งสินค้าตามออร์เดอร์ได้เลย ลำพังวัตถุดิบที่มีอยู่ในคลัง คำนวนอย่างไรก็ไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของตลาด 

“เป็นไปได้มั้ยถ้าเราจะชะลอการผลิตไปก่อน” ในฐานะผู้ดูแลผลิตภัณฑ์โดยตรง ทำไมจินเจตจะไม่รู้ว่าการชะลอการผลิตส่งผลเสียมากขนาดไหน แต่ในเมื่อไม่มีทางออกอื่นจึงจำต้องเสนอทางออกนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ 

“ได้ยังไงกัน สินค้ากำลังติดตลาดเลยนะคะคุณเจต” หนึ่งในผู้บริหารยกมือคัดค้าน 

“แต่เราหาวัตถุดิบคุณภาพตามสเป็กไม่ทันแน่นอนครับ” และกว่าพื้นที่เพาะปลูกจะได้รับการฟื้นฟูก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย 

“ไม่ได้เด็ดขาด” ท่านประธานใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “น้ำขึ้นก็ต้องรีบตักสิ” 

“เราจะตักได้ยังไงครับท่านประธานในเมื่อวัตถุดิบมันไม่มี” 

“ก็ลดคุณภาพวัตถุดิบซะสิ แค่ผลิตให้ได้รสชาติเหมือนเดิมใครมันจะไปรู้” ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้บริโภคทั่วไปไม่มีทางรู้แต่นั่นมันเท่ากับหลอกลวงผู้บริโภคไม่ใช่เหรอ  

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานบริหารผลิตภัณฑ์จินเจตให้คำมั่นกับตัวเองเอาไว้ว่าเขาจะไม่มีทางทรยศความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เป็นส่วนสำคัญทำให้บริษัทของคุณพ่อเติบโตจนกลายเป็นบริษัทแถวหน้าของประเทศอย่างแน่นอน 

“ไม่ได้ครับ ถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าเราหลอกลวงและไม่ซื่อสัตย์กับผู้บริโภคนะครับ” เช่นนั้นเขาจึงค้านหัวชนฝา 

“แกมีทางออกที่ดีกว่านี้หรือไง” ทั้งที่ควรจะคิดได้ทันทีแต่ในยามนี้ชายหนุ่มกลับมืดไปทั้งแปดด้าน 

ทั้งที่สินค้าเพิ่งจะออกตลาดไปแท้ๆ อีกทั้งยังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากแต่กลับต้องมาเจอวิกฤตที่ไม่สามารถต้านทานได้ไม่ว่าทางไหนก็ตาม 

จะหยุดผลิตก็ไม่ได้ ปล่อยให้ขาดทุนก็ไม่ไหว ลดคุณภาพของวัตถุดิบเหรอ บ้าไปแล้ว เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำนั้นจากปากคุณพ่อที่เคารพและนับถือเลย 

  

โทรศัพท์ที่ตั้งเป็นระบบสั่นส่งเสียงครืดคราดในช่วงกลางดึกจนคนที่เพิ่งหลับจำต้องงัวเงียตื่นขึ้นมา  

ตรัยคุณนึกในใจว่าหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายล่ะก็เจ้าของชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเตรียมตัวขึ้นเมรุได้เลย 

“คุณเจต” ชื่อที่ปรากฏขับไล่ความงัวเงียไปจนสิ้น 

“นอนรึยัง”  

“ดึกขนาดนี้นายใหญ่คิดว่าผมทำอะไรอยู่ล่ะครับ” 

“ถ้าว่างก็ออกมาดื่มเป็นเพื่อนหน่อย” 

“ตอนนี้เนี่ยนะ” 

“อืม” เที่ยงคืน ให้ตายเถอะว่ะคิดว่าเป็นคนเซ็นอนุมัติจ่ายเงินเดือนแล้วจะเรียกใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นเหรอ บ้าไปแล้ว 

“พรุ่งนี้ผมเข้างานกะเช้า” แม้รู้ดีว่าไม่ควรปฏิเสธแต่ตรัยคุณก็ยังอยากจะลองดู 

“เดี๋ยวฉันบอกหัวหน้าเธอให้หาคนอื่นมาทำแทน ลงมาได้ยัง” 

“เอาแต่ใจจัง” 

“ฉันรอหน้าตึก” 

“ตึกไหน” 

