โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 3-5 อลิซในดินแดนพิศวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-5 อลิซในดินแดนพิศวง

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 180

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-5 อลิซในดินแดนพิศวง
แบบอักษร

 

จนเมื่อฮีแจมึนจากเบียร์ห้าร้อยซีซีแก้วที่สามแล้ว อลิซก็ไม่ได้ระบายความในใจออกมา สิ่งที่เธอบอกออกมานั้น ก็เพียงแค่ได้ติดต่อคาอึลผ่านอินสตาแกรมแล้วขอเบอร์ติดต่อของฮีแจมาก็เท่านั้น จากนั้นก็รอคอยการขอร้องต่อไป แต่อลิซก็ไม่ได้เปิดเผยความในใจ 

“นี่ อลิซ อย่าเอาแต่ดื่ม แล้วก็ลองเล่ามาสิ อลิซ? ไอ แฮฟทูโกทูเวิคทูมอโร่! ฉันเป็นพนักงานบริษัทนะ ดูยูโนว คาริเออร์ วูแมนน่ะ” 

ฮีแจเปิดเผยว่าตัวเองกังวลเกี่ยวกับการไปทำงานพรุ่งนี้ต่างกับอลิซที่ไม่ยอมเปิดเผยความในใจเสียที พอดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว ก็เลยเผยความเป็นตัวเองออกมา กระทั่งภาษาอังกฤษก็ใช้สำเนียงภาษาเกาหลีอย่างคล่องแคล่ว อ้อนวอนเกี่ยวกับความเศร้าของพนักงานบริษัทไม่ว่าผู้หญิงผมทองจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เธอมาตามหาแม่ จะนอนดึกวันนี้ นอนดึกวันพรุ่งนี้ก็ได้ทั้งนั้น แต่พนักงานบริษัทเกาหลีที่แตะบัตรเข้างานได้ถึงแปดโมง ห้าสิบนาทีนั้นทำไม่ได้ หากสายแค่หนึ่งนาทีก็จะต้องโดนตำหนิ การโดนตำหนิจากรองหัวหน้าชเว ไปถึงหัวหน้าแผนกคิมนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย พอพูดภาษาอังกฤษสไตล์ฟิลิปปินส์ที่เปี่ยมพลังว่าพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน ทำให้อลิซที่กำลังเศร้าปนกับมึนเมาหัวเราะเสียงดังเหมือนผู้หญิงห้าวๆ 

เอาล่ะ อลิซ ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่ทำให้เธอจมอยู่ในความเสียใจมันคืออะไร แต่รีบบอกมา และก็ขอให้ฉันปลอบใจซะ ฉันอยากใส่ชุดนอนที่โยนทิ้งไว้บนเตียงตอนออกมา แล้วออกเดินทางสู่โลกนิทราโดยเร็วแล้ว แต่อลิซแห่งดินแดนพิศวงกลับไม่คิดจะปล่อยฮีแจไป 

“I heard news about my mom, today.(วันนี้ฉันได้ข่าวเกี่ยวกับแม่น่ะค่ะ)” 

ขณะที่สบตากับบาร์เทนเดอร์เพราะคิดจะสั่งเบียร์อีกสักแก้ว คำว่า ‘Mom(แม่)’ ทำให้ฮีแจตัวแข็งทื่อเหมือนต้องลมเย็นจัด เหมือนกลายเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่เข้าเรียนวิชาวรรณคดีของครูที่เคร่งจนหลับไม่ได้ทั้งที่เพิ่งกินข้าวกลางวัน แล้วยังมาเรียนในคาบเรียนที่ห้าที่แสนง่วงอีก นั่งหลังตรง ขึงตาเอาไว้ แสดงท่าทางว่า ‘ฉันพร้อมฟังเรื่องของเธอแล้ว’ แม้หนังตาหนักอึ้งจะประกบหากัน ทั้งความง่วงที่พาดผ่าน อลิซเองก็มีสภาพคล้ายกัน 

