โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 3-4 อลิซในดินแดนพิศวง

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-4 อลิซในดินแดนพิศวง

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 145

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-4 อลิซในดินแดนพิศวง
แบบอักษร

 

“เรื่องวันนั้นผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ คุณผู้ช่วยเมามาก ผมเองก็ไม่รู้จักบ้านคุณเลยทำอะไรไม่ถูก” 

แทมยองที่เปิดปากพูด ขณะที่เซ็นอนุมัติแผนงาน สายตาที่กำลังสำนึกผิดจดจ่อที่เอกสาร ใครบางคนกำลังกู่ร้องบทเพลงที่ว่าผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป แต่หัวหน้าทีมพัคแทมยองที่เอาแต่ทำงานจึงไม่เคยได้ยิน ขุดเรื่องในวันนั้นขึ้นมาแล้วฉกฉวยมันเอาไว้ 

“ไม่ควรปล่อยผู้หญิงเอาไว้ในที่แบบนั้นตามลำพัง แต่ผมก็อยากขอโทษตามที่สมควรนะครับ” 

“อ้า ค่ะ” 

ทั้งที่ส่งสัญญาณว่าอยากหยุดหัวข้อการสนทนาที่ไม่เหมาะกับเช้าแสนสดใส แต่ก็ไม่ยอมหยุด แทมยองที่มีตำแหน่งหัวหน้าทีมทั้งที่อายุน้อยด้วยไหวพริบและวาทศิลป์ หากวันนี้ไหวพริบนั้นกลับเป็นศูนย์ ใช่แล้ว แน่นอนว่าต้องขอโทษ พอรับสายของใครบางคนด้วยน้ำเสียงร้อนใจแล้ว ก็ทิ้งฮีแจไว้ที่โรงแรม แล้วภาพแผ่นหลังก็หายไปราวกับถูกท่านอาจารย์เรียกตัว เธอได้แต่ซุกอยู่ในผ้าห่มด้วยความตกใจ รอคอยให้ค่ำคืนผ่านพ้นไปแล้วจึงรีบร้อนกลับไปที่บ้าน ถึงอย่างนั้นก็ตามฮีแจขี้ยัวะก็แกล้งเบลอ ปล่อยให้ผ่านไปแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ ไม่พูดถึงเรื่องในคืนนั้น 

“ตื่นขึ้นมาแล้วคงจะไม่ได้ตกใจมากใช่ไหมครับ” 

“ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นไร ฉันเองก็ต้องขอโทษนะคะ คงไม่ได้เจอเรื่องน่าอายเพราะฉันหรอกใช่ไหมคะ” 

“ไม่ครับ ก็แค่เอาแต่หัวเราะอยู่แป๊บนึง แล้วจู่ๆ ก็ฟุบหน้ากับโต๊ะแล้วหลับไปน่ะครับ” 

แทมยองมองฮีแจที่ดูไม่สบายใจ ‘ไอซ์ไวน์เนี่ยไม่เห็นจะทำให้รู้สึกโล่งสบายเลย’ พูดแล้วก็ใช้ฝ่ามือตบโต๊ะ หัวเราะขบขันออกมา เขย่ามีดและส้อมบนจาน จนเกิดเสียงกระทบแกร๊งๆ ดึงดูดสายตาผู้คนภายในภัตตาคารทั้งหมด จากนั้นก็พูดทิ้งไว้ว่า ‘พอดื่มตอนอายุเยอะ มันก็ยิ่งคาดหวัง’ ด้วยเสียงดังอย่างกล้าหาญบนโต๊ะ แทมยองที่ยังไม่ได้เริ่มพูดเรื่องที่อยากพูด ทนกับสายตาที่มองเขม่น จึงแบกฮีแจขึ้นหลัง สายตาของพวกผู้ชายที่มองอย่างเจ้าเล่ห์สื่อว่า วันนี้ต้องเขียนประวัติศาสตร์หน่อยไหม กับสายตาอิจฉาของพวกผู้หญิงที่สื่อว่ายัยผู้หญิงคนนั้นแกล้งเมาชัวร์ ทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดกว่าถูกเข็มทิ่มจึงได้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น 

ก็นะ ในตอนนั้นมันก็ลำบากและอับอายอยู่หน่อย แต่สำหรับแทมยองมีเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบอกแก่ฮีแจ คว้าโอกาสไว้ได้สองครั้ง แต่โลกนี้กลับขัดขวางแทมยอง ทุกครั้งจึงได้เกิดเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายก็จบเหมือนเดิม แต่ก็ทำได้แค่อดทน 

“ผู้ช่วยอี ขอโอกาสให้ผมอีกสักครั้งได้ไหมครับ” 

สีหน้าของฮีแจที่รับแฟ้มเอกสารคืน พร้อมกับคำถามที่ไม่คาดคิด กำลังอยู่ในความหงุดหงิด 

“หัวหน้าทีม!” 