“หอพักเธอ” เอาแต่ใจได้โล่สมเป็นคุณหนูลูกเศรษฐี ตัวเองไม่หลับไม่นอนยังมาลากคนอื่นให้ตื่นด้วยอีก นิสัยไม่ดี 

ตรัยคุณเกาหัวแรงๆ จนผมยุ่งเหยิงก่อนลุกจากเตียงอย่างเกียจคร้าน เขาสวมสลิปเปอร์ก่อนเดินออกจากห้องมายังหน้าตึกและก็พบว่าคุณหนูของแม่ยืนพิงรถรออยู่จริงๆ 

“ลมอะไรหอบมา” ตรัยคุณร้องทักทั้งที่อีกเป็นร้อยเมตรกว่าจะถึงตัวอีกฝ่าย 

“ลมยุโรปราคาหลายร้านคันนี้ไง” คนรวยพยักพเยิดไปยังรถยนต์คันหรูของตน ตรัยคุณส่ายหน้าหน่อยๆ อย่างไม่รู้ว่าจะปฏิเสธความรวยของอีกฝ่ายได้ยังไง 

“ชวนผมดื่มดึกๆ แบบนี้มีเรื่องเครียดแน่เลย” เขาถามเมื่อก้าวมาหยุดตรงหน้าจินเจต เมื่อได้มองกันตรงๆ ก็พบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก 

“เครียดไม่ได้เหรอ” 

“ถ้าเครียดแล้วไม่รบกวนคนอื่นก็เครียดได้อยู่หรอก” 

“ฉันรบกวนเธอเหรอต่อ” ยังมีหน้ามาถามอีก ถึงไม่มีนาฬิกาบอกเวลาก็ควรรู้สิว่าหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วไม่ควรขับรถไปหาใครสุ่มสี่สุ่มห้า 

“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วครับ” 

“ดึกแล้วเนอะ งั้น...เราไปดื่มบนห้องเธอได้รึเปล่า”  

“ผมไม่รับแขก” 

“งั้นนั่งดื่มในรถ” ในเมื่อเจ้าของห้องไม่อนุญาตเจตก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ 

“ก็ได้ เอาที่คุณสะดวกเลย” ตรัยคุณเข้ามานั่งบนเบาะฝั่งด้านข้างคนขับ เช่นเดียวกับที่เจ้าของรถเองก็เข้ามานั่งข้างกัน เมื่อมองไปยังเบาะหลังก็พบเบียร์ยี่ห้อที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี “ไม่คิดจะดื่มเบียร์ยี่ห้ออื่นบ้างเหรอ” 

“แล้วเบียร์ของบริษัทเราไม่อร่อยตรงไหน” 

“ไม่ได้บอกว่าไม่อร่อยซักหน่อย” 

จินเจตเอี้ยวตัวกลับไปหยิบเบียร์มายื่นให้ ตรัยคุณรับมาถือไว้ก่อนโดยที่ยังไม่คิดจะเปิดกระป๋อง 

“พรุ่งนี้มีคนทำงานแทนผมแล้วจริงๆ ใช่มั้ย” 

“ดูเธอไม่น่าจะเป็นคนห่วงงานเลยนะ” 

“ผมเป็นคนขยันจะตาย” 

“งั้นเหรอ” คนฟังตอบรับอย่างเอื่อยเฉื่อย ถ้าหากตัดสินจากรูปลักษณ์และท่าทางการแสดงออกอย่างกระตือรือร้นคงทำใจเชื่อได้อย่างง่ายดาย แต่ในยามที่ทำงานร่วมกันมากว่า 2 ปี อย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อตรัยคุณแน่ 

ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบครอบครองพื้นที่ภายในรถคันหรู ไม่ใช่ว่าตรัยคุณไม่อยากรู้ถึงต้นสายปลายเหตุความเครียดของอีกฝ่ายแต่ในเมื่อเขาไม่ยอมเล่าออกมาเองก็ไม่อยากเซ้าซี้ถาม 

“ฉันควรทำไงดี” 

ตรัยคุณชะงักมือที่กระดกเบียร์เข้าปาก หันมองคนที่ไม่รู้ว่าพึมพำลำพังหรือกำลังคุยกับตนกันแน่ 

“ฉันควรทำไงต่อไปดีต่อ” 

ใบหน้าของจินเจตตอนที่หันมามองกันเต็มไปด้วยความเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมาแล้วจึงกล้าแสดงความรู้สึกทั้งหมดรวมทั้งเล่าเรื่องที่กำลังกลัดกลุ้มออกมาจนหมดเปลือก 