อลิซบอกว่าวันนี้ได้รับข่าวของแม่คนเกาหลีผ่านทาง ‘Make your wish’ จากที่รู้คืออาศัยอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่อลิซพักอยู่ แม้อยากไปเจอในทันที แต่แม่กลับปฏิเสธที่จะเจอ ทันทีที่เธอคลอด พ่อของอลิซก็ทิ้งแม่ไปแล้วหนีกลับอเมริกา ดังนั้นหากเจอกันก็เพียงแต่จะสร้างความเจ็บปวดระหว่างกันเท่านั้น สำหรับแม่ที่แต่งงานช้าด้วยรอคอยสามีชาวอเมริกัน ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าลูกชายที่ยังเรียนอยู่แค่ชั้นประถม ทั้งที่ตั้งใจจะไปพบหน้าแม่ที่มีครึ่งหนึ่งคล้ายตนเองสักครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงได้แต่ผ่านค่ำคืนในต่างประเทศไปด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีที่ไหนที่จะทำให้เธอคลายเศร้าได้ ตัวจีฮอนเองก็พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ฮีแจที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันมีคุณสมบัติดังป่าไผ่มากกว่าอาของจีฮอนที่พูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้เรียกออกมาในยามดึกมารับฟังเรื่องราวนี้ 

ตลอดช่วงเวลานั้นนับว่าโชคดีที่ฮีแจที่ใช้พลังงานในหนึ่งวันจนหมดแล้วไม่ได้หลับไป และยังคงขึงตาอยู่เช่นเดิมได้ คนที่นั่งตรงข้ามไม่เคยเรียนรู้การปลอบโยนว่าทำแบบไหนจึงจะพอเหมาะทั้งกับคนเกาหลี ทั้งกับคนต่างชาติ สุดท้ายแล้วก็ได้แต่พูดปลอบใจเพียงคำเดียวว่า “cheer up.(ร่าเริงหน่อยสิ)” 

พอเอ่ยถามอลิซที่ทอดถอนใจด้วยเรื่องราวของแม่ว่า “ไปฮงแดกับจีฮอนมาเป็นยังไงบ้างเหรอ” บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที ได้กินเนื้อย่าง ได้ดูการแสดงข้างทาง แล้วก็ได้กินเค้ก บรรยากาศที่หดหู่พลันสุขสันต์ดังดอกตูมที่ผลิบาน ตอนที่ได้รับรู้ข่าวของแม่ อลิซไม่มีความสุขเลย แต่พอได้นึกถึงเดตกับจีฮอน ตอนนี้ก็มีความสุขขึ้นมา นั่นสิ นั่นสินะ พอถามว่าความสุขในตอนนี้มันเบาบางยิ่งกว่าความสุขในวันข้างหน้าเหรอ พอมองสบตาอลิซ ก็คล้ายว่าตัวเองผิดที่แบ่งแยกความสุขในตอนนี้กับวันข้างหน้า 

ทุกคนล้วนมีวิธีการวิ่งหาความสุขที่แตกต่างกัน สำหรับบางคนความสุขคือการได้แต่งงานกับคนรัก สำหรับบางคนคือการประสบความสำเร็จ สำหรับบางคนคือการมีเงินทอง สำหรับฮีแจหากถามว่าความสุขคืออะไร ฮีแจบอกได้ในทันทีว่าความสุขก็คือความสุข แต่หากถามว่า ‘ตอนนี้มีความสุขไหม’ กลับไม่สามารถตอบได้ในทันที เบรกที่เหยียบลงไปด้วยตนเองมันจะทำให้การก้าวไปยังความสุขหยุดชะงักลงไหมนะ ทั้งที่ลำบากมากมาย ป้องกัน และเลือกเฟ้นอย่างดีเพื่อความสุข แต่ยิ่งอายุมากขึ้นก็มีเพียงแค่จิตใจที่อยากมีความสุขเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ได้รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะมีความสุข ไม่สามารถประกาศออกมาได้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังมีความสุขมากยิ่งขึ้น 

“มีผู้หญิงเกาหลีคนนึงกับผู้หญิงชาวต่างชาติคนนึงมาที่นี่หรือเปล่าครับ” 

