โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 2-10 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-10 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 180

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2563 11:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-10 ท่ามกลางสายลมกับสายลม
แบบอักษร

 

[พี่มีอะไรจะพูดกับผมไหมครับ] 

ฮีแจจ้องหน้าจอที่เปิดข้อความเอาไว้ น่ารักงั้นเหรอ น่ารักเนี่ยนะ พูดแบบนั้นแน่ๆ ฮีแจรู้สึกสงสารตัวเองที่เสียเวลากับปริศนาของคำพูดที่ว่า ‘พี่น่ารักมากเลยนะครับ’ 

อยากจะออกไปรับลม จึงได้ลุกจากที่นั่งแล้วแกล้งไปเข้าห้องน้ำ ช่วงบ่ายที่ร้อนระอุ ด้วยเป็นเวลางานทางเดินจึงได้เงียบเชียบ 

“ลองดูวันที่ที่ว่างไว้หรือยังครับ” 

เป็นแทมยองที่เธอหลงลืมไปชั่วเวลาหนึ่ง อีกฝ่ายที่หยีตาเพราะความร้อน พลางชวนไปกินข้าวด้วยกันอีกครั้งราวกับเป็นคำสั่ง เสียงของแทมยองที่ดังก้องจากมุมทางเดินให้ความรู้สึกดีที่ได้ยิน คงเพราะช่วงนี้ความคิดมันสับสนว้าวุ่นไปหมด จากท่าทางที่อดอยากนั้นจึงเหมือนจะกระโดดมาแย่งอย่างรวดเร็วราวกับเห็นบาร์บีคิวถูกโยนมากลางมวลชน พอตั้งใจจะพูด ‘งั้นไปพรุ่งนี้เลยเป็นไงคะ!’ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ 

‘ถ้าวันนี้อยู่กับผมแล้วมีความสุข พรุ่งนี้ก็อยู่กับผมอีกสิครับ 

ใครพูดไว้กันนะ มันเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงที่จะใส่ใจในคำพูด แต่ดูเหมือนฮีแจไม่ใช่ผู้หญิงในโลกนี้ ผู้ชายที่เพอร์เฟกต์ขนาดนี้ อ้อนวอนชวนไปทานมื้อเย็นตั้งหลายครั้ง แล้วเพราะอะไรถึงได้ไปนึกถึงเด็กพาร์ทไทม์ที่ไม่มีการงานมั่นคงนั่นกันล่ะ 

“เอ่อ คือว่าฉันมีธุระส่วนตัว...” 

ไม่เคยสั่งให้ตัวเองปฏิเสธ แต่กลับเอ่ยออกไปว่ามีธุระส่วนตัวเสียนี่ แล้วฮีแจก็นึกถึงคิมยูชินที่บอกว่าตัดหัวม้าที่มันไม่เชื่อฟังขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของแทมยองที่ตั้งใจทำตามบัญชาของตัวให้สำเร็จตอบโต้ฮีแจที่อมพะนำคำตอบอยู่ในปาก 

“งั้นวันศุกร์นี้เป็นยังไงครับ” 

 

* * * 

 

“วันศุกร์แบบนี้คนเยอะมากเลยนะครับ” 

“คงอย่างนั้นแหละค่ะ วันศุกร์นี่นะ” 

“นั่นสิครับ ยังไงซะก็เป็นวันศุกร์” 

แทมยองที่เป็นตัวตั้งตัวตีชวนมากินข้าวเหมือนเป็นบัญชาแห่งชีวิตยังคงมีท่าทีสุภาพเรียบร้อย แม้จะสุภาพเรียบร้อย หากวันนี้ฮีแจได้ใช้วันศุกร์ไปเรื่อยๆ กับแทมยองผู้เพอร์เฟกต์ พร้อมกับดื่มไอซ์ไวน์ 

“ดูจากครั้งที่แล้วเหมือนคุณจะชอบไอซ์ไวน์ก็เลยสั่งมาน่ะครับ คราวนี้ไวน์นำเข้าจากแคนาดา เป็นยังไงบ้างครั” 

แทมยองยิ้มเขิน ยิ้มเขิน...! ท่าทางนั้นทำให้เกิดตัวอักษรในดวงตา ทั้งหวีดร้องอย่างชื่นชม แต่ที่ได้ยินหลังจากนี้ก็เพียงแค่เกี่ยวกับวันศุกร์อีกเท่านั้น 

