ฮะนะชิ

เมื่อผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งยกยอตนว่าสมควรเป็นผู้ครองโลก ผู้ไม่เห็นด้วยจึงต้องขัดขวางแผนการวินาศกรรมนั่นให้ได้! นิยายโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่นครั้งแรกของโลก! (อัพวันละตอน จ.-ศ. 15.00 น. , ส.-อา.และวันหยุด 11.00 น.)

ชื่อตอน : บทที่ 1-2

คำค้น : นิยายญี่ปุ่น นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ ศึกเดิมพันคนเหนือโลก แฟนตาซี ไซไฟ

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 143

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2563 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-2
แบบอักษร

...ยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อน 

เก๋าเฉิงแวะล้างหน้าในห้องน้ำ ภาพหน้าของเขาที่ปรากฏบนกระจกยังคงดูหนุ่มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับการสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็คสีน้ำเงินอ่อน จะมีก็แค่สีผิวดูขาวกว่าแต่ก่อนเท่านั้น 

 

วินาทีที่เขาเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ 

ฟิ้ว 

ไม้เบสบอลเหล็กพุ่งตรงมาจากแสงสลัวยามโพล้เพล้ แต่เก๋าก็ยังคงนิ่งเฉยต่อ ‘พิธีต้อนรับ’ อันคาดไม่ถึงนั้นได้ ชั่วพริบตานั้นเขาโค้งตัวหลบไปข้างหน้า ก่อนได้ยินคนหวดเสียงไม้เบสบอลอยู่ด้านหลัง เก๋าหันกลับไปทันทีก่อนจะปล่อยหมัดเข้าที่อกของอีกฝ่าย เจ้าของไม้เป็นชายกล้ามโตตัวใหญ่ยักษ์ เบ้าตาลึกของเขาไปทำให้ใบหน้าของเขาดูหดหู่ 

เก๋าใช้จังหวะที่ชายร่างใหญ่กำลังเขวเข้าไปในห้อง 

“ในที่สุดพวกแกก็มาจนได้” 

ชายร่างใหญ่พูดพร้อมกับลมหายใจที่ยังคงติดขัดพลางจ้องเก๋าไม่วางตา 

“พวกแก?” 

เก๋ายังไม่ทันจะเอ่ยปากถามต่อ ชายคนนั้นก็กระแทกตัวเข้ามาพร้อมกับเสียงคำราม เขาคงจะเคยฝึกซ้อมการสู้รบแบบเชี่ยวชาญมาก่อน การเคลื่อนไหวถึงได้คล่องแคล่วและไร้ซึ่งความลังเลใดๆ  

ไม้เบสบอลถูกหวดเข้ามาใกล้หัวพร้อมกับเสียงร้องคำรามที่ฟังดูโหยหวน แรงอาฆาตแรงกล้าทำเอาขนอ่อนบนหน้าผากของเก๋าลุกซู่ 

เก๋ากระโดดหนีไปด้านข้างทำให้ไม้นั้นกระแทกเข้ากับกำแพงเสียงดังปังแทน กำแพงนั้นแตกละเอียดจนบริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยฝุ่นผง เก๋ารีบคว้าแขนของชายคนนั้นในทันทีแต่ก็โดนปัดออกด้วยกำลังมหาศาลจนน่าตกใจ จังหวะที่เขากำลังตกตะลึงกับพลังแขนเกินมนุษย์ ชายร่างใหญ่ก็ตีเข่าเข้าที่ท้องอย่างแรง เก๋าเสียหลักเซไปข้างๆ และไม่ทันจะทรงตัวได้ อีกฝ่ายก็หวดไม้เข้ามาอีกรอบ 

“ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด!” 

องศาของไม้พุ่งเข้ามาที่ขมับ นอกจากมุมของการหวดไม้ การโจมตีนี้ไม่ต่างจากการโจมตีเมื่อครู่เท่าไหร่ เก๋าคิดในใจอย่างเยาะเย้ย ทำได้แค่นี้เองเหรอ แต่ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็หนักจนขยับตัวไม่ได้ดังใจคิด ความรู้สึกเหมือนโดนแรงดันน้ำใต้ทะเลลึกกดอยู่ จังหวะนั้นเอง สีตาสีดำสนิทของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเทาเย็น 

“เปลี่ยนแรงโน้มถ่วง หนึ่งจุดเจ็ดสามเท่าของค่าปกติ เปลี่ยนแปลงค่าตัวแปร เริ่มการคำนวน...” 