ผู้ชายที่สวมฮูดสีเทาที่ไม่เข้ากันกับผับสไตล์เท็กซัสเลยได้ปรากฎตัวขึ้น ท่าทางที่เท้ามือสองข้างกับหัวเข่า หอบหายใจเพราะรีบร้อนวิ่งมา ย่อมเหมาะกับภาพยนตร์แนวกีฬา บาร์เทนเดอร์ที่กำลังเชคเครื่องดื่ม ชี้นิ้วมาทางนี้ และก็ได้สบตากับฮีแจ ในช่วงสั้นๆ ที่คิดว่าจะยกมือขึ้น แล้วบอกว่า ตรงนี้! จีฮอนก็มาถึงตรงหน้าของฮีแจกับอลิซแล้ว 

อลิซเบิกตาโตที่สุดหลังจากที่ฮีแจมาที่ผับสไตล์แท็กซัสแห่งนี้ ตะโกนขึ้นด้วยโทนเสียงสดใสที่สุด “oh, จวีฮอน! what’s up!” ลูกสุนัขตัวโตที่อยู่ตรงข้ามฮีแจ นั่งลงข้างอลิซ เดี๋ยวนะ ทำไมถึงได้นั่งตรงนั้นแบบเป็นธรรมชาติอย่างนั้นล่ะ คิ้วของฮีแจที่เขียนมาพอควรในความมืดภายในแท็กซี่เปลี่ยนไปคล้ายคิ้วนกนางนวล แล้วก็พลันนึกถึงการแต่งหน้าอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าความเร็วแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนเลียบแม่น้ำเหนือ 

“เฮือก! คาบูกิ!” 

ถ้อยคำเดียวของจีฮอนทำให้ฮีแจสบถภาษาต่างดาวน่าแปลกประหลาดออกมา พร้อมทั้งยกผมยาวขึ้นบังครึ่งหน้า ในผับสไตล์เท็กซัส ผู้ชายเอเชียที่สวมเสื้อฮูด ผู้หญิงผมทองที่นั่งหนุนไหล่อีกฝ่าย และผู้หญิงตัวเล็กที่แต่งหน้าเป็นคาบูกิ ช่างเป็นค่ำคืนรวมมิตรเสียจริง 

 

* * * * 

 

พอระบุทิศทางของโรงแรมที่ตนเองพักอยู่ได้อย่างแม่นยำ แสดงว่าไม่ได้เมามากนัก แต่อลิซก็ยังขอร้องให้จีฮอนพาไปส่ง พอมองแผ่นหลังของจีฮอนที่พูดว่าเข้าใจแล้วออกมา อลิซก็ทำท่าวิ้งก์ใส่ฮีแจ 

“พอพี่คาอึลโทรมา ผมก็ออกมาทันทีเลยครับ บอกว่าจู่ๆ อลิซก็อยากดื่มกับพี่เลยมาถามเบอร์ติดต่อ ถึงยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้” 

คำสอนลัทธิขงจื๊อในเกาหลีมันช่างน่าทึ่ง อย่างที่ฮีแจรู้ อลิซอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน แต่ทำไมเรียกอลิซว่าอลิซ แล้วเรียกตนว่าพี่กันนะ ฮีแจเบะปากออกมาทั้งที่เอาผมบังไว้ใต้จมูก อ้า นี่ไม่ใช่การเบะปากเพราะอยากได้ยินชื่อตัวเองจากจีฮอน ไม่ใช่เด็ดขาด ก็แค่รู้สึกเหมือนตัวเองอาวุโสกว่าเมื่อคนนึงเรียกชื่อ ส่วนอีกคนเรียกพี่ มันก็แค่นั้นเอง 

“พรุ่งนี้พี่ต้องไปทำงาน กลับไปก่อนก็ได้นะครับ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้คุณจีฮอนยังต้องไปทำงานเช้ากว่าฉันซะอีกนะคะ ก็อยากจะเดินให้สร่างสักหน่อย อะไรอย่างนั้น” 

“อะไรอย่างนั้นเหรอ” 

มองฮีแจที่พูดงึมงำ แล้วจีฮอนก็ยกยิ้มแบบย่นจมูกอีกครั้ง ทั้งที่จีฮอนบอกให้กลับบ้านไปก่อน แต่ฮีแจก็ไม่ได้กลับ และดื้อตามไปจนถึงโรงแรมที่อลิซพักอยู่ 

“จวีฮอน! I want to go club!(จีฮอน ฉันจะไปคลับ!)”  