อันที่จริงก็เลือกวันในตอนที่อารมณ์ไม่ดีนัก ถ้าหากเป็นไลฟ์สไตล์ของคนวัยยี่สิบก็คงจะต้องใช้คำพูดน่ารักๆ แล้วควงแขนกัน แต่เพราะนี่คือวัยสามสิบ จึงมานั่งกินสเต๊กที่ไม่ได้ชอบในภัตตาคารหรูแทน แล้วซักถามกันไปมา จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปต่อมากกว่านั้นดี หรือบอกลากันตรงนี้ดี ทางเลือกที่ชัดเจนนั่นคือสไตล์ของวัยสามสิบ 

“ผู้ช่วยอีเข้ามาทำงานเมื่อไหร่เหรอครับ” 

“ปี 2010 ค่ะ” 

“แล้วครอบครัวผู้ช่วยอีล่ะครับ” 

“มีพี่น้องสองคนค่ะ ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฉันเป็นลูกคนเล็ก แล้วหัวหน้าทีมล่ะคะ” 

“ผมเป็นลูกคนเดียวครับ พ่อแม่ท่านอยู่ที่ออสเตรเลีย ผู้ช่วยอีอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เหรอครับ” 

“เปล่าค่ะ ท่านบอกจะไปทำสวนก็เลยย้ายไปอยู่คังวอนโด อยู่ออสเตรเลียอย่างนั้นคงจะเหงาน่าดูนะคะ” 

“ก็ไม่เท่าไหร่ครับ แยกกันอยู่มานานแล้ว ชินแล้วล่ะครับ” 

บทสนทนาดำเนินไปเหมือนชายหญิงที่นัดดูตัว ถึงฮีแจจะรู้สึกว่านี่มันอะไรกัน หากก็ไม่ได้ขัดคำถามและคำตอบที่ออกมาเหมือนเส้นสายไหม ความรู้สึกแปลกทำให้ลืมกระทั่งฝันร้ายของวันที่เคยต้องดื่มกาแฟและทานช็อกโกแลตเพียงลำพัง 

“อืม คือว่า ผู้ช่วยอีครับ ว่าไงดีล่ะ ความสัมพันธ์ของคนเรา คือ จะแสดงออกแบบไหนถึงจะดี คือ เกี่ยวกับการเป็นแฟนกัน อืม ยังไงดีครับ” 

“คะ?” 

ไม่สามารถเข้าใจภาพรวมของประโยคได้เลยสักนิด แต่ในวินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘เป็นแฟน’ ที่ออกมาจากปากของแทมยอง ก็สังหรณ์ขึ้นมาว่าสงครามความรักครั้งที่สามได้ยุติลงที่นี่ ภัตตาคารแห่งนี้ แต่ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้กันนะ หากเป็นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน คงจะยิงปืนสดุดีและดื่มไอซ์ไวน์แด่ชัยชนะ แต่กลับรู้สึกสงบนิ่ง 

“หมายถึงว่า ผู้คน คือมีไอ้นั่นอยู่ในใจ ที่เรียกว่าบรรทัดฐานน่ะครับ การเป็นแฟนหรือบรรทัดฐานของผู้ช่วยอี อืม เป็นยังไงเหรอครับ” 

“คะ?” 

“หมายถึงว่า” 

แทมยองที่เคยให้ความสำคัญในเรื่องความชัดเจนตรงประเด็นในที่ประชุม กลับทำเหมือนคนต่างชาติที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาเกาหลี ฮีแจที่ถึงฟังอยู่แต่ก็ไม่เข้าใจความหมายนั้น ถึงอยากตอบก็ตอบไม่ได้ ตอนที่ขมวดคิ้วเป็นตัวอักษร พร้อมกับตั้งใจฟังภาษาต่างชาติของแทมยอง โทรศัพท์ของฮีแจที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น 

[พี่มีอะไรจะพูดกับผมไหมครับ] 

หลับตาลงอย่างไม่อาจคุ้นชิน และถึงจะเขียนด้วยพู่กัน ข้อความก็ยังคงมีเนื้อหาเหมือนเดิม 

“รับสายก็ได้นะครับ” 

แทมยองที่ทำเสียงอ้อมแอ้ม กลับสู่ท่าทางเช่นชายผู้สุขุมเช่นเดิม 

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ข้อความน่ะค่ะ เชิญพูดต่อเลยค่ะ” 

