ฮะนะชิ

เมื่อผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งยกยอตนว่าสมควรเป็นผู้ครองโลก ผู้ไม่เห็นด้วยจึงต้องขัดขวางแผนการวินาศกรรมนั่นให้ได้! นิยายโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่นครั้งแรกของโลก! (อัพวันละตอน จ.-ศ. 15.00 น. , ส.-อา.และวันหยุด 11.00 น.)

ชื่อตอน : บทที่ 1-8

คำค้น : นิยายญี่ปุ่น นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ ศึกเดิมพันคนเหนือโลก แฟนตาซี ไซไฟ

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2563 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-8
แบบอักษร

เรื่องที่ว่าซุสเป็นศัตรูของประเทศหรือของโลกนั้นมันเกินความคาดหมายของคาเรนไปมาก แต่ถ้าคำพูดของผู้อำนวยการเป็นจริง ซุสคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหารครั้งนี้ด้วยแน่ 

แต่ทำไมถึงจะต้องทำแบบนั้นด้วย? จริงอยู่ที่รองผู้อำนวยการมักจะชวนเธอไปเป็นเพื่อนด้วยทุกทีที่มีโอกาส แต่เธอก็จะปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาอยู่ทุกครั้ง ถ้านั่นเป็นเหตุผลของการลอบฆ่าในครั้งนี้ ป่านนี้สมาชิกคนอื่นๆ ในหน่วยข่าวกรองก็คงโดนฆ่าจนเหลือแค่ครึ่งเดียวไปแล้วสิ? 

ในระหว่างที่เรื่องราวต่างๆ ตีกันยุ่งเหยิงอยู่ในหัว รถก็จอดนิ่ง รอบนอกเป็นพื้นที่โล่งเตียน มีเพียงต้นไม้ต้นเตี้ยๆ ไม่กี่ต้นขึ้นอยู่ประปราย เก๋าลงจากเบาะคนขับแล้วเดินไปเปิดประตูฝั่งคนนั่งด้านหลัง 

“ผมไม่รู้ทาง” 

คาเรนเงยหน้ามองเก๋า เธอควรจะพูดขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ แต่กลับไม่มีคำพูดใดออกมาจาก ตอนนี้เธอกลายเป็นคนพูดดีๆ กับคนอื่นหรือแม้แต่ผู้อำนวยการไม่ได้อีกแล้ว คาเรนพยักหน้าด้วยสีหน้าอันแข็งตึงก่อนจะย้ายไปนั่งฝั่งคนขับ 

บนเบาะเต็มไปด้วยเลือด เลือดของเอียน เด็กหนุ่มร่าเริง ขี้เล่นแต่จิตใจอ่อนโยนคนนั้นรับหน้าที่รองรับ ‘การเย้าแหย่’ จากคาเรนมากว่าสี่ปีได้ เขาเป็นคนอารมณ์คนละขั้วกับคนขี้โมโหแบบเธออย่างสิ้นเชิง เธอเคยเจอแฟนของเขาด้วย เธอเคยเห็นเอียนกำลังใช้กระดาษทิชชู่เช็ดปากให้แฟนสาวในสตาร์บัคส์ แฟนสาวของเขาแทบละลายเมื่อเห็นสายตาหวานเยิ้มที่เอียนมอบให้ และสองคนนั้นก็กำลังจะแต่งงานกัน ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้... 

ความรู้สึกสิ้นหวังเข้าถาโถมจนคาเรนเผลอบีบพวงมาลัยแน่น เอียนไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว งานแต่งงานของเขาจะหายไปพร้อมกับดอกไม้แห่งความสุขที่ร่วงโรย เธอไม่รู้จะบอกกับคู่หมั้นของเขาอย่างไรดี 

คาเรนเร่งเครื่องยนต์พลางเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อให้ลืมความรู้สึกอันขมขื่นในใจ ลมแรงที่ผ่านเข้ามาจากหน้าต่างที่ไร้กระจกพัดพาหยาดน้ำใสๆ จากดวงตาลอยปลิวไปตามสายลม 

