tukkatamii
Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หมอครับ...ทานข้าวหรือยัง

ชื่อตอน : หมอครับ...ทานข้าวหรือยัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.พ. 2563 17:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หมอครับ...ทานข้าวหรือยัง
แบบอักษร

หมอครับ...ทานข้าวหรือยัง

 

 

ผมตื่นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาช่วงดึกแล้วภายในห้องมืดสนิทคนที่นอนกอดผมอยู่ก็หายไปพอเอื้อมมือไปกดเปิดไฟที่หัวเตียงเสร็จก็คว้าเอามือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงมาเปิดดูเวลาอีกห้านาทีจะเที่ยงคืนตอนนี้พยาธิในท้องผมเริ่มแตกตื่นหิวแล้วสิผมลุกออกจากเตียงเดินบิดขี้เกียจไปที่ประตูห้อง

 

 

เปิดประตูออกมาก็เจอไอ้หมวดมันเปิดประตูเข้าพอดีพร้อมถุงของกินเหมือนรู้เข้าออกบ้านกูอย่างกับบ้านตัวเอง-_-"

 

 

“ตื่นแล้วเหรอ”

 

 

“ละเมอมั้ง”

 

 

“งั้นเดี๋ยวทำให้ตื่น”

 

 

“ทำไง” ถามจบไอ้หมวดยักษ์มันก็เดินเอาถุงในมือไปวางที่โต๊ะกินข้าวในครัวแล้วเดินกลับมาที่ผมก่อนจะก้มลงมาจูบแรงๆ ที่ข้างแก้มผมเต็มรัก

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะสะลึมสะลือหรือตกใจเกินไปผมลืมตัวไปผลักมันออกจนกระทั่งได้ยินเสียงกระแอมกระไอมาจากด้านหลัง

 

 

“ขอโทษนะคร๊าบไอ้ตัวกระผมนี่ยังอยู่ตรงนี้นะคร๊าบจะสวีทจะหวานอะไรก็เกรงใจคนนอกอย่างกูบ้างเถ๊อะ”

 

 

“มึงจะตื่นมาทำไมตอนนี้วะ” ผมผลักไอ้คนตัวสูงออกแรงๆ หลังจากรู้สึกตัวแทนที่มันจะนึกอายบ้างยังมีหน้าไปว่าไอ้หมวดเจเสียอีกเดี๋ยวดิจริงๆ ผมต้องโกรธไม่ใช่เหรอ

 

 

“เมื่อไหร่มึงจะกลับบ้านมึงสักทีวะ”

 

 

“บ้านมึงก็มีทำไมมึงไม่กลับ”

 

 

“ก็กูจะอยู่กับแฟนกูผิดหรือไง”

 

 

“หมอเขาบอกเหรอว่าเป็นแฟนมึงไอ้ขี้ตู่”

 

 

“เดี๋ยวก็เป็น” ระหว่างที่สองเพื่อนซี้กำลังเถียงกันเอาเป็นเอาตายผมก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาไม่สนใจหัวข้อที่มันสองคนเถียงกันแม้ว่าตัวเองจะเป็นหัวข้อนั้นก็เถอะเพราะตอนนี้ผมหิว

 

 

“คุณซื้อไรมาเยอะแยะอ่ะหมวด” ผมถามเพราะเมื่อเดินมาเปิดๆ ดูก็เจอว่าเตธวัชมันซื้อของกินมาเพียบดึกขนาดนี้มันไปเอามาจากไหนเยอะแยะ

 

 

“กลัวหมอหิวผมเลยซื้อมาเผื่อ”

 

 

“หิวจริง”

 

 

“กูก็หิวเถอะไม่เห็นเผื่อกูมั้ง”

 

 

“อย่าสำคัญตัวไอ้เจ”

 

 

“สึด!!” หมวดเจคงหมดปัญญาจะเถียงเลยทำได้แค่เพียงด่าแล้วเดินตามผมมาที่โต๊ะ

 

 

หลังจากนั้นพวกผมทั้งสามคนก็ช่วยการแกะอาหารจัดใส่จานแล้วล้อมวงทานมื้อดึกกันแบบคนอดอยากแหงล่ะเล่นพากันหลับตั้งแต่บ่ายจนดึกไม่หิวสิแปลก