ถ้าหากเป็นคนอื่นอาจจะมีคำแนะนำดีๆ ให้บ้างแต่สำหรับตรัยคุณนอกจากเรื่องเครื่องจักรแล้วเขาก็ไม่ได้รอบรู้อะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าควรโต้ตอบอย่างไรจึงได้แต่เงียบเฉยเพื่อรับฟัง 

ว่ากันว่าในยามกลัดกลุ้มหากได้ระบายออกมาให้ใครฟังบ้างจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ตรัยคุณเองก็หวังเช่นนั้น 

“ไม่คิดจะให้คำปรึกษาอะไรกันบ้างเหรอ” 

คนถูกถามส่ายหน้าเบาๆ 

“ถ้าผมเก่งขนาดนั้นก็คงไปทำงานฝ่ายบริหารแล้วล่ะ” 

“ก็ถูกชองเธอ ขนาดฉันเองยังคิดไม่ออกเลย ฉันมันเป็นผู้บริหารที่แย่จริงๆ” ถึงไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นแต่ตรัยคุณไม่ชอบเลยเวลาได้ยินคำพูดคล้ายตำหนิตัวเองแบบนี้ 

“คุณหนู” 

“หืม” 

“วันนี้นอกจากเรื่องแย่ๆ ที่ทำให้เครียดจนต้องขับรถมาชวนผมกินเบียร์แล้วเจออะไรที่มันดีๆ และทำให้ยิ้มได้บ้างมั้ย” 

“ก็...” คิ้วเข้มขมวดมุ่นขณะใช้ความคิดอย่างหนัก “ฉันขับรถมาหาเธอโดยสวัสดิภาพ” 

“เก่งมากครับ” 

“อะไรกัน ไม่เห็นจะน่าภูมิใจ” 

“หัดชมตัวเองบ้างก็ดีนะครับคุณหนู” 

“ชมตัวเอง” จินเจตถามซ้ำ 

“ไม่ได้ชมให้เหลิงแต่ชมเพื่อให้ตัวเราเองได้รู้ว่าเรายังมีข้อดี ได้เจอเรื่องราวดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง ผมน่ะชมตัวเองทุกวันเลยนะ อย่างวันนี้ใส่เสื้อที่คุณหนูซื้อมาฝากแล้วหล่อมากก็ชมตัวเองหน้ากระจก วันก่อนนั่งเฝ้าเครื่องโดยไม่วอกแวกได้ตั้ง 1 ชั่วโมงก็ให้รางวัลตัวเองด้วยของกินอร่อยๆ” 

“เธอทำจริงหรือแค่ขายขำ” 

“ขายขำอะไร ผมพูดจริงนะ ไม่เชื่อก็ลองทำดูสิ มันรู้สึกดีจริงๆ” 

“ทำยังไง” 

“ชมตัวเองอย่างที่ผมบอกไง” 

“ชมให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อยสิ” 

ก็ได้ๆ ตรัยคุณยกธงขาวยอมแพ้ก่อนจ้องลึกเข้าไปดวงตาคมเข้มของอีกฝ่าย “วันนี้คงเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายแต่คุณหนูเก่งมากเลยนะที่ผ่านวันนี้มาได้ ทางแก้ปัญหาอาจจะยังหาไม่เจอในพรุ่งนี้มะรืนนี้ แต่ผมเชื่อว่าซักวันนึงคุณหนูต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้แน่นอน” 

พูดเองก็ขนลุกเอง ต่างจากจินเจตที่ดูเหมือนจะพอใจกับคำชมของตรัยคุณมาก 

“ขอบคุณมากนะต่อ” 

“ถ้าพอใจแล้วก็กลับไปนอนครับ คุณเมาแล้ว” 

“ขับรถไม่ไหวหรอก นอนห้องต่อได้มั้ย” 

“ไม่ได้” 

ตรัยคุณตอบโดยไม่คิด ห้องนั้นเป็นโลกส่วนตัวของเขา แน่นอนว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าส่วนตัวย่อมไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่มย่ามอยู่แล้ว 

“ฉันขับรถไม่ไหว” ไม่รู้ว่าตนเองเมาเบียร์กระป๋องเดียวที่ดื่มเข้าไปหรือเปล่าถึงได้ยินอีกฝ่ายอ้อน 

