ฮะนะชิ

เมื่อผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งยกยอตนว่าสมควรเป็นผู้ครองโลก ผู้ไม่เห็นด้วยจึงต้องขัดขวางแผนการวินาศกรรมนั่นให้ได้! นิยายโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่นครั้งแรกของโลก! (อัพวันละตอน จ.-ศ. 15.00 น. , ส.-อา.และวันหยุด 11.00 น.)

ชื่อตอน : บทที่ 1-6

คำค้น : นิยายญี่ปุ่น นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ ศึกเดิมพันคนเหนือโลก แฟนตาซี ไซไฟ

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 80

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2563 14:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-6
แบบอักษร

สนามบินอยู่ห่างออกจากเมืองเอเธนส์สามสิบกิโลเมตร รถแล่นด้วยความเร็วพอสมควรจนถึงตัวเมืองด้วยเวลาเพียงสามสิบนาที แต่หลังจากเจอเข้ากับการจราจรอันติดขัดก็ทำให้ความเร็วนั้นลดต่ำลง พอรถแล่นเข้าใกล้จตุรัสซินตักมา เขาก็มองเห็นตึกรัฐสภาสีครีม เฉียงไปทางทิศตะวันออกมีบันไดหินอ่อนทอดยาวไปตามถนนอมาเลียส บริเวณนั้นก็ร้านกาแฟเล็กๆ ตั้งกระจายตามแต่ละจุด 

ข้างนอกรถมีเสียงดังวุ่นวายไปด้วยแถวของกลุ่มผู้ประท้วง เก๋าซึ่งกำลังดำดิ่งอยู่ในเรื่องในอดีตมองไปยังเหล่าฝูงชนที่อารมณ์พลุ่งพล่านพลางคิดในใจว่าวันนี้พิเศษอะไรหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะด้วยวันอะไร พวกเขาก็คงกำลังเรียกร้องอิสระหรือกำลังโอดครวญไม่พอใจกับรัฐบาล 

ในที่สุดหลังจากผ่านไปยี่สิบนาที รถก็เคลื่อนตัวออกจากจัตุรัสซินตักมาได้ จนเห็นรูปร่างของเสาขนาดใหญ่หลายสิบต้นอยู่ห่างออกไป บนพื้นผิวของเสาแต่ละต้นถูกแกะสลักด้วยลายเส้นตรง ลวดลายของสีเหลืองกับสีขาวบนหินอ่อนให้ความรู้สึกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน บนเสาไม่มีหลังคา มีเพียงคานหลายอันที่ถูกประคองไว้อย่างหมิ่นเหม่ แม้จะผุพังไปบ้างแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรูปทรงอันสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ไม่เปลี่ยน 

เลขาผู้กำลังจับพวงมาลัยคงคิดจะทำอะไรสักอย่างกับบรรยากาศอันอืมครึม เขาจึงเอ่ยปากแนะนำสถานที่รอบๆ 

“นั่นคือวิหารโอลิมเปียซุสครับ ตอนที่สร้างมีเสาอยู่ทั้งหมดสี่ร้อยต้น แต่ก็พังเสียหายไปด้วยเพลิงไหม้ครั้งใหญ่น่ะครับ” 

“เพิ่งไหม้ไปเหรอ?” 

“....เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วน่ะครับ” 

“ขอโทษที ผมเบลอไปหน่อย” 

หลังจากวิ่งผ่านหน้าวิหารโอลิมเปียซุสไปเพียงอึดใจ รถก็วิ่งลงไปทางใต้สักพักก่อนจะวิ่งวนรอบที่เดิมหลายครั้งแล้วมุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

“ส่วนตรงหน้านั้นคือซากวิหารอโครโปลิสครับ ส่วนนั่นก็วิหารพาร์เธนอน ทุกคนต่างมาที่เอเธนส์เพื่อดูวิหารนั่นครับ” 

“วิเศษมาก” 

หลังจากผ่านไปสักพัก ภาพสถาปัตยกรรมโบราณของกรีกก็ปรากฏอีกครั้งตรงหน้า ทำให้เก๋าเริ่มรู้สึกสับสน 

ภาพตรงหน้านั้นดูเหมือนภาพวิวที่เคยเห็นมาก่อน นี่เขากำลังฝันอยู่หรือเปล่านะ หรือว่าเขาจะเคยเห็นมันบนแผ่นพับการท่องเที่ยว? ไม่สิ มันอาจจะเหมือนกันแต่คนละแบบหรือเปล่า 

บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไรอยู่หรือเปล่า การจมดิ่งอยู่กับภาพความทรงจำยังไม่ใช่อาการร้ายแรงเท่าไหร่ แต่ในบางครั้งความจำก็เกิดสวนทางกันด้วยก็มี 

“ที่นี่ที่ไหน?” 