ข้อมูลที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตาแล่นเข้ามาในสมอง เขาเริ่มคำนวนหาวิธีรอดกว่าพันวิธีรวมไปถึงอัตราความสำเร็จในระยะเวลาเสี้ยววินาที เมื่อเก๋าเลือกวิธีที่คาดว่าเหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ได้ เขาก็ล้มตัวไปข้างหน้าเหมือนกับหุ่นลองชุดที่สูญเสียการทรงตัวทันที แรงเหวี่ยงจากไม้เฉียดผ่านท้ายทอยจนเส้นผมปลิวไปกับแรงลม 

ชายร่างใหญ่โดนหัวของเก๋าโขกเข้าที่หน้าอกหยุดหายใจไปชั่วขณะ 

ไม้เบสบอลกลิ้งลงไปกับพื้นเสียงดัง ชายร่างใหญ่เบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น เขาถอยหลังไปชิดพนังอย่างล่องลอยก่อนจะค่อยๆ ไถลตัวลงบนพื้น 

“นายอยากตายเหรอไง” 

เก๋ามองชายตัวใหญ่ตรงหน้าด้วยแววตาที่นิ่งเฉย 

ชายตรงหน้าส่งเสียงครวญครางไปมาพลางจ้องมาที่เก๋า แววตาแห่งความหวาดผวาลอยอยู่บนดวงตาคู่นั้น 

“เท่านี้ฉันก็มีเหตุผลที่จะฆ่านายแล้ว ส่วนวิธีก็มีอยู่เยอะแยะเลยล่ะ ตั้งแต่แบบทรมาณๆ ไปจนถึงแบบที่สบายยิ่งกว่ากินยานอนหลับ แต่ถ้านายยอมพูดทุกอย่างที่รู้ออกมา ฉันก็จะให้นายได้ตายสบายๆ” 

ร่างของชายคนนั้นเริ่มสั่นสะเทิ้ม แต่เก๋าก็ไม่สนใจก่อนจะพูดต่อ 

“นายก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเสียหน่อยนี่ นายน่ะอยากจะได้เงินเอาไปให้ครอบครัวก็เลยหันมาทำงานหลอกลวงชาวบ้าน แต่วิธีส่งเงินของนายน่ะมันหละหลวมเกิน นายคิดเหรอว่าคนส่งของมันจะปกป้องความลับของลูกค้าได้? จะให้ตามหาครอบครัวนายมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก” 

“อึก… แก ไอ้พวกเวร!” 

ชายร่างโตสูดล้มหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะกระเสือกกระสนยันตัวขึ้นหมายจะเข้าโจมตี แต่แรงนั้นก็คงจะเป็นแรงเฮือกสุดท้าย เพราะไม่ทันที่จะได้ปรี่เข้ามา ร่างใหญ่นั้นก็ล้มกองลงบนพื้น 

เก๋าที่ตกใจกับสิ่งที่เห็น เขาค่อยๆ ยื่นมือเข้าไปอิงใต้จมูกชายตรงหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ 

“นี่ตายแล้วเหรอ?” 

เก๋ากระพริบตาด้วยความสงสัย สีหน้าที่ดูโหดเหี้ยมบนหน้าชายร่างโตก็คลายลง 

“เวรกรรม” 

เก๋าลองตรวจสอบให้แน่ใจอีกรอบ แล้วพบว่าคนตรงหน้าหยุดหายใจแล้วจริงๆ จริงอยู่ที่ว่าไม่ควรจะเอาเรื่องครอบครัวมาขู่ แต่เขาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะตายได้ด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ 

ถ้าคิดว่าชายตรงหน้ามีโรคประจำตัวอยู่ก่อนก็คงจะพอฟังขึ้น แต่พอย้อนนึกกลับไปถึงท่าทีและคำพูดที่โหดร้ายของตนเมื่อครู่ก็ทำเอาขนบนร่างกายลุกซู่ด้วยความผวา 

อาการแบบนี้ไม่ใด้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก 

เมื่อหลายปีก่อน เขาชนะการต่อสู้ในศึกชิงเป็นชิงตายกับเพื่อนพ้องในสถาบันวิจัยเอสเอ็นพี ตั้งแต่นั้นมา มันก็ยากที่จะกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดาเหมือนคนทั่วไป เขาทำได้เพียงใช้ชีวิตเพื่อมุ่งหน้าต่อไปเท่านั้น หลังจากวันนั้น เก๋าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในพลังของตนเองด้วยเช่นกัน เดิมทีพลังของเขาทำให้การคำนวนสิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่นับจากตอนนั้น เขาเริ่มที่จะคำนวนจนคาดการณ์ได้ถึงปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ภายในเสี้ยววินาที ทว่า การได้พลังนั้นมาครอบครอง ทำให้ความรู้สึกนึกคิดเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลจนเกินความพอดี ครั้งแรกที่เขามีอาการนี้คือที่เชียงใหม่ เขาไม่เคยลืม วินาทีที่เข้าไปบุกฐานทัพของศัตรูแล้วใช้ปืนสั้นจ่อยิงศัตรูแบบ ‘เรียงหัว’ ทีละคนๆ อย่างเลือดเย็น เขาในตอนนั้นทำอย่างเฉยชา ราวกับว่าชีวิตของคนเป็นเพียงแค่ข้อมูลตัวเลข... 