“อ๊ะ ตกใจหมด ถ้าผมไม่มาคงได้เป็นเรื่องแน่ครับ เกือบถูกอลิซลากไปคลับแล้วนะเนี่ย” 

อลิซที่ขยับก้าวนำทั้งขยับสเต็บอย่างสนุกสนาน โยกตัวไปตามทางอย่างต้องการแดนซ์ในคลับ คว้าตัวอลิซที่ทำท่าจะวิ่งไป แล้วก็ใช้เวลาทำให้สงบลง รออยู่ครู่ให้วิญญาณขาแดนซ์ของเธอมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ยังไม่ทันถึงห้านาที อลิซก็ตะโกนขึ้นมาว่า “It’s enough.(พอแล้ว)” แล้วจึงเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง 

“คงจะเป็นเพราะเรื่องแม่ที่ได้รู้เมื่อกลางวันน่ะครับ” 

“หา เหตุผลที่อยากไปคลับนะเหรอ” 

“ครับ?” 

“ไม่มีอะไร เมื่อกี้ได้ฟังจากอลิซมาแล้วล่ะ” 

ฮีแจที่ยังคงเอาผมบังหน้าหัวเราะคิกคักออกมา จีฮอนจึงได้หัวเราะตาม 

“อ้า จริงสิ พี่เก่งภาษาอังกฤษนี่นะ” 

“ไม่ใช่ว่าเก่งหรอก ก็แค่พอฟังรู้เรื่อง” 

“ถ้าผมเป็นอลิซจะทำยังไงนะ พอคิดดูแล้วก็คงทำแบบนั้น การกลับไปอเมริกาก็ไม่ใช่ความตั้งใจของอลิซ ก็คงจะเสียใจมาก ถึงจะเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว แต่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดีน่ะครับ” 

“ฉันเองก็เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่นะคะ จะความเจ็บปวดของตัวเองหรือความเสียใจของอลิซ แต่เพราะมีสิ่งสำคัญที่ไม่ต้องการให้เจ็บปวดถึงได้เลือกข้อแรก แบบนั้นไม่ใช่เหรอ” 

“สิ่งสำคัญ? ใครครับ อลิซเหรอ?” 

“ไม่ใช่ค่ะ แม่ของอลิซน่ะ ยิ่งกว่าไม่อยากให้ตัวเองเจ็บปวดด้วยการรื้อฟื้นอดีต ก็คือไม่อยากสร้างความเจ็บปวดให้คนสำคัญในตอนนี้ ถึงได้ปฏิเสธแบบนั้น” 

อลิซชี้ไปยังตึกโรงแรมที่เห็นอยู่หนึ่งร้อยเมตรข้างหน้าพร้อมกับพูดด้วยภาษาเกาหลีอย่างไม่ชำนาญว่า “มาถึงแล่ว ถึงแล่วค่า!” จีฮอนที่ลอบมองอลิซที่โบกมืออย่างยินดีไปทางโรงแรมพลางพูดขึ้นว่า “ก็คงจะเป็นแบบนั้นนะครับ” แล้วท้ายที่สุดก็ค่อยๆ พยักหน้า 

“พอฟังที่พี่บอกแล้ว ก็คิดว่าคงจะเป็นแบบนั้นน่ะครับ เข้าใจแล้วว่าทำไมอลิซถึงอยากคุยกับพี่ที่เจอกันแค่ครั้งเดียว พี่เนี่ยเป็นคนละเอียดอ่อนสุดๆ เลยครับ ถึงเข้าใจอลิซได้ดี” 

 

ความคิดเห็น