ยี่สิบนาทีผ่านไป รถก็จอดตรงหน้าบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่ง บริเวณรอบๆ เป็นสวนต้นมะกอก ไม่มีอาคารหรือตึกใดตั้งอยู่รอบๆ บ้านพักตากอากาศสองชั้นตรงหน้าตกแต่งสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บนดาดฟ้าพื้นเรียบมีเก้าอี้กับร่มชายหาดที่พับเก็บไว้ตั้งอยู่ แสงแดดจากพระอาทิตย์ส่องกระทบกับเพดานสีน้ำเงินสลับขาวดูสว่างไสว ต้นไอวี่ที่เลื้อยพันติดกับกำแพงบ่งบอกถึงอายุและวันเวลาที่ผ่านไปในอดีต 

ตอนแรกคาเรนหัวเราะเยาะกับความขี้ระแวงของผู้อำนวยการ เมื่อได้รู้ว่าสถานที่นัดพบไม่ใช่ที่สำนักงานแต่เป็นที่บ้านพักตากอากาศของเขา แต่พอถึงตอนนี้มันกลับฟังดูมีเหตุผล 

ภายในบ้านพักตกแต่งด้วยโทนสีเขียวอ่อนดูสบายตา บนผนังประดับประดาด้วยพรมเปอร์เซียแขวนผนังลายดอกไม้สีน้ำตาลที่บานสะพรั่งอยู่บนพื้นหลังสีดำ ชายสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเบจคนหนึ่งนั่งข้างอยู่บนโซฟาใต้พรมแขวน เขากำลังเช็ดใบของต้นไม้ที่ประดับช่อเล็กๆ ในกระถาง 

ชายวัยอายุราวห้าสิบปีดูภูมิฐานรับรู้ถึงเสียงฝีเท้าของพวกเขาทั้งสอง จึงเงยหน้าขึ้นมาทักทาย 

“อัลเบิร์ต” 

คาเรนสูดลมหายใจเข้าลึก 

“เอียนตายแล้ว” 

อัลเบิร์ต ผู้อำนวยการสูงสุดสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติกรีซ เบิกตากว้าง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานแรมปีทำให้เขามองออกว่าเลือดที่เปื้อนอยู่บนตัวคาเรนกับเก๋านั้นไม่ใช่เลือดของคนทั้งสอง เท่ากับว่ามันคงจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเอียน อัลเบิร์ตหวนนึงถึงใบหน้าของเอียนในใจ 

หนุ่มน้อยนั่นเป็นคนที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว... 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” 

อัลเบิร์ตซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนกำมือขวาแน่น ข้อนิ้วเบียดจนกลายเป็นขาว 

“มีการลอบฆ่าเกิดขึ้น” 

ภาพรถพุ่งตัวลงทางระบายน้ำปรากฏขึ้นในหัวของคาเรน 

“พวกมันคงคิดจะเล็งเอาชีวิตของทุกคน ตอนแรกทำให้ดูเหมือนอุบติเหตุ จากนั้นก็โดนยิง…” 

เธอย้อนนึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้น พร้อมกับอารมณ์ที่เริ่มพรั่งพรู 

“ถ้าไม่มีเอียนอยู่ ฉันคงจะตายไปตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งแรกแล้ว เขาช่วยพวกเราเอาไว้ คุณรู้ไหม?  เขาน่ะมีแฟนสาวที่คบกันมาสี่ปี แล้วปีนี้เขาก็จะแต่งงานกันด้วย! คุณรู้หรือเปล่า!” 

อัลเบิร์ตนิ่งเงียบ ร่างกายของเขาสั่นสะเทิ้มน้อยๆ นั่นยิ่งทำให้คาเรนเริ่มเปิดปากพูดต่อ 

“ทำไมเรื่องมันถึงเป็นแบบนี้? เดิมทีหน้าที่นี้มันก็ไม่ใช่ภาระกิจที่อันตรายอะไรไม่ใช่เหรอ? อัลเบิร์ต คุณพูดความจริงมาเถอะ” 

“ฉันขอโทษ ไม่นึกเลยว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้… ฉันผิดเอง” 

