โซซอล
facebook-icon

อีฮีแจในวัยสามสิบสอง วัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ด้านการทำงานและความรัก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้วปรากฏตัวตรงหน้าเธอ คนหนึ่งนั้นคือ หัวหน้าทีม พัคแทมยอง ที่แสนเพอร์เฟกต์ ส่วนอีกคนคือ ชองจีฮอน อายุน้อยกว่าเธอถึงเก้าปี! แล้วใครกันที่จะได้เป็นตัวจริงของอีฮีแจ!

ตอนที่ 2-3 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-3 ท่ามกลางสายลมกับสายลม

คำค้น : รักข้ามรุ่น ก็ลุ้นว่าใช่ นิยายเกาหลี โรแมนติก คอเมดี้ สตอล์กเกอร์

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 238

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 17:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-3 ท่ามกลางสายลมกับสายลม
แบบอักษร

 

ฮีแจยกยิ้มอ่อนอย่างชื่นชมว่าทำดีแล้ว พร้อมกับพยักหน้า ตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เกาะคุณอากินโดยอ้างว่าทำงานพาร์ทไทม์ แต่กลับมีความรอบคอบ เอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าหลังแล้วโทรไปที่ไหนสักที่ แล้วเด็กหนุ่มผู้รอบคอบก็เปิดปากพูด 

“ลองโทรหาดูน่ะครับ” 

แล้วก็จดจ่ออยู่กับเสียงโทรศัพท์ครู่หนึ่ง แล้วจึงส่งโทรศัพท์ให้ฮีแจ “ฮัลโหล” เสียงนั้นเจือความอ่อนล้า 

[ฮัลโหล] 

“รุ่นพี่” 

[…] 

“รุ่นพี่ ฉันเองค่ะ” 

[...] 

“ฉันอยู่หน้าห้องพี่ ออกมาเจอกันหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะรอค่ะ” 

หากเป็นเรื่องการรอคอยแล้ว เธอมีความมั่นใจมาก ตลอดช่วงมัธยมปลายปีหนึ่งและปีสองก็แอบรักรุ่นพี่อยู่ข้างเดียวมาตลอด คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ รอคอยให้หันมอง ถึงรักข้างเดียวจะสมหวัง แต่ก็ยังคงสัญญาที่จะรอ คำพูดของรุ่นพี่ที่ว่าเธอกับฉันเป็นนักเรียนเตรียมสอบแล้ว เพราะงั้นถ้าเข้ามหาวิทยาลัยก็จะไปเที่ยวที่ไกลๆ และไปเดตกันบ่อยๆ มันทำให้เธอรอที่จะได้เป็นนักศึกษาในเร็ววัน สุดท้ายรุ่นพี่ก็ต้องเป็นนักเรียนเตรียมสอบครั้งที่สาม รอสอบเข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ ความทุกข์ของอีกคนที่อัดอั้นไว้เป็นเวลานาน กัดกร่อนร่างกายและระเบิดออก จนไม่อาจสมานร่องรอยที่ฉีกขาด จึงได้เลิกรากัน 

ร่างที่สวมกางเกงยีนส์ เสื้อกันหนาวสีดำ สวมหมวกสีดำ ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาด้านนอกตัวตึกหอพักที่เก่าซอมซ่อ รุ่นพี่ที่สวมเสื้อผ้าโนแบรนด์หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่เคยคิดว่าจะใส่ ซูบผอมอย่างมาก และดูน่าอึดอัดใจมากกว่าเดิม แม้จะแต่งตัวซอมซ่อ แต่น่าแปลกที่ฮีแจรู้ได้ทันทีว่าเป็นรุ่นพี่ ไม่ใช่เพราะจีฮอนบอกว่ารุ่นพี่ออกมาจากตึกหอพัก ไม่ใช่เพราะรูปที่จีฮอนถ่ายให้ดู หากเพราะคนนั้นยังเหมือนเดิม แน่นอนว่าผ่านมาสิบปีแล้ว ใบหน้าย่อมเปลี่ยนแปลงไป แต่การก้าวเดินอย่างระมัดระวังอย่างที่จะไม่ยอมลื่นล้มบนพื้นน้ำแข็ง กระทั่งนิสัยที่เอานิ้วโป้งออกมาข้างนอกเวลาที่เอามือสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก็ไม่ได้เปลี่ยนไป 