“เดี๋ยวผมไปส่ง” เบียร์ที่ซื้อมาหมดพอดี ทั้งคู่จึงสลับที่นั่งกัน  

ไม่กี่ครั้งหรอกที่จะถูกตรัยคุณดูแลเอาใจใส่ เพราะเป็นเช่นนั้นท่ามกลางความเครียดที่กำลังรุมเร้าจินเจตจึงยิ้มออกบ้าง 

ห้องของจินเจตเจตกว้างขวางและตั้งอยู่บนคอนโดสูงวิวทะเล 

เจ้าของห้องทิ้งตัวลงบนเตียงนอนทันทีด้วยความเหนื่อยล้า ถุงเท้าก็ไม่ยอมถอดและไม่ต้องหวังเลยว่าตรัยคุณจะบริการให้ ฝันไปเถอะ คนที่ถึงแม้จะไม่เมาแต่ก็เหนื่อยล้าเต็มทนมองภาพคนอายุมากกว่านอนแผ่หราอยู่บนเตียงแล้วส่ายหน้ากับสภาพที่เห็น 

กลับห้องไม่ไหวหรอกสภาพนี้ 

“คุณขยับไปฝั่นโน้นหน่อย” ไร้เสียงตอบรับใดนอกจากเสียงหายใจดังฟี้ๆ ของคนหลับลึก 

ให้ตายเถอะ 

ตรัยคุณทึ้งผมยุ่งๆ ของตัวเองก่อนก้าวขึ้นไปยืนบนเตียงก่อนลงมือลากเจ้าของห้องไปอีกฝั่งด้วยตัวเอง และนั่นก็ทำให้พลังงานเฮือกสุดท้ายหมดลง 

มันเป็นกลิ่นหอมที่คุ้นเคย 

ตรัยคุณลืมตาขึ้นมาบนเตียงกว้าง ใช้เวลาประมวลผลนิดหน่อยก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงของจินเจต 

“ขี้เซาจังนะเรา” เมื่อหันไปมองยังต้นเสียงก็พบเจ้าของห้องในสภาพที่ทั้งเนื้อทั้งตัวพันผ้าขนหนูไว้เพียงผืนเดียว 

หุ่นชวนฝันนั้นเกือบทำให้ตรัยคุณเคลิ้มอยู่แล้ว หากไม่ติดที่ว่าเขาเป็นคนโปรดของทั้งคุณยายและแม่ตน 

“เมาหนักขนาดนั้นยังตื่นเช้าได้อีก” 

ถ้าเป็นตรัยคุณล่ะก็พระอาทิตย์ไม่ส่องตูดเราไม่ตื่น 

“ก็ไม่ได้เมาขนาดนั้นซักหน่อย” 

“ไม่เมาเลยเนอะ” ตาเยิ้มขนาดนั้นถ้าบอกว่าแกล้งเมาคงเชื่อยาก 

“ที่จริงนะต่อ” จินเจตว่าพลางหมุนตัวแล้วก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าคนที่นั่งอยู่ปลายเตียง “ฉันแค่แกล้งเมา” 

“เห็นว่าเป็นเจ้านาย ผมจะปิดหูปิดตาเชื่อก็แล้วกัน แล้วก็นะ…” ตรัยคุณว่าด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์พลางช้อนตามอง ขณะนิ้วซุกซนวาดวนอยู่ที่ปมผ้าขนหนู “ผมอยากเอาคืนที่คุณแกล้งผมแล้วสิ” 

แค่มองหน้าก็พอรู้แล้วว่าตรัยคุณจะทำอะไร “เล่นอะไรเป็นเด็กๆ” 

มือเรียวถูกปัดออกหากแต่เจ้าของมันก็ไม่รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย ทั้งยังหัวเราะชอบใจเสียด้วยซ้ำ 

“คิดว่าผมจะทำอะไรเหรอครับคุณหนู” 

“จะไปรู้เรอะ” 

“ไม่รู้แต่จับผ้าขนหนูไว้แน่นเชียว” เจ้าเด็กว่ากลั้วขำพลางโบกมือไปมา “ของแบบนั้นน่ะผมไม่อยากดูหรอกน่า ถ้าเจ้าของไม่เต็มใจ” 

ทะเล้น 

“ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ฉันหิว” 