 

 

กริ๊งงงงงงงกริ๊งงงงงงงง

 

 

ยังไม่ทันจะอิ่มดีเวลาอาหารก็ถูกแทรกด้วยเสียงเรียกเข้าจากมือถือของพวกเราทั้งสามคนจนเกือบจะพร้อมๆ กันทำเอาพวกเราถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่กสุดท้ายก็เป็นผมที่เอื้อมมือไปหยิบมือตัวเองมากดรับสายก่อน

 

 

~หมอปีย์~

 

 

“ไงปีย์”

 

 

“พี่ชินผมจำได้ว่าพี่กำลังทำคดีฆาตรกรรมที่ศพอยู่ตัดหัวใช่ป่ะ”

 

 

“อืม”

 

 

“ผมว่าพี่มีเหยื่อเพิ่มแล้วล่ะ”

 

 

ผมวางสายจากปีย์วราแล้วเงยหน้าขึ้นมองอีกสองคนในห้องที่เพิ่งวางสายไปเหมือนๆ กัน

 

 

“ศพที่เก้า” พวกเราพูดออกมาพร้อมๆ กันสีหน้าแต่ละคนเหมือนอยากฆ่าตัวตายตามเหยื่อ

 

 

ผมมาถึงที่แผนกนิติเวชของตัวเองในชั่วโมงถัดมาหลังจากที่ได้พักบ้างตอนนี้สมองผมตื่นตัวเต็มที่พอมาถึงหมอปีย์ก็รออยู่แล้วต้องมันเดินตรงมาที่ผมทันทีที่เห็นหน้า

 

 

“ผมจำได้ว่าพี่รับทำคดีนี้กับสองหมวดพอได้รับแจ้งผมก็ออกไปทันทีเลยแล้วก็รีบแจ้งพี่”

 

 

“พบศพตอนกี่โมง”

 

 

“สามทุ่มครับ”

 

 

“ไม่โทรบอกพี่เลย”

 

 

“โทดทีพี่ผมเห็นพี่ออกเวรแล้วเลยไม่อยากกวน”

 

 

“ตอนนี้ศพอยู่ไหน”

 

 

“รอพี่อยู่ในห้องชันสูตร”

 

 

ผมกับเจ้าปีย์ตรงไปที่ห้องชันสูตรระหว่างทางก็ส่งไลน์ถามข่าวสองหมวดที่ไปที่พบศพว่ามีอะไรคืบหน้าบ้างแต่ยังทันได้ไลน์ตอบกลับผมก็ถึงห้องชันสูตรพอดี

 

 

“มาแล้วหรือครับหมอ” พี่เจิงผู้ช่วยผมเอ่ยทักทายตอนที่ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องพี่เจิงกำลังถ่ายรูปศพเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อนจะทำความสะอาดอยู่

 

 

“ได้เรื่องไรมั้ยพี่”

 

 

“ใหม่เสียยิ่งกว่าใหม่ศพล่าสุดที่คุณหมอได้มาเหยื่อเสียชีวิตมาแล้วนานแค่ไหนนะครับ” พี่เจิงวางกล้องแล้วหันมาถามผม

 

 

“ราวๆ 40 ชั่วโมง”

 

 

“รายนี้เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่ถึง6 ชั่วโมงเลยพี่ตอนที่ผมไปถึง” ปีย์วราหันมาบอกผม

 

 

“สันนิษฐานเวลาตายเบื้องต้นคือช่วงสิบห้านาฬิกาถึงสิบหกนาฬิกา”

 

 

“แต่จะให้ชัวร์ต้องผ่าพิสูจน์”

 

 

“ผมกลับอีอาร์ก่อนนะได้เรื่องว่าไงอย่าลืมเล่าให้ผมฟังด้วยล่ะ” หมอปีย์มันหันมาบอกเพื่อขอตัวกลับแผนกก่อนจะเดินออกไปส่วนผมก็เดินไปอีกทางเพื่อเปลี่ยนชุดและจะได้ทำการตรวจสอบร่างไร้ศรีษะรายที่เก้ารายนี้