รุ่นพี่ที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ทำสีหน้านิ่งเฉย ไร้การทักทาย เขาเหลือบมองจีฮอนที่ยืนอยู่ด้านหลังฮีแจ แล้วจึงเบนสายตากลับมา สบายดีไหมคะ ทำอะไรอยู่เหรอคะ ตอนนั้นทำไมถึงทำแบบนั้นกับฉัน แล้วตอนนี้ทำไมทำแบบนี้กับฉัน คำพูดมากมายที่ใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะพูดอะไรก่อนดีระหว่างที่นั่งแท็กซี่มา แต่พอมายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ สิ่งที่ใคร่ครวญล้วนทำให้สมองขาวโพลน อีกฝ่ายที่จ้องมองฮีแจที่ทำเพียงพูดอ้อมแอ้ม จึงได้เปิดปากพูด 

"หวัดดี" 

 

* * * 

 

“ไปกินบะหมี่กันไหมครับ” 

“อะไรนะ” 

คำง่ายๆ ที่หลุดปากออกมาว่า ‘อะไรนะ’ ทั้งที่ยังสับสน อาจจะมีงงอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้ร้องไห้ต่อหน้ารุ่นพี่ไปแล้ว เส้นผมบนศีรษะของเธอสั่นไหวไปตามเสียงหัวเราะของจีฮอน ดวงตาดำสนิทที่มีชีวิตชีวาจ้องมายังฮีแจที่เคร่งเครียด 

“ถ้าปล่อยไปแบบนี้ คงจะกลับไปร้องไห้คนเดียวน่ะครับ ยังไงก็เป็นลูกค้าถึงแค่วันนี้ ถือว่าเป็นบริการเสริมแล้วกันนะ เดินจากนี่ไปบ้านผมสิบห้านาทีเอง!” 

คำพูดของจีฮอนไม่ผิดเลย หลังจากแยกกับรุ่นพี่ ฮีแจก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด เมื่อสิบนาทีก่อนยังใช้ทิชชู่ที่จีฮอนเอาจากคาเฟ่แถวนั้นมาเช็ดน้ำหูน้ำตา แล้วก็เดินเตร็ดเตร่ในซอกซอยย่านเศรษฐกิจ 

“ฉันไม่ค่อยชอบเดินเท่าไหร่” 

“คุณลูกค้านี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว เวลาที่รู้สึกไม่โอเค ถ้าได้สัมผัสลมเย็นๆ แล้วปล่อยใจไปเรื่อยๆ มันเป็นวิธีบำบัดแบบพื้นบ้านนะ อ้า ช่างเถอะ งั้นก็ขึ้นแท็กซี่ไปละกันครับ เบียร์ บะหมี่เผ็ดจี๊ด ไข่ม้วน เค?” 

“บะหมี่เผ็ดจี๊ดก็ต้องคู่กับน้ำพีชสิ” 

จีฮอนชักจูงฮีแจด้วยเมนูที่ยากจะปฏิเสธ 

 

บนโต๊ะลายกระต่ายสีแดง บะหมี่เผ็ดจี๊ดสามซอง ไข่ดาวรูปร่างประหลาดสองฟอง เบียร์สองกระป๋องและกิมจิถูกวางเอาไว้ แล้วพอนั่งประจันหน้ากันก็ระเบิดหัวเราะออกมา ทำไมฉันอยู่ที่นี่ นั่งประจันหน้ากับคนคนนี้ที่เป็นน้องชายที่คาอึลรู้จัก แล้วก็กำลังรอให้เส้นบะหมี่เผ็ดจี๊ดสุก อ้า ใช่! ว่าไปแล้วคาอึลก็อยู่ที่นี่ที่ชั้นล่างสักชั้น ความคิดที่อาจถูกจับได้ทำให้หลงลืมความรู้สึกเสียใจไปชั่วครู่ 

“บะหมี่เผ็ดจี๊ดสองซองนี่กินหมดเหรอ” 

“อันเดียวมันก็ไม่พอนี่ครับ พี่เอารสคาโบนาร่าใช่ไหม เห็นว่าพวกผู้หญิงชอบอะไรแบบนี้” 

“วันนี้ท้องแทบจะว่างเปล่า ถ้ากินรสออริจินอลคงได้เป็นเรื่องแน่ จีฮอนเองก็กินตั้งสองซอง ขอให้พรุ่งนี้ไม่ถ่ายเป็นเลือดก็แล้วกันนะ เพราะอันนี้มันเผ็ดสุด” 