“เกี่ยวไรอะ” ตรัยคุณถามก่อนหันไปสำรวจขวดน้ำหอมซึ่งวางเรียงรายอยู่หน้ากระจก 

“จะได้ออกไปหาอะไรกิน” 

“ผมไม่หิว” นิ้วเรียวไล่สัมผัสขวดน้ำหอมไปเรื่อยกระทั่งสะดุดตากับขวดที่ค่อนข้างคุ้นเคย “ขอลองอันนี้หน่อยนะ” 

“ลองอะไร เสียของ ยังไม่ได้อาบน้ำเลย” 

“ขี้งกจัง” ตรัยคุณยู่หน้า ถือขวดน้ำหอมทรงสี่เหลี่ยมสูงนั้นไว้ในมือก่อนก้าวเข้าไปหาคนเป็นเจ้าของ 

ท่าทางคุกคามสร้างความตระหนกไม่น้อย แต่จินเจตก็ไม่ได้ถอยห่าง เขาทำเพียงยืนนิ่งมองท่าทีของอีกฝ่ายอย่างสนอกสนใจ 

จะทำอะไรกันแน่นะต่อ 

ขณะที่กำลังจ้องมองเจ้าของมือเรียวที่กำลังยกขวดน้ำหอมขึ้นมาระดับอกไม่ละสายตา กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งพร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบตรงอก 

จินเจตเบิกตากว้างเมื่ออยู่ๆ ตรัยคุณก็โน้มใบหน้าเข้ามาหา ใช้จมูกรั้นดอมดมตรงอกแกร่งของเขาด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกับตนที่หัวใจเต้นแรงเสียจนแอบกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะได้ยิน 

“หอมแฮะ กลิ่นไม่เหมือนตอนดมจากขวดเลย” ตรัยคุณเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยด้วยสีหน้าฉงนสงสัย 

“เพราะฉันเนื้อหอมล่ะมั้ง” 

“งั้นเหรอ ผมชอบนะ” ตรัยคุณน่าจะหมายถึงชอบกลิ่นน้ำหอม แต่เพียงแค่ฟังประโยคนั้นคนฟังกลับเขินจนต้องถอยออกห่าง 

จินเจตผละออกมา เขาทำทีเป็นเลือกเสื้อผ้าในตู้ ทว่าจิตใจกลับยังจดจ่อกับคนที่กำลังหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่เขาใช้แล้วขึ้นมา 

“มีของใหม่อยู่ในตู้เล็กนั่น” 

“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ” 

“แต่ฉันใช้มันเช็ดตัวแล้ว” 

“คุณหนูเป็นโรคผิวหนังรึเปล่า” 

“ไม่” 

“งั้นก็ไม่เป็นไร” 

ดื้อ ตรัยคุณนี่มันดื้อเกินเยียวยา 

ตรัยคุณเข้าห้องน้ำไปนานแล้ว นานจนคนเป็นเจ้าของห้องแต่งตัวเสร็จพร้อมออกไปข้างนอก 

เสียงน้ำก็ไม่ได้ยิน ไม่ใช่ว่าแอบเข้าไปหลับในห้องน้ำหรอกนะ 

“เธอเข้าไปทำอะไรตั้งนาน” ทันทีที่เด็กหนุ่มเดินออกมาด้วยสภาพไรผมเปียกชื้น จินเจตก็เอ่ยถามทันที 

ตรัยคุณมุ่นคิ้วนิดหน่อยให้กับคำถาม “ห้องน้ำมีไว้ทำอะไร ผมก็ทำอย่างนั้นแหละครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ไม่มีกลิ่นหรอก” 

“ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นซักหน่อย” 

“แล้วห่วงเรื่องอะไรล่ะครับ อ่อ ผมยืมแปรงสีฟันนะ” 

“มีสำรองอยู่ในตู้” 

“อืม ผมใช้อันที่วางอยู่ในแก้วตรงอ่างแล้ว” 

“อันนั้นของฉันนะต่อ” 

“ไม่เป็นไรผมไม่ถือ แต่ถ้าคุณหนูรังเกียจก็เก็บทิ้งไปเลย” 

คนเป็นเจ้าของแปรงสีฟันได้แต่ถอนหายใจหน่าย แต่คนถูกตำหนิไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเดินลูบท้องออกจากห้องนอนไปยังห้องครัวหน้าตาเฉย 