คาเรนพูดอะไรไม่ออก 

นี่เป็นความรับผิดชอบของอัลเบิร์ตงั้นเหรอ? ไม่ใช่ เขาเตือนฉันแล้วเรื่องการแย่งชิงอำนาจในสำนักงาน รวมไปถึงเรื่องการประชันหน้ากันด้วย… เพียงแต่ว่าฉันทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่มาโดยตลอด ฉันเกลียดการต่อสู้แย่งชิง ก็เลยมัวแต่ไปสนใจกับเรื่องอื่น แต่การไปสนใจกับเรื่องอื่นนั้นก็เท่ากับเป็นการหลอกตัวเอง เพราะแบบนี้ก็เลยรับรู้ถึงอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวไม่ได้เลย คนที่ผิดก็คือฉัน มันเป็นอย่างที่เก๋าบอก คนที่ทำให้เอียนต้องตายไม่ใช่ใคร นอกจากตัวเธอเอง 

คาเรนเอามือกุมหน้าผาก 

“ขอโทษค่ะ ฉันอารมณ์ร้อนไปหน่อย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก” 

“เอียนเป็นหนุ่มที่กล้าหาญและเยี่ยมยอดมากคนหนึ่ง พวกเราเองก็ต้องทำเพื่อเขา…” 

ประโยคต่อจากนั้นถูกตัดหายไป 

เงินค่าชดใช้ ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต เหรียญตราประกาศเกียรติคุณ หรืออะไรอย่างอื่น? เรื่องพวกนั้นเป็นสิ่งที่องค์กรต้องเอื้ออำนวยให้ตามข้อกำหนดอยู่แล้ว แต่สำหรับคนตายแล้ว สิ่งนั้นมันไม่มีค่าอะไรเลย 

“ฉันขออยู่คนเดียวสักพักนะ” 

คาเรนพูดทิ้งท้ายไปด้วยเสียงที่แหบพร่าก่อนจะเดินออกไปยังทางระเบียง 

 

อัลเบิร์ตมองตามหลังคาเรนด้วยท่าทางที่ดูเป็นห่วง ก่อนจะหันหน้ากลับมาทางเก๋า 

“ผมต้องขอโทษด้วย” 

พอพูดจบ อัลเบิร์ตก็ทิ้งช่วงสักพัก ก่อนจะกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง 

“ผมขอโทษจริงๆ ผมไม่นึกเลย.... ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้” 

อัลเบิร์ตมั่นใจมากว่าซุสจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องในครั้งนี้ เป้าหมายที่แท้จริงในการเชิญเก๋าเข้ามาคือการลองเชิงอีกฝ่ายแล้วดูท่าทีตอบกลับ หากหาช่องว่างได้ก็นำใช้เป็นประโยชน์ได้ แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับได้รุนแรงขนาดนี้ 

“นี่มันใช่เรื่องน่าตกใจที่ไหนกัน? ตอนนี้มีการแย่งชิงอำนวจกันในหน่วงข่าวกรองไม่ใช่หรือไง? คุณไปทำเขา เขาก็เลยเล่นกลับก็เท่านั้น” 

เก๋าอดพูดแทรกไม่ได้ 

เรื่องแบบนี้เห็นได้บ่อยในพล็อตภาพยนตร์ไม่ใช่หรือไงกัน 

แววตาของอัลเบิร์ตทอแสงประกายเล็กๆ 

“ความคิดของคุณตรงไปตรงมา อาจจะฟังดูรุนแรงก็จริง แต่ก็ตรงถึงแก่นแท้ของเรื่อง ผมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ ผมอัลเบิร์ต ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติกรีซ ยินดีที่ได้รู้จัก” 

อัลเบิร์ตยื่นมือมาทางเก๋า 

“ผมเก๋าเฉิง” 

ทั้งสอบจับมือกันแล้วหย่อนตัวนั่งบนโซฟา เก๋าถือโอกาสสำรวจอัลเบิร์ตอีกครั้ง เขาได้ยินมาว่าชายตรงหน้าอายุห้าสิบกว่าปี แต่ตัวจริงดูแก่กว่าที่คิดไว้มาก แต่แววตาเฉียบคมทอประกายเล็กๆ นั้นชวนให้นึกถึงช่วงวัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยสปิริตอันแรงกล้า หลังจากที่เก๋าสำรวจอีกฝ่ายจนละเอียด อัลเบิร์ตก็เปิดปากพูดอีกครั้ง 

“เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ที่ผมเชิญคุณมาที่นี่ก็เพื่อให้คุณสืบคดีงานหนึ่ง แต่ก็อย่างที่คุณเห็น สถานการณ์ตอนนี้มันค่อนข้างลำบากและเสี่ยงอันตราย ถ้าคุณอยากจะถอนตัวตอนนี้ผมก็จะเตรียมจัดหาเที่ยวบินรอบบ่ายให้คุณทันที แล้วผมก็อยากจะขอให้คุณทำเป็นเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นด้วย” 

เยี่ยมไปเลย! 

เก๋าตะโกนออกมาในใจ แต่ก็ทำได้เพียงพูดตอบในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจนึก 

“ผมไม่กลัวอันตรายอะไรทั้งนั้น ผมฝ่าห่ากระสุนและเอาตัวรอดมาได้ เท่ากับว่างานแบบนี้ต้องอยู่กับอันตรายเสมอ อีกอย่าง ตอนที่ผมสู้กับศัตรูผู้น่ากลัวที่สุดในโลก ผมระเบิดรังของพวกมันจนเละเป็นจุล แค่เปรียบเทียบให้คิดภาพออกง่ายๆ ละนะ สรุปคือ ผมไม่ไปไหนแน่นอน” 

อัลเบิร์ตมองเก๋าด้วยความตะลึง 

“เอ่อ… ไหวไหมครับ?” 

เก๋าโบกมือไปมาอยู่หน้าอัลเบิร์ต 

“ขออภัย ผมยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อตัวเองน่ะ” 

อัลเบิร์ตยิ้มแห้ง 

“ผมไม่คิดว่าคุณจะยอมรับงานในสถานการณ์แบบนี้ แล้วยิ่งเพิ่งเจอกันครั้งแรกด้วย คุณนี่ใจดีจริงๆ” 

“บนโลกใบนี้ก็มีคนแปลกๆ อยู่เหมือนกันนะครับ” 

“งั้นเหรอ” 

พอพูดจบ อัลเบิร์ตก็ลุกขึ้นยืน ท่าทางตอนลุกเขาดูระวังตัวมาก เพื่อไม่ให้ตัวเองสัมผัสกับกระถางต้นไม้ แต่เก๋าก็ไม่ได้สนใจอะไร 

คาเรนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากอัลเบิร์ตเรียกหา ตอนนี้เธอเปลี่ยนชุดใหม่พร้อมกับสีหน้าที่ดูสดใสขึ้นกว่าเดิม ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนเลิกมองเขาเป็นศัตรูตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เธอก้มหัวให้จนเขาทำตัวไม่ถูก 

“ถ้างั้นเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว คุณเองควรเปลี่ยนชุดนะครับ ห้องของคุณอยู่ตรงนั้น” 

 

ระหว่างที่เก๋าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อัลเบิร์ตก็กระซิบถามกับคาเรนเรื่องเก๋า 

“จะว่ายังไงดี เขาจับทางยากชะมัด บางครั้งก็ดูปวกเปียก บางครั้งก็ใจดำอย่างกับนักฆ่า ฝีมือก็ใช้ได้ การเคลื่อนไหวก็คล่องแคล่วว่องไว เหมือนยอดมนุษย์เลย... เอาเป็นว่าถ้าไม่มีเขาฉันคงตายไปแล้ว ถ้าคุณบอกว่าจ้างเขามาเป็นนักฆ่าเพื่อกำจัดซุส ฉันก็เชื่อนะ” 

 “เธอหมายความว่ายังไง?” 

“ก็หมายความว่า ถ้าบอกว่าเป็นอาชีพอื่นก็พอจะเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าเป็นนักสืบก็คือไม่ใช่ หมอนั่นดูไม่เหมือนนักสืบเลยสักนิดน่ะสิ” 

ความคิดเห็น