“อ้า อืม ก็คือ หมายถึงว่า” 

แทมยองที่เปิดงานด้วย ‘ก็คือ’ และ ‘หมายถึงว่า’ อยากจะพูดอะไรกันแน่ แล้วก็ใช้มือลูบหน้าตัวเอง จากนั้นก็ดื่มไวน์ที่เหลือในแก้วจนหมด ฮีแจที่ร้อนใจไปด้วยก็พลอยยกไวน์ดื่มตามไปติดๆ 

 

รสชาติเฝื่อนฝาดที่ปลายลิ้นทำให้คอแห้งจนลืมตาขึ้นมา แสงสว่างมี่ส่องประกายวิบวับท่ามกลางค่ำคืนมืดมิดระยิบระยับในสายตาของฮีแจ ออกแรงกะพริบตาปริบๆ เพื่อลืมตาขึ้นเต็มที่ พร้อมกับพยายามรวบรวมสติ ในระหว่างที่สติเลือนราง ไหล่กว้างที่แม้ติดผอมเพรียวก็ปรากฏในสายตา ทั้งไหล่ที่เห็นจากทางด้านหลัง ทั้งท้ายทอย ดูโดดเด่นเหมือนอยู่คนเดียวในโลก เป็นแทมยองที่ดื่มไอซ์ไวน์กับฮีแจก่อนหน้านี้ไม่ผิดแน่ น้ำเสียงอ้อมแอ้มของแทมยอง คล้ายค่อยๆ ห่างไกลออกไป แต่กลับถูกแบกอยู่บนหลังของแทมยองโดยไม่รู้ตัว 

“ห้องพักหนึ่งห้องครับ” 

ตลอดช่วงเวลาที่เมาแล้วหลับไปเหมือนถูกฉีดยานอนหลับนั้น สร้างความเดือดร้อนอะไรแก่แทมยองบ้าง ผู้คนคิดอะไรเมื่อมองผู้หญิงที่ดื่มไวน์ในภัตตาคารหรูที่จ่ายเป็นแสนวอนให้กับสเต๊กที่เล็กกว่าฝ่ามือ แทมยองที่อยู่ด้วยกันนั้นอับอายแค่ไหน ความคิดทั้งหมดปั่นป่วนอยู่ในหัว  

แทมยองเอากระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมาทั้งที่แบกฮีแจไว้บนหลัง จ่ายค่าห้องด้วยการ์ด เสียงเฉพาะของเครื่องพิมพ์ใบเสร็จทำให้สติที่หนีออกจากบ้านกลับคืนมาทันที เหมือนถูกพ่อกระชากท้ายทอย แต่การขอลงจากหลังด้วยใบหน้าที่สติครบถ้วนตรงหน้าฟรอนต์ เหมือนจะประหลาดมากกว่าเดิม ฮีแจจึงกลั้นหายใจอยู่บนหลังของแทมยอง 

หรี่ตามองโรงแรมหรูหราที่ราคาแพงหูฉี่ และภายในลิฟต์ที่เห็นก็หรูหราอย่างที่สุด แทมยองแตะคีย์การ์ดห้องแล้วเข้ามาด้านใน ใจพลันเต้นแรงเมื่อตรงดิ่งอย่างไม่ลังเลไปยังใจกลางความมืดมิด แม้สีหน้าจะดูเก้อเขิน แต่นี่เป็นสิ่งที่จะต้องจารึกเอาไว้เหรอ ถ้าหากพูดขึ้นมาว่า ‘ฉันเมาเมื่อไหร่กัน’ แล้วลุกขึ้นด้วยใบหน้าใสสะอาด จากนั้นก็ต้องกลับบ้านไปเหรอ ความคาดหวังและความกังวลทำให้ร่างกายตื่นตัวไปทุกตารางนิ้ว ทั้งซุกซ่อนเอาไว้ในใจ ในใจของฮีแจคิดว่าเป็นความจริงที่คนเมานั้นน่ากลัว เมื่อลมหายใจของแทมยองเฉียดเข้าใกล้เตียงนอน เสียงลมหายใจหนักๆ ทำให้ฮีแจขดตัว 

ฮีแจที่ยังคงเมาอยู่หนึ่งในสามส่วน ตอนที่คิดอยากจะถอยห่างแทมยองอีกหน่อย เสียงสั่นของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พอวางฮีแจลงบนเตียง แทมยองก็รีบร้อนไปรับโทรศัพท์ 