นั่นคือความทรงจำอันขมขื่น 

เก๋าสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนมองไปรอบๆ ห้อง 

ห้องที่เขาอยู่เป็นห้องพักราคาถูกหาได้ง่ายๆ ในตัวเมืองของจีน ภายในห้องแคบและสกปรกเสียจนอยากจะเบือนหน้าหนี บนที่นอนมีคราบประหลาดฝังติดอยู่แน่น อีกทั้งยังได้ยินเสียงน้ำหยดไม่หยุดจากก็อกน้ำบนอ่างล้างหน้า 

ภาพตรงหน้านั้นดูคุ้นตาแต่ก็รู้สึกเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่เพียงแค่ในห้องนี้เท่านั้น ยังรวมไปถึงเมืองที่เรียกว่าจงไห่นี้ด้วย จริงๆ ที่นี่คือบ้านเกิดของเขา แต่เขากลับแทบจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่เลย 

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าออกจากเมืองไปตั้งแค่เมื่อไหร่ ความทรงจำของเก๋าเริ่มที่ฐานทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่กับการฝึกซ้อมตั้งแต่เช้ายันเย็น ส่วนเวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดก็ใช้ไปกับการให้กำลังใจเพื่อนพ้องร่วมกอง 

ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะกลับมาอีก แต่คนที่เขากำลังสะกดรอยนำเขามายังเมืองแห่งนี้ 

ใช่ เขาไล่ตามชายร่างใหญ่ ที่กำลังนอนแน่นิ่งเป็นศพจนตัวแข็งเย็นตรงเท้าเขาตอนนี้ 

เขาพบชายร่างใหญ่คนนี้ครั้งแรกบนหน้าหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นเป็นจังหวะที่เขาเปิดสำนักงานนักสืบในเซี่ยงไฮ้เพื่อตามหาโอกะ ซาโตชิ เพื่อนพ้องคนอื่นๆ ต่างก็กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ บนโลกเพื่อเป้าหมายเดียวกัน แต่ผ่านไปครึ่งปีเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากซาโตชิ สถาบันวิจัยเอสเอ็นพี 

ที่โทงาคุเระควบคุมเองก็เงียบหายไปเสียจนนึกว่าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ 

จนกระทั่งวันหนึ่ง สายตาเขาก็สะดุดเข้ากับเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกตีพิมพ์อยู่บนหนังสือพิมพ์ ข่าวนั้นคือข่าวการโจรกรรมร้านเครื่องประดับใกล้สวนอวี้หยวนโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมไปยังคนร้ายได้ ซึ่งก็เป็นข่าวที่พบได้ดาษดื่นทั่วไป แต่ว่าในช่วงเวลาหลังจากเหตุการณ์นั้นไปหลายวัน ก็มีเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นหลายคดี ซึ่งทุกครั้งก็ไม่สามารถหาเบาะแสไปยังตัวคนร้ายได้เช่นเคย 

คนร้ายที่ก่อเหตุความวุ่นวายไปทั่วเชี่ยงไฮ้ปรากฏตัวอีกครั้งที่เจิ้งโจว ซึ่งคราวนี้เขาทิ้งร่อยรอยเอาไว้ และหลังจากที่ผู้ตรวจสอบได้นำข้อมูลนั้นไปวิเคราะห์ ก็พบว่าคนร้ายสูงร้อยแปดสิบเซนติเมตร แต่หนักเพียงหกกิโลกรัม ผลที่ได้ฟังดูไร้สาระ แต่เก๋าเลือกที่จะโฟกัสที่ข้อมูลวิเคราะห์นั้นและเฝ้าติดตามคดีต่อ 

สถานที่ต่อจากเจิ้งโจวคือจงไฮ่ เก๋าลังเลในตอนแรกแต่ก็ตัดสินใจเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มตามหาแหล่งกบดานของเป้าหมายและปิดฉากเมื่อครู่นี้ลงไป 

“เรื่องมันเป็นมายังไงละเนี่ย” 

เก๋าทึ้งหัวตัวเอง 

ถ้าหมอนี่ตายแบบนี้ เบาะแสทั้งหมดก็จะหายไปโดยไม่เหลืออะไรเลย 

ถึงเขาจะไม่เจอความเชื่อมโยงกันของชายคนนี้กับซาโตชิ แต่เพียงแค่ชายร่างใหญ่นี้เป็นผู้มีพลังพิเศษก็ถือว่าน่าสนใจแล้ว เพราะต่อให้เป็นเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกัน แต่หากลองสืบค้นเข้าไปลึกๆ แล้วอาจเข้าถึงข้อมูลที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ 

แต่ว่าเขากลับทำเรื่องน่าเสียดายไปเสียได้ 

เก๋าถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากทางเดิน เขาจึงรีบยกศพขึ้นวางบนเตียงก่อนจะหยิบผ้าห่มคลุมลงบนร่าง ในตอนนั้นเขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ดูแปลกประหลาด 

“นี่มันอะไร?” 

มีรอยสักประหลาดที่แขนขวาของชายร่างใหญ่ ลักษณะเป็นเส้นขีดง่ายๆ หลายเส้น ดูคล้ายกับภูเขา 

“รอยสักนี่ดูน่าสงสัยจัง” 

เก๋ากระซิบกับตัวเองระหว่างเดินสวนพนักงานโรงแรม 

ความคิดเห็น