คำถามของเก๋าทำให้ในรถเงียบสงัด คิ้วที่โค้งได้รูปของคาเรนขยับเล็กน้อย 

“นี่นายเป็นนักสืบจริงๆ เหรอ?” 

“แล้วมีปัญหาอะไรงั้นหรือเปล่าครับ?” 

“สิ่งที่สำคัญกับการเป็นนักสืบ มันก็คือความสามารถในการสังเกตที่เฉียบแหลมใช่ไหม” 

“ตามนั้นเลย” 

“นั่นคือวิหารโอลิมเปียซุสไง” 

“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ?” 

ในที่สุดเก๋าก็รู้สึกตัว 

“อย่าบอกนะว่านี่กำลังวนอยู่จุดเดิมน่ะ? อย่างนี้นี่เอง นี่สินะที่เขาเรียกว่าปฏิบัติการแบบซ่อนเร้นของพวกสายลับ!” 

“ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ทำไมนายถึงไม่รู้สึกตัวเลยล่ะ” 

เก๋าคิดจะตอบไปว่า “นั่นก็เพราะนี่คือพลังที่แท้จริงของผมยังไงล่ะ!” เพื่อจะตอบปัดแล้วเปิดประเด็นใหม่ แต่เพราะโดนอีกฝ่ายจ้องแบบไม่วางตา เขาจึงเลือกที่จะโต้กลับไปด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด 

“นั่นเป็นข้อแตกต่างของนักสืบชื่อดังกับนักสืบปลายแถวทั่วไป ผมน่ะมีเซนส์ความขี้เล่นในแบบที่คนพวกนั้นไม่มีอย่างไรล่ะ” 

“งั้นเหรอ? ฉันนึกว่านายเป็นอัลไซเมอร์เสียอีก” 

“ล้อเล่นหรือไง นี่ผมยังหนุ่มอยู่เลยนะ” 

“มีโอกาสเป็นไปได้นะ ปาฏิหารย์น่ะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทางเวชศาสตร์เสมอ” 

ถ้าเปรียบคำพูดเป็นระเบิด เก๋าก็คงจะถูกระเบิดออกจนแตกเป็นผุยผงไปแล้ว ถึงเขาจะทำท่าทีไม่เดือดร้อนอะไร แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงรังสีความเย็นยะเยือกที่ส่งมาจากข้างๆ 

คาเรนละสายตาออกจากเก๋า 

ฉันจับทางหมอนี้ได้แล้ว นักสืบอะไรกัน? อย่ามาล้อเล่นนะ ไปพบหมอจิตแพทย์ดีกว่าไหม? 

เก๋านึกสาปแช่งบรูโน่อยู่ในใจ 

ถ้าได้วีซ่ามาเที่ยวคงจะดีกว่านี้ ถ้าเขาจิตไม่แข็งก็คงทนไม่ไหวหรอก! 

พอลอบมองไปข้างๆ ก็เห็นว่าคาเรนกำลังมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ 

เขามองไม่ออกว่าเจ้าหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นจะต้องระวังไม่ให้เผลอปล่อยไก่ออกมาให้ได้ ถ้าให้พูดก็คือต้องพยายามไม่พูดอะไรที่มันไม่จำเป็นออกมา แต่ในตอนนี้คาเรนเป็นฝ่ายที่นิ่งเงียบเสียจนน่าใจหาย... 

