ฮะนะชิ

เมื่อผู้มีพลังพิเศษกลุ่มหนึ่งยกยอตนว่าสมควรเป็นผู้ครองโลก ผู้ไม่เห็นด้วยจึงต้องขัดขวางแผนการวินาศกรรมนั่นให้ได้! นิยายโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่นครั้งแรกของโลก! (อัพวันละตอน จ.-ศ. 15.00 น. , ส.-อา.และวันหยุด 11.00 น.)

ชื่อตอน : บทที่ 1-1

คำค้น : นิยายญี่ปุ่น นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ ศึกเดิมพันคนเหนือโลก แฟนตาซี ไซไฟ

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 544

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2563 10:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-1
แบบอักษร

ทำนองเพลง ‘Zorba the Greek’ บรรเลงเบาๆ ไปทั่วห้องในยามเช้าตรู่ เสียงของบูชุกิขับกล่อมดึงเมโลดี้ให้เด่นออกมา บูชุกิเป็นเครื่องดนตรีที่คล้ายกีตาร์ก็จริง แต่ก็ไม่ควรจะนำกีตาร์มาเล่นแทนกันในเพลงทำนองแบบนี้ได้ 

คาเรนผู้ถูกขัดขวางการนอนจ้องมองโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่น พลางคิดถึงเรื่องทำนองเพลงที่ได้ยิน 

หลังจากควานมือหาบุหรี่จนเจอ เธอก็จุดไฟด้วยท่าทางชำนาญก่อนสูดควันเข้าปอด 

กี่ปีแล้วนะที่เริ่มสูบบุหรี่มา ห้าปีได้แล้วล่ะมั้ง? 

เธอจำไม่ได้แล้ว แต่ก่อนเธอไม่ถูกกับกลิ่นบุหรี่มาก ถึงขนาดแค่เอาเท้าเหยียบเข้าไปในห้องหัวหน้าที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ก็รู้สึกอยากอาเจียนแล้ว แต่ตอนนี้กลิ่นบุหรี่นั้นกลับทำให้เธอรู้สึกดี 

หลังจากพ่นเอาควันบุหรี่เฮือกสุดท้ายออกมา เพลงก็หยุดพร้อมกันพอดี เหลือเพียงโทรศัพท์มือถือยังคงสั่นอยู่ 

เมื่อคาเรนเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ เสียงดูมีอายุของหัวหน้าก็ลอยออกมา 

“ฉันบอกกี่ครั้งว่าให้เปลี่ยนเสียงเรียกเข้า คงมัวแต่ฟังเพลงแล้วสูบบุหรี่เพลินอยู่ล่ะสิ” 

คาเรนเหลือบไปมองนาฬิกา 

“นี่เพิ่งตีห้าเองไม่ใช่เหรอ แถมวันนี้วันหยุดด้วย” 

“เครื่องลงจอดตอนหกโมงเช้านะ” 

“นี่พูดเรื่องอะไรเนี่ย?” 

“นี่เธอลืมจริงๆ สินะ… ตื่นได้แล้ว! เธอจะต้องไปรับคนที่สนามบินเช้านี้นะ” 

“ตายแล้ว!” 

เธอต้องไปรับคนวันนี้จริงๆ ในตอนแรกเธอก็แอบบ่นว่ามันทับกันกับวันหยุด แต่เธอก็รู้ดี ว่าคำบ่นของเธอมันไม่มีผลอะไรกับคำสั่งจากเบื้องบน คาเรนเอียงคอหนีบโทรศัพท์มือถือที่ไหล่ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า 

“เดี๋ยวจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ! ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เครื่องบินเลทเป็นธรรมดา อีกอย่างนะ เครื่องอาจจะตกก็ได้ ใครจะไปรู้” 

“ฉันรู้ว่าเธอคงมีเรื่องที่อยากพูดหลายอย่าง แต่ว่า...” 

“ไม่มีหรอก!” 

 หลังจากรีบตัดสาย คาเรนก็รวบผมอย่างรีบเร่งพลางวิ่งลงมาจากบันได 

คนขับรถที่ควบตำแหน่งเลขาโผล่หน้าออกมาจากรถที่จอดรออยู่ด้านล่าง เมื่อเขาเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของคาเรนเขาก็ยกไหล่ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ 

“บอสครับ ผมรู้สึกเห็นใจคนอาร์เจนตินาที่บอสจะเจอวันนี้จริงๆ” 

“หุบปากไปเลยย่ะ!” 

 

สนามบินนานาชาติเอเธนส์มีรูปทรงที่ดูเป็นเอกลักษณ์เมื่อมองจากมุมสูง รูปแบบของเส้นทางวิ่งและเทียบท่าของเครื่องบินดูเหมือนลู่วิ่งบนสนามแข่งกีฬา ราวกับผู้ออกแบบเรียนรู้มาจากความคิดอันวิจิตรศิลป์ของเหล่านักปราชญ์สมัยโบราณ ส่วนอาคารผู้โดยสารสีเทาอ่อนที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางของสนามบินนั้นเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม และมุมแต่ละมุมนั้นมีเส้นทางเดินทอดยาวออกไป 

คาเรนมองไปรอบๆ อาคารผู้โดยสาร เธอไม่ชอบดีไซน์ของที่นี่สักเท่าไหร่ ลูกศรกำกับเส้นทางก็ไม่ค่อยจะดีนัก เธอเฝ้ามองผู้คนที่เดินซ้ายทีขวาทีด้วยความเร่งรีบอยู่สักพักจนหมดหวัง 

“บอสครับ ให้ผมเอาป้ายออกมาไหมครับ?” 

เลขาของเธอถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

“มีของแบบนั้นด้วยเหรอ?” 

“ดูนี่สิครับ!” 

หลังจากดึงแท็บเล็ตออกมาจากกระเป๋าสะพาย เลขาก็ดึงภาพของฮูลิโอ นักสืบชื่อดังชาวอาร์เจนตินาขึ้นบนหน้าจอก่อนจะชูขึ้นจนสุดแขน 

“ทำการบ้านมาดีเลยนี่” 

คาเรนพูดขึ้นแล้วมองจ้องไปที่ภาพก่อนจะยื่นมือไปยังแท็บเล็ต 

“ทำแบบนี้ ให้สีเทามันเข้มขึ้น… แล้วก็เปลี่ยนเป็นขาวดำ แบบนี้สิดี เอาแบบนี้แหละ” 

คาเรนถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วจ้องมองผลงานอย่างพอใจ สีหน้าของชายมีเคราเหนือริมฝีปากบนหน้าจอดูมืดหม่น ไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควรนัก 

“นายช่วยถอยไปห่างๆ ฉันหน่อยจะได้ไหม?” 

เลขาที่โดนคาเรนไล่ออกไปขยับตัวห่างด้วยท่าทีขุ่นเคือง 

คาเรนเอนตัวพิงราวจับอย่างชอบใจพลางนึกถึงข้อมูลของฮูลิโอที่ได้มา 

ถ้ามองแบบไม่ลำเอียง นักสืบชาวอาร์เจนตินาคนนั้นถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถแบบที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกลำบาก วิธีไขคดีไขคดีต่างๆ ของเขาล้วนแปลกพิศดาร และมีความคิดที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรเป็นไปได้อย่างเข้มงวดแบบนี้ อาชีพนักสืบควรเป็นอาชีพพที่หายไปได้แล้ว 

การที่อาชีพนักสืบยังคงเป็นที่รักและต้องการสำหรับชาวละตินก็อาจจะเพราะมันฟังดูโรแมนติก แต่สำหรับคาเรนนั้นเรื่อง ‘โรแมนติก’ ก็มีความหมายไม่ต่างกับเรื่อง ‘ไร้สาระ’ หรอก 

จะว่าไป ทำไมฉันจะต้องเป็นคนมารับเขาด้วยล่ะ? เธอก็เป็นคนที่ไม่รู้จักวิธีต้อนรับดูแลใครมาแต่ไหนแต่ไร คนอาร์เจนตินานี่เขากินอะไรกัน? จิ้งจกย่าง อะไรแบบนั้นเหรอ? 

คาเรนคิดเรื่องนั้นไปเรื่อยๆ ฆ่าเวลาเล่น แต่จนแล้วจนเล่าคนที่รอก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นจนเธอเริ่มจะอารมณ์เสีย 

เข็มนาฬิกาที่ข้อมือชี้บอกเวลาหกโมงสี่สิบห้านาที 

“นี่รอมาหนึ่งชั่วโมงแล้วนะ! ฉันน่ะเป็นถึงสายลับมือหนึ่งของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ! ให้ตายสิ เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงให้คนแบบฉันต้องมารอเนี่ย” 

“แต่บอสครับ… พวกเราเองก็มาถึงช้า เท่ากับว่าเพิ่งรอแค่ยี่สิบนาทีเองนะครับ...” 

“แต่ฝุ่งนู้นก็ผิดที่มาช้านะ” 

ในจังหวะนั้น ชายผมสั้นเชื้อสายเอเชียก็เข้ามาใกล้ด้วยท่าทีรีบร้อน ดูอายุก็น่าจะราวๆ สามสิบต้นๆ เขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเทาที่ดูเข้ากันดีกับกางเกงสีกากีเข้ม เป็นแฟชั่นที่ใส่ได้ทุกโอกาส แต่ก็ให้ความรู้สึกอิสระ ไม่ยึดติดกับอะไร เปรียบเหมือนกับวัยรุ่นที่ดีดกีตาร์ตรงทางเดินรถไฟใต้ดิน 

ชายคนนั้นจ้องมองรูปที่เลขาของเธอถืออยู่อย่างไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความไม่มั่นใจ 

“ขอโทษนะครับ คุณเป็นคนจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติหรือเปล่าครับ?” 

คาเรนตกใจ 

“ทำไมถึงรู้ล่ะ?” 

“โล่งอกไปที!” 

ชายคนนั้นยื่นมือมาหาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม 

“ผมคือฮูลิโอครับ” 

“เอ๊ะ? ใครนะ? เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ?” 

ความคิดเห็น