“ครับ” 

“ถ้ามีเรื่องจะพูด ก็พูดมาตรงนี้เถอะค่ะ” 

ถึงจะเป็นสงครามรักครั้งที่สาม แต่คนขี้ยัวะก็คือคนขี้ยัวะ ถึงจะมีความชอบพอแทมยอง แต่ฮีแจก็ไม่ใช่คนว่าง่าย ถูกทิ้งถึงสองครั้งคงไม่สามารถยอมรับครั้งที่สามได้ กอดแฟ้มเอกสารเอาไว้แล้วปฏิเสธเสียงแข็งก็พอทำให้ความรู้สึกสบายใจหวนกลับมา ตรงกันข้ามสีหน้าแทมยองกลับเคร่งเครียดดูแล้วคงจะเสียความมั่นใจด้วย เหวี่ยงออกมายังไม่ทันถึงหนึ่งนาทีก็รู้สึกเสียใจแล้ว แต่แทมยองกลับดันเก้าอี้และลุกพรวดขึ้น แล้วบทพูดในหนังสักเรื่องก็แวบเข้ามาในหัว ‘รวบรัดเลยดีไหม’ 

“รบกวนด้วยนะครับ” 

แทมยองค้อมตัวคำนับ 

 

* * * 

 

[นี่! มันก็ต้องแบล็กการ์ดอยู่แล้ว พนักงานพาร์ทร้านกาแฟอะไรกัน!] 

"เเชยอง ประเด็นที่ฉันพูดอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย" 

[ตอนนี้ประเด็นนั้นมันสำคัญนักเหรอ แบล็กการ์ดเลยนะ ต้องก้มกราบอ้อนวอนแล้ว ยอมลดศักดิ์ศรีเลยนะ จะไม่ยอมรับไว้เหรอ] 

"ตามติดฉันอย่างกับวิญญาณที่ไม่ได้กินข้าว แล้วก็เอาแต่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวๆ" 

[หัวหน้ารูปหล่อที่ขยันซื้อข้าวเลี้ยง ดีออก งั้นเลยตกลงไปเจอ?] 

"อือ อาทิตย์หน้า" 

[เยี่ยม! ให้มันได้อย่างนี้สิ! เก่งมาก ขอร้องล่ะอีฮีแจ ตั้งสติ เป็นใครได้ฟังก็บอกให้เลือกแบล็กการ์ดอยู่แล้ว แล้วยังมานั่งคิดมากทำไม] 

"ก็มันกังวลน่ะสิ แล้วหัวหน้าก็ไม่ได้บอกว่าจะยังไงด้วย" 

[ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ โอ๊ะ ลูกร้อง เดี๋ยวโทรกลับนะ!] 

แล้วก็วางสายไปพร้อมกับเสียงเด็กร้องไห้ โทรฉุกเฉินขอความช่วยเหลือไปหาแชยองเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมที่ตอนนี้แต่งงานไปแล้ว หากกลับได้ยินแต่เสียงบ่น ฮีแจจัดการแปะแผ่นมาส์กหน้ารูปเชร็ค ขณะที่หัวเราะคิกคักพร้อมกับถ่ายเซลฟี่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

"แชยองงั้นเหรอ" 

คิดว่าคงกล่อมลูกให้หยุดร้องได้แล้ว ก็เลยโทรกลับมา แต่กลับเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก ฮีแจมองหมายเลขสี่ตัวหน้าและหมายเลขสี่ตัวหลัง พร้อมกับลองคาดเดาตัวบุคคล แต่ก็ไม่มีใครที่นึกถึงในทันที 

"ฮัลโหล?" 

[ฟืด] 

ไม่มีเสียงตอบรับใดจากคู่สายเป็นเวลาหลายวินาที มีเพียงเสียงกลั้นน้ำตาดังออกมา ฮีแจที่เพียงตอบรับด้วยคำถาม เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในหัวของฮีแจเต็มไปด้วยคำว่า สถาบันในย่านเศรษฐกิจ รุ่นพี่ ความทุกข์ ดีแล้วเหรอที่มีแค่เธอที่มีความสุข? ถ้อยคำพวกนี้ค่อยๆ ผุดขึ้นมาทีละส่วน 

"คะ ใครคะ" 

แล้วจึงแอบเปิดมูลี่ที่ถูกปิดเอาไว้ สอดส่องไปยังทางเข้าคอนโดและซอยที่ได้เจอกับเจ้าลูกแมวลายสีเหลืองเป็นครั้งแรก นอกจากคนที่สูบบุหรี่ใต้ร่มบังแดดที่ร้านสะดวกซื้อชั้นหนึ่ง รถเมล์ที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็ไม่เห็นใครเลย 

[Are you Hee-Jae...? Right?(คุณคือฮีแจใช่ไหม ใช่ไหมคะ)] 

"อะ อลิซ?" 