บรรยากาศภายในรถยิ่งเย็นยะเยือกมากขึ้น เลขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบีบมือเข้ากับพวงมาลัย เมื่อผ่านไปสักพัก จำนวนรถบนถนนก็ลดลงจนเริ่มเห็นสิ่งปลูกสร้างรอบๆ กระจายตัวห่างกัน รถวิ่งแล่นผ่านเขตตัวเมืองเข้าใกล้ถนนภูเขา ดูท่ารถจะวิ่งมาได้สักห้ากิโลเมตรได้ พื้นที่ถนนดูไม่กว้างเท่าไหร่นัก ด้านซ้ายมือเป็นทางระบายน้ำลึกหลายเมตร มีก้อนหินจากโขดหินที่แตกกระจายหล่นอยู่รอบๆ ดูเหมือนปากของคนที่ฟันเรียงตัวไม่สวยกำลังเปิดอ้า ส่วนด้านขวาเป็นผิวดินของภูเขา ผิวของโขดหินสีน้ำตาลแก่ดูสากราวกับหนังแรด ส่วนบริเวณอับแสงมีต้นมอสขึ้นแซมอยู่ 

เก๋าเบือนหน้าหนีจากภาพวิวที่ยากจะบอกว่างดงามก่อนจะเหม่อมองไปยังไกลๆ บนท้องฟ้าสีน้ำเงินมีกลุ่มเมฆลอยอยู่ต่ำๆ แสงพระอาทิตย์ที่ไม่จ้าเกินก็กำลังส่องลงมาที่พื้นดิน ในจังหวะที่เขากำลังอารมณ์ดีและเริ่มคิดว่ากรีซก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด รถคอนเทนเนอร์ก็แซงขึ้นหน้ามาจากฝั่งซ้าย วินาทีที่รถวิ่งเฉียดกัน เก๋าก็เห็นว่าชายร่างอ้วนใหญ่ชาวยุโรปผู้เป็นคนขับรถบรรทุกกำลังอ้าปากหาวอย่างเนิบๆ 

พอเก๋าโบกมือให้ อีกฝ่ายก็ส่งใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูใจดีกลับมา… แต่วินาทีหลังจากนั้น เก๋าก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

จู่ๆ รถคอนเทนเนอร์ใหญ่ยักษ์ที่แซงขึ้นมาเมื่อครู่ ก็เปลี่ยนเส้นทางเบียดกระแทกเข้ามาด้วยความเร็วที่รุนแรง 

“เอียน ระวังรถ!” 

คาเรนส่งเสียงตะโกนขึ้นก่อนเก๋าคิดจะทำ เลขาหนุ่มชื่อเอียนรีบหมุนพวงมาลัยเปลี่ยนทิศ ก่อนบังคับรถให้ไถลตัวออกไปทางซ้ายมือถนน พวกเขารอดจากการชนกระแทกได้เส้นยาแดงผ่าแปดก็จริง แต่รถคอนเทนเนอร์ก็กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ 

“เอียน เร่งความเร็วเร็วเข้า!” 

คาเรนพุ่งตัวออกมาจากที่นั่งแล้วมองเขม็งไปยังรถคอนเทนเนอร์ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุแน่ๆ 

ส่วนเก๋าที่ยังคงคิดว่านี่เป็นเพียงอุบัติเหตุธรรมดาก็โผล่หัวออกมาจากหน้าต่างรถเพื่อที่จะส่งเสียงเตือนคนขับรถ ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นเหนือหัวของเขา ตู้คอนเทนเนอร์บนรถสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรงราวกับว่าไม่ได้ถูกยึดไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะร่วงลงมาบนพื้นเสียงดังสนั่นไปทั่ว 

เมื่อมองขึ้นด้านบน ท้องฟ้าสีครามก็ถูกขัดขวางด้วยก้อนเหล็ก 

“วิ่งตัดผ่านไปเร็ว!” 

คาเรนตะโกน 

เอียนสบถด้วยภาษากรีกบางอย่างก่อนจะเหยียบคันเร่งอย่างไม่คิดชีวิต อัตราความเร็วถูกเร่งอย่างแรงจนร่างของเก๋าแนบติดไปกับที่นั่ง เสียงเครื่องยนต์ดังก้องอยู่ในรถที่มืดสลัวด้วยตู้คอนเทนเนอร์ที่ลอยอยู่เหนือหัว คาเรนที่นั่งอยู่ข้างๆ เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่นั้นจ้องมองไปยังภาพตรงหน้าอย่างไม่วางตา 

ตู้ม! 

ตู้คอนเทนเนอร์หล่นกระแทกเข้ากับท้ายรถวอลโว จังหวะการกระเด้งนั้นทำให้ล้อหน้าลอยขึ้นจนตัวรถกระแทกขูดกับพื้น แต่ล้อทั้งสี่ก็ยังคงหมุนวิ่งต่อไปพร้อมกับเสียงเสียดสีกับพื้นถนนดังก้อง 

ความคิดเห็น