“ฮัลโหล? อื้อ ยังอยู่ด้วยกัน ว่าไงนะ พูดอะไรน่ะ เจตนาแอบแฝงอะไรกัน ก็บอกแล้วไงล่ะ วันนี้มาเจอก็ตั้งใจจะบอกเรื่องนายนะ ก็นายบอกว่าพูดไม่ได้ ฉันก็เลยมานี่ไง” 

ไม่อยากให้ฮีแจตื่น ไม่อยากให้ได้ยินเรื่องที่คุย เสียงของแทมยองจึงฟังดูระมัดระวัง ไม่ใช่ รู้สึกถึงความกังวลและร้อนรนมากว่าความระมัดระวัง ฮีแจที่นอนอยู่ในท่าเดิมเหมือนก่อนหน้า แอบลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความดูดีของแทมยองที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนทั้งที่ใช้มือใหญ่ป้องปากและช่องลำโพงของโทรศัพท์เอาไว้ เอาชนะได้กระทั่งความมืดมิด 

“แต่เมาไปก่อนที่จะได้บอก ก็เลยไม่ได้พูดเลย เปล่า ก็บอกว่าเปล่าไง! ทำไมฉันต้องตั้งใจมอมเหล้าล่ะ ทำไมถึงพูดแบบนั้น เป็นนายเองที่บอกว่าอยากบอกนะ เข้าใจอยู่แล้ว เปิดเผยแล้วได้รับความยินดี แล้วก็ไปเจอด้วยกันก็ดี” 

ฝ่ายตรงข้ามโมโหก็เลยขึ้นเสียงจนก้องกังวาน เนื้อหาที่คุยไม่มีคำตอบ และไหล่ของแทมยองที่ลู่ตกลงกำลังส่ายไปมา แต่แววตากลับกำลังยิ้ม รู้ว่าให้จับได้ว่าลืมตาอยู่ไม่ได้ หากเห็นท่าทางนั้นแล้ว ร่างกายมันกลับไม่ฟัง 

“นายบอกว่าอยากบอก ฉันก็เลยเป็นคนนำ แล้วทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ใครจะไปรู้ว่าจะดื่มหนักแบบนี้ล่ะ ฉันไม่ค่อยเมาหรอก เมาด้วยกันอะไรล่ะ! พูดหมดหรือยัง นี่ นี่! ฮัลโหล? ฮัลโหล? อ้า โกรธจริงๆ แล้วสิเนี่ย” 

คำพูดที่แตกต่างกับแทมยองที่เห็นในบริษัทโดยสิ้นเชิง ทำให้ฮีแจงุนงงอย่างที่สุด ถึงจะพูดว่า ‘โกรธจริงๆ แล้วสิเนี่ย’ หากกลับคลอมาด้วยเสียงหัวเราะที่คล้ายน้ำตาล พาผู้หญิงที่เมาเหล้ามายังโรงแรมราคาแพง แล้ววางให้นอนบนเตียง จากนั้นก็ไปคุยโทรศัพท์แบบนั้นเหรอ ใจหนึ่งก็กังวลอยู่ว่าจะต้องรับมือสิ่งนี้อย่างไรดี แต่อีกใจหนึ่งก็โล่งอก 

ทว่าก็สบายใจได้ครู่หนึ่ง แทมยองที่ถูกตัดสายไป กลับมาสนใจเพื่อนร่วมห้อง แล้วขยับมาใกล้เตียง เสียงรองเท้าหนัง ตึก ตึก ใกล้เข้ามา ทำไงดี ต้องทำอย่างไรล่ะ สุดท้ายก็ให้มันกลายเป็นแบบนี้เหรอ ตื่นเต้นเสียจนหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่างแทบจะแลกที่กัน หากริมฝีปากและสัมผัสของแทมยองขยับเข้ามา จะต้องตอบรับไปแบบไหน เป็นช่วงเวลาที่ตกอยู่ในความร้อนรนเหมือนอายุยังไม่ถึงยี่สิบ 

แอ๊ด ปัง! 

ทั้งริมฝีปาก ทั้งสัมผัสไม่ได้เฉียดมาใกล้ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าปลอดภัยอยู่บนเตียง แต่ขณะเดียวกันก็เหลือเพียงแค่ฮีแจกับความเหงามากมาย 

 

ความคิดเห็น