“หิวจังเลย” ได้ยินเสียงบ่นแว่วมาขณะเดินตามออกไป 

คนฟังอดคิดไม่ได้ว่าไหนเมื่อกี้ใครบอกไม่หิว 

“มีเครื่องปิ้งขนมปังด้วย แต่ทำไมมันใหม่จัง” ตรัยคุณลูบเครื่องปิ้งขนมปังคล้ายสำรวจ 

มันจะไม่ดูเหมือนใหม่ได้อย่างไรกัน ในเมื่อตั้งแต่ซื้อมาจินเจตไม่เคยใช้งานมันเลยซักครั้ง สำหรับคนไม่ชอบทานข้าวลำพังที่บ้านไม่ว่ามื้อไหนๆ เจ้าพวกของใช้ในครัวเรือนก็ไม่ต่างอะไรจากของตกแต่งห้องชิ้นนึงเท่านั้น 

“จะกินขนมปังรึเปล่า”  

เพราะว่าในห้องไม่มีของกินอื่นเลยนอกจากกาแฟ เมื่อตรัยคุณพยักหน้ารับคนเป็นเจ้าของห้องจึงต้องลงไปซื้อขึ้นมาให้ 

คล้อยหลังอีกฝ่ายตรัยคุณเริ่มสำรวจห้องครัว เขาต้องเตรียมน้ำร้อนชงกาแฟระหว่างรอ และเพราะไม่รู้ว่าคุณหนูชอบดื่มกาแฟแบบไหนก็เลยชงแค่ในส่วนของตัวเอง 

จินเจตถือขนมปังไว้ในมือ กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งชวนให้รู้สึกสดชื่นเมื่อเดินตรงเข้ามาในห้อง ตรัยคุณนั่งจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะ คนเป็นเจ้าของห้องพยายามมองหากาแฟส่วนของตนแต่ก็ไม่มี 

“ไม่มีน้ำใจเลยอุตส่าห์ลงไปซื้อขนมปังมาให้” 

“ไม่รู้นี่ว่าคุณชอบดื่มกาแฟแบบไหน ถ้าเกิดชงแล้วคุณไม่กินก็ต้องทิ้ง น่าเสียดายแย่” ที่ตรัยคุณพูดก็มีเหตุผลดี ดังนั้นคนอายุมากกว่าจึงไม่ว่าอะไรต่อนอกจากเดินไปชงกาแฟเอง 

ถึงจะบอกว่าไม่รู้แต่สิ่งที่ตัวเองทำก็เหมือนคนไร้น้ำใจอย่างที่จินเจตว่าจริงๆ เช่นนั้นตรัยคุณจึงจับจ้องและสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่คลาดสายตาจนได้รู้ว่ากาแฟที่คนโปรดของคุณยายชอบเป็นแบบเข้มๆ ไม่ใส่น้ำตาล 

“กินกาแฟแบบนั้นเข้าไปได้ยังไง” 

จินเจตหยุดมือที่กำลังคนกาแฟก่อนมองหน้าคนถาม “อร่อยดีออก”  

“ผมเคยดื่มกาแฟแบบนั้นตอนทำธีสิส ปรากฏว่าตาค้างนอนไม่หลับเกือบ 30 ชั่วโมง” 

“อ่อนไง” 

“ครับ” ประหลาดจริง ปกติตรัยคุณไม่ยอมจบบทสนทนาง่ายๆ แบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องต่อปากต่อคำบอกว่า ‘ผมไม่อ่อน’ อะไรแบบนี้ ตั้งใจจะแซวแต่เมื่อเงยหน้าจากแก้วกาแฟก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนกินขนมปังปิ้งที่หน้าเตาอย่างเอร็ดอร่อย 

“กินคนเดียวก็ได้เหรอ” 

ตรัยคุณหันมามองทั้งที่ขนมปังปิ้งยังคาปากก่อนจะหยิบมันออกมาถือไว้ “ผมมันก็แค่คนอ่อนๆ คนนึง ไม่กล้าปิ้งขนมปังให้นายใหญ่หรอกครับ” 

ว่าแล้วเชียว ไอ้เด็กบ้าเอ้ย 

  

  

 

  

[TBC] 

  

ไอ้เจ้าตรัยคุณ ถ้าไม่ใช่คุณเจตก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีใครยอมเธอได้อีกมั้ย 

 

ปากบอกไม่ให้ แต่เดินเข้าไปหยิบน้ำหอมให้น้องแล้ว 

มันยังไงกันนะคุณเจต ไหนบอกซิ 

ความคิดเห็น