 

* * * 

 

เห็นทีคงจะเป็นพนักงานหรือผู้จัดการของร้านที่อลิซอยู่ คำถามที่ว่าอยู่ที่ไหน จึงเปลี่ยนคนคุย แล้วก็ได้ยินน้ำเสียงประหม่าของผู้ชาย ในตอนนั้นพอได้ยินพูดว่า ‘เธอคือเพื่อนของฉัน ช่วยบอกที่อยู่ที่นั่นให้หน่อยได้ไหม’ จึงได้ให้ชื่อร้านและที่อยู่ถึงจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็ตาม หากก็ไม่สบายใจที่จะเผยหน้าสดให้คนต่างชาติที่เจอแค่ครั้งเดียวได้เห็น ฮีแจจึงได้แต่งหน้าในแท็กซี่มืดๆ อย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่ารถสปอร์ตคาร์ที่วิ่งบนถนน คุณลุงคนขับแท็กซี่เอ่ยถามว่าการแต่งหน้าสำคัญกับผู้หญิงขนาดไหนกัน ถึงได้แต่งในที่มืดแบบนั้น ก่อนจะเปิดไฟให้ แต่ในตอนนั้นก็หลังจากที่ได้กลายสภาพเป็นคาบูกิ[1]ไปแล้ว 

ร้านที่มาถึงตามที่อยู่ที่ให้ไว้ เป็นผับที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้มาอยู่ที่เท็กซัสในช่วงปี 80 ก่อนเดินเข้าไป ก็เปิดกระจกส่องดูใบหน้าอีกครั้ง เฮ้อ แบบนี้มันเหมือนจะได้ขึ้นไปยืนบนเวทีของละครเวทีเลย เพราะจะลบหรือจะเติมหน้าก็ไม่ได้ ดังนั้นฮีแจจึงได้จับผมยาวมาบังแก้มเอาไว้แล้วจึงก้าวเข้าไป คล้ายเป็นการไปท้าดวลปืนกับศัตรูความรักอย่างไรอย่างนั้น ภายในผับบรรดาชาวต่างชาติที่ให้กำลังใจอย่างล้นหลามเหมือนมือปืนที่ชนะในการดวล กำลังดื่มเบียร์หรือไม่ก็ค็อกเทลอยู่โดยรอบ พอผู้หญิงเกาหลีร่างเล็กในชุดธรรมดาปรากฎตัว สายตาก็จดจ้องมา พอหันมองโดยรอบร้านด้วยฝีเท้าที่ขลาดเขินก็มองเห็นแผ่นหลังของผู้หญิงผมทองที่ดูทุกข์ใจ 

“อลิซ?” 

แตะลงที่ไหล่ของอลิซ แล้วจึงนั่งลงที่ด้านหน้า ยิ้มสดใสออกมา พร้อมตั้งใจจะเอ่ยถามว่ามีปัญหาอะไร สายตาที่ได้มองสบจากด้านหน้าดูมีเรื่องราวในใจมากกว่าที่เห็นจากด้านหลัง และยังเมามายพอควร ฮีแจจึงเรียกบาร์เทนเดอร์มาสั่งเบียร์ มีเรื่องอะไรกันนะ อยากสารภาพรักกับจีฮอน แต่จีฮอนไม่เก่งภาอังกฤษ เลยจะขอให้ช่วยล่ามตอนสารภาพงั้นเหรอ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเป็นนักแสดงตัวประกอบในความรักของคนอื่นแล้วล่ะ หากไม่งั้นประกาศงัดข้อขึ้นมากะทันหันเลยดีไหม ในระหว่างที่คิดว่าจะต้องตอบรับอย่างไร หากอลิซร้องไห้แล้วบอกให้ช่วยอ้อนขอความเมตตาจากจีฮอน เบียร์ที่สั่งก็มาเสิร์ฟ ราวกับระเบิดจินตนาการทั้งหมดทิ้งไป เป็นบรรยากาศที่หากไม่รีบเร่งความเร็วให้พอดีคงไม่ดีแน่ 

 

 

[1] คาบูกิ เป็นศิลปะการแสดงของญี่ปุ่น โดยมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง แสดงออกซึ่งท่าทางที่มีความหมาย 

ความคิดเห็น