ผมทำอาชีพหมอนิติเวชมาหลายปีทั้งยังร่วมงานกับตำรวจมาหลายคดีไม่เคยมีคดีไหนที่ผมรู้สึกแบบนี้ไอ้ความรู้สึก...บัดซบทันทีที่ผมเดินกลับเตียงชันสูตรผมก็ต้องถึงกับชาวูบเมื่อเห็นร่างกายของเหยื่อรายที่เก้า

 

 

“หมวดเสร็จเรื่องยังมาที่นิติเวชด่วน” ผมกดเบอร์โทรหาเตธวัชโดยไม่รอมันตอบกลับทางไลน์

 

 

“ไปเดี๋ยวนี้แหละ” หลังจากรับคำผมไอ้หมวดมันก็ตัดสาย

 

 

ผมเดินเอาตรวจอย่างไปส่งตรวจที่แลปเองเพราะมีบางอย่างที่จะให้เจ้าหน้าที่เขาดูให้พอกลับมาถึงก็เจอว่าพวกตำรวจมาถึงห้องชันสูตรเรียบร้อยแล้ว

 

 

“เรียกผมมาด่วนถ้าไม่คิดถึงมากก็ต้องเป็นเรื่องสำคัญมากใช่ม่ะ” ไอ้หมวดมันถามทันทีที่เห็นหน้าผม

 

 

“เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา” ผมว่าให้ก่อนจะเดินไปที่เตียงชันสูตรที่มีร่างเหยื่อร่างที่เก้านอนอยู่

 

 

“มีอะไรเกี่ยวกับศพที่เก้าเหรอหมอ” เป็นหมวดเจที่ถามเข้าเรื่องให้

 

 

“พวกคุณเห็นอะไรเกี่ยวกับศพนี่มั้ง” พอผมถามสองเพื่อนสนิทก็มองหน้ากันคงตอบผมไม่ได้ท่าทางของมันสองคนทำเอาผมอยากกรอกตามองบน

 

 

“ผมว่าเราเคยเจอเหยื่อรายนี้”

 

 

“ห่ะ!”

 

 

“อะไรนะ”

 

 

“ดูดีๆ” ผมบอกพวกมันเบาๆ ทั้งสองคนเลยขยับมาข้างเตียงชันสูตรเพื่อพิจารณาร่างไร้ศรีษะตรงหน้าอีกครั้งอย่างละเอียด

 

 

“!!!” หลังจากให้ดูอย่างละเอียดไอ้สองตัวนั้นก็เงยหน้าหันไปมองกันเอง

 

 

“บ้านหมอเสริม” ที่อย่างนี้ล่ะรีบตอบเลยนะ

 

 

“ใช่”

 

 

“ผมจำรอยสักได้ผู้ชายที่กำลังทำพิธีอะไรสักอย่างเมื่อตอนบ่าย”

 

 

“ไล่ผีแม่ม่าย”

 

 

“แม่ม่ายลูกติดด้วย”

 

 

แค่กๆๆๆ ใครโดนส้นตรีนติดคอเหรอ

 

 

“ผีแม่ม่ายลูกติดมีผีแบบนี้ด้วย” เสียงหวานๆ แต่กวนอวัยวะเบื้องล่างเสียงแบบนี้มีคนเดียวในโลก

 

 

“มิ่ง? มาได้ไง” ผมหันไปมองต้นเสียงก็เจอผู้หญิงผมยาวใบหน้าสวยแบบสวยมากๆ ในชุดเอ่อนักศึกษาที่สภาพแบบเยิน

 

 

“ไฮหมอชินสบายดีป่ะ” มิ่งหรือมิ่งกัลยาน้องสาวต่างสายเลือดของอัยย์ศลาเรียกอีกอย่างคือไอ้ลูกลิงส่วนอัยย์ศลาเป็นใครเอาไว้ตอนนี้ผมค่อยเล่านะแต่ว่าตอนนี้มิ่งมันมาทำอะไรแถวนี้

 

 

“มาทำอะไรที่นี่”

 

 

“เออจริงฉันมาทำไรที่นี่” ว่าแล้วมิ่งมันก็เปิดประตูเดินออกไปเอ้าอะไรของมัน

 

 

“มิ่งมันมาดะ...”

 

 

“โว๊ะ...หมออ่ะ” ยังพูดไม่ทันจบเจ้าตัวมันก็เดินกลับมาอีกรอบ

 

 

“ทำไมชอบทำให้มิ่งสับสน” ผมไปทำอะไรมันตอนไหน

 

 

“มิ่งมากับหมวดเจอ่ะ” อ้าวไอ้หมวดทำไมไม่บอกผมหันไปหาคนพามา

 

 

“ยังไม่มีจังหวะบอกเลยเถอะ” เจ้าตัวมันแก้ต่าง

 

 

“อ่าาาศพ?!” ใช่ไงเอ็งเห็นเป็นหุ่นขี้ผึ้งหรอ

 

 

“อ๋ออออคดีนี้ป่ะที่อีผู้กองไปเรียกไออาร์มาช่วยทำแต่โยนมาให้ฉันแทน” มิ่งกัลยาถาม

 

 

“ใช่” หมวดเจหันไปตอบ

 

 

“ศะ...ศพที่เท่าไหร่แล้ว”

 

 

“เก้า”

 

 

“อู๋~~~” คนถามตาโต

 

 

“ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินวะอันตรายแล้วนั้น” จริงของน้องมัน

 

 

“ไออาร์บอกอะไรเรามาบ้าง” เตธวัชหันไปถามคนเด็กกว่ามิ่งกัลยาเบะปากยักไหล่ท่าทางเซ็งจัด

 

 

“บอกแค่ว่าไม่ว่างไปทำงานนี้ให้หน่อยมิ่งโซแซด” ยัยตัวดีมันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

 

“โว๊ะ!!” แต่สองหมวดดันร้องออกมาพร้อมกัน

 

 

“อะไรกัน”

 

 

“จริงดิหมอชินได้ข่าวว่าคุณได้อะไรคืบหน้ามาตั้งเยอะแล้วหนิ”

 

 

“ก็ได้อะไรมาบ้าง”

 

 

“งั้นหมอรู้ยังว่าที่พบศพรายล่าสุดอยู่ที่ใกล้ๆ ที่พบศพรายที่แปด”

 

 

“เอ๊ะ”

 

 

“เอ้อหมอ” มิ่งเรียกผมอีกครั้งหลังจากเดินดูสภาพศพของเหยื่อรายที่แปดกับที่เก้า

 

 

“ว่า” ผมที่ยังงงอยู่ที่มิ่งกัลยาโผล่มาแถวจึงได้แต่เอ๋อใส่

 

 

“หมอว่าการที่คนๆ นึงจะย้ายคนตายสักคันไปที่ไหนสักที่ทำยากป่ะ”

 

 

“ถ้าขนาดตัวคนตายไม่ใหญ่เกินไปก็ไม่ยาก”

 

 

“แล้วต้องคนตัวขนาดไหนถึงจะสามารถแบกคนน้ำหนักแปดสิบย้ายที่ได้”

 

 

“ถึงที่ผ่านมาเราจะไม่ได้ปักใจว่าคนร้ายมีคนเดียวแต่เราไม่คิดกันว่าจะมีหลายคนขนาดไหน”

 

 

“ที่เกิดเหตุถูกเก็บกว่าสะอาดขนาดนั้นคนทำไม่ได้มีคนเดียวแน่ๆ”

 

 

“ไหนจะเรื่องการตัดหัวเหยื่ออีก”

 

 

“ไออาร์ว่ามันไม่น่าใช่การปกปิดอำพรางเพื่อหลบการตรวจสอบตัวบุคคลและไม่น่าใช่การกระทำเพื่อบอกว่าเป็นฝีมือตัวเอง”

 

 

“จากรายงานที่ไออาร์เมลมาให้มิ่งว่าการตัดหัวเหยื่อน่าจะเป็นเรื่องที่ฆาตรกรจำเป็นต้องทำ”

 

 

“คนแบบไหนที่ฆ่าคนแล้วจำเป็นต้องตัดหัวทุกศพแบบนี้”

 

 

“สะกดวิญญาณ” หมวดเจมันว่าขึ้นมาเบาๆ จนทุกคนหันขวับไปมองไม่เว้นแม้แต่พี่เจิงที่เงียบมาตั้งแต่ต้น

 

 

“จำได้มั้ยในรายงานสถานที่พบศพที่แปดเราเจอธูปเทียนเหมือนมีการเซ่นไหว้อะไร”

 

 

“จริงๆ มันก็เคยมีนะพวกฆาตกรที่จะทำการสะกดวิญญาณหลังการฆ่าคน”

 

 

“ประเด็นคือฆาตกรฆ่าเหยื่อเพราะอะไร”

 

 

“พวกคุณก็เริ่มสืบจากเหยื่อรายที่เก้าสิก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใครนี้” มิ่งกัลยาออกความคิดเห็น

 

 

“ตอนเช้าเราไปที่ชุมชนนั้นอีกทีแล้วกัน”

 

 

“มิ่งไปให้ดีกว่า”

 

 

“ไม่ได้!!!” พวกเราทั้งสามคนพร้อมใจกันห้ามส่วนไอ้คนโดนห้ามน่ะเหรอกรอกตามองบนเรียบร้อย

 

 

“โอ้ยยยยแล้วใครบอกว่าจะไปคนเดียวเล่า”

 

 

“อ้าว”

 

 

“นี่มิ่งกัลยานะคะทุกคนไม่ใช่อัยย์ศลามิ่งยังกลัวตายอยู่”

 

 

“แล้วเราจะมายุ่งเรื่องนี้ทำไม”

 

 

“เอ้าหมอซื่อบื้อแท้เป็นหมอได้ไง” ไอ้นี่-_-"

 

 

“ตานี่เพิ่งตายเมื่อหัวค่ำอยู่ดีๆ มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้เดินตามหาไม่ต้องถึงคนร้ายหรอกเด็กปอสามยังรู้เลยว่าเนี่ยตำรวจ” มิ่งกัลยามันว่างั้นแต่...ก็จริงของมัน

 

 

“แล้วถ้าเป็นเราจะทำยังไง”

 

 

“โว้ยถึงว่าไออาร์ไม่อยากมาเองน่าหงุดหงิดชะมัด” อืมผมบอกไปแล้วใช่มั้ยว่ามิ่งกัลยาเป็นน้องสาวต่างสายเลือดของของอัยย์ศลาผู้หญิงที่อธิบดีกรมตำรวจยังไม่อยากเสวนาด้วยเพราะมักจะโดนต้อนให้จนมุมเสมอและถ้าอยากรู้อัยย์ศลาเป็นยังไงก็ดูมิ่งกัลยาไปก่อนสองคนนี้อย่างเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือดีเอ็นเอนอกนั้นไอ้มิ่งมันก๊อปปี้เพลสไออาร์มาหมด

 

 

“ส่งลายนิ้วมือขอประวัติทะเบียนราษฎร์แล้วใช่ป่ะ”

 

 

“อืม”

 

 

“ได้ชื่อมายัง”

 

 

“นายกรเดชอาจตะวงษ์” เตธวัชบอกชื่อเหยื่อให้มิ่งกัลยาฟังคงเป็นข้อมูลที่ได้ก่อนจะเข้ามาที่นี่เพราะข้อมูลที่มากับศพไม่มีชื่อ

 

 

“คนนี้มั้ย” ยัยมิ่งมันก้มกดๆ มือถืออยู่แป๊ปนึงก็เงยหน้าขึ้นมาถามพวกผม

 

 

“ใช่” หมวดเจพยักหน้าตอบเมื่อเปิดข้อมูลจากลิ้งค์ที่ส่งให้กันในหมู่งาน

 

 

“นี่เฟสบุ๊คผู้ตายมิ่งจะไปถามคนแถวนั้นด้วยเฟสอย่างน้อยคือคนที่ไม่รู้จะได้เข้าใจว่ามิ่งอาจจะเป็นญาติที่มาตามหาก็ได้”

 

 

“แล้วถ้าเจอคนที่รู้ล่ะ”

 

 

“คนที่รู้มีอยู่แค่สองกลุ่ม” ไอ้หมวดมันว่าแต่ผมยังไม่เข้าใจหรือกูโง่จริงอย่างไอ้มิ่งมันว่า

 

 

“2 กลุ่ม”

 

 

“กลุ่มคนสนิทกับกลุ่มคนร้ายไง”

 

 

“แล้วเราจะแยกได้ไงใครอยู่กลุ่มไหน”

 

 

“เฮ้ออออ” มิ่งกัลยาปรายตามองผมอย่างเหนื่อยใจก่อนจะถอนใจออกมาผมทำอะไรงั้นเหรอ

 

 

“แฟนใครวะ” ยัยตัวดีบ่นเบาๆ ส่ายหัวสองสามทีแล้วเดินออกจากห้องไปเลยกลับมาอธิบายก่อนดิ๊

 

 

“ไอ้หมวด” ผมหันไปตั้งใจจะถามหมวดเต

 

 

“ผมไม่รู้ไม่เห็นนะไอ้มิ่งมันพูดของมันเอง”

 

 

“แต่กูว่ามึงร้อนตัวว่ะ”

 

 

“กูเหรอกูเปล๊าาาา” ว่าจบมันก็ชิ่งตามมิ่งกัลยาออกไปเหลือเจธนินเอาไว้ให้ผมจ้องหน้าอย่างตั้งคำถาม

แต่นั้นแหละไม่ได้อะไรทั้งนั้นเมื่อหมวดเจส่งแค่ยิ้มแหย่ให้แล้วรีบตามออกไปอีกคน

ระหว่างรอเช้าผมขออธิบายคร่าวนะครับว่ามิ่งกัลยาเป็นใครยัยตัวแซบนี้เป็นนักศึกษามหา’ ลัยปีสุดท้ายเรียนภาควิชาจิตวิทยาสนใจเป็นพิเศษคือจิตวิทยาฆาตกรรมเป็นเด็กที่ส่อแววมาทางนี้ตั้งแต่อยู่มอต้นมิ่งกัลยาเป็นเด็กประหลาดชอบการสืบสวนสอบสวนแต่...เกลียดตำรวจอันนี้มันย้อนแย้งในตัวเองพอประมาณตอนสิบหกดันจับพลัดจับผลูรู้จักกับอัยย์ศลาที่ตอนนั้นยังเป็นตำรวจสากลอยู่เลยโดยบังเอิญและสองคนนี้ก็ดันมีความบังเอิญร่วมกันหลายอย่างเช่นหน้าตาเหมือนกันอย่างกับฝาแฝดนิสัยเหมือนกันจนแยกไม่ออกต่างกันก็แค่อายุกับดีเอ็นเอเถอะแล้วไม่รู้อัยย์ศลาหรือที่พวกตำรวจเรียกไออาร์ถูกใจหรือเห็นแววอะไรจากน้องต่างสาวเลือดคนนี้

ยัยนั้นเล่นสอนทุกอย่างให้มิ่งกัลยาแบบฟลูออฟชั่นทั้งการต่อสู้ทั้งทักษะการสืบคดีดีอยู่อย่างมิ่งกัลยาไม่หัวร้อนแบบอัยย์ศลาดังนั้นบางครั้งบางทีไอ้ตัวดีมันก็มาช่วยทำคดีแบบงงๆ พักเรื่องมิ่งกัลยาไปก่อนอยากรู้อะไรไปอ่านที่เรื่องของมันเองแล้วกันกลับมาที่เรื่องของผม

 

 

พวกเรากลับไปที่ชุมชนริมคลองอีกครั้งในช่วงสายสาเหตุเพราะไอ้หมวดเตกับหัวหน้าของมันทะเลาะกันเรื่องที่มิ่งกัลยาจะมาช่วยทำคดีพอเถียงไปไม่จบน้องรักไออาร์เลยพูดขึ้นมาว่าถ้ายังไม่เลิกเถียงกันจะกลับบ้านนอนแล้วไม่ต้องตามอีกนะรำคาญ!! ลืมที่ผมบอกว่ามิ่งกัลยาไม่ใช่คนหัวร้อนไปก่อนนะครับแต่นั้นแหละสุดท้ายทั้งหัวหน้าและลูกน้องเลยต้องสงบปากสงบคำแยกย้ายกันไปทำงานทำการ

 

 

พวกเราสี่คนมาในชุดลำลองธรรมดามีเพียงไอ้มิ่งเท่านั้นที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษาแต่สภาพ...ช่างมันเถอะเอาเป็นว่ายัยมิ่งเด็กถามคนไปทั่วในสภาพแบบนั้นแต่ก็ยังไม่ได้อะไรจนกระทั่งเจ้าตัวแสร้งเดินไปถามที่สำนักของหมอเสริมคนที่นั้นก็บอกว่าไม่รู้จักพวกผมนึกแปลกใจเมื่อเห็นว่าคนของสำนักบอกไม่รู้จักทั้งๆ ที่เมื่อวานนายกรเดชยังมาทำพิธีไล่รังควานอยู่ยังไม่ทันจะคิดอะไรออกละครฉากใหญ่ก็เกิดแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อมิ่งกัลยาดันเล่นฉากโศกคร่ำครวญถึงการหายตัวไปของนายกรเดชก่อนจะโวยวายว่าเป็นเพราะผีแม่ม่ายลูกติดชักหนักขึ้นทุกวันจริงๆ เห้อ

 

 

ไม่รู้ไอ้ตัวยุ่งมันคุยอะไรกับหมอเสริมกลายเป็นว่าหมอเสริมนัดแนะให้ทำพิธีกรรมตามหายคนหายก่อนจะไล่ทุกคนออกจากสำนักโดยให้เหตุผลว่าพิธีดังกล่าวอันตรายอาจจะทำให้มีภูตผีตามคนอื่นกลับบ้านไม่รู้ตัวเจอแบบนั้นพวกผลก็เลยต้องลงมาจากบ้านแต่ก็พาไปแยกย้ายไปจุดต่างๆ เพื่อสังเกตการ

 

 

ไลน์~

 

 

ข้อความจากไอ้หมวดเตผมเปิดดูจึงพบว่าเป็นรูปภาพ

หมวดเต: มิ่งมันว่ากลิ่นคาวเลือดชัดเจนมา

หมวดเต: เราน่าจะเจอตอ

ตอคดีนี้หรือจะเพิ่มอีก

คดียังไม่รู้เลย: เป็นหมอนิติ

หมวดเต: อย่าเพิ่งมีมาอีกเลย

แค่นี้ก็ไม่ได้นอนแล้ว

ดูไปก่อนก็ได้มั้งคุณ: เป็นหมอนิติ

หมวดเต: ส่งรูปภาพ

นี้มัน?? : เป็นหมอนิติ

หมวดเต: ใช่ยากลุ่มเดียวกับที่เจอในศพมั้ย

อืม: เป็นหมอนิติ

5 นาที

หมวดเต: ผมแจ้งผู้กองแล้วเดี๋ยวจะเข้าไปใกล้ๆ ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้เข้าไปช่วยมิ่งทัน

ระวังตัวด้วย: เป็นหมอนิติ

 

 

หลังจากส่งข้อความสุดท้ายผมก็เก็บโทรศัพท์ตั้งใจว่าจะเดินดูในรัศมีรอบๆ แถวนี้ถ้าที่มิ่งมันว่าเป็นเลือดจริงๆ แถวๆ นี้น่าจะมีอะไรให้ดูบ้างความรู้ที่เคยไปอบรมกับพวกพฐ. เอามาใช้บ้างก็ดี

 

__________________________

ไรท์ : อย่าเพิ่งเครียดกันนะ มันเป็นงานนนน หมอกับหมวดของเขามีงานมีการทำ ถึงมันจะเครียดไปหน่อยก็เถอะ //ได้ข่าวว่าเรื่องนี้ บันเทิง ?? ใจเย็นดิ อิอิ อย่าเพิ่งว่าเขานะ แฮ่~

ความคิดเห็น