พอบอกว่าเผ็ดสุดก็ตั้งใจจะตอบว่าจะทานให้อร่อย แต่พอได้ยินคำว่าถ่ายเป็นเลือด ทำให้จีฮอนระเบิดหัวเราะออกมา เป็นเด็กประถมหรือไง อะไรเนี่ย ยังมีคนที่ตอบรับกับคำพวกนั้นอีกเหรอเนี่ย และคนคนนั้นก็คือจีฮอนที่ตั้งตัวเป็นบอดี้การ์ดของฮีแจวันนี้ ก็อายุยี่สิบสามนี่นะ เป็นทารกที่เพิ่งจบชั้นประถมได้แค่สิบปีเอง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม มันน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอ คำว่าถ่ายเป็นเลือดไม่ได้ตรงใจที่สุด หากพอผสมซอสพริกสีแดงของบะหมี่เผ็ดจี๊ด ก็ทำให้หัวเราะไม่หยุด เสียงหัวเราะสดใสเหมือนตอนเปิดกระป๋องโซดา ทำให้ฮีแจเผลอหัวเราะตาม 

เพราะแบบนั้น ฮีแจที่ก่อนหน้านี้ร้องไห้ฟูฟายต่อหน้าแฟนเก่าที่ตามราวกับเป็นสตอล์กกิ้ง ทั้งยังใช้วลีล้าสมัยที่ไม่ใช้แล้ว แบบคนที่มาจากหนังรักเมื่อสามสิบปีก่อน ใบหน้าก็พลันสดใส ไม่ได้ถามแม้กระทั่งสารทุกข์สุกดิบที่คิดวนในหัวเป็นสิบครั้งกับอีกฝ่ายที่ทักทายอย่างเถรตรงว่า ‘หวัดดี’ และไม่ได้ถามกระทั่งเหตุผลที่ก่อกวนตัวเอง หลังจากการทักทายว่า ‘หวัดดี’ ฮีแจก็ร้องไห้ออกมานิดหน่อย แล้วก็ร้องหนักขึ้น การตอบรับอย่างสงบสำหรับคนที่ก่อกวนฮีแจอย่างทุ่มเทด้วยข้อความหดหู่กับรูป คนคนนั้นเพียงจ้องมองพื้นต่อหน้าฮีแจที่ร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ในตอนที่ฮีแจเช็ดน้ำตา คนคนนั้นก็เอ่ย ‘ขอโทษ’ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ จากนั้นฮีแจก็เอ่ยออกมาประโยคหนึ่งว่า ‘ถ้ามีความสุขก็คงดีนะ’ แค่เพียงประโยคเดียวนั้น กลับทำให้ใจผ่อนคลายอย่างมาก ประโยคเดียวนี้ดูเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ในใจมาเป็นเวลานานลดน้อยลง 

“คาอึลอยู่ชั้นไหนเหรอ” 

“ชั้นสี่ครับ ด้านล่างนี้ก็คือห้องพี่คาอึล บางครั้งเวลาเบื่อๆ หากทำเสียงตึงตังพี่เขาก็จะขึ้นมาครับ มันเป็นสัญญาณในการชวนเล่นเกมของพวกเราน่ะครับ” 

“พวกเรานี่ตลกจริงๆ นะ ก่อนหน้านี้ไม่นานยังเป็นแค่คนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย พอมาตอนนี้ กลับมาแชร์พื้นที่กันได้” 

จีฮอนที่กินบะหมี่เผ็ดแล้วก็พัดๆ ลมเย็นที่ลิ้น พร้อมกับจัดการทำความสะอาดโต๊ะ เจ้าเด็กนี่ได้รับการสั่งสอนมาดีจริง วางแก้วกาแฟสดสองแก้วอย่างระมัดระวัง กลิ่นกาแฟที่โชยเหนือแก้วทรงกลมคละคลุ้งไปทั่ว 

“คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเหรอครับ ไม่ใช่นะ ผมน่ะรู้จักพี่มาตั้งนานแล้วเถอะ บอกไปแล้วไงครับ ความประทับใจแรกคือพี่ที่ตวาดใส่ลูกค้าคนนั้นเพราะโมโหไง” 

“โคตรแย่เลยนะ ความประทับใจแรกของฉันเนี่ย” 

“ไม่ได้แย่นะ” 

“เพราะโมโหเลยยัวะใส่หัวหน้านี่ไม่แย่เหรอ เออใช่! ยังบอกว่าฉันเป็นฮัคเลยนี่คะ” 

“ไม่ใช่งั้นครับ คือหมายถึงท่าทางนั้นมันดูมีพลังไง ไม่ได้โกหกนะ พี่น่ะเท่จริงๆ ก็เลยคอยมองทุกครั้งที่มาซื้อกาแฟกับพี่คาอึล แล้วก็เลยเถียงเรื่องไร้สาระกับพี่คาอึลไง ผมน่ะอยากสนิทกับพี่นะครับ” 

“อยากสนิทแล้วไปเถียงกันทำไมล่ะ” 

“ก็นะครับ นิสัยผมมันเป็นแบบนั้น ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ถึงชอบก็ทำไม่ชอบ ถึงจะขี้อายแต่ก็มีความหยิ่ง ถึงอย่างนั้นวันนี้ผมก็พยายามมากเลยนะครับ” 

“อ๋อ ก็เหมือนจะเป็นแบบนั้นนะ” 

“ไม่รู้เหรอครับที่แกล้งทำรู้ทันทุกอย่างน่ะ” 

อือ ไม่รู้เลย ฮีแจไม่ได้พูดออกไป แล้วก็เอาแต่จ้องจีฮอนนิ่ง 

“แต่ดูจะเป็นคนที่รักสะอาดมากเลยนะ ห้องสะอาดซะขนาดนี้ โอ๊ะ มีกีต้าร์ด้วย? อ๋อ เพิ่งซื้อมาสินะคะ เล่นเป็นด้วยเหรอ คนที่เล่นกีตาร์เก่งน่ะดูเท่ออก” 

บรรยากาศที่เหมือนจะเกิดอะไรบางอย่าง ทำให้ฮีแจเปลี่ยนเรื่อง พอคิดดูแล้วมันช่างเป็นความเกี่ยวข้องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ผู้เช่าตึกของพ่อแม่รุ่นน้องที่บริษัท เด็กพาร์ทไทม์ที่คาเฟ่ชั้นหนึ่งใต้ตึกบริษัท ความเกี่ยวข้องที่ไม่น่าเป็นไปได้กับจีฮอนที่เพิ่งเกิดตอนที่ฉันโชว์โหนบาร์ในสนามเด็กเล่นโรงเรียนประถม เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอะไรขนาดนั้น อ้า ยิ่งกว่าเป็นไปไม่ได้คือไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้เลยสักครั้ง 

กีตาร์ที่จู่ๆ ก็ถูกพูดถึง จีฮอนที่เอาแต่จ้องกีตาร์โดยไม่พูดอะไรแล้วยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง และยกกีตาร์ขึ้นมาโดยไม่ลังเล 

“เท่ไหมครับ งั้นผมคงต้องเล่นให้ฟังสักเพลงสินะ” 

นิ้วเรียวยาวของจีฮอนสัมผัสกับกีตาร์บรรเลงทำนองที่เคยได้ยินในทีวีอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่นั้นจนถึงจบเพลง ดวงตากลมโตและดำสนิทใสกระจ่างของจีฮอนก็จดจ้องอยู่ที่ฮีแจ เป็นเพลงภาษาอังกฤษ สำเนียงที่ไม่ค่อยคล่องนักอาจทำให้หัวเราะเยาะได้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ความหมายของเพลงที่ไม่อาจเข้าใจได้อย่างชัดแจ้ง หากก็คงจะเป็นความหมายที่โรแมนติค 

เพลงจบลง ทั้งสองคนยังคงสบสายตาอยู่เช่นเดิม 

“ผมเท่ใช่ไหมครับ” 

“เอ่อ ก็ อืม นิดนึง” 

“อะไรกัน เท่ก็บอกเท่ ไม่ก็บอกไม่สิครับ” 

พอฮีแจที่เดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบปากเหมือนจะกลืนคำที่ตั้งใจจะพูดออกมา จีฮอนก็ยกยิ้มขึ้นอีกหน แล้วยังย่นจมูกใส่ด้วย 

"พี่เนี่ยน่ารักจังเลยนะครับ" 

ใบหูของฮีแจแดงขึ้นมาเล็กน้อย หากถามออกไปว่าลองจับดูสักครั้งได้ไหม ก็คงจะโดนเตะสวนเข้าให้ จีฮอนจึงเพียงแค่ยิ้มออกมา ต้นคอของจีฮอนที่พูดออกไปแบบนั้นก็แดงยิ่งกว่าหูของฮีแจเสียอีก 

 

* * * 

